กลิ่นหอมสะอาดของสบู่ผู้ชายผสมกับกลิ่นกาแฟดำคั่วบด ลอยมาแตะจมูกปลุกให้มินตราค่อยๆ ปรือตาขึ้นจากห้วงนิทรา
ความรู้สึกแรกที่ััได้คือความเบาสบาย อาการปวดหัวตึบๆ และความหนาวสั่นจากพิษไข้เมื่อวานทุเลาลงไปมากจนแทบจะปกติ เปลือกตาที่เคยหนักอึ้งเปิดขึ้นเต็มตา สิ่งแรกที่เห็นคือเพดานสีเทาเข้มที่ไม่คุ้นเคย ก่อนที่ความทรงจำทั้งหมดจะไหลบ่าเข้ามา เธออยู่ที่เพนต์เฮาส์ของอาชวิน... และเมื่อคืนเธอหลับไปทั้งที่เขายังเช็ดตัวให้
มินตราขยับตัวเล็กน้อย ััได้ถึงความชื้นจากแผ่นเจลลดไข้ที่แปะอยู่บนหน้าผาก เธอยันกายขึ้นนั่ง กวาดสายตามองไปรอบห้องนอนกว้าง ก่อนจะชะงักเมื่อเห็นร่างสูงใหญ่ของเ้าของห้องนั่งพิงพนักเก้าอี้อาร์มแชร์อยู่ตรงมุมมุมหนึ่ง
อาชวินอยู่ในชุดเดิมกับเมื่อวาน เสื้อเชิ้ตยับย่น เนกไทถูกปลดออกหลวมๆ แขนสองข้างกอดอก ศีรษะเอียงซบกับพนักเก้าอี้ ดวงตาคมกริบที่มักจะฉายแววดุดันบัดนี้หลับสนิท ใต้ตาของเขามีรอยคล้ำเล็กน้อยบ่งบอกถึงการไม่ได้พักผ่อน บนโต๊ะกระจกตัวเล็กข้างเก้าอี้มีกะละมังใส่น้ำและผ้าขนหนูผืนเล็กพาดทิ้งไว้
ก้อนเนื้อในอกซ้ายของมินตรากระตุกวูบ... เขาไม่ได้นอนบนเตียง แต่เขานั่งเฝ้าเธอ นั่งเช็ดตัวให้เธอทั้งคืนอย่างนั้นหรือ?
ความสับสนตีรวนขึ้นมาในใจ ผู้ชายที่พ่นคำด่าทอและข่มขู่ว่าจะฆ่าลูกในท้องเธอหากเธอตั้งครรภ์ ผู้ชายที่ทำลายศักดิ์ศรีของเธอจนป่นปี้... ทำไมถึงต้องมานั่งอดหลับอดนอนดูแลเด็กกาฝากที่เขาเกลียดชังนักหนาด้วย?
ขณะที่มินตรากำลังจมอยู่กับความคิด เปลือกตาของคนบนเก้าอี้ก็ขยับ อาชวินลืมตาขึ้น ั์ตาสีรัตติกาลสบเข้ากับดวงตากลมโตที่กำลังแอบมองเขาอยู่พอดี
บรรยากาศที่เคยสงบเงียบเปลี่ยนเป็ความตึงเครียดในเสี้ยววินาที อาชวินยืดตัวขึ้นนั่งหลังตรง ยกมือขึ้นนวดขมับไล่ความเมื่อยล้า สัญชาตญาณการสร้างกำแพงของเขาทำงานทันทีเมื่อเห็นแววตาอ่อนแสงของคนบนเตียง
"ตื่นแล้วก็รีบไปอาบน้ำซะ" น้ำเสียงของเขาห้วนจัดและเ็า "อย่าคิดว่าฉันพิศวาสจนอยากดูแลเธอ ฉันก็แค่ไม่อยากให้มีคนมานอนตายในคอนโดฉันให้เป็เื่ซวยก็เท่านั้น"
คำพูดไร้เยื่อใยนั้นเหมือนน้ำเย็นจัดที่สาดโครมลงมาดับความอบอุ่นในใจของมินตราจนมอดดับ เด็กสาวก้มหน้าลง เม้มริมฝีปากแน่นเพื่อซ่อนความปวดร้าว "ค่ะ... ฉันรู้ตัวดี"
เธอตวัดผ้าห่มออกแล้วรีบเดินเข้าห้องน้ำไปโดยไม่หันกลับมามองเขาอีก อาชวินมองตามแผ่นหลังบอบบางนั้น ฟันกรามขบเข้าหากันแน่นจนเป็สันนูน เขาเกลียดตัวเองที่เผลอหลุดความห่วงใยออกไป และเกลียดที่ต้องใช้คำพูดร้ายกาจเพื่อกลบเกลื่อนมัน แต่ทิฐิที่ค้ำคออยู่ทำให้เขาเลือกที่จะสวมหน้ากากปีศาจต่อไป
วันคืนที่เหมือนนรกผ่านไปอย่างช้าๆ รู้สึกยาวนานเหลือเกินที่จะผ่านไปแต่ละวัน และการกระทำที่เธอพยายามหลบหน้าเตชินท์มาตลอด นั่งเรียนในมุมที่ห่างที่สุด และรีบเก็บของออกจากห้องทันทีที่อาจารย์ปล่อยคลาส ทว่าความพยายามของเธอกลับสูญเปล่าเมื่อร่างสูงโปร่งของเพื่อนสนิทมายืนดักรออยู่ที่หน้าบันไดทางลงตึกคณะ
"มิ้นท์! คุยกับเต้ก่อน" เตชินท์คว้าข้อมือของเธอไว้แน่น แววตาของเขาเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวผสมกับความเ็ป
"เต้... ปล่อยเถอะ เราไม่มีอะไรจะคุยแล้ว" มินตราพยายามบิดข้อมือออก แต่เตชินท์กลับรั้งตัวเธอให้เดินหลบมุมไปที่หลังเสาขนาดใหญ่เพื่อหลบสายตาผู้คน
"มิ้นท์จะหลบหน้าเต้ไปถึงเมื่อไหร่!" เตชินท์กดเสียงต่ำแต่สั่นพร่า "เต้ทนไม่ได้ที่เห็นมิ้นท์เป็แบบนี้ มิ้นท์ดูหวาดระแวง ดูไม่มีความสุขเลยั้แ่ผู้ชายคนนั้นเข้ามา... เขาข่มขู่มิ้นท์ใช่ไหม เขาใช้อำนาจความเป็ลูกเ้าของบ้านมากดขี่มิ้นท์ใช่ไหม!"
"มันไม่ใช่แบบนั้นเต้! เื่ของฉันกับเขา... เต้ไม่ต้องเข้ามายุ่งหรอก" มินตราปฏิเสธเสียงสั่น น้ำตาคลอเบ้า เธอไม่อยากดึงคนดีๆ อย่างเขาลงมาเปื้อนโคลนในนรกของเธอ
"ทำไมเต้จะยุ่งไม่ได้!" เตชินท์รวบมือทั้งสองข้างของมินตรามากุมไว้แน่น แววตาของเขาฉายชัดถึงความรู้สึกที่อัดอั้นมาเนิ่นนาน "เต้ชอบมิ้นท์! ชอบมาั้แ่ปีหนึ่งแล้ว เต้ทนเห็นมิ้นท์ถูกคนพรรค์นั้นรังแกไม่ได้อีกแล้ว... ให้เต้ปกป้องมิ้นท์นะ เราคบกันเถอะ มิ้นท์จะได้มีข้ออ้างถอยห่างจากพี่ชายจอมเผด็จการของมิ้นท์ไง"
คำสารภาพรักที่ตรงไปตรงมาทำเอามินตราเบิกตากว้าง หัวใจของเธอไม่ได้เต้นแรงด้วยความเขินอาย แต่มันกลับบีบรัดด้วยความหวาดกลัวขีดสุด
และราวกับ์จงใจกลั่นแกล้ง...
"ความคิดไม่เลวนี่"
เสียงทุ้มต่ำและเยือกเย็นราวกับมัจจุราชดังก้องมาจากด้านหลัง เตชินท์และมินตราหันขวับไปมองพร้อมกัน ร่างสูงสง่าในชุดสูทสีเข้มของอาชวินยืนกอดอกพิงเสาอยู่อีกด้าน ั์ตาสีดำสนิทของเขาวาวโรจน์ไปด้วยเปลวเพลิงแห่งความหึงหวงและโทสะที่แทบจะเผาผลาญทุกสิ่งรอบตัวให้เป็จุณ
มินตราเืในกายเย็นเฉียบ เธอรีบกระชากมือออกจากมือของเตชินท์ทันที "ค...คุณคินน์..."
อาชวินเดินก้าวเข้ามาช้าๆ แต่ละก้าวหนักแน่นและแผ่รังสีคุกคามจนเตชินท์ต้องก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ
"ปกป้องงั้นเหรอ?" อาชวินแค่นหัวเราะ ปรายตามองเตชินท์ั้แ่หัวจรดเท้าด้วยสายตาเหยียดหยาม "แกจะเอาอะไรมาปกป้องน้องสาวฉัน ลำพังแค่ธุรกิจครอบครัวเล็กๆ ของพ่อแก ที่บริษัทฉันเพิ่งจะพิจารณาปัดตกร่วมลงทุนไปเมื่ออาทิตย์ก่อน... แกคิดว่าแกมีปัญญาดูแลคนของตระกูลธนพได้งั้นสิ?"
เตชินท์หน้าซีดเผือดเมื่อถูกจี้จุดอ่อนเื่ครอบครัว "คุณใช้อำนาจข่มเหงคนอื่น! คุณมันก็แค่พวกหวงก้างบังหน้า ลึกๆ แล้วคุณคิดอะไรสกปรกกับมิ้นท์ใช่ไหม!"
พลั่ก!
อาชวินกระชากคอเสื้อของเตชินท์อย่างแรงจนร่างโปร่งถลาเข้ามาปะทะ ดวงตาของอาชวินดุดันราวกับเสือที่พร้อมจะขย้ำเหยื่อ "อย่าสะเออะมาเดาใจฉัน ไอ้เด็กเมื่อวานซืน! ถ้าแกไม่อยากให้บริษัทพ่อแกถูกลบชื่อออกจากวงการธุรกิจ ก็ไสหัวไปซะ และอย่าให้ฉันเห็นแกอยู่ใกล้มินตราอีก!"
"อย่าค่ะคุณคินน์! ปล่อยเขา!" มินตรารีบถลันเข้าไปเกาะแขนอาชวิน น้ำตาไหลพราก "ฉันขอร้อง... อย่าทำอะไรเต้เลย ฉันจะไปกับคุณเดี๋ยวนี้ ปล่อยเขาเถอะนะ!"
คำขอร้องที่เต็มไปด้วยความปกป้องชายอื่น ยิ่งสุมไฟโกรธในใจอาชวิน เขาสะบัดเตชินท์ออกอย่างแรงจนเด็กหนุ่มเซถลา ก่อนจะหันมาคว้าข้อมือเล็กของมินตรา บีบแน่นจนกระดูกแทบแหลก
"กลับ!" เขาสั่งเสียงกร้าว กระชากร่างบางให้เดินตามไปอย่างไม่ออมแรง
ตลอดทางเดินไปยังลานจอดรถ มินตราต้องวิ่งกึ่งเดินเพื่อตามจังหวะก้าวที่เกรี้ยวกราดของเขา เธอพยายามสะบัดมือออกแต่ไม่เป็ผล ทันทีที่ถึงรถสปอร์ตคันหรู อาชวินก็เปิดประตูแล้วเหวี่ยงร่างของเธอเข้าไปที่เบาะนั่งข้างคนขับอย่างแรงจนศีรษะกระแทกกับเบาะ
รถสปอร์ตพุ่งกระชากออกจากมหาวิทยาลัยด้วยความเร็วที่น่าหวาดเสียว มินตรารีบคาดเข็มขัดนิรภัยด้วยมือที่สั่นเทา บรรยากาศภายในรถอัดแน่นไปด้วยความกดดันจนแทบไม่มีอากาศหายใจ
"ขับช้าๆ หน่อยได้ไหมคะ... ฉันกลัว" มินตราเค้นเสียงขอร้อง
"กลัว? ทีตอนยืนจับมือฟังคำสารภาพรักจากไอ้เวรนั่น ไม่เห็นเธอจะกลัว!" อาชวินตวาดลั่น เหยียบคันเร่งแซงซ้ายขวาอย่างบ้าระห่ำ "ดีใจจนตัวสั่นเลยสิท่า ที่มีหมาหน้าโง่มาเสนอตัวเป็อัศวินขี่ม้าขาวช่วยให้พ้นจากฉัน!"
"ฉันไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้น! เต้แค่เข้ามาพูดของเขาเอง ฉันกำลังปฏิเสธเขาอยู่แล้ว!"
"โกหก!" เขาหักพวงมาลัยจอดรถเข้าข้างทางที่ค่อนข้างเปลี่ยวอย่างรุนแรงจนยางเสียดสีกับถนนเสียงดังสนั่น อาชวินปลดเข็มขัดนิรภัยของตัวเอง เอี้ยวตัวข้ามคอนโซลกลางมากักขังเธอไว้กับเบาะ "ถ้าฉันไม่เข้าไปขัดจังหวะ เธอก็คงจะโผเข้ากอดมันแล้วร้องไห้ฟูมฟาย เล่าความเลวของฉันให้มันฟังไปแล้ว!"
"คุณมันบ้าไปแล้วคุณคินน์! คุณไม่มีเหตุผลเลย!" มินตราน้ำตาแตกริน ยกมือขึ้นดันแผงอกกว้างที่เบียดชิดเข้ามา
"ใช่! ฉันมันบ้า!" อาชวินคำราม ลมหายใจร้อนระอุเป่ารดใบหน้าของเธอ "และฉันจะบ้าให้ดู ว่าคนที่มันคิดจะขัดคำสั่งฉัน มันต้องเจออะไร!"
ริมฝีปากหยักโฉบลงมาบดขยี้กลีบปากสีพีชอย่างดุดันและป่าเถื่อน มันไม่ใช่จูบที่เกิดจากความหลงใหล แต่มันคือจูบแห่งการลงทัณฑ์และการประกาศศักดา อาชวินสอดเรียวลิ้นเข้าไปกวาดต้อนความหวาน บีบบังคับให้เธอเปิดปากรับรสชาติความเกรี้ยวกราดของเขา มือหนารวบข้อมือทั้งสองข้างของเธอตรึงไว้กับเบาะรถเหนือศีรษะ
มินตราดิ้นรนสุดแรง น้ำตาไหลอาบแก้ม เธอเ็ปที่เขามองเธอเป็แค่ผู้หญิงใจแตกที่พร้อมจะไปกับใครก็ได้ ััของเขาในตอนนี้ช่างแตกต่างจากความอ่อนโยนในคืนนั้นอย่างสิ้นเชิง
เขากัดริมฝีปากล่างของเธออย่างแรงจนได้รสเื ก่อนจะผละออกช้าๆ ลมหายใจของทั้งคู่หอบถี่สะท้าน อาชวินจ้องลึกลงไปในดวงตาที่แดงก่ำของมินตรา ั์ตาของเขาเต็มไปด้วยความหวงแหนที่ถูกบิดเบือนให้กลายเป็ความร้ายกาจ
"จำเอาไว้มินตรา... เธอเป็ของฉัน" เขากระซิบเสียงแหบพร่า นิ้วหัวแม่มือเกลี่ยคราบเืที่มุมปากของเธออย่างจงใจ "รอยทุกรอยบนตัวเธอ ฉันเป็คนทำ... และฉันจะไม่มีวันยอมให้หน้าไหนมันมาชุบมือเปิบเอาของๆ ฉันไปเด็ดขาด!"
มินตราสะอื้นฮัก ส่ายหน้าไปมา "คุณไม่ได้รักฉัน... คุณเกลียดฉัน แล้วคุณจะมากักขังฉันไว้ทำไม ปล่อยฉันไปเถอะ..."
"ฉันจะปล่อยก็ต่อเมื่อฉันเบื่อแล้วเท่านั้น" เขาตอบอย่างเืเย็น ก่อนจะถอยกลับไปนั่งประจำที่และออกรถอีกครั้ง ทิ้งให้ความปวดร้าวกรีดลึกลงไปในใจของเด็กสาวจนเหวอะหวะ
เมื่อกลับมาถึงคฤหาสน์ มินตราขังตัวเองอยู่ในห้องน้ำ เธอทิ้งตัวลงนั่งบนฝาชักโครกอย่างหมดแรง ความอ่อนล้าทั้งทางร่างกายและจิตใจทำให้เธอรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังพังทลายลงมาทับ
เด็กสาวถอนหายใจยาว พยายามตั้งสติ เธอเอื้อมมือไปเปิดแอปพลิเคชันปฏิทินในโทรศัพท์มือถือเพื่อเช็กตารางเรียนของวันพรุ่งนี้ ทว่าสายตาของเธอกลับไปสะดุดเข้ากับจุดสีแดงที่วงไว้ในปฏิทินเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน
จุดสีแดง... สัญลักษณ์ที่เธอใช้บันทึกรอบเดือน
หัวใจของมินตรากระตุกวาบ เืในกายเย็นเฉียบลงกะทันหัน เธอนับนิ้วคำนวณวันอย่างลนลาน หนึ่งสัปดาห์... สองสัปดาห์... สามสัปดาห์...
รอบเดือนของเธอขาดไปเกือบสามสัปดาห์แล้ว!
ความหวาดกลัวที่รุนแรงที่สุดแล่นปราดเข้าจับขั้วหัวใจ ภาพเหตุการณ์เมื่อหลายคืนก่อนตอนที่เธอป่วย... ตอนที่เธออาเจียนเอายาคุมฉุกเฉินออกมาจนหมดแผง ไหลย้อนกลับเข้ามาในความทรงจำราวกับฝันร้ายที่กลายเป็จริง
เธอยกมือที่สั่นเทาขึ้นปิดปาก ความรู้สึกคลื่นไส้ตีตื้นขึ้นมาที่ลำคออีกครั้ง แต่มันไม่ใช่เพราะพิษไข้...
‘ถ้าเธอพลาด... ฉันจะลากเธอไปเอาออกด้วยมือของฉันเอง’
เสียงคำรามของปีศาจร้ายดังก้องอยู่ในหัว มินตราร้องไห้ออกมาอย่างไร้เสียง มือเล็กลูบลงบนหน้าท้องแบนราบของตัวเองอย่างสั่นสะท้าน ะเิเวลาที่ถูกตั้งเข็มไว้... มันเริ่มนับถอยหลังแล้ว เธอจะทำอย่างไรดี? ความลับที่ยิ่งใหญ่และน่ากลัวที่สุดนี้ เธอกำลังแบกรับมันไว้เพียงลำพัง ในกรงขังที่ไม่มีทางหนีพ้นแห่งนี้