กำเนิดใหม่ : เทพยุทธ์จ้าวกระบี่ 【จบแล้ว】

เล่มที่ 6 บทที่ 168 เข้าถ้ำเสือ

บทที่ 168 เข้าถ้ำเสือ

        “กุบกับ---”

        รถม้าที่ดูทรงพลังและเรียบง่ายหยุดลงทันทีที่หน้าประตูของเรือนกลิ่นกำจร

        ชายชราเสื้อคลุมสีเทา ใบหน้าเหี่ยวย่นตามวัยเดินนำชายหนุ่มที่สวมหน้ากากผีร้ายลงมาจากรถม้าแม้ไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะมากนักแต่ก็ดึงดูดความสนใจของผู้คนที่สัญจรไปมาได้จำนวนมาก

        “หืม? มาถึงช่วงตัดสินนี้แล้วเหลือเวลาอีกเพียงสามวันก่อนจะประกาศผลว่าที่ลูกเขยของตระกูลฉู่แต่ก็ยังมีคนมาเยี่ยมที่นี่อีกหรือ?”

        “ทั้งคนหนุ่มคนแก่นั่นไม่ดูบ้านนอกไปหน่อยหรือ? มีคนรับใช้เพียงหยิบมือด้วยซ้ำแถมยังนั่งรถม้าศึกธรรมดาๆ อีก ดูก็รู้ว่าไม่ใช่คนมีอำนาจอะไร”

        บางคนแอบเยาะเย้ย รู้สึกว่าหลิงจื้อและฉู่อวิ๋นต่างก็ไม่เจียมตัวเอง ด้วยอยากเห็นพวกเขาถูกปฏิเสธการมาเยี่ยม

        แต่หลิงจื้อเดินนำไปที่ประตูเรือนกลิ่นกำจรอย่างคุ้นเคยด้วยสีหน้าเรียบเฉยเหลือบมองเพียงสองสามครั้งโดยไม่แม้แต่จะทักทาย

        “คารวะอาจารย์หลิง! เชิญขอรับ!”

        ทันใดนั้น คำทักทายอย่างยำกรงและแสนเคารพก็ดังขึ้นอย่างฉับพลัน

        ยามทั้งสองรีบเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วเพราะเกรงว่าจะละเลยและรีบหลีกทางให้ชายชราและชายหนุ่ม พวกเขาถึงกับโค้งคำนับด้วยความเคารพอย่างสุดตัวจนทุกคนตกตะลึง

        ในเวลาเดียวกัน พ่อบ้านก็ยิ้มและออกมาต้อนรับเขาทันที

        “อาจารย์หลิง ผู้เฒ่าฉู่ของเรารอท่านอยู่นานแล้ว เชิญข้างในเถิดมีบันไดหินหลายขั้นหน่อย โปรดเดินระวังด้วย ฮ่าๆ”

        ทันทีที่พูดจบ พ่อบ้านเฒ่าตาคมก็สังเกตเห็นว่ามีฉู่อวิ๋นที่ตามมาด้วยเขาตกใจเล็กน้อยและกลอกตาในทันที

        หลังไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็กะพริบตาแล้วพูดอย่างประจบประแจง “โอ้ ~ นี่คงเป็นนายน้อยผู้สูงศักดิ์ของตระกูลหลิงสินะ วันนี้ได้พบช่างสง่างามนัก วีรบุรุษถือกำเนิดแต่เยาว์วัยจริงๆ!”

        เมื่อฉู่อวิ๋นได้ยินเช่นนี้ เขาก็รู้สึกแปลกๆ ครั้งสุดท้ายที่เขามาเยือนที่นี่ในฐานะคนป่าเขาได้รับการปฏิบัติด้วยสายตาที่เย็นชา แต่ยามนี้เมื่อเปลี่ยนตัวตนวิธีการปฏิบัติก็ต่างออกไปทันที จึงแอบถอนหายใจให้กับความเป็นจริงของโลกใบนี้

        ทันใดนั้น หลิงจื้อก็โยนถุงหินวิญญาณไปให้พ่อบ้านเก่าอย่างส่งๆ และเอ่ยอย่างเย็นชา“อย่ารบกวนนายน้อยของข้า ไม่เช่นนั้นแล้วเจ้าจะรับไม่ไหวเอา”

        เมื่อได้ยินเช่นนั้น พ่อบ้านชราก็รีบก้าวถอยหลังพยักหน้าและโค้งคำนับสุดตัว เดินถอยออกไปหลายก้าวจากฉู่อวิ๋นและขอโทษซ้ำๆ “ใช่ๆ!เป็นความผิดของข้าน้อยเอง ท่านอาจารย์ทั้งสองเชิญด้านในเถอะ”

        ในขณะเดียวกัน ทุกคนที่เฝ้าดูอยู่หน้าประตูก็ตกตะลึงอย่างไม่อยากเชื่อ

        ทั้งๆ ที่สองคนนั้นแต่งตัวเก่าค่อนข้างโทรมแต่กลับสามารถเข้าไปในเรือนกลิ่นกำจรได้ พวกเขาตาฝาดไปแล้วหรือ?”

        “ตาเฒ่าอารมณ์ร้ายกับเจ้าหนุ่มลึกลับนั่น พวกเขาเป็นใครกัน?” มีคนถามขึ้นมา

        “ชู่! หุบปาก! อย่าเอ็ดไป ห้ามไปทำให้สองคนนี้ขุ่นเคือง!”

        “เจ้านี่มันสุนัขโง่จริงๆ ไม่รู้หรือว่าพวกเขาเป็นคนจากตระกูลฝึกฝนทางวิญญาณ?เจ้าคนไม่รู้ความ โชคดีที่พวกเขาไม่สนใจ มิฉะนั้น หากแค่ปรายตามองมาพวกเจ้าก็คงระเบิดตายตรงนั้นได้เลยทีเดียว”
         ชายร่างกำยำเอ่ยเตือนอย่างดุดันทำให้ทุกคนรู้สึกหวาดกลัวและเงียบไปทันที

        “เอ๊ะ? นั่นมันซิวหลัวหน้าผีไม่ใช่หรือ? เขามาจากตระกูลฝึกฝนทางวิญญาณหรือ?!”

        “ถึงว่าเขาถึงสามารถข้ามสี่ระดับแถมยังชนะการประชันห้ามังกรได้มากกว่าสิบสองรอบ ยอดเยี่ยมยิ่งนัก!”

        บางคนที่มักจะแวะไปลานประลองยุทธ์อยู่บ่อยครั้งคราแรกที่จำซิวหลัวหน้าผีได้ก็หลุดอุทานออกมาอย่างประหลาดใจ

        “ซิวหลัวหน้าผีมีอะไรดีกัน? เมื่อวานนี้มีคนป่าที่ชื่ออวิ๋นชูปรากฏตัวในลานประลองทั้งยังเฉียบแหลมยิ่งนัก!”

        “พี่ชายท่านนี้พูดถูกแล้วตอนนี้หลายคนในเมืองกำลังถามหาเกี่ยวกับชายหนุ่มคนนี้อยู่แต่พอเขาได้รางวัลจากการประชันห้ามังกรก็หายจ๋อมไปจากโลกใบนี้!ไม่เคยปรากฏตัวอีกเลย”

        “เฮ้อ คุณหนูตระกูลเสวี่ยคงเป็นทุกข์ไม่น้อย ข้าได้ยินมาว่าจวนตระกูลเสวี่ยกำลังหาทางให้นางได้แต่งงานกับเด็กหนุ่มผู้มีความสามารถคนนี้แต่น่าเสียดายที่ดูเหมือนว่าจะล่ม เพราะต่อให้ค้นหาไปทั่วทั้งเมืองก็ยังไม่พบอวิ๋นชูคนนั้น”

        ทุกคนต่างก็วิพากษ์วิจารณ์ ข่าวคราวแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว

        บางคนก็คิดว่า “อวิ๋นชู” ออกจากเมืองชุยเสวี่ยไปแล้ว

        บางคนก็รู้สึกว่า “อวิ๋นชู”คงได้รับเลือกให้เป็นศิษย์โดยตรงของเจ้าสำนักบางแห่ง

        ที่เลวร้ายกว่านั้นคือบางคนก็คาดเดาว่าเขาฉลาดเกินไป[1] จึงถูกลอบสังหาร

        ในความเป็นจริง ไม่มีใครรู้ว่าอัจฉริยะที่พวกเขากำลังพูดถึงเพิ่งเดินผ่านหน้าพวกเขาไป

        คนที่องอาจเปิดเผย คนที่เฉยเมยแข็งกร้าวคนนั้นแล

        ไม่นาน ฉู่อวิ๋นก็เดินตามหลิงจื้อไปจนสุดทางเขาเข้าไปภายในเรือนกลิ่นกำจรเป็นครั้งแรก เห็นได้ชัดว่านี่คือการปฏิบัติต่อแขกผู้สูงศักดิ์

        ฉู่อวิ๋นอาศัยการเหนี่ยวนำของพลังวิญญาณ หลับตาและเพ่งความสนใจไปที่ลานบ้านราวกับนกอินทรีพบว่าทั่วทั้งลานได้รับการป้องกันอย่างแน่นหนาจริงๆและดูเหมือนว่าจะมีไฟวิญญาณหลายกลุ่มส่องแสงอยู่ในความว่างเปล่า

        สิ่งเหล่านี้เป็นพลังงานชีวิตอันทรงพลังที่ปรมาจารย์ยุทธ์ปล่อยออกมายิ่งไฟสว่าง ความแข็งแกร่งก็ยิ่งมาก

        แต่หลังจากสอดแนมไปสักพัก ฉู่อวิ๋นก็ไม่กล้าทำต่อไปอีก

        เพราะยิ่งเข้าไปข้างในก็ยิ่งมีกลุ่มแสงเล็กๆ มากขึ้นนี่พิสูจน์ได้ว่ามีผู้แข็งแกร่งมารวมตัวกันอยู่ที่นี่ไม่น้อยกลุ่มแสงบางกลุ่มก็เหมือนเตาหลอมขนาดใหญ่ที่ลุกไหม้โชติช่วงเพียงสังเกตจากระยะไกลก็จะรู้สึกได้ถึงจิตวิญญาณที่คล้ายจะถูกเผา

        “เจ้าจิ้งจอกเฒ่าตัวนี้ใจถึงนักมีผู้แข็งแกร่งมากมายคอยช่วยเหลือเขาถึงเพียงนี้ ผนังทองแดงกำแพงเหล็ก[2] จะบุกทะลวงออกไปก็ใช่ว่าจะทำได้”

        ฉู่อวิ๋นลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก แม้ว่าฉู่ซินเหยาจะถูกขังเอาไว้ แต่ด้วยการป้องกันที่แข็งแกร่งเช่นนี้นางจึงไม่ถูกคุณชายพวกนั้นคุกคาม

        ในที่สุด ภายใต้การนำทางของพ่อบ้าน ทั้งสองก็มาถึงห้องโถงอันงดงาม

        การตกแต่งที่นี่มีเอกลักษณ์อันวิจิตรแม้แต่แจกันที่ใช้ตกแต่งยังได้รับการออกแบบโดยช่างฝีมือชื่อดัง มูลค่ามหาศาลแน่นอนว่า นี่คือสถานที่ที่ฉู่เจิ้นหนานใช้พบปะแขกคนสำคัญ

        ทั้งสองคนรอไม่นานผู้นำตระกูลฉู่เชื้อสายไป่หยางที่มีใบหน้าเคร่งขรึมก็เดินออกจากห้องโถงด้านหลังมาด้วยรอยยิ้มและจิตใจที่เบิกบาน

        “ฉู่เจิ้นหนาน!”

        ในขณะนี้ ฉู่อวิ๋นในฐานะซิวหลัวหน้าผีก็ได้พบกับฉู่เจิ้นหนานตรงหน้า ฉู่อวิ๋นโกรธมากลมหายใจของเขาแรงขึ้น เริ่มกำหมัดแน่นอย่างเงียบๆ จนกระทั่งปลายนิ้วซีดเป็นสีขาว

        ฉู่อวิ๋นไม่ลืมว่านี่คือศัตรูตัวฉกาจของเขา!

        ในการชุมนุมเสือมังกรครั้งล่าสุด ฉู่อวิ๋นเป็นห่วงความปลอดภัยของฉู่ซินเหยาไม่น้อยจึงเพ่งความสนใจทั้งหมดไปที่นาง ดังนั้นเขาจึงไม่ได้สนใจเจ้าจิ้งจอกเฒ่านี่มากนัก

        แต่ในยามนี้เมื่อได้เผชิญหน้ากัน ในที่สุดความขุ่นเคืองในใจของเขาก็ถูกปลุกเร้าอย่างเต็มที่!

        ในขณะนี้ ฉู่เจิ้นหนานยิ้มและพูดคุยกับหลิงจื้ออีกสองสามคำก่อนจะเหลือบมาสังเกตเห็นเด็กชายหน้ากากผีในห้องโถง

        “นี่คงเป็นทายาทของตระกูลหลิง สมญานามซิวหลัวหน้าผี คุณชายหลิงกระมัง?”ฉู่เจิ้นหนานเดินเข้ามาถาม

        “ขอรับ” ฉู่อวิ๋นเปลี่ยนเสียง พยักหน้าเล็กน้อย แต่เขายังคงไม่อาจซ่อนความเกลียดชังอันรุนแรงได้ดวงตาจึงเผลอแข็งกร้าวขึ้นมา

        เมื่อเห็นเช่นนั้น ฉู่เจิ้นหนานก็ขมวดคิ้ว ทำไมเขาถึงรู้สึกได้ว่าชายหนุ่มตรงหน้าดูเหมือนจะไม่ชอบหน้าเขานัก?ทั้งที่เป็นครั้งแรกที่ได้พบกัน

        ​และยังรู้สึกคุ้นเคยอยู่ไม่น้อย

        “อาจารย์หลิง ตระกูลท่านรุ่นนี้น่าประทับใจจริงๆ สายตาดียิ่ง”ดวงตาของฉู่เจิ้นหนานเป็นประกาย เขาหรี่ตาและยกยิ้ม

        “ฮะๆ ตระกูลเราให้ความสำคัญกับการฝึกฝนความแข็งแกร่งย่อมต้องปลูกฝังกลิ่นอายสังหารให้ศิษย์ของเราตั้งแต่อายุยังน้อยมิเช่นนั้นยามพวกเขาออกท่องยุทธภพจะถูกรังแกเอาได้ง่ายๆ”

        หลิงจื้อตอบสนองอย่างไร้ที่ติ ขณะเดียวกันก็แอบขยิบตาให้ฉู่อวิ๋นเพื่อบอกเขาว่าอย่าผลีผลาม

        ฉู่อวิ๋นหายใจเข้าลึกๆ เตือนตัวเองให้สงบสติอารมณ์ระงับความเกลียดชังที่เพิ่มขึ้นไม่หยุด แล้วพูดอย่างเมินเฉย “คารวะผู้นำตระกูลฉู่”

        หลังจากพูดจบ ฉู่อวิ๋นก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ เขาไม่อย่ากพูดอะไรกับจิ้งจอกเฒ่าอีก

        “ดียิ่ง พละกำลังดี” ฉู่เจิ้นหนานยิ้ม แต่มีแสงเย็นเฉียบในดวงตา

        ทันใดนั้น เขาก็แสร้งทำเป็นหันกลับมาราวกับต้องการคุยกับผู้เฒ่าหลิงต่อ

        แต่ทันใดนั้นเอง!

        ดวงตาของฉู่เจิ้นหนานก็เป็นประกาย เขาหันกลับมาอีกครั้งเหยียดนิ้วกรงเล็บออก แล้วตะปบลงบนไหล่ของฉู่อวิ๋น!

        ทว่าฉู่อวิ๋นกลับกัดฟันแน่นและไม่ขยับ

        เขารู้ นี่คือการทดสอบ!

        มองเห็นว่ากรงเล็บนั้นเร็วปานสายฟ้า แต่ก่อนที่จะได้ออกแรงสวน พลังของเขาก็ลดลงอย่างมากและค่อยๆ ลดระดับลง ก่อนจะตกลงบนไหล่ของฉู่อวิ๋น

        “ไม่เลวๆ หลานชาย ร่างกายของเจ้าแข็งแกร่งดีนะ”ฉู่เจิ้นหนานหรี่ตาลงเล็กน้อย บีบไหล่ของฉู่อวิ๋นแล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม

        “แม้ว่าตระกูลของเราจะเป็นตระกูลฝึกฝนทางวิญญาณแต่ก็ไม่ล้าหลังในการฝึกฝนพลังยุทธ์” เมื่อเห็นสิ่งนี้ หลิงจื้อจึงรีบอธิบายแต่น้ำเสียงของเขายังคงสงบเพราะกลัวว่าจะถูกจับได้

         “อ้อ? จริงหรือ?” ฉู่เจิ้นหนานหันหน้าไปมองหลิงจื้อจากนั้นดวงตาของเขาก็สว่างวาบ มองตรงไปที่ฉู่อวิ๋นแล้วเอ่ยว่า “หลานชายคิดว่าการฝึกฝนทางวิญญาณของเจ้าก็คงดีด้วยไม่น้อยเช่นกัน ใช่หรือไม่?”

        พูดจบ ยังไม่ทันให้ฉู่อวิ๋นได้ตอบสนอง จิ้งจอกเฒ่าก็จ้องเขม็งปลดปล่อยแรงกดดันทางจิตใจของนักรบขั้นมหาสมุทรระดับสูงออกมาปกคลุมฉู่อวิ๋นไว้อย่างสมบูรณ์

        อาจกล่าวได้ แรงกดดันเช่นนี้ แม้แต่ขั้นมหาสมุทรระดับกลางระดับกลางก็อาจทนต่อแรงกดดันนี้ไม่ได้ล้วนต้องคุกเข่าลงทั้งสิ้น!

        แต่ฉู่อวิ๋นกลับไม่ได้ถูกปราม!

        “ผู้อาวุโสของตระกูลสอนมาอย่างดี แน่นอนว่าเมื่อพูดถึงการฝึกฝนทางวิญญาณข้าย่อมไม่กล้าหย่อนยาน!” ฉู่อวิ๋นเยาะหยัน จ้องมองที่ฉู่เจิ้นหนานที่อยู่ใกล้ ๆจากนั้นดวงตาของเขาก็เบิกกว้าง มีแสงศักดิ์สิทธิ์เปล่งประกายออกมา!

        “ตูม!”

        คลื่นพลังศักดิ์สิทธิ์ปะทุขึ้นในความว่างเปล่า มีลักษณะเป็นคลื่นเล็กๆแม้ว่าพลังจะไม่มากนักแต่ก็ยังทำให้เกิดลมหนาทึบและสร้างมวลอากาศหนาวเย็นในห้องโถงได้ราวกับว่ามีกระบี่หิมะกำลังปะทะกันอยู่

        และเห็นได้ชัดว่าฉู่เจิ้นหนานก็ไม่คิดว่าการฝึกฝนทางวิญญาณของ “ซิวหลัวหน้าผี”คนนี้ จะแข็งแกร่งได้ปานนี้!

        เขาไม่ทันระวังและถูกกระแทกห่างออกไปครึ่งก้าว รู้สึกอับอายเล็กน้อยสีหน้าเริ่มบูดบึ้ง

        “เด็กคนนี้ ในแง่ของการฝึกฝนทางวิญญาณนั้นสูงกว่าข้าจริงๆ!”  ฉู่เจิ้นหนานรู้สึกประหลาดใจ ทว่าความสงสัยของเขาในตัวฉู่อวิ๋นก็ถูกขจัดออกไปในทันที

        เมื่อเห็นเช่นนั้น ดวงตาของหลิงจื้อก็สั่นไหว เขาสาวเท้าไปสองสามก้าวยืนอยู่ตรงหน้าฉู่อวิ๋นและพูดขึ้นมาว่า “ฉู่เจิ้นหนาน! เจ้าหมายความว่าอย่างไร?พยายามกดดันจิตใจผู้น้อยตระกูลข้าหรือ?”

        ทันทีที่พูดจบ ดวงตาของชายชราก็ฉายแววเย็นเยียบเขาระเบิดพลังอันเป็นเอกลักษณ์ของนักพรตวิญญาณออกมา!

        “วิ้ง——”

        เสียงศักดิ์สิทธิ์ดังขึ้น อากาศในห้องโถงเย็นยะเยียบ แผ่นดินใต้ฝ่าเท้าสั่นไหวบ้านเรือนสั่นสะเทือน เสียงดังกึกก้อง มีร่องรอยของพลังงานศักดิ์สิทธิ์ลวงตาแผ่ออกมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด!

        “เพล้งๆๆ!”

        ทันใดนั้น แจกันอันงดงามเหล่านั้นก็แตกกระจายทั่วทั้งห้องตกอยู่ในความวุ่นวาย!

        ในเวลานี้ ฉู่เจิ้นหนานก็รู้สึกแย่ขึ้นมาเมื่อเห็นปรากฏการณ์ตรงหน้า รู้ได้ในทันทีว่าครั้งนี้เขาอาจจะหาเรื่องผิดคน

        เขายิ้มออกมาอีกครั้ง หรี่ตาลงแล้วพูดว่า “อ๊ะๆท่านผู้เฒ่าหลิงใจเย็นลงก่อน เมื่อครู่นี้ข้าเพียงเห็นว่าคุณชายหลิงนั้นไม่ธรรมดาจึงอยากจะทดสอบเขาสักหน่อย ไม่คิดจะทำให้ขุ่นเคืองใจแต่อย่างใด หวังว่าพวกท่านจะให้อภัย”

        เมื่อได้ยินดังนั้น หลิงจื้อก็ส่งเสียงหึอย่างเย็นชาจากนั้นก็แสร้งทำเป็นวางโตสูงส่ง ให้ฉู่เจิ้นหนานพูดสองสามคำจึงช่วยบรรเทาสถานการณ์ที่น่าอับอายได้

        “สมกับเป็นจิ้งจอกเฒ่าจริงๆ! ถ้าข้าไม่บังเอิญได้รับเครื่องหมายวิญญาณมาแล้ววันนี้คงถูกเขาจับไต๋ได้ไปแล้ว”

        ฉู่อวิ๋นลอบถอนหายใจอย่างโล่งอกดูเหมือนว่ายามที่ปรากฏตัวอยู่ในเรือนกลิ่นกำจร เขาต้องระวังตัวให้มากกว่านี้ต้องใส่ใจกับทุกการกระทำ มิเช่นนั้นจะเกิดช่องโหว่ให้คนอื่นสงสัย จนยากจะรับมือ

        หลังจากเหตุการณ์เล็กน้อยนี้จบลงผู้เฒ่าหลิงก็เริ่มพูดคุยกับฉู่เจิ้นหนานเรื่องการแต่งงาน

        ฉู่เจิ้นหนานยังอนุญาตให้ฉู่อวินไปพบกับฉู่ซินเหยาได้และเขาก็กำลังรอให้สาวใช้พาไปที่นั่น

        แต่ในห้วงเวลารอคอยนี้ ก็มีเสียงน่าครั่นคร้ามของบุรุษเพศดังมาจากประตู

        “ผู้ฝึกฝนอันศักดิ์สิทธิ์ของตระกูลหลิงนั้น สมคำร่ำลือจริงๆแรงกดดันเมื่อครู่นี้ ไม่เลวๆ”

        หลังจากได้ยินดังนั้น ฉู่อวิ๋นก็หันไปมอง เห็นชายคนนั้นสวมเสื้อคลุมหรูหราตัวสูง แลดูทรงพลัง สวมมงกุฎสูงอยู่บนศีรษะ ผนวกด้วยใบหน้าที่เย่อหยิ่งนอกจากจะดูมีเกียรติอันสูงส่งแล้ว เขายังดูแข็งแกร่งอีกด้วย

        ขณะที่เขาเคลื่อนไหว ฟ้าดินก็คำราม นี่เป็นพลังที่ไม่มีใครเทียบได้ย่อมเป็นผู้แข็งแกร่งอย่างแน่นอน!

        ยิ่งไปกว่านั้น ที่ด้านหลังเสื้อคลุมของชายผู้นี้มีสัญลักษณ์ของตระกูลฉู่อยู่เป็นรูปของเปลวไฟศักดิ์สิทธิ์ปริวรรต[3]

        นี่คือเชื้อสายหลักของตระกูลฉู่


----------

[1] หมายความว่ามีการเปิดเผยพลังและความสามารถทั้งหมดออกมา จนเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง

[2] มีความสมัครสมานสามัคคี

[3] หมุนเวียน

 

คล้ายกับเรื่องกำเนิดใหม่ : เทพยุทธ์จ้าวกระบี่ 【จบแล้ว】 ที่คุณอ่าน