ค่ำคืนในสำนักกระบี่เหล็กช่างหนาวเหน็บเสียดกระดูก
ภายในเรือนพักบ่าวรับที่ทรุดโทรม เสียงกรนของบ่าวไพร่คนอื่นดังระงมแข่งกับเสียงจิ้งหรีด แต่หลินเฟิงกลับนอนไม่หลับ ร่างกายที่บอบช้ำจากการถูกใช้งานเยี่ยงทาสประท้วงด้วยความเ็ปทุกครั้งที่ขยับตัว
"ข้าจะยอมแพ้แค่นี้ไม่ได้..."
หลินเฟิงกัดฟันลุกขึ้นนั่งเงียบๆ ในมุมมืด เขาเป็ถึงอดีตนักกีฬาทีมชาติ จิติญญาของการไม่ยอมแพ้ฝังลึกอยู่ในกมลสันดาน แม้จะอยู่ในร่างที่อ่อนแอ แต่เขาก็เชื่อว่าการฝึกฝนจะเปลี่ยนแปลงทุกอย่างได้
เขาหลับตาลง พยายามค้นหาความทรงจำของร่างเดิมเกี่ยวกับการโคจรลมปราณ แม้จะเป็แค่บ่าว แต่หลินเฟิงคนก่อนก็เคยแอบจำวิธีหายใจพื้นฐานมาจากศิษย์สายนอกบ้าง
"หายใจเข้าลึก... รวบรวมสมาธิที่จุดตานเถียน..."
หลินเฟิงพยายามชักนำกระแสอุ่นจางๆ ในร่างกายให้ไหลเวียน แต่ทันทีที่เขาเริ่มเพ่งสมาธิ ความเ็ปแหลมคมราวกับถูกเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงก็ะเิขึ้นที่ท้องน้อย
"อึก!"
เืสดๆ ทะลักออกจากปาก หลินเฟิงตัวงอเป็กุ้ง ร่างกายสั่นเทาอย่างรุนแรง ความร้อนวูบวาบแล่นพล่านไปตามเส้นเืจนแทบหมดสติ
เส้นลมปราณพิการ!
ความจริงอันโหดร้ายกระแทกเข้ากลางใจ ร่างกายนี้ไม่ได้แค่ 'อ่อนแอ' แต่มัน 'พังทลาย' มาั้แ่ต้น เส้นทางเดินลมปราณตีบตันและเปราะบางเหมือนกิ่งไม้แห้ง การฝืนฝึกยุทธ์ก็เหมือนการเทน้ำเดือดลงในแก้วร้าว มีแต่จะทำให้แตกสลายเร็วขึ้น
"บัดซบเอ๊ย!" หลินเฟิงทุบกำปั้นลงบนพื้นดินด้วยความเจ็บใจ น้ำตาแห่งความคับแค้นเอ่อคลอ
โลกใบนี้วัดค่าของคนด้วยพลังยุทธ์ คนไร้ลมปราณก็ไม่ต่างอะไรกับสุนัขข้างถนน
...
เช้าวันต่อมา
แสงแดดสาดส่องลงมายังโรงครัวท้ายสำนัก กลิ่นหอมของข้าวต้มเนื้อลอยฟุ้งมาจากหม้อใบใหญ่สำหรับเหล่าศิษย์ในสำนัก ส่วนพวกบ่าวรับใช้นั้นต้องยืนต่อแถวรอรับ 'เศษอาหาร' ที่เหลือ
หลินเฟิงยืนเข้าแถวด้วยสภาพอิดโรย ท้องของเขาร้องประท้วงมาั้แ่เมื่อคืน ในมือถือชามไม้เก่าบิ่นๆ รอคอยความเมตตาจากพ่อครัว
"เอ้า! เอาไป!"
พ่อครัวร่างั์โยนหมั่นโถวแข็งๆ สีคล้ำลูกหนึ่งลงในชามของเขา ราวกับกำลังให้อาหารหมู ตามด้วยน้ำข้าวต้มใสๆ ที่แทบไม่มีเมล็ดข้าว
หลินเฟิงมองอาหารในมือ มันน้อยนิดจนน่าใจหายสำหรับคนวัยหนุ่มที่ต้องแบกหินแบกน้ำทั้งวัน แต่เขาก็ไม่มีทางเลือก
ขณะที่กำลังจะเดินไปหามุมนั่งกิน จู่ๆ เงาร่างหนึ่งก็มาขวางทางไว้
"เฮ้ย! หลินเฟิง วันนี้เ้าดูดีจังนะ"
เ้าของเสียงคือ 'อาซาน' หัวหน้าบ่าวรับใช้ ขี้ข้าคนสนิทของศิษย์สายนอก มันแสยะยิ้มโชว์ฟันเหลืองอ๋อย สายตาจ้องมองหมั่นโถวในมือหลินเฟิงอย่างมีเลศนัย
"หลีกไป" หลินเฟิงกล่าวเสียงเรียบ พยายามเลี่ยงไปทางอื่น
"จะรีบไปไหนเล่า!" อาซานยื่นเท้าออกมาขัดขาหลินเฟิง
ด้วยร่างกายที่อ่อนแอและทรงตัวไม่ดี หลินเฟิงสะดุดล้มหน้าทิ่มดินทันที ชามข้าวหลุดมือ น้ำข้าวต้มหกกระจาย หมั่นโถวลูกเดียวกลิ้งไปตกที่เท้าของอาซาน
"อุ๊ย... ขอโทษที ข้าไม่ทันระวัง" อาซานแสร้งทำหน้าใ แต่แววตาเต็มไปด้วยความเยาะเย้ย
หลินเฟิงรีบยันกายลุกขึ้น สายตาจับจ้องไปที่หมั่นโถวลูกนั้น มันคือชีวิตของเขาในวันนี้
แต่ก่อนที่เขาจะเอื้อมมือไปหยิบ...
ผัวะ!
เท้าสกปรกของอาซานเหยียบขยี้ลงบนหมั่นโถวลูกนั้นจนแบนติดดิน คลุกเคล้าไปกับโคลนตมและฝุ่นผง
"โอ๊ะ... ข้าเหยียบโดนอาหารเ้าซะแล้ว สงสัยเ้าคงไม่ได้กินแล้วล่ะมั้ง" อาซานหัวเราะร่า พรรคพวกด้านหลังพากันหัวเราะตามอย่างสนุกสนาน
ความโกรธพุ่งพล่านในอกหลินเฟิงจนตัวสั่น เขาเงยหน้าขึ้นจ้องอาซานเขม็ง แววตาของนักสู้ผู้ไม่เคยยอมแพ้ฉายวาบออกมาวูบหนึ่ง
"สายตาแบบนั้นมันอะไรวะ?" อาซานหุบยิ้มทันที มันรู้สึกขนลุกซู่โดยไม่ทราบสาเหตุเมื่อสบตากับไอ้ขยะตรงหน้า แต่ความรู้สึกนั้นถูกแทนที่ด้วยความโกรธเกรี้ยว "กล้ามองหน้าข้ารึ? ไอ้สวะ!"
พลั่ก!
อาซานเตะเข้าที่ชายโครงของหลินเฟิงอย่างจัง ร่างผอมแห้งกระเด็นไปกระแทกกำแพงโรงครัว จุกจนพูดไม่ออก
"จำใส่กะลาหัวเอาไว้!" อาซานเดินเข้ามาเหยียบลงบนอกของหลินเฟิง ถ่มน้ำลายรดหน้า "ที่นี่คือสำนักกระบี่เหล็ก กฎมีข้อเดียวคือ 'ปลาใหญ่กินปลาเล็ก' คนอ่อนแออย่างเ้า ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเงยหน้ามองข้าด้วยซ้ำ!"
อาซานกระทืบซ้ำอีกสองสามทีก่อนจะเดินจากไปพร้อมกับพวกพ้อง ทิ้งให้หลินเฟิงนอนคดตัวอยู่บนพื้นดินที่เย็นเฉียบ
ผ่านไปครู่ใหญ่ หลินเฟิงค่อยๆ พยุงร่างที่บอบช้ำขึ้นมา เืกำเดาไหลหยดลงบนเสื้อ
เขามองไปยังหมั่นโถวที่แบนแต๊ดแต๋จมโคลนอยู่ตรงนั้น...
ศักดิ์ศรีของเขาบอกให้ทิ้งมันไป แต่อาการปวดแสบในกระเพาะบอกว่าเขาต้องมีชีวิตรอด
หลินเฟิงคลานเข้าไป หยิบเศษหมั่นโถวนั้นขึ้นมา ปัดเศษดินออกอย่างลวกๆ แล้วยัดมันเข้าปาก เคี้ยวกลืนลงคอไปพร้อมกับรสชาติของดินโคลนและเื
'กฎแห่งป่าสินะ...'
เขาคิดในใจขณะกลืนก้อนแป้งแข็งๆ ลงคออย่างยากลำบาก ั์ตาของเขาไม่ได้มอดดับลง แต่มันกลับลุกโชนไปด้วยไฟแค้นที่รุนแรงกว่าเดิม
'จำไว้... วันใดที่ข้ามีพลัง ข้าจะทำให้พวกแกได้ลิ้มรสความเ็ปยิ่งกว่านี้ร้อยเท่าพันเท่า!'