นอกจากนี้เซวียเสวี่ยจิ้งทรงแนะหญิงสาวเื่ถึงเวลาควรแยกเตียงกับหลานชายได้แล้วหนึ่งเพื่อสร้างความคุ้นชินที่จะอยู่โดยไม่มีน้าสาว สองคืออาเฉินเป็ชายจะขลุกติดกับน้าสาวแจก็คงไม่เหมาะ ฉวนลี่ถิงเห็นด้วย นับแต่คืนพรุ่งนี้สองน้าหลานจึงอยู่ในขั้นแยกเตียง แต่ยังไม่แยกห้องนอนทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวพันกับหลานชาย ทรงค่อยๆ ปรับเปลี่ยนแบบค่อยเป็ค่อยไปโดยมีเจิ้งกงกงรับหน้าที่คอยรายงานความเป็ไปของสองชีวิตที่ทรงรับผิดชอบดูแลอย่างสม่ำเสมอ
บ้านเมืองเพิ่งเริ่มเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ยังมีงานต้องสืบต่อปณิธานของพระบิดาอีกมาก นอกจากงานทางทหารที่จำต้องวางมือ งานที่เสวี่ยอ๋องแห่งิอานทรงได้รับมอบหมายจากจักรพรรดิก็คือการดูแลสัมปทานค้าเกลือทางน้ำ ่นี้จึงไม่ค่อยได้มีเวลามาพบหน้าหลานชายเท่าใดนัก
ในวันที่เงียบเหงาลำพังหลังจากส่งอาเฉินเข้านอนแล้ว ฉวนลี่ถิงจึงมักนั่งคิดอะไรอยู่เงียบๆมีเสี่ยวหลิงกับเสี่ยวลู่ที่ยังไม่นอนอยู่คุยเป็เพื่อน
“เ้าสองคนคงรู้แล้วสินะว่าข้าพาหลานชายมาตามหาบิดา”
นางกำนัลทั้งสองมองหน้ากันแล้วพยักหน้า พวกนางพอรู้แหละว่าฐานะของอาเฉินคือโอรสคนหนึ่งของจักรพรรดิเื่ทรงเคยมานี่นี่แม้เป็ความลับกับคนอื่นๆแต่นางสองคนที่รับใช้อยู่เรือนนี้ย่อมรู้และต้องเก็บเป็ความลับเมื่อรู้แล้วจากที่เคยปฏิบัติไม่ขาดตกบกพร่องยิ่งปฏิบัติต่ออาเฉินอย่างระมัดระวังกว่าเดิมหลายเท่าตัว
“ข้าเกรงจะฝึกอาเฉินได้ไม่ดีพอแม้นายท่านเสวี่ยรับปากว่าจะคอยดูแลอาเฉิน แต่ข้าก็ยังห่วงมันเป็ความห่วงกังวลซึ่งคนนอกมองว่าน่ารำคาญ ที่ข้าพร่ำเพ้อไม่หยุด”
“มีนายท่านอยู่ทั้งคนทุกคนล้วนสุขสบายทั้งกายใจ ทุกข์ร้อนอะไรเสวี่ย...” เสี่ยวหลิงเกือบหลุดคำเรียก“เอ่อ...นายท่านเสวี่ยก็ออกหน้าแก้ไขช่วยได้หมดข้าเข้ามาอยู่ที่นี่ั้แ่อายุสิบเอ็ด ข้ายืนยันได้”
“ข้าก็ด้วยนายท่านเสวี่ยรับปากแล้ว วางใจเถอะเ้าค่ะ” เสี่ยวลู่พยักหน้า
ฉวนลี่ถิงยิ้มยอมรับฟังนึกด่าตัวเองไม่น้อย ว่าเหตุใดขี้กังวลนัก
แต่ความสบายใจของนางมีอยู่ไม่ได้นานในอีกสองวันต่อมา เ้าของเรือนก็มีเื่สำคัญเร่งด่วนมาบอกสีหน้าเคร่งขรึมของเขาทำเอานางใจเต้นรัวและเมื่อรู้ว่าจะมีคนมารับตัวอาเฉินในอีกไม่กี่วันข้างหน้า นางก็แทบล้มทั้งยืน
“มันเร็วเกินไปแล้ว!”อาเฉินเพิ่งเริ่มหัดแยกเตียงกับนาง นางกล่อมให้หลับแล้วคล้อยหลังลงจากเตียงเขาไม่ทันไรก็สะดุ้งตื่นร้องหา
“นับแต่วันที่เขาพบหน้าอาเฉินเ้ารู้ไว้เถอะว่า นี่มันช้าไปเสียด้วยซ้ำ”
ผู้เป็น้ามองหลานชายที่ชะงักหยุดยืนอยู่กลางห้องโถงั้แ่นางโพล่งออกมาเสียงดัง หากคล้ายมีเสียงคนทะเลาะกัน อาเฉินจะหวาดกลัวผลเนื่องมาจากท่านตาเขาที่เมามายจนขาดสติ มักด่าทอรื้อฟื้นความผิดมารดาเขาพร้อมทั้งยังทำลายข้าวของในเรือนนั่นเอง
อาเฉินเดินเข้าไปกอดที่ขาน้าสาวพร้อมเงยหน้ามองนางความกังวลทันด่วนจู่โจมฉวนลี่ถิง น้ำตานางร่วงลงมาหลานชายเห็นก็หน้าเบ้เบะจะร้องตาม หญิงสาวจึงรีบปาดน้ำตาทิ้ง
“น้าไม่ได้ร้องไห้เสียหน่อย”นางปั้นหน้ายิ้ม แกล้งหยิกแก้มหยอกเอินหลานชายก่อนพยักหน้าให้เสี่ยวลู่ที่ตั้งท่ารออยู่แล้ว พาเขาไปเล่นที่อื่นสักพัก
“อาเฉินผูกพันกับเ้ามาก”ทรงเห็นใจสองน้าหลานไม่น้อยเลย
“ั้แ่แบเบาะข้าเลี้ยงเขาตัวคนเดียว เขาอยู่กับข้าแทบทั้งวันทั้งคืน โตมาเขาก็ยิ่งติดข้าแจจะห่างบ้างก็แค่่ที่ข้างานล้นมือ ถึงท่านแม่จะช่วยเลี้ยงบ้างแต่เขาก็อยู่ในสายตาข้าตลอด ข้ามีอารมณ์เช่นไร เขาก็จะเป็แบบนั้นด้วย เคยมีอยู่ครั้งที่ข้ามีปากเสียงกับท่านพ่อต่อหน้าเขาอาเฉินร้องไห้จ้า ตัวสั่นด้วยความกลัว แค่เสียง เขาก็ตื่นใถึงขนาดนั้นแล้วข้าจึงระมัดระวังเกรงเื่ความรุนแรงในครอบครัวจะกระทบใจเขา”
“ข้ารับรองเลยว่าครอบครัวของท่านพี่ ไม่มีการลงไม้ลงมือป่าเถื่อนเช่นนั้นเื่จะมีคนมาทุบตีอาเฉิน เ้าวางใจได้” ตรัสให้นางวางใจเื่ทุบตีแต่เื่ที่ร้ายแรงกว่านั้น ทรงไม่อาจบอกได้ในยามนี้
ชีวิตเหล่าองค์ชายใช่ว่าสุขสบายการแก่งแย่งที่เริ่มต้นั้แ่มารดาเข้าวัง ทำให้มีการขัดแข้งขัดขาการชิงดีชิงเด่นอยู่เป็ระยะ ไม่ระมัดระวังตัวก็ถูกลอบทำร้ายได้ สนมบางนางตั้งครรภ์ก็แท้งแล้วแท้งอีกในเมื่อโอรสเป็ตัววัดความโปรดปรานจากบิดา การต่อสู้จึงค่อนข้างสูงทรงให้คำมั่นกับองค์เองว่าจะสอดส่องดูแลอาเฉินให้มากจะพยายามหาคนที่ทรงไว้วางใจได้ดูแลเขา
“มันเป็ความตั้งใจของพี่สาวเ้าไม่ใช่หรือในเมื่อดั้นด้นมาแล้ว ก็จงทำให้ถึงที่สุด อาเฉินจะมีชีวิตที่ดีทั้งความเป็อยู่และการศึกษา อยู่กับบิดา เขาจะมีหลายสิ่งที่เด็กปรกติทั่วไปไม่อาจมีข้ามีความจริงที่ต้องบอกเ้าเสียแต่วันนี้ แม้เ้าไม่พร้อม แต่จำเป็ต้องรับฟัง”
มีเื่คอขาดบาดตายอันใดอีกนี่นางชักจะรับไม่ไหวแล้วนะ ฉวน-ลี่ถิงสูดลมหายใจ
“ท่านว่ามาเถอะ”
“บิดาอาเฉินมิใช่คนธรรมดา”
“เขาเป็ขุนนางใหญ่โตหรืออย่างไร”ก็คงใช่สินะ ท่าทางคำพูดจาโอหังของเขาวันนั้นข่มขวัญนางอยู่มากเสื้อผ้าการแต่งตัวก็หรูหรากว่าน้องชายเขา
เซวียเสวี่ยจิ้งส่ายพักตร์
“ผู้คนทั้งแผ่นดินิอานล้วนต้องสยบนบนอบต่อเขา”
บุรุษหนึ่งเดียวเหนือหล้าเท่านั้นที่ผู้คนทั้งแผ่นดินจะกราบไหว้นบนอบ...
ฉวนลี่ถิงทำตาโต
ไม่...ไม่ใช่หรอก!
“ราษฎรต่างรู้ว่าิอานปกครองโดยผู้ใด”
บ้าไปแล้ว!
ดวงตานางเบิกโพลงเหงื่อเย็นๆ ไหลหลั่งกะทันหัน สองมือบีบกันแน่น จ้องหน้าเขาก่อนถามตะกุกตะกัก
“ท่านกำลังจะบอกข้าว่าเขา...เขาคนนั้นคือ...”
อีกคนพยักพักตร์
“เจิ้งเจี๋ยคือ...จักรพรรดิเสียเจิ้ง”เสียงนางแ่เบา ก้าวถอยหลัง...มันเป็ไปไม่ได้
“อาเฉินอยู่ในฐานะพระโอรสจึงต้องเข้าวัง จักรพรรดิจะส่งคนมาตระเตรียมความพร้อมทางนี้”
บิดาอาเฉินเป็ถึงจักรพรรดิแล้วคนตรงหน้านางเล่า เขาคือท่านอา มิเท่ากับว่าเป็น้องของเ้าครองแคว้นหรอกหรือ!
จบกัน!...ที่ผ่านมานางทำเื่ล่วงเกินเขาไปเท่าไรแล้วคิดถ้วนถี่ ฉวนลี่ถิงก็รีบยอบกายจะทรุดตัวหมอบลงกับพื้นห้อง
พระหัตถ์หนาฉวยท่อนแขนหญิงสาวไว้ส่ายพักตร์แล้วฉุดนางขึ้น
“อย่ามากพิธีเลย”
“ทำเช่นนั้นไม่ได้ท่านไม่ใช่...” เขาไม่ใช่แค่นายท่านเสวี่ยฐานะสูงศักดิ์ของเขาทำให้นางรู้สึกว่าตัวเองช่างห่างไกลกับเขาคนละฝั่งมหาสมุทรมิรู้อย่างไรคำว่า ‘ชนชั้นที่แตกต่าง’ จึงสามารถกดดันความคิดความรู้สึกตลอดจนการกระทำของผู้คนได้มากถึงเพียงนี้ฐานะหลานชายที่เปลี่ยนไปนั้น สร้างความกังวลแก่นางมากกว่าเดิมเสียอีก
เท่าที่นางเคยรู้จักรพรรดิมีทั้งพระมเหสีและสนมมากมาย เหล่าองค์ชายกับองค์หญิงอีกเล่า แล้วอาเฉินจะสามารถทำให้บิดาเขาพอใจได้หรือเมียและลูกของบิดาเขาจะยอมรับอาเฉินไหม...
มากมาย...ในหัวนางล้วนมีคำถามมากมายที่หาคำตอบไม่ได้
“อาเฉิน...ข้าห่วงอาเฉิน”จากเคยดีใจว่าหลานชายได้พบหน้าบิดา ตอนนี้กลับพลันว่างโหวงเมื่อรู้ฐานะแท้จริงของอีกฝ่าย
“วางใจเถิด” อุ้งหัตถาตบลงเบาๆ บนหลังมือของฉวนลี่ถิง “จะวันนี้หรือวันหน้าข้าก็คือท่านอาของเขา คือนายท่านเสวี่ยที่เ้าไว้วางใจดังเช่นเคยสิ่งใดที่รับปากแล้ว ข้าจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงเป็อันขาด”