“เ้าต้องจำไว้ เมื่อเป็ผู้ใหญ่อย่าได้หัวรั้นเหมือนพ่อของเ้า และอย่าได้ยึดติดกับประเพณีที่คร่ำครึล้าหลัง ดังเช่นปู่ของเ้า”
“ยามอยู่ในสถาบัน ก็พยายามเรียนรู้จากเ้าหนูนั่นไว้ แต่อย่าเอาเยี่ยงอย่างเขา ไม่เช่นนั้นเ้าจะมีสภาพเช่นนั้นบ่อยๆ”
ชายชราเอ่ยพลางหันไปทางรถม้าที่นิโคลัสนอนรักษาตัวอยู่
“วางใจได้ ข้าไม่เปิดเผยความลับของเ้าแน่นอน”
“ยามใดที่พบปู่หรือพ่อของเ้า เ้าก็ไปถามพวกเขาเองแล้วกัน ว่า ข้าคือใคร…”
หนุ่มน้อยผมบรอนซ์ยืนตาค้าง ดวงตาเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง ไร้ถ้อยคำใดจะเอ่ย
เขายังจะพูดอะไรได้อีก ในเมื่อจอมเวทท่านนี้รู้ทุกอย่างของเขาอยู่แล้ว
“เ้าไปนั่งเถอะ เื่ครั้งนี้ข้าจะเห็นแก่หน้าปู่และพ่อของเ้า แต่อย่าให้มีครั้งต่อไป จำไว้”
แม้ชายชรากล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงอย่างชัดเจน แต่ถ้อยคำสุดท้ายช่างกดดันยิ่งนัก
“ขอบคุณขอรับ ข้าน้อยจะจดจำขึ้นใจ”
เขาโค้งคำนับแล้วกลับไปนั่งที่ของเขา
“นับจากนี้เราจะเดินทางไปด้วยกันจนกว่าจะถึงเมืองเฟนดาริล”
พ่อบ้านกล่าวถึงแผนเดินทางใน่ต่อไปทันที
ด้วยเหตุผลที่นายน้อยของเขาต้องพักรักษาตัวระหว่างเดินทาง จึงจำเป็ต้องใช้รถม้าชั้นยอดของโอลิเวอร์
“นับเป็เกียรติของพวกข้าขอรับ”
หัวหน้าพ่อค้ารีบยืนขึ้นแสดงความเคารพทันที
เขาต้องยินดีอยู่แล้ว กับการมีจอมเวทร่วมเดินทางด้วย มันราวกับมีกองทัพเล็กๆ คอยคุ้มกันเลยทีเดียว
“แล้วหลังจากนั้นพวกเ้าจะเดินทางอย่างไรต่อไป”
“ท่านอธิการบดี ได้ส่งอาจารย์กับทีมคุ้มกันมารับตัวข้าน้อยที่ เฟนดาริล ขอรับ”
ชายหนุ่มไม่จำเป็ต้องปิดบังอะไรอีกต่อไปแล้ว
“เป็ห่วงขนาดนี้เลยเหรอ แต่ก็เหมาะสมกับตัวเ้าดี เพชรในหนองน้ำ มันไม่หายไปไหนอยู่แล้ว คงต้องดูแลกันอย่างดีหน่อย”
“เอาหล่ะ เริ่มกินกันเถอะ ข้าต้องรีบกลับไปดูเ้าหนูนั่นอีก”
“เื่อื่น ๆ ไว้เ้าหนูนั่นฟื้นแล้วเราค่อยมาคุยกันต่อ”
แล้วมื้ออาหารก็เริ่มขึ้นอย่างผ่อนคลาย
ทางด้านนิโคลัส หลังจากได้รับยาฟื้นพลังและเวทรักษาช่วยบรรเทาอาการาเ็แล้ว
ชายหนุ่มเริ่มตรวจสอบร่างกายที่เสียหาย เขารู้สึกเสียใจที่ขาดสติไปชั่วขณะ หากไม่ได้ท่านเทพช่วยไว้เขาคงไม่รอดแน่นอน
ความเสียหายภายนอกดูน่ากลัวแล้ว การาเ็ภายในยิ่งร้ายแรงกว่า หากไม่ได้อังเดรที่ช่วยรักษาไว้ แม้ได้ท่านเทพช่วยให้รอดตาย แต่คงสาหัสไปอีกนานแน่นอน
ดีกว่าการนอนเฉย ๆ เ้าตัวได้เริ่มฝึกฝนอีกครั้ง ทั้งตำราสรรพสัตว์และสะสมมานา
แม้ต้องฝึกฝนในท่านนอนแต่มันไม่เป็อุปสรรคแม้แต่น้อย
พลังธรรมชาติยังคงถูกดูดซับเข้าสู่ร่างกายของเขาอย่างราบรื่น หนำซ้ำอาจจะดีกว่าก่อนาเ็ด้วยซ้ำ
‘เอ๊ะ! นี่คืออะไร’
เมื่อเขาสะสมมานาจนเกือบเต็มที่แล้ว พลังธรรมชาติบางส่วนกลับถูกดูดซับเข้าไปที่บริเวณกะบังลม
ชายหนุ่มสำรวจบริเวณนั้นทันที
‘ลูกกลมพลังงานเหมือนแกนมานาแรกเริ่มเลย ถ้าเกิดขึ้นตรงจุดนี้ หรือจะเป็ แกนวีร่าแรกเริ่ม’
แกนทรงกลมที่เกิดขึ้นบริเวณกะบังลม คือ แกนวีร่าแรกเริ่ม ของวิถีนักสู้
วิถีที่ต้องใช้ความสามารถของร่างกายและจิติญญานักสู้ ในการสะสมพลังวีร่าเพื่อพัฒนาความสามารถของตนเอง
การสะสมวีร่า เพื่อเลื่อนขั้นสามารถทำโดยผ่านการเคลื่อนไหวร่างกายตามแบบวิถีของคนผู้นั้น ไม่ว่า จะเป็การฝึกทักษะร่างกายและการใช้อาวุธ หรือ ผ่านการต่อสู้กับคนหรือสัตว์ต่าง ๆ
แต่มีข้อยกเว้นคือยามเมื่อร่างกายาเ็ ไม่ว่าจะเป็นักเวท อัศวิน หรือนักสู้ จะสามารถดูดซับพลังธรรมชาติเข้าสู่แกนพลังของตนเอง และนำพลังนั้นไปช่วยเร่งการฟื้นฟูร่างกายตนเองให้เร็วขึ้น ดังที่ชายหนุ่มกำลังทำอยู่
ดังนั้นตลอด่บ่ายที่ทุกคนต่างคิดว่าเขาหลับ แท้ที่จริงเ้าตัวกำลังตั้งหน้าตั้งตาสะสม วีร่า สลับกับการกระจายวีร่าไปทั่วร่าง เพื่อรักษาอาการาเ็
น่าแปลกที่การสะสมวีร่า ทำได้ง่ายกว่าการสะสมมานามากนัก
แม้จะสงสัยเพียงใดแต่มันยังไม่ใช่เวลาหาเหตุผล
ยามพลบค่ำ เมื่อพ่อบ้านกลับขึ้นรถม้าเพื่อดูอาการนายน้อยของเขา
แม้ชายหนุ่มอาจดูเหมือนหลับสนิท แต่สายตาจอมเวทย่อมมองเห็นพลังงานที่เคลื่อนไหวอยู่ภายในรถม้า
‘ช่างรวดเร็วนัก’
กระทั่งจอมเวทชราเองยังแปลกใจกับกระแสพลังงานธรรมชาติเหล่านี้
“ท่านตา ช่วยเตรียมเนื้อสัตว์ให้ข้าเยอะหน่อยได้ไหม”
เสียงแหบพร่าของชายหนุ่มดังขึ้นทำลายความเงียบในรถม้า
“ตกลง เ้า้าอะไรเพิ่มอีกไหม”
“ข้า้าเพียงเนื้อสัตว์เท่านั้น ยิ่งได้ระดับสูงขึ้นยิ่งดี ยาฟื้นฟูตอนนี้คงไม่จำเป็แล้ว และวานบอก อังเดร ให้มาช่วยข้าวันละครั้งก็พอ”
“ได้ งั้นเ้าฝึกต่อไปนะ เดี๋ยวข้าออกไปสั่งงานก่อน”
จากนั้นพ่อบ้านออกไปสั่งการให้ทั้งทีมช่วยกันออกไปล่าสัตว์ร้ายหรือสัตว์กึ่งเวทมาให้นายน้อยของเขา
พอกองคาราวานได้ยินเื่นี้ พากันรีบอาสาเข้าช่วยกันยกใหญ่ หวังสร้างความดีความชอบลบล้างความผิดที่แล้วมา
เสียงไล่ล่าดังไปทั้งป่าตลอดคืนจวบจนรุ่งเช้า
ท่ามกลางความมืดมิดก่อนอรุณรุ่ง มีเพียงแสงจากกองไฟที่สว่างอยู่รอบที่พักและรถม้า
นิโคลัสรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาด้วยความเคยชิน แม้อาการาเ็ยังปรากฏชัดอยู่ก็ตาม
“นายน้อย ไม่นอนพักอีกซักหน่อยหรือ”
เสียงชราดังมาจากด้านข้างเมื่อเห็นเด็กหนุ่มลุกขึ้นนั่ง เตรียมตัวออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ภายนอก
“ใช่ ๆ พักเยอะ ๆ”
เสียงสดใสของเ้านกน้อยช่วยสนับสนุน
“ข้ารู้สึกดีขึ้นมากแล้วท่านตา แล้วท่านช่วยเรียกข้าว่า นิค ให้เคยชินด้วยนะ”
เขาตอบด้วยเสียงสุภาพ และเขารู้สึกดีขึ้นมากจริงๆ ผลจากการฝึกฝนเมื่อคืนช่วยเขาได้เยอะมาก แม้จะยังไม่สามารถออกแรงอะไรได้
“ตกลง งั้นเราลงไปด้วยกันเลย”
“นายน้อย ท่านยังไม่หายดี ลงมาทำไม!”
เสียงประกาศดังชัดของแจ็ค ปลุกทุกคนให้ตื่นขึ้นจากหลับใหล
นายน้อยถึงกับส่ายศีรษะเบา ๆ อย่างช่วยไม่ได้ เขาตั้งใจลงมาเดินเงียบๆ เพียงไม่นานเท่านั้น
“นายน้อย” “นายน้อย”…“นายน้อย”
เสียงทักทายดังระงมจากรอบข้าง
“ข้ารู้สึกดีขึ้นมากแล้ว พอเดินได้เลยอยากออกมาสูดอากาศข้างนอกบ้าง”
ชายหนุ่มพลางรับท่อนไม้ที่แจ็คส่งให้ เพื่อช่วยพยุงตัว
“อย่าฝืนมากนะ”
วิคเตอร์เตือนด้วยความเป็ห่วง
“ท่านอยากกินเนื้อเช้านี้เลยไหม พวกข้าจะได้จัดเตรียมไว้ให้เลย”
นักเวทพ่วงตำแหน่งแม่ครัวสาวอีริน ถามขึ้นเพื่อจะได้เตรียมอาหารได้ทันมื้อเช้า
“เมื่อคืนพวกเราออกไปล่ากันมาเกือบทั้งคืนได้ สัตว์กึ่งเวทมาสามตัว ส่วนเ้าพวกหน่วยคุ้มกันได้สัตว์ร้ายมานับสิบเลยขอรับ”
บอริสนักดาบและรองหัวหน้ากล่าวถึงวัตถุดิบที่พวกเขาช่วยกันหามาทั้งคืน
“ลำบากพวกพี่แล้ว ข้าขอบคุณพวกท่านทุกคนด้วย เช้านี้ขอเนื้อสัตว์ร้ายก่อนแล้วกัน ข้าอยากรู้ว่าถ้าเป็เนื้อสัตว์ชั้นต้นจะมีประสิทธิภาพแค่ไหน”
“ตกลง ข้าขอตัวไปเตรียมอาหารกับอารินก่อน”
กล่าวจบอีรินและอารินก็รีบจากไป
“นายน้อย ท่านจะให้ข้าใช้เวทรักษาต่อเลยไหมขอรับ”
อังเดรที่กุมคทาเวทอยู่ อยากรักษานายน้อยให้หายเร็วๆ
“ไว้ตอนพักเที่ยงระหว่างทางแล้วกัน รอดูว่า เนื้อพวกนั้นมีประสิทธิภาพแค่ไหน”
“พวกเ้าแยกกันไปจัดการเื่อื่น ๆ เถอะ เช้านี้หลังมื้อเช้าเราจะเดินทางกันต่อเลย เย็นนี้น่าจะถึง เฟนดาริล ใช่ไหม”
“ขอรับนายน้อย”
วิคเตอร์ตอบในทันที
“เดี๋ยวข้าเดินไปดูพวกนั้นหน่อย เหมือนเขามีเื่อยากคุยกับข้า”
ชายหนุ่มแจ้งกับทุกคนและหันไปทางเหล่าพ่อค้าและหน่วยคุ้มกันที่เริ่มออกมายืนรอเขาแล้ว
“นายน้อย”
เสียงประสานแทบจะพร้อมเพรียงกันดังขึ้นจากเหล่าพ่อค้าและหน่วยคุ้มกัน
‘ถึงกับเรียกข้าว่านายน้อยตามพวกนั้นเลยเหรอ’
นิโคลัสอุตส่าห์บอกพวกพี่ ๆ แล้ว ให้เรียกเขาว่า นิค แต่ยังติดเรียกเขาว่า นายน้อย อยู่ดี
โชคดีที่คนอื่นอาจคิดว่าเพราะเขาเป็หลานชายของ หัวหน้าเขี้ยวอัสดง คนอื่น ๆ เลยเรียกเขาว่า นายน้อย
ชายหนุ่มทักทายตอบ
“ทุกท่านสบายดีกันใช่ไหม มีาเ็กันเยอะไหม”
“ในครั้งนี้ เป็วาสนาอันยิ่งใหญ่ของพวกเราที่ได้ ท่านจอม.. ท่านรอย ช่วยไว้ได้ ทำให้ไม่มีการสูญเสียเลย มีาเ็สาหัสเพียงสี่คนเท่านั้น แต่ได้ท่านอังเดรช่วยรักษาจนอาการหายห่วงแล้วขอรับ”
โอลิเวอร์หัวหน้ากลุ่มเหรียญทอง รีบคารวะขอบคุณเขา พลางกล่าวต่อ
“และหากไม่ได้นายน้อยนิโคลัสช่วยเหลือได้ทันเวลา พวกข้าคงไม่ได้มายืนตรงนี้แล้วขอรับ”
จากนั้นหยิบเหรียญทองเหรียญหนึ่งออกมาจากถุง ประคองด้วยสองมือยื่นให้กับชายชราด้านข้างชายหนุ่มด้วยความสุภาพ
“นี่คือ ‘ตราเหรียญทอง’ อันดับหนึ่งของกลุ่มเหรียญทอง หากท่าน้าพบข้าน้อยขอให้นำตรานี้ไปแจ้งที่ร้านสาขา แล้วแจ้งเวลาและสถานที่นัดพบเอาไว้ ข้าจะรีบไปในทันทีขอรับ”
“และหากท่านซื้อสินค้าจากร้านเหรียญทอง จะได้รับส่วนลดสี่สิบเปอร์เซ็นต์ของราคาสินค้าตลอดไป ขอรับ”
แม้เขาจะรู้ว่าสี่สิบเปอร์เซ็นต์นั่นคือเขาไม่ได้อะไรเลยจากการขายแถมยังขาดทุนเล็กน้อยด้วย แต่การได้ผูกสัมพันธ์กับจอมเวทด้วยราคาเพียงเท่านี้ นับว่าเขาได้กำไรด้วยซ้ำ
มือที่ยื่นออกไปยื่นค้างอยู่เช่นนั้น โดยไม่มีมือใดยื่นออกมารับ
ผ่านไปไม่กี่อึดใจ ชายอ้วนถึงกับต้องเงยหน้าขึ้นมองชายชรา และพลันชะงักค้างเมื่อเห็นสายตาเ็าคู่นั้น
“เพียงเท่านี้หรือ”
สั้นและกระชับ สุ้มเสียงแหบพร่าและเ็า ทำให้ผู้ฟังหนาวจนสั่นสะท้าน
“มิได้ขอรับ แม้ไม่มากมาย ขอผู้าุโได้โปรดฝืนใจรับไว้ด้วยขอรับ”
กล่าวพลางยืนถุงเงินที่ข้างเอวให้แก่ชายชรา มือที่สั่นไหวทำให้เหรียญทองภายในกระทบกันดัง กรุ๊งกริ๊ง ช่างไพเราะยิ่งนัก
จอมเวทชรารับทั้งสองสิ่งเอาไว้โดยไม่กล่าวอันใดต่อ
“หลังมื้อเช้า พวกเราจะเดินทางต่อ ข้าอยากไปให้ถึง เฟนดาริล ก่อนมืด พวกท่านติดอะไรหรือไม่”
ชายหนุ่มกล่าวขึ้นมา ทำลายความเงียบให้หายไป
“ไม่ติดอะไรเลยขอรับ ข้าจะส่งให้คนขี่ม้าเร็วไปแจ้งให้ทางนั้นจัดเตรียมที่พักไว้สำหรับพวกท่านทุกคน”
“ข้าขอเป็เ้าภาพต้อนรับพวกท่านยามอยู่ใน เฟนดาริล หาก้าสิ่งใด ขอให้แจ้งข้าน้อยได้เลยอย่าได้เกรงใจขอรับ”
เื่แบบนี้ โอลิเวอร์ พ่อค้าประสบการณ์โชกโชนช่างชำนาญและไหลลื่นราวกับกำลังเดินพักผ่อนท่ามกลางสวนดอกไม้ก็มิปาน
“ขอบคุณขอรับ ข้าต้องขอรบกวนท่านแล้ว”
นายน้อยเอ่ยพร้อมกับโค้งเล็กน้อยแสดงการขอบคุณ
“ข้าต้องขอตัวไปพักผ่อนก่อน แล้วหลังมื้อเช้าเราจะออกเดินทางทันที”
จากนั้นเขาและท่านตาก็กลับไปที่รถม้าทันที เพราะหากยังเดินต่อ ท่าทางได้คุยกับคนโน้นคนนี้ไปเรื่อยแน่นอน
การเดินทางเริ่มต้นทันทีหลังจากมื้อเช้าสิ้นสุดลง
ชายหนุ่ม ชายชรา และนกน้อยสีขาวหนึ่งตัวอยู่ในรถม้าที่แสนสบาย
“ตอนกินข้าว พวกนั้นบ่นกันระงมเลยเื่นั่งรถม้า มันทั้งกระเด้งและแข็งมาก หากให้เลือกระหว่างเดินกับนั่งรถม้าพวกนี้ พวกเขาเลือกเดินดีกว่า มันเหนื่อยมากเลยหรือท่านตา เพราะเมื่อก่อนข้าเคยนั่งรถม้าที่สบายเช่นคันนี้เท่านั้น”
นิโคลัสซักถามพ่อบ้านเื่รถม้า เพราะจากความทรงจำเ้าของร่าง เขาเคยนั่งเพียงรถม้าประจำตระกูลที่สะดวกสบายอย่างยิ่ง ไม่เคยนั่งรถม้าแบบชาวบ้านมาก่อนเลย
“ใช่ ถ้าไม่ได้ขี่ม้าหรือสัตว์อสูร พวกข้ามักจะเลือกเดินดีกว่านั่งรถม้าหรือเกวียนพวกนี้ มันทั้งกระเด้งและที่นั่งเป็ไม้แข็ง ๆ กระแทกก้นยิ่งนัก ถ้าไม่ใช่เพราะเ้าาเ็พวกข้าก็คงเดินกันไปแล้ว”
“รถม้าที่ลงอักขระเวทเอาไว้ มีราคาสูงมาก ถึงระดับต่ำสุดที่ยังมีการะเือยู่ มีดีเพียงอากาศที่สบายขึ้นหน่อยเท่านั้น ราคาเริ่มต้นก็เท่ากับราคาอาวุธระดับหายากหนึ่งชิ้นเลยทีเดียว”
“แม้ว่าจะแพงและไม่ค่อยสบาย แต่ยังเป็ที่นิยมของพ่อค้าระดับกลางทั่วไปที่มักใช้กันในเมืองที่มีถนนเรียบกว่า”
“ข้าต้องขอโทษด้วย”
เขารู้สึกผิดจริง ๆ ที่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน
‘โลกนี้น่าจะยังไม่มี แหนบสำหรับรถม้า ด้านเทคโนโลยีและกลไกต่าง ๆ ไม่ค่อยพัฒนาเท่าไหร่ อุปกรณ์ส่วนใหญ่จะพึ่งพาเวทมนตร์และอักขระเวทเป็หลัก ต้องรอดูไปซักระยะก่อน’
อดีตนักฆ่าสายเทคโนโลยี เริ่มมองเห็นช่องทางหาเงินขึ้นบ้างแล้ว แต่เขาไม่อยากรีบร้อน ต้องดูสถานการณ์รอบด้านก่อน ทั้งด้านการตลาดและการเมือง
ขืนเขาสร้างอะไรสุ่มสี่สุ่มห้า มีหวังโดนยึดไปหมดแน่ เขาต้องหาผู้หนุนหลังที่แข็งแกร่งให้ได้ก่อนที่คิดจะสร้างอะไรขึ้นมา
“ท่านตาไม่ให้พี่อีรินและอาริน เข้ามานั่งด้วยกันล่ะ”
“พวกนั้นทำอะไรด้วยกันมานานแล้ว สบายก็สบายด้วยกัน ลำบากก็ลำบากด้วยกัน ไม่เป็ไรอย่าคิดมาก”
“แล้วอาการเ้าเป็อย่างไรบ้างหลังจากได้เนื้อสัตว์ร้ายไปแล้ว”
ชายชราถามด้วยความเป็วิตกกังวล แม้อาการภายนอกของเขาจะดีขึ้นมากแผลเริ่มแห้งเกือบทั้งหมดแล้ว
“มันช่วยข้าได้มากทีเดียวอาการเ็ปลดน้อยลงไปมาก มื้อต่อไปข้าว่าจะลองกินเนื้อสัตว์กึ่งเวท จะดูว่าอาการดีขึ้นเร็วแค่ไหน”
ในระหว่างมื้ออาหาร ทุกคนต่างใที่เห็นปริมาณที่ชายหนุ่มกินเข้าไป
แม้พวกเขาพอเข้าใจอยู่แล้วว่า อาหารพวกนั้นจะกลายเป็พลังงานซ่อมแซมร่างกายในทันที แต่ปริมาณมันยังคงมากเกินกว่าที่ผู้ฝึกฝนทั่วไปจะรับประทานเข้าไปได้อยู่ดี
ระหว่างที่กำลังมุ่งหน้าไป เฟนดาริล นิโคลัสได้ร่างแบบส่วนประกอบต่าง ๆ ของธนูคอมพาวด์ เสร็จเรียบร้อย
เขาต้องแยกเขียนส่วนประกอบหนึ่งชิ้นต่อกระดาษหนึ่งแผ่น แล้วจะกระจายชิ้นส่วนออกไปให้ช่างตีเหล็กหลาย ๆ ร้าน สร้างให้ เพื่อป้องกันการลอกเลียนแบบ
แม้พ่อบ้านจะเห็นสิ่งที่นายน้อยกำลังวาดอยู่ทั้งหมด แต่ไม่ได้เอ่ยถามสิ่งใด
ก่อนที่ยามเย็นจะมาเยือน กองคาราวานได้มาถึงเมือง เฟนดาริล ในที่สุด
กำแพงเมืองสีเทาหม่นสูงตระหง่านทอดตัวเป็แนวยาว ขวางกันระหว่างพื้นที่ชั้นในกับเขตทุ่งข้าวและปศุสัตว์ชั้นนอก
ทหารยามบนกำแพงเมืองคอยสอดส่องในระยะไกลและเ้าหน้าที่ด้านล่างคอยตรวจตราคนที่ผ่านเข้าออกประตูเมือง
เนื่องจากกลุ่มการค้าเหรียญทองเป็ที่รู้จักกันทั่วอาณาจักร ทำให้การผ่านเข้าเมืองไม่ถูกตรวจสอบมากนัก เพียงทำเป็พิธีการเท่านั้น
เมื่อลอดผ่านซุ้มประตูใหญ่เข้ามาได้แล้ว ตามความคิดของนิโคลัสเขาควรจะได้พบกับร้านค้ามากมาย และผู้คนพลุกพล่านที่กำลังจับจ่ายซื้อสินค้ากันอย่างคึกคัก
แต่ความเป็จริงหาเป็เช่นนั้นไม่..
ร้านค้าเล็ก ๆ มากมายปิดประตูมิดชิด บางร้านป้ายชื่อร้านร่วงหล่นแตกหักกองอยู่ที่พื้น
ร้านที่ยังเปิดอยู่ก็เงียบเหงาแทบไม่มีลูกค้าเข้าร้านเลย
“มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่..”
เสียงพึมพำของนิโคลัสดังลอดขึ้นมาทำลายความเงียบภายในรถม้า
“ด้านนอกกำแพง ในส่วนของที่นาและปศุสัตว์ก็ยังดูปกติดี แสดงว่าไม่มีาหรือการโจมตีของสัตว์อสูรเกิดขึ้น”
“โอลิเวอร์ น่าจะรู้สาเหตุแน่นอนมิเช่นนั้นเขาคงไม่กล้าเข้าเมืองมาแน่ ท่านตาคิดว่ายังไง”
“ข้าก็คิดเช่นนั้น”
จากนั้นขบวนรถม้าและเกวียนได้แล่นผ่านเข้ามาย่านการค้าชั้นใน ถึงจะปรากฏร้านค้าขนาดกลางและใหญ่เปิดอยู่บ้าง แต่ยังมีร้านขนาดกลางที่ปิดสนิทอยู่เกินครึ่ง รวมถึง…
ร้านค้าหนึ่งที่ป้ายชื่อร้านแตกหักแต่ยังคงแขวนห้อยไว้้า
“แม้แต่ร้านค้า ความหวัง ก็ปิดด้วยหรือนี่!”
ชายหนุ่มแม้ไม่ได้คาดหวังไว้สูง แต่คิดไม่ถึงว่าแม้แต่สาขาของ กลุ่มการค้าความหวัง ยังต้องปิดตัวลง
มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่..