ตอนที่ 32 หางาน
โดนสวี่ม่ายซุ่ยข่มขู่ไปขนาดนี้ ต้าเฉียงกับหู่จือก็ไม่กล้าขวางอีก ทั้งสองให้สัญญาณกันแล้วปล่อยให้สวี่ม่ายซุ่ยผ่านไป
พอพ้นจากทั้งสองคน สวี่ม่ายซุ่ยก็ไล่ตามหลินเซียวไป หลินเซียวถือรองเท้าพลางวิ่งเผ่นไปข้างหน้า วิ่งแล้วยังหันมามองแม่ไปด้วย
ยิ่งเห็นระยะห่างระหว่างแม่กับเขาใกล้เข้ามา ก็ร้องไห้เสียงดังทันที “แม่! ผมสำนึกผิดแล้ว ต่อไปนี้ผมไม่กล้าแล้ว!”
สวี่ม่ายซุ่ย “เหลวไหล! ลูกไม่แก้นิสัยอะไรเลย รู้จักแต่หลอกแม่เท่านั้นแหละ… แล้วทำไมมีแค่ลูกคนเดียว น้องล่ะอยู่ไหน?”
หลินเซียว “น้องผมไม่ได้ไป ผมให้เขากับเผิงเฟยกลับไปก่อนแล้ว”
“รอบหน้าผมไม่กล้าแล้ว แม่ไม่ต้องไล่ตามแล้ว”
สวี่ม่ายซุ่ย “แค่ลูกหยุดแม่ก็ไม่ไล่แล้ว”
หลินเซียว “ถ้าผมหยุดแม่ต้องเข้ามาใกล้ผมแน่”
สวี่ม่ายซุ่ย “ลูกจะหยุดไม่หยุด?”
หลินเซียว “แม่รับรองก่อนว่าจะไม่ตีผม ผมก็จะหยุด”
สวี่ม่ายซุ่ย “ฝันไปเถอะ”
สองแม่ลูกต่างไม่ยอมอ่อนข้อให้กัน ไล่กันมาตั้งแต่กลางหมู่บ้านยันนอกหมู่บ้าน
ตอนที่สวี่ม่ายซุ่ยเหนื่อยจนใกล้จะถอดใจ จู่ ๆ ก็เหลือบไปเห็นเงาร่างสูงใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลค่อย ๆ เดินมาทางพวกเธอ
สวี่ม่ายซุ่ยฟื้นคืนชีพในพริบตา ชี้หลินเจี้ยนเยี่ยแล้วตะโกนลั่น “คุณก้าวมาเร็ว ๆ หน่อย จับไอ้ลูกกระต่ายนี่ให้ฉันที!”
หลินเซียวเห็นพ่อเขาตั้งนานแล้ว ตอนแรกในใจยังคิดว่าโชคดี แต่พอเห็นแม่เขาเริ่มตะโกน ใบหน้าเล็กก็พลันแตกสลาย
“แม่! แม่ขี้โกง!”
สวี่ม่ายซุ่ยฟังจบก็ยักคิ้วด้วยความพอใจ “ไม่ใช่ว่าลูกวิ่งอยู่เหรอ? แม่จะคอยดูว่าจะวิ่งไปไกลแค่ไหน”
หลินเซียวโดนแม่ยั่วยุก็พลันได้ใจ มองหยั่งเชิงซ้ายขวา ยังจะคิดวิ่ง
ผลคือเพิ่งจะวิ่งลิ่วไปก็โดนหลินเจี้ยนเยี่ยหิ้วแขนลากกลับมา
“เขาทำอะไรอีก”
สวี่ม่ายซุ่ย “อยากตายหรือไง น้ำขึ้นแล้วยังไปว่ายน้ำที่ทะเลอีก!”
หลินเจี้ยนเยี่ยฟังจบสีหน้าพลันหนักอึ้ง “ปกติพูดให้ลูกฟัง ลูกก็ไม่จำเลยสักนิด”
หลินเซียว “ตอนผมไปน้ำยังไม่ขึ้น”
สวี่ม่ายซุ่ยเห็นเขายังปากแข็งก็เดินเข้าไปบิดหูเขาพลางพูด “มันไม่ใช่เรื่องน้ำขึ้นไม่ขึ้นหรอก ก่อนไปรับปากแม่ไว้ว่ายังไง?”
หลินเซียว “ไม่ไปเล่นน้ำ ถ้าผมไปเล่นน้ำก็ลงโทษให้ผมคัดอักษรร้อยตัว”
สวี่ม่ายซุ่ย “ถูก ประโยคนี้ลูกพูดเองนะ กลับไปแล้วคัดหนังสือมาให้แม่เลย”
“ไป!” สวี่ม่ายซุ่ยพูดจบก็ดึงหูหลินเซียวกลับไป
หลินเจี้ยนเยี่ยเห็นก็รีบไปขวางไว้ “คุณทำอะไรน่ะ? ในหมู่บ้านคนเยอะออกขนาดนั้น เขาเห็นแล้วจะขำเอานะ”
สวี่ม่ายซุ่ย “เมื่อกี้ฉันไล่เขามาตลอดทาง จะกลัวคนขำอะไรคะ ถ้าคุณกลัวคนขำนัก คุณก็ไปก่อนเลย”
หลินเจี้ยนเยี่ยมองสวี่ม่ายซุ่ย แล้วมองหลินเซียว หันขวับกลับไปเดิน ไม่นานก็สลัดสวี่ม่ายซุ่ยกับหลินเซียวพ้น
ผู้ชายคนนี้แม้บางครั้งดูหน้าไม่อาย แต่บางครั้งกลับหน้าบางกว่าใคร
แต่สวี่ม่ายซุ่ยที่ไม่สนสายตาคนอื่นตั้งนานแล้ว ก็ลากหลินเซียวกลับบ้านไปทั้งอย่างนี้
พอถึงบ้านก็สลัดหลินเซียวออก “รีบไปคัดอักษรให้แม่ ถ้าเขียนผิดไปตัวหนึ่งก็คอยดูแล้วกันว่าแม่จะตีลูกยังไง“
นัยน์ตาหลินเซียวทอประกายเด็ดเดี่ยววูบหนึ่งแล้วเข้าห้องไป
ไม่นานหลินเซียวก็เอาสมุดการบ้านออกมา สวี่ม่ายซุ่ยมองแล้วก็ประหลาดใจมาก
“นี่เขียนตอนไหน"
หลินเซียว “เพิ่งเขียนครับ”
สวี่ม่ายซุ่ย “คิดว่าแม่จะเชื่อเหรอ?”
เวลานี้หลินฟานได้เดินจากข้างนอกเข้ามาพอดี สวี่ม่ายซุ่ยจึงหันไปถามเขา “หลินฟาน พี่ชายลูกเขียนหนังสือตอนไหน?”
หลินเซียวฟังจบก็ส่งสายตาให้หลินฟาน หลินฟานมองหลินเซียวด้วยสีหน้างง ๆ แล้วยังไม่ตอบรับ
กลับเป็นสวี่ม่ายซุ่ยที่เห็นแจ่มแจ้ง “อย่ามัวแต่เล่นหูเล่นตา หันกลับไป”
รอหลินเซียวตามหลังมา สวี่ม่ายซุ่ยถึงได้ตะล่อมถาม “หลินฟาน พี่ลูกเขียนตอนไหน”
หลินฟานมองแผ่นหลังหลินเซียว ลังเลสักพักแล้วตอบ “เขียนเมื่อคืน”
สวี่ม่ายซุ่ย “ตอนนั้นปิดไฟหมดแล้ว เขาจะเขียนได้ยังไง”
หลินฟาน “พี่เขาก็จุดไฟ เขียนในผ้านวมเอา”
สวี่ม่ายซุ่ยฟังแล้วก็โกรธจนควบคุมไม่อยู่ “หลินเซียว! แกนะแก เตรียมหลอกแม่ตั้งนานแล้วนี่”
หลินเซียวเห็นแม่เขาโกรธเข้าแล้ว ตอบกลับด้วยสีหน้าเจื่อน “แม่ ผมไม่ได้ทำจริง ๆ ผมก็แค่นึกอยากเขียนหนังสือขึ้นมา ถ้าแม่คิดว่าไม่ได้จริง ๆ งั้นผมไปเขียนอีกรอบก็ได้”
สวี่ม่ายซุ่ย “เขียนอะไรอีก สันดานหมากลับไปกินขี้ของลูกนี่มันแก้ไม่หายจริง ๆ”
หลินเซียว “ทำไมเป็นงั้นล่ะ! ผมแก้สันดานตัวเองได้นะ! แล้วผมก็ไม่ใช่หมาด้วย”
สวี่ม่ายซุ่ย…
“งั้นรีบไปเขียนมา เขียนสองร้อยตัว”
หลินเซียวฟังจบก็พลันรู้สึกว่าชีวิตไร้ความหมายขึ้นมาทันที เขาหยิบสมุดก้าวกลับห้องไปด้วยท่าทางหนักอึ้ง
เวลานี้หลินเจี้ยนเยี่ยที่อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้วก็เข้ามา
“ทำไมวันนี้คุณถึงโมโหขนาดนี้ล่ะ?”
สวี่ม่ายซุ่ย “อย่าให้พูดเลยค่ะ จ้าวเป่ากั๋วบอกเรื่องที่แม่คุณมารึยัง?”
หลินเจี้ยนเยี่ย “บอกแล้ว”
สวี่ม่ายซุ่ย “คุณไม่มีอะไรจะพูดหรือไง?”
หลินเจี้ยนเยี่ย “คุณทำดีมาก เลยไม่มีอะไรต้องพูด”
สวี่ม่ายซุ่ย “ถ้าแม่คุณมาอีกจะทำยังไง?”
หลินเจี้ยนเยี่ย “คุณว่าควรทำยังไงล่ะ”
สวี่ม่ายซุ่ย “คุณไม่มีความเห็นอะไรเหรอ?”
หลินเจี้ยนเยี่ย “คุณจัดการได้ดีมากขนาดนี้ จะให้มีความเห็นอะไรได้อีก”
สวี่ม่ายซุ่ย “ไม่มีความเห็นอะไรก็ดีค่ะ”
“เรื่องที่ฉันให้คุณไปถาม คุณช่วยถามให้ฉันหรือยังคะ?”
หลินเจี้ยนเยี่ย “รีบทำไม ถ้าคุณไปทำงานแล้วหลินฟานจะทำยังไงล่ะ?”
สวี่ม่ายซุ่ย “ฉันตกลงกับพี่หลี่แล้ว ตอนฉันไปทำงาน หล่อนจะช่วยดูหลินฟานให้ อีกอย่างฉันคิดว่าพอผ่านช่วงเก็บเกี่ยวก็จะส่งหลินฟานเข้าโรงเรียน”
หลินเจี้ยนเยี่ย “เขาเพิ่งจะกี่ขวบเอง”
สวี่ม่ายซุ่ย “ส่งเขาไปเรียนเตรียมอนุบาลค่ะไม่ใช่เรียนประถม สรุปคุณได้ถามให้ฉันยังคะ หรือไม่ได้ถาม?”
หลินเจี้ยนเยี่ย “ถามแล้ว ในหมู่บ้านทางนั้นขาดนักบัญชี คุณจะทำหรือเปล่า?”
สวี่ม่ายซุ่ย “ในหมู่บ้าน?”
หลินเจี๋ยนเย่ “อืม คนบนเกาะความรู้ไม่สูง อีกไม่กี่วันก็จะถึงช่วงเก็บเกี่ยวประจำฤดูใบไม้ร่วงแล้ว เลยอยากได้นักบัญชีคอยคำนวณแต้มค่าแรงอยู่”
สวี่ม่ายซุ่ย “แล้วต้องทำอะไรบ้างคะ?”
หลินเจี้ยนเยี่ย “ที่ต้องทำก็มีคิดแต้มทำงาน ถึงเวลาก็ไปแบ่งอาหารกับพวกเขา”
สวี่ม่ายซุ่ยฟังจบนัยน์ตาพลันส่องประกาย “ทำสิคะ ทำไมจะไม่ทำ ไปที่นั่นก็ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องดูลูก”
อีกอย่างแบ่งอาหารกับเกษตรกร คุ้มกว่าซื้อกับพวกเขาตั้งเยอะ
หลินเจี่ยนเยี่ย “ถ้าคุณจะทำ พรุ่งนี้ผมจะไปคุยที่หมู่บ้านให้ ไม่ต้องให้พวกเขาหาคนแล้ว”
สวี่ม่ายซุ่ย “ตกลงค่ะ เย็นนี้คุณอยากกินอะไรคะ? ฉันจะไปทำกับข้าว”
หลินเจี้ยนเยี่ยมองแผ่นหลังที่ดูมีความสุขของสวี่ม่ายซุ่ย ก็ตอบกลับตามที่คิด “อะไรก็ได้”
พอตกเย็น สวี่ม่ายซุ่ยที่ตรวจการบ้านหลินเซียวเสร็จก็กลับเข้าห้อง พอไปถึงก็พบว่าหลินเจี้ยนเยี่ยยังอ่านหนังสืออยู่
“คุณไม่เหนื่อยเหรอ?”
“ไม่เหนื่อย” เขาเงยขึ้นมามองเธอด้วยแววตาลึกล้ำ “อาบน้ำเสร็จแล้ว?”
สวี่ม่ายซุ่ยฟังไม่ชัด ตอบอืมไปอย่างเฉื่อยชา ถอดรองเท้ากระโจนขึ้นเตียง
แต่ยังไม่ทันจะข้ามไปก็โดนจับข้อมือกดลงเตียง ยังไม่ทันตอบโต้ ก็เห็นไฟที่สว่างอยู่พลันดับมืด
ลมหายใจอันหนักหน่วงของหลินเจี้ยนเยี่ยกำลังพ่นใส่หน้าเธอ
………………………………………………………………………………………………………………………….
สารจากผู้แปล
งานทุกอย่างลงมาที่ม่ายซุ่ยคนเดียวเลย พี่เยี่ยช่วยแบ่งเบาภาระหน่อยค่า อย่าเอาแต่ทำลูกเพิ่ม
ชิวเฟิง