มาถึง่ปลายกุมภาพันธ์ ผมและน้องมิ้น เราสองคนค่อนข้างจะหวานกันมาก เกือบจะทุกวัน หลังกินข้าวเที่ยงด้วยกันเสร็จแล้ว พวกเราก็มักจะมานั่งกระหนุ่งกระหนิงกันที่ม้านั่งประจำ จนคนอื่นแถวนั้นอิจฉาตาร้อนกันตลอด ถึงขั้นเคยถูกครูเรียกพวกเราไปเตือนถึงความเหมาะสมมาแล้วว่า
“พวกเธอจะคบกันครูก็ไม่ได้ห้ามนะ แต่อยากให้คำนึงถึงความเหมาะสมและสถานะของพวกเธอตอนนี้ด้วย เพราะนักเรียนหลายคนมองพวกเธอเป็แบบอย่างในหลายๆ เื่อยู่นะ..”
ฟังดังนั้น พวกเราก็ได้แต่รับ “ครับ/ค่ะ..” กันไป แต่สุดท้ายพวกเราก็ยังคงสวีทหวานกันเหมือนเดิม (เพิ่งบอกคบกันได้ไม่นานเอง ขอหน่อยเถอะครับ)
ในเดือนหน้า (มีนาคม) จะย่างเข้าสู่่สอบเอนทรานซ์ รอบ 2 และการสอบปลายภาค ของเทอม 2 ตอนนี้ทุกคนเลยจะขะมักขะเม้นและวุ่นวายกับการอ่านหนังสือเตรียมสอบกัน เพื่อนๆ ผมหลายคนถึงขั้นอัดตารางอ่านหนังสือแน่นเอี๊ยด ตึงเครียดสุดๆ (เห็นแล้วปวดหัวแทน) ผมผู้ซึ่งไม่จำเป็ต้องเครียดเื่นี้แล้วแท้ๆ แต่พออยู่ท่ามกลางผู้คนเหล่านี้ ก็พลอยรู้สึกตื่นเต้นและกดดันไปกับพวกเขาด้วย
และเป็ปกติเกือบจะทุกวันของผม ่ค่ำก่อนนอน ผมจะโทรหาโลกทั้งสองของผม วันนี้ผมโทรหามิ้นก่อน พอวางสายมิ้นเสร็จ ผมก็โทรหาฟางต่อ (สลับไปมาแบบนี้ั้แ่ตกลงคบกับมิ้นอีกคน) ที่เลือกโทรหาฟางทีหลังเพราะคุยกับฟางไม่ต้องรีบวาง สามารถคุยกันได้นานเท่าไหร่ก็ได้ ไม่ได้เครียดหรือกดดันกับเื่การสอบแล้ว เพราะฟางก็ได้ที่เรียนแล้วเช่นเดียวกันผม
พอรับสาย พวกเราก็คุยกันเรื่อยเปื่อย แล้วฟางก็วกมาชวนคุยถึงเื่อนาคตของพวกเรา กังวลว่าพอไปอยู่โคราชแล้วจะไปพักอยู่ที่ไหน พวกเราต้องอยู่ใกล้ๆ กันจะได้ไปมาหากันสะดวก อย่างนั้นอย่างนี้... (ผมยิ่งฟังก็ยิ่งปวดใจชะมัด) จนเกือบจะหลุดไปหลายครั้งเหมือนกันว่าผมจะไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ แต่ถ้าบอกไปเธอคงต้องเสียใจมากแน่ๆ เลยพยามจะหาวิธีหรือช่องทางอะไรที่เป็ทางออกที่ดีที่สุด
เลยคิดได้ทางนึงคือ ‘งั้นก็ให้เธอไปอยู่กรุงเทพฯ กับเราสิ..’ แต่ผมจะทำยังไงหล่ะ ‘ลองยุให้เธอตั้งใจสอบเอนฯ รอบ 2 แล้วยื่นคะแนนไปมหาวิทยาลัยเดียวกันเราดีกว่า...’ ผมคิดว่าน่าจะเป็หนทางที่ดีที่สุดแล้วตอนนั้น ซึ่งผมก็คิดหาเหตุผลต่างๆ นาๆ เพื่อใช้หว่านล้อมได้แล้ว แต่ยังหาโอกาสเหมาะๆ ที่จะบอกและอธิบายไม่ได้ซักที กลัวเธอฟังแล้วจะไม่ตกลง...
จนถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ ก่อนสอบเอ็นทรานซ์ รอบ 2 ไม่กี่วัน วันนี้ผมตั้งใจจะบอกฟางเื่ที่ผมจะไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ แล้วกะว่าจะลองเสนอแิที่ผมได้คิดไว้ให้เธอพิจารณาดู ผมพยายามตั้งสติ และเรียบเรียงความคิดอยู่พักหนึ่ง จึงกดโทรไป...
“ฮัลโล... ฟาง วันนี้เรามีเื่สำคัญอยากจะคุยด้วยหน่อย สะดวกไหม..” ผมพูดไปด้วยใจที่ตุ้มๆ ต่อมๆ
“อื่ม ได้ๆ เค้าสะดวก แทนว่าไง..” ฟางตอบกลับมาอย่างสงสัย
“คือ... เราคงไม่ได้ไปเรียนที่โคราชกับฟางแล้ว... เราต้องไปเรียนต่อที่กรุงเทพ” ผมได้แจ้งบอกไป
เธอก็นิ่งเงียบไปพักนึง แล้วถามกลับมาด้วยเสียงที่สั่นๆ ว่า
“ทำไมเหรอ มีปัญหาอะไรรึเปล่า ไหนเราสัญญากันไว้แล้วไง..”
ผมได้ฟังแล้วเ็ปมาก คิดไว้แล้วว่าเธอจะต้องเสียใจ จึงพยายามอธิบายต่อไปว่า
“เราได้โควต้าเข้าไปเรียนใน ม.เกษตรศาสตร์ ซึ่งเป็มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ และที่บ้านก็อยากให้เราไปเรียนต่อที่นั้น เราปฏิเสธไม่ได้”
เธอได้ฟังก็เงียบไป ก่อนจะพูดด้วยเสียงที่สั่นเครือกว่าเดิมว่า “แล้วเค้าหล่ะ... จะทิ้งเค้าไปเหรอ...”
เ็ปสุดหัวใจ คำนี้คือผมจุกมาก คำว่าทิ้ง...ในหัวผมตอนนี้มีหลายความหมายมาก นอกจากจะเื่เรียนต่อที่กรุงเทพแล้ว ผมยังยังมีชนักปักหลังอยู่ พาลไปคิดถึงเื่ถ้าเธอรู้เื่น้องมิ้นอีกหล่ะ จะคิดว่าผมทิ้งเธออีกไหม ผมรู้สึกผิดในใจมาก แต่ก็ต้องรีบสะบัดความคิดเหล่านี้ออกจากหัว แล้วเริ่มอธิบายแิที่ผมคิดไว้ให้เธอฟัง…
“ฟางเข้าไปเรียนกรุงเทพกับเรานะ ลองเอาคะแนนไปยืนที่มอเดียวกับเราดู... หรือถ้าคิดว่าคะแนนยังไม่ดีพอ พวกเราก็ไปตั้งใจสอบเอนทรานซ์ รอบ 2 กันไหม เดี๋ยวเราไปสอบเป็เพื่อน เราอยากอยู่กับฟางจริงๆ นะ ไปกรุงเทพกับเราเถอะ..”
ผมพยายามหว่านล้อมเธอไปด้วยเหตุผลของตัวเองต่างๆ นาๆ (ตอนนี้มาคิดดู ตอนนั้นผมโคตรเห็นแก่ตัวเลย)
เธอก็ยังเงียบ...
“นะๆ ฟาง ไปสอบกันนะ..” ผมยังอ้อนวอนไม่เลิก
“เดี๋ยวเค้าเก็บไปคิดดูก่อนนะ เพราะเค้าก็เตรียมตัวสำหรับไปเรียนต่อที่โคราชเยอะมากแล้วด้วย... เค้าขอเวลาตัดสินใจก่อนนะ” เธอตอบกลับมาด้วยเสียงที่ไม่มั่นใจ
ผมก็พยายามหาเหตุผล ข้อดีต่างๆ พูดหว่านล้อมให้เธอฟังเพิ่มเติมอีกมากมาย จนอารมณ์ของเธอกลับมาปกติขึ้น ก่อนที่เราจะบอกฝันดีและวางสายกันไป...
หลังจากที่ผมได้พูดในสิ่งที่อัดอั้นเก็บไว้ในใจมาโดยตลอดออกไป ผมโล่งอกอย่างบอกไม่ถูก รู้สึกสบายใจขึ้นมาก และคิดเข้าข้างตัวเองว่า ‘เธอต้องได้ไปกรุงเทพกับเราจริงๆ แน่ๆ…’
และแล้วในวันถัดมา เธอก็โทรมาบอกผมว่าจะลองตั้งใจไปสอบเอ็นฯ รอบ 2 นี้ดู ไหนๆ ก็สมัครไว้อยู่แล้ว (ปกติจะสมัครสอบกันไว้คนละ 2 รอบอยู่แล้ว) ผมรู้สึกดีใจมาก และบอกเธอไปด้วยว่า ผมก็จะเข้าขอนแก่นไปสอบเป็เพื่อนเธอด้วย อีก 2-3 วันก็จะเริ่มสอบแล้ว
ผมเลยพยายามหาวิธีบิ้วรวมถึงกดดันให้ฟางอ่านหนังสือด้วยวิธีต่างๆ นาๆ เพื่อเตรียมสอบ (เพราะเราเริ่มอ่านช้าไปมากแล้ว) ผมโทรไปคุยให้คำปรึกษาช่วยติวตลอด แต่ทางไกลแบบนี้ รู้สึกว่าไม่ค่อยจะได้เื่เท่าไหร่ พวกเราเลยคุยกันว่างั้นเข้าไปหาที่พักในขอนแก่นก่อนสอบซักวันสองวัน จะได้ช่วยกันติวช่วยกันดูอย่างใกล้ชิดได้
ระหว่างนั้น ผมก็คุยกับน้องมิ้นไปว่าจะลองตั้งใจสอบเอ็นฯ รอบ 2 นี้ดูด้วย เผื่อได้คะแนนดีขึ้น อาจจะไปยื่นคณะที่ดีกว่าที่เดิมได้ และผมก็ยังบอกน้องไปอีกว่า ระหว่างที่ผมไปสอบนี้ อยากให้น้องตั้งใจอ่านหนังสือทบทวนเพื่อเตรียมสอบปลายภาคที่จะถึงในกลางเดือนนี้ด้วย ถ้าคะแนนน้องออกมาดี พวกเราจะได้ไม่ถูกครหากัน น้องก็เข้าใจและเห็นด้วย เลยจะไม่กวนผมใน่นี้
ก่อนวันสอบเอ็นทรานซ์ 1 วัน ผมยืนรอรับฟาง ที่ บขส. ขอนแก่น (ผมมาถึงก่อนเพราะเที่ยวรถบัสผมเยอะกว่า) พอรถบัสคันที่ฟางนั่งมาถึง ผมก็ไปดักรอตรงชานชลา พอเธอเดินลงมา ผมก็รีบเข้าไปคว้าเธอมากอดด้วยความคิดถึง (ทั้งๆ ที่ไม่เจอกันแค่เดือนเดียวเอง อาจเป็เพราะผมมีหลายเื่ในใจ)
แล้วเราก็นังรถสองแถวไปหาที่พักรายวันใกล้ๆ สถานที่สอบของฟาง ซึ่งดีตรงสถานที่สอบของฟางได้โรงเรียนขอนแก่นวิทยายนที่เป็โรงเรียนอยู่ใจกลางเมืองเป็ศูนย์สอบ ส่วนของผมก็ได้ที่โรงเรียนแก่นนครฯ ที่เดิม (ไกลกันพอสมควร)
ไม่นานพวกเราก็หาที่พักใกล้ๆ ได้ พวกเราเลือกห้องติดกัน จะได้ไปมาสะดวก หลังจากเก็บของกันเรียบร้อย ผมก็ไปเคาะประตูห้องฟาง เพื่อชวนเธอลงไปหาข้าวเที่ยงกินด้วยกัน ซักครู่ ฟางก็ออกมาพร้อมหยิบหนังสือของแบรนด์ (หนังสือติวสอบเอนฯ สมัยนั้น) ติดมาด้วย 1 เล่ม บอกจะเอาไปอ่านด้วยตอนกินข้าว ผมเห็นความตั้งใจของฟางแล้วผมก็ยิ่งยินดีและดีใจมาก หลังเรากินข้าวเสร็จ ก็รีบขึ้นห้องไปอ่านหนังสือต่อ...
ในการอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบที่หอพักคืนแรก ผมขอฟางเข้าไปอ่านในห้องฟางด้วย ตั้งใจจะไปช่วยฟางดูด้วย เผื่อมีตรงไหนสงสัย ไม่เข้าใจ จะได้ถามจะได้อธิบายกันได้เลย รอบนี้พวกเราสอบคนละ 8 วิชาเหมือนกัน โดยจะสอบวิชาหลักเหมือนกันหมด 7 วิชา (คณิตฯ ไทย สังคม อังกฤษ ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ) ส่วนในวิชาที่ 8 เราถึงจะต่างกัน ของผมจะเป็ความถนัดทางวิศวะ ส่วนของฟางเป็วัดแววความเป็ครู ดังนั้นพวกเราจึงมีวิชาที่คุยกันได้เกือบทุกตัว วันนี้พวกเราตั้งใจรีบอ่านวิชาที่จะใช้ในการสอบวันพรุ่งนี้ก่อน
พวกเราอ่านหนังสือด้วยกันเวลาล่วงถึง 3 ทุ่ม ผมเริ่มหิวข้าวแล้ว เลยตั้งใจว่าจะชวนฟางออกไปหาอะไรกินกันก่อน กะจะให้ออกไปพักสายตาด้วย แต่เหมือนเธอจะไม่อยากลงไป อยากจะใช้เวลาให้คุ้มค่าที่สุด ผมก็เลยไม่อยากกวน เลยเดินลงไปซื้อข้าวกล่องข้างล่างแล้วกลับขึ้นมานั่งกินด้วยกันข้างบนแทน ผมก็เปิดข้าวเปิดน้ำให้แล้วเอาไปวางที่โต๊ะ ส่วนผมก็กลับมานั่งกินของผมไป จนผมกินของตัวเองเกือบจะหมดแล้ว เธอก็ยังไม่ยอมแตะข้าวซักเม็ด ผมแอบรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาหน่อยๆ เลยเดินเข้าไปใกล้ๆ แล้วบอกให้พักกินข้าวก่อน แต่เธอกลับบอกเอาไว้ก่อนยังอ่านไม่จบ...
จนผมเริ่มจะทนไม่ไหว เลยเผลอพูดไปด้วยอารมณ์ว่า
“ทำไมไม่พักซักหน่อยหล่ะ นี่ก็อ่านมาทั้งวันแล้วนะ ั้แ่มานี่พวกเราคุยกันนับคำได้เลยนะ...”
ฟางนั่งตัวสั่น.. น้ำตาหยดแหมะลงในหน้าหนังสือที่กำลังเปิดอ่าน แล้วพูดด้วยเสียงสั่นเครือว่า
“ก็เพราะใครหล่ะ... มาบอกอะไรตอนจะสายไปแล้ว ใครมันจะไปเตรียมตัว ไปอ่านทัน... ที่เค้ากำลังทำไปอยู่นี่ก็เพื่อใครหล่ะ...”
พอได้ยิน ผมเข่าแทบทรุด จึงรีบทรุดตัวคุกเข่าลงไปชิดกับขาเก้าอี้ที่ฟางนั่งอ่านหนังสืออยู่ แล้วสวมกอดฟางจากด้านหลังด้วยความรู้สึกผิด พร้อมพูดออกไปด้วยเสียงสั่นเครือว่า
“ฟาง... เราขอโทษ เราผิดไปแล้ว... ฟางอย่าโกรธ อย่าร้องไห้นะ เราเสียใจจริงๆ..”
แต่ฟางกลับยิ่งร้องไห้หนักว่าเดิมอีก... ผมก็ยิ่งทำอะไรไม่ถูก ตอนนั้นได้แต่รีบขยับไปด้านข้าง และชันเข่าให้สูงขึ้นโน้มตัวเข้าไปใกล้ๆ ฟาง แล้วใช้มือทั้งสองข้างจับที่ใบหน้าของเธอที่กำลังก้มร้องไห้อยู่ให้หันมาหาผม และใช้มือซ้ายเสยผมเธอขึ้น พร้อมใช้นิ้วโป้งปาดน้ำตาที่ตาขวาของเธอไปจนถึงแก้ม นิ้วที่เหลือทั้งสี่แตะที่ต้นคอของเธอ แล้วออกแรงโน้มเธอเข้ามาจูบ... ผมจูบเธออยู่แบบนั้นเกือบนาที เป็การจูบที่ดูดดื่มทีเดียว อารมณ์ปนเปมากพร้อมความรู้สึกแปลกๆ ของรสชาติน้ำตา...
……….>> เต็มใจ…