ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ๓๖. บทที่ ๑๕ จิตใจที่ไม่ยอมแพ้ (๑)


            ลานประลองที่ใช้สำหรับการแข่งขันยิงธนูและฟันดาบเมื่อช่วงเช้าตกบ่ายกลับกลายเป็นลานเตรียมช้างเชือกหนึ่งซึ่งจะถูกใช้ในการประลองฐานที่สาม

            ฝุ่นผงภายในถูกลมหอบหนึ่งพัดม้วนวนเรี่ยไปกับพื้นชวนให้รู้สึกวังเวง แห้งแล้งและเดียวดาย...


            แม้ด้านนอกจะแว่วเสียงจอแจคึกคักของผู้คนที่เฝ้ารอชมฉากสุดท้ายของการชิงชัยแต่กลับคล้ายเสียงก่นสาปจากโลกอื่น.. โลกที่ไม่เคยมีความปรารถนาดีใดๆต่อเจ้าทิพเลย..

            ชายหนุ่มนั่งอยู่บนแคร่ข้างช้างของตนซึ่งไปคัดเลือกมาตอนพักเที่ยงปล่อยร่างให้หมอหลวงตรวจรักษาอาการบาดเจ็บไป

            “กระดูกซี่โครงไม่ได้หักแต่กล้ามเนื้อและเอ็นรอบบริเวณอาจฉีกขาด.. ข้าว่าท่านอย่าได้แข็งขืนต่อไปเลยแค่เอี้ยวตัวก็เจ็บปวดมากแล้ว” หมอหลวงวินิจฉัยอาการด้วยสีหน้ากังวล

            เจ้าทิพรับฟัง ได้แต่ทอดถอนลมหายใจนิ่งเงียบไม่กล่าวกระไร


            ครั้นแล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นเป็นภาษาจีน..

            “คิดจะยอมแพ้แล้วหรือ”

            “ท่านอาจือกง”ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมอง แววตาฉายประกายตื้นตัน แม้จะเป็นเพียงคำถามสั้นๆ แต่น้ำเสียงแสดงชัดถึงความอาทรห่วงใยบางทีอาจือกงอาจเป็นคนเดียวที่ตนจะหวังพึ่งได้

            “หลานไม่คิดจะยอมแพ้ และไม่เคยคิด..แต่ หลานไม่รู้จะเอาชนะได้อย่างไร” กล่าวทั้งที่น้ำตาคลอเบ้าคิดถึงผลแห่งความพ่ายแพ้ ทั้งถูกสักบ่าประจาน ถูกเนรเทศขับไล่ให้พ้นเขตแดนและอาจถูกปฏิเสธห้ามเข้าเมืองที่มีสัมพันธไมตรีต่อปตานี

            “เจ้ากำลังคิดถึงผลของความสูญเสียอยู่ใช่หรือไม่”

            เจ้าทิพนิ่งงัน สายตาเพ่งมองผู้เป็นอาซึ่งหยั่งรู้จิตใจตน

            “ท่านหมอออกไปเถอะให้ข้าได้อยู่กับท่านเซียงจือกงตามลำพัง”

            หมอหลวงลุกขึ้นจากแคร่ เก็บล่วมยาเตรียมจากไปแต่ยังกล่าวทิ้งท้ายว่า

            “อย่างไรเสียก็อย่าเอาชีวิตไปเสี่ยงต่อเลย.. สภาพของท่านคงไม่อาจฝืนอาการบาดเจ็บได้ไม่มีทางจับอาวุธร่ายรำได้คล่องแคล่วหรอก”

             

            ด้วยความเป็นห่วงในตัวเจ้าทิพ เซียงจือกงซึ่งนั่งอยู่ใกล้ที่ประทับได้ขอพระราชทานพระราชานุญาตลุกออกมา

            “ทำไมถึงคิดว่าเจ้าจะไม่สามารถเอาชนะได้”ผู้ยิ่งใหญ่แห่งท้องทะเลถามขึ้นทันทีที่หมอหลวงผละจากไป

            เจ้าทิพก้มหน้านิ่งตอบคำ

            “เดิมทีหลานคิดว่ามีจังหวะเพลงอาวุธและความเร็วที่เหนือกว่า..แต่แล้วสิงขรกลับรวดเร็วกว่า อีกทั้งการบังคับช้างม้าก็เป็นจุดอ่อนของหลาน..แล้วตอนนี้ ยิ่งร่างกายได้รับบาดเจ็บ.. หลาน..”

            ชายหนุ่มพูดได้เท่านั้นก็จำต้องหยุด มือบีบรั้งแขนของอาจือกงแน่น เสมือนหนึ่งจะหาที่พึ่งยึดเหนี่ยวไว้และเหมือนจะพยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้หลั่งไหลออกมาอีก

            “ถ้าเจ้าถูกเนรเทศก็ล่องเรือไปกับอา ท้องฟ้าแผ่นน้ำกว้างใหญ่ คงมีที่ให้เจ้าเริ่มต้นได้”

            ...ผิดคาด เจ้าทิพส่ายหน้า ฝืนน้ำตามิให้ไหลขบกรามกล่าวช้าๆ ชัดๆ

            “หลานจะออกไปสู้ขอตายอยู่กลางลานประลอง แต่ไม่ยอมให้ถูกขับไล่”

             

            เซียงจือกงมีรอยยิ้มน้อยๆขึ้นที่มุมปาก กล่าวว่า

            “ดีถ้าอย่างนั้นเจ้าต้องเข้าใจเรื่องสำคัญ ๓ เรื่อง”

            “เรื่องสำคัญสามเรื่อง..”ชายหนุ่มมองผู้อาวุโสซึ่งตนรักดุจญาติสนิท ทวนคำด้วยความไม่เข้าใจ

            “เรื่องแรก สำคัญที่สุดคือจิตใจ”พลางมองเจ้าทิพแล้วกล่าวอย่างลึกซึ้ง “ใจที่โศกเศร้าย่อมมืดมัวมันนำไปสู่ความโหดร้าย.. หรือไม่ก็ความอ่อนแอ เจ้าเป็นคนที่จิตใจดีงามย่อมไม่นำไปสู่ความโหดร้าย แต่จะฉุดรั้งเจ้าสู่ความอ่อนแอ”

            ชายหนุ่มนั่งนิ่งพยายามตีความให้เข้าใจ แต่ผู้เป็นอาพลันกล่าวต่อขึ้นว่า

            “หากเจ้าพ่ายแพ้พระบิดาจะทรงรักเจ้ามากขึ้นไหม..”

            “ไม่มีทาง”เจ้าทิพตอบชัดเจนทันทีอยู่ในใจ

            “แล้วมันจะเกิดประโยชน์อันใดเล่าที่จะมามัวคร่ำครวญเจ็บปวดใจ..ถ้าเจ้าพ่ายแพ้ ตัวเจ้ากับพระบิดาก็จบสิ้นกันถ้าไม่จบด้วยชีวิตที่สิ้นไปกลางสนามประลอง ก็จบด้วยการพลัดพรากจากกันตลอดกาล ยืนคนละผืนแผ่นดินตลอดไป...

            เจ้าต้องละทิ้งอารมณ์โศกเศร้าออกไปเสียเพราะมันปิดกั้นสำนึกการควบคุมสภาวะต่างๆ ของร่างกายเจ้าจนสภาพของเจ้าไม่ต่างจากผู้ฝึกอาวุธชั้นต้น”


            คำเตือนของอาจือกงเหมือนน้ำเย็นราดรดลงบนศีรษะเพราะมัวแต่เจ็บแค้นช้ำใจ ทำให้ภวังค์แห่งจิตไม่ก่อเกิด ไม่สามารถใช้ฌานกำหนดกระบวนเพลงอาวุธเท่ากับไม่มีเปรียบอันใดเหนือกว่าสิงขรเลย..อีกทั้งมีแต่เป็นผู้ชนะและเป็นผู้นำองค์ตุมพะทะนานทองกลับมา เราจึงจะได้ความรักของพระบิดากลับคืน

            เสียงอาจือกงยังกล่าวต่อ

            “เราได้ยินขุนพลสิงหลแจกแจงว่าบุตรชายของเขามีระดับจิตอยู่ในขั้นที่ ๘ ต่ำกว่าของเจ้าซึ่งอยู่ในขั้นที่ ๙.. จงยกระดับจิตของเจ้าและรักษาไว้ให้สูงกว่าของเขาหากยังต้องการเป็นผู้ชนะในครั้งนี้”

            เจ้าทิพตาเข้มแวววาวจ้องมองอาจือกงลึกซึ้ง เป็นคำตอบชัดเจนถึงความมุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยวบัดนี้ริ้วรอยเศร้าโศกได้ถูกขจัดหายไปแล้ว...


            “ดีมาก” ผู้นำกองเรือผ่านมหาสมุทรตบบ่าหลานชาย“เรื่องที่สองที่เจ้าต้องเข้าใจคือ การเลือกยุทธวิธีต่อสู้”

            “ยุทธวิธี..” ชายหนุ่มทวนคำ ด้วยไม่แน่ใจว่าอาจือกงจะหมายถึงอะไรอีก..มิใช่การออกไปสู้รบด้วยฝีมืออาวุธหรอกหรือ

            “เราผ่านดินแดนทะเลใต้มาหลายครา ได้ยินหลักการต่อสู้ของดินแดนแถบนี้มาก็มากมายหลักสำคัญที่คล้ายคลึงกันคือการกำหนดธาตุทั้งสี่ในตัว มีดิน น้ำ ลม ไฟประสานเข้ากับ ๔ องค์ประกอบคือ หนึ่งจิต สองจังหวะ สามความเร็วและสี่ความแข็งแกร่ง

             จิตเป็นส่วนสำคัญที่สุด เพราะควบคุมองค์ประกอบทั้งสาม..เมื่อยามเผชิญคู่ต่อสู้ที่สูสีหรือเหนือกว่า ให้พยายามสะกดคู่ต่อสู้ด้วยองค์ประกอบ๒ ส่วนต่อ ๑ ส่วน”


            เจ้าทิพฟังและพยายามตีความไปแต่ก็ไม่เข้าใจ..จนผู้ผ่านไปทั่วทะเลใต้อธิบายต่อว่า

            “ความเร็วข่มจังหวะจังหวะข่มความเข้มแข็ง และความเข้มแข็งข่มความเร็ว.. ทั้งหมดนี้แม้เป็นหลักธรรมชาติแต่ก็ขึ้นอยู่กับว่า.. ความเร็วแค่ไหนจึงทำลายจังหวะจังหวะล้ำเลิศแค่ไหนจึงจะทลายความเข้มแข็งและแข็งแกร่งแค่ไหนจึงจะสะกดข่มความเร็ว”

            หยุดชั่วครู่คล้ายให้หลานชายได้ใคร่ครวญพิจารณาก่อนกล่าวต่อว่า

            “มีแต่อาศัย ๒ สะกด ๑จึงได้ผลชนะที่แน่นอน ใช้ความเร็วและจังหวะ ย่อมชนะความแข็งแกร่ง.. ใช้จังหวะและความแข็งแกร่งย่อมชนะความเร็ว..และใช้ความเร็วบวกความแข็งแกร่งจึงชนะจังหวะ”


            ชายหนุ่มคล้ายเริ่มเข้าใจ พึมพำขึ้น

            “เมื่อระดับจิตของเรากลับสู่ระดับภวังค์สำนึกการควบคุมให้ความแข็งแกร่งเหนือกว่าสิงขรที่อยู่ในระดับจิตสำนึกย่อมเป็นไปได้เราย่อมได้เปรียบ ๑ ส่วนแล้ว ..แต่..” พลันมองหน้าอาจือกง หยุดไว้ไม่กล่าวต่อ

            “เจ้าคิดว่าสิงขรกำหนดความเร็วได้เร็วกว่าเจ้าและเพราะความเชี่ยวชาญในการบังคับช้าง จะทำให้จังหวะเหนือกว่าเจ้ากลายเป็นสิงขรมีเปรียบในอีก ๒ ส่วนที่เหลือ”

            “เป็นเช่นนั้นจริง ท่านอา”


            “เราแม้ไม่รู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกับความเร็วของสิงขรแต่รู้ว่าเรื่องนี้มีเลศนัย.. เราอาศัยกล้องส่องขยายทะเลไกลส่องเห็นสิงขรจงใจล่อลวงให้เจ้าขับม้าตามออกไปให้ห่างผู้คนครั้นไกลเกินกว่าสายตาของผู้ใดจะจับสังเกตได้ จึงกำหนดจิตเปลี่ยนความเร็วเป็นความเร็วที่เหนือกว่าเจ้า”

            “เป็นเช่นนั้นจริงๆ ท่านอาด้วยหลักวิชาการกำหนดจิตของลังกาสุกะ ไม่มีทางที่ผู้ใดจะเปลี่ยนมิติความเร็วได้ถ้ายังอยู่ในระดับจิตสำนึก..เท่าที่ท่านขุนพลบิดาของเขากล่าว สิงขรเองก็ยังอยู่ในระดับจิตสำนึก”

            “อืมเราเชื่อว่าเรื่องนี้อาจไม่มีผู้ใดในปตานีล่วงรู้ และสิงขรเองก็ไม่ต้องการให้ผู้ใดรับรู้..สิ่งที่เจ้าต้องทำคือการกำหนดวงต่อสู้ให้อยู่เฉพาะเบื้องพระพักตร์เท่านั้นการที่สิงขรจะบังคับช้างให้เตลิดหนีไกลเหมือนควบขับม้าก็จะผิดวิสัยยามเขาแสร้งเพลี่ยงพล้ำเจ้าก็อย่าถลำรุกไล่สิ่งนี้จะสะกดไม่ให้สิงขรใช้ความเร็วที่ซ่อนเร้นออกมา”

            “ใช่อย่างที่ท่านอาว่าเพียงข้าไม่รุกไล่ติดตาม สิงขรย่อมไม่อาจทำสิ่งน่าละอายขับช้างออกจากหน้าพระที่นั่ง”

            เจ้าทิพดีใจได้เพียงวูบของความคิดแต่แล้วก็ต้องสะดุดลงเมื่ออาจือกงกล่าวต่อว่า


            “แต่คนอย่างสิงขรถ้าจะต้องพ่ายแพ้ในครั้งนี้ มีหรือจะไม่ยอมเสี่ยงใช้ความเร็วที่ปิดบังออกมา”



    คล้ายกับเรื่องราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย ที่คุณอ่าน