ข้าคือท่านย่า วัยเตาะแตะ

    ตอนที่31 หลักการชำแหละสัตว์อสูรในแบบของเหนี่ยวเหนี่ยวง่ายมากๆ

         ระยะทางที่เดินเท้าเข้ามาก็ไกลพอสมควรกว่าจะถึงร้านรับซื้อซากสัตว์อสูร ที่ท่านพ่อและพวกท่านลุงเคยเข้ามาทำการขายกันบ่อยๆแต่ว่าส่วนมากคือนำสัตว์ธรรมดามาขายเพียงเท่านั้น และทางร้านนี้ทางเถ้าแก่ของร้านก็รับซื้อทั้งหมดและให้ราคาเที่ยงธรรม ซื่อสัตย์

         ไม่เหมือนร้านใหญ่ๆบางร้านรับแต่เฉพาะสัตว์อสูรเพียงอย่างเดียวนั้นเป็นสาเหตุที่ทำไมชาวบ้านส่วนใหญ่ถึงไม่ค่อยอยากจะนำสัตว์ทั่วไปเพื่อเข้ามาขายในตัวเมืองหนิงหวง เพราะมันเสียเวลามากถ้ามีจำนวนน้อยๆ ไม่คุ้มค่าและไม่ปลอดภัยที่จะเดินทางบ่อยๆ ถ้าเกิดเคราะห์ร้ายเจอเข้ากับพวกสัตว์อสูรระหว่างทางเข้าย่อมไม่ดีแน่นอน

         “เด็กๆ อดทนอีกสักนิดนึงนะพวกเราใกล้จะถึงร้านกันแล้วล่ะ”ท่านพ่อ

         “เจ้าค่ะ” “ขอรับ”พวกเด็กๆ ยังคงคึกคักกันอยู่ไม่ได้มีท่าทีที่จะเหน็ดเหนื่อย หรือเมื่อยล้าแต่อย่างใด

         เพราะจริงๆแล้วการเดินเท้าเพื่อตามหาร้านรับซื้อซากสัตว์อสูรนี้ก็เปรียบเสมือนที่พวกเด็กๆพากันเดินเลาะริมชายป่าแถวหมู่บ้านนั่นแหละ คงจะมีเพียงแค่ท่านย่าเล็กเหนี่ยวเหนี่ยวเพียงผู้เดียวเท่านั้นเองที่ออกจะเดินเท้าน้อยกว่าพวกเหลนๆของนาง

         เพราะส่วนมากนางเองโดนเลี้ยงในตะกร้าสานที่พวกเหลนๆพากันแบกขึ้นด้านหลังนั่นเอง !!แต่ว่าวันนี้เหนี่ยวเหนี่ยวมิได้ให้ผู้ใดอุ้มเลยตั้งแต่เหยียบเท้าน้อยๆก้าวเข้ามาสู่ในตัวเมืองหนิงหวงแห่งนี้

         “เหนี่ยวเหนี่ยว ของแม่เก่งจริงวันนี้เจ้าเดินได้เยอะเลยทีเดียวนะลูก ไม่เหนื่อยใช่ไหม”ท่านแม่ ถึงแม้ว่าจะรับรู้ว่าลูกสาวเพียงคนเดียวของนางจะมีพลังธาตุระดับตำนานที่พึ่งถูกปลุกมาแล้วก็ตามที แต่ด้วยสัญชาตญาณของความเป็นแม่ย่อมคอยเป็นห่วงเป็นใยลูกๆเสมอ

         “ไม่เลยเจ้าค่ะท่านแม่ เหนี่ยวเหนี่ยวสบายมากเลยและกำลังเพลินกับการมองร้านค้าขายของภายในตัวเมืองนี้ด้วยเจ้าค่ะ”เหนี่ยวเหนี่ยว

         “แล้วเจ้ามองเห็นเหรอ น้องเล็ก”พี่รองเหลาหู่

         “อ้า…ท่านแม่พี่รองว่าข้าว่าตัวเตี้ยแน่ๆเลยเจ้าค่ะ..ฮึ่ม…”เหนี่ยวเหนี่ยว 

        “โอ้…เดี๋ยวแม่จัดการพี่รองของเจ้าเองมาว่าลูกสาวแม่ตัวเตี้ยได้อย่างไรกัน เหนี่ยวเหนี่ยวของแม่โตขึ้นตั้งเยอะ”ท่านแม่ 

         “ใช่ๆเจ้าค่ะท่านแม่”เหนี่ยวเหนี่ยว พยายามที่เขย่งสุดปลายเท้าของนางและยืดอกขึ้นเสมือนว่าความสูงเพิ่มขึ้นในพริบตา

         “ฮ่า…ฮ่า….”พี่ใหญ่ พี่รอง พี่สะใภ้ ต่างพากันหัวเราะด้วยความเอ็นดูของน้องเล็กกัน

         “เดี๋ยวเลี้ยวทางด้านขวามือก็เจอร้านที่พวกเรากำลังตามหากันแล้วนะ”ท่านพ่อ

         “เจ้าค่ะ” “ขอรับ”พวกเด็กๆ

         “แปลกจังทำไมขาวผ่องกับเด้งดึ๋ง ถึงได้เงียบแบบนี้กัน”ท่านแม่

         “เฮ้อ…ท่านแม่เจ้าคะ คงมองเจ้าสองตนนั้นผิดไปแน่ๆทั้งขาวผ่องและเด้งดึ๋งมิได้เงียบอย่างที่ท่านคิดนะเจ้าคะ”เหนี่ยวเหนี่ยว

         “เอ๋.?แต่ว่าแม่..”ท่านแม่ยังไม่ท่านพูดจนดีก็ต้องหันไปมองทิศทางที่เหนี่ยวเหนี่ยวชี้ให้ดู

         “.............!!”ทุกๆคน มองตามได้แต่พูดไม่ออกบอกไม่ถูกกันไปเลยทีเดียว

         เจ้าขาวผ่องพี่ใหญ่ กับน้องเล็กเจ้าเด้งดึ๋งของมันนั้นกำลังป้วนเปี้ยนอยู่แต่กับร้านขนม 

         “ดีนะเจ้าคะที่เหนี่ยวเหนี่ยวบอกให้เจ้าขาวผ่องกับเจ้าเด้งดึ๋งพรางตัวตน ไม่ให้เผยตัวของมันหรือกลิ่นไอพลังธาตุของพวกมัน มิเช่นนั้นผู้คนในตัวเมืองหนิงหวงได้แตกตื่นกันหมดแน่เจ้าค่ะ”เหนี่ยวเหนี่ยว

         “ก็จริงนะลูก”ท่านแม่

         “เจ้าพวกนี้ตะกละจริงๆ เอาตัวอย่างมาจากผู้ใดกันเจ้าสัตว์อสูรพวกนี้เนี่ย”เหนี่ยวเหนี่ยว พูดบ่นไปตรงประโยคนี้แล้วก็รู้สึกว่ามีแต่คนมองมาที่นางกันหมด

        ใช่แล้วทุกๆคนมองมาที่เหนี่ยวเหนี่ยว ก็เพราะว่าเจ้าขาวผ่องกับเจ้าเด้งดึ้งนั้นพวกมันเหมือนเจ้านายของมันไม่มีผิดเพี้ยนเลยจริงๆ !!

         “เอ่อ…อะแฮ่ม…อะแฮ่ม…เหนี่ยวเหนี่ยวว่าพวกเราเดินทางต่อเถอะเจ้าค่ะจะถึงทางเลี้ยงข้างหน้าแล้ว จะได้นำของไปขายกันเสียทีนะเจ้าคะ”เหนี่ยวเหนี่ยว รีบเปลี่ยนเรื่องทันทีเลยเมื่อรับรู้ว่าเรื่องมันจะเข้าตัวเองแล้ว

         “อ้อ….เดินทางกันต่อ”พี่ใหญ่ซือจื่อ

         พอถึงทางแยกพวกเราทุกๆคนก็ไปทางแยกด้านขวาตามที่ท่านพ่อของเหนี่ยวเหนี่ยวได้บอกทางเอาไว้ก่อนหน้านี้แล้ว

         “นั่นไงร้านที่พวกเราจะนำซากสัตว์ปลาอสูรสีใสตาฟ้าไปขายกัน”ท่านพ่อ ชี้ไปทางร้านที่สองด้านขวามือ

         “ว้าว……”พวกเด็กๆ ที่เห็นร้านด้านหน้าก็ต้องตาโตร้องว้าว…กันอยู่หลายรอบเลยทีเดียว

         เพราะว่าร้านแห่งนี้มิใช่เพียงแค่รับซื้อหรือขายสัตว์อสูร หรือสัตว์ทั่วไปแล้ว ยังมีเฉพาะที่ขายพวกสัตว์อสูรแยกส่วนต่างหากอีกด้วยถือว่าเป็นตระกูลใหญ่ตระกูลหนึ่งเลยทีเดียวที่สามารถมีกิจการร้านค้าใหญ่โตได้ถึงขนาดนี้ 

         เรียกได้ว่าตลอดข้างทางที่เห็นก็เป็นของร้านนี้ยาวไปหลายอาคารกันเลยทีเดียว ช่างร่ำรวยจริงๆ!!

         “ร้านใหญ่มากเลยเจ้าค่ะท่านพ่อ”เหนี่ยวเหนี่ยว

         “ใช่แล้วเด็กๆ ร้านค้าของตระกูลนี้ถือว่าใหญ่ติด 1 ใน 3 ตระกูลใหญ่ของตัวเมืองหนิงหวงแห่งนี้เลย”ท่านพ่อ ก็เริ่มเล่ารายละเอียดของแต่ละร้านในย่านเขตนี้ให้พวกเด็กๆได้ฟังด้วย

         พวกเด็กๆ ก็ฟังเหล่าท่านปู่ ท่านพ่อ เล่าเรื่องเกี่ยวกับร้านค้าในเมืองหนิงหวงอย่างตั้งใจฟังเป็นอย่างดี

         อย่างร้านค้าแถวนี้ส่วนมากจะเป็นร้านที่เกี่ยกับพวกสัตว์อสูรทั้งหมด แยกย่อยกันไปว่าจะมีรับซื้ออย่างเดียวหรือขายอย่างเดียว หรือขายเฉพาะบางชิ้นส่วนอะไรแบบนี้อีกด้วย

         แต่ที่แน่ๆการจัดผังวางภายในตัวเมืองหนิงหวงนี้ จัดการค่อนข้างดีเลยทีเดียวสำหรับในความคิดเหนี่ยวเหนี่ยว เพราะก่อนที่จะเข้าเขตย่านร้านค้าแถวนี้จะมีประตูเล็กๆแบบประตูย่อส่วนประตูเมืองนั่นแหละบอกว่า แถวนี้คืออะไร

         “ส่วนตรงอื่นๆก็มีแบบการเกื้อหนุนกัน โดยที่ว่าอย่างเช่นอาจจะมีร้านยาคู่กับการรับซื้อซากสัตว์อสูรที่มีส่วนประกอบในการทำตัวยาที่ดี เหมือนอย่างที่พวกเราได้จากปลาอสูรสีใสตาฟ้าอย่างไรล่ะ”ท่านพ่อ

        “อ้อ….”พวกเด็กๆ

        “บางที่ก็อาจจะเป็นร้านค้าสัตว์อสูรคู่กับร้านขายอาหาร หรืออาจจะเป็นร้านขายผ้า เสื้อผ้าคู่กับร้านค้าสัตว์อสูรก็มี”ท่านลุงอี้

         “ว้าว…..”พวกเด็กๆ

         “แต่ละตระกูลใหญ่ๆในตัวเมืองแห่งนี้พวกเขาจะมีกิจการที่สอดรับกัน เพื่อได้รับผลประโยชน์เต็มที่ในทุกๆส่วนจากสัตว์อสูร”ท่านลุงฉือ

         “เอาล่ะเด็กๆ นั่งรออยู่แถวๆนี้ก่อนนะลูก ขอไปจัดการกับซากอสูรของพวกเรากันก่อน”ท่านพ่อ

         “ขอรับ” “เจ้าค่ะ”พวกเด็กๆ

         พวกท่านพ่อ ท่านลุง พี่ชาย พากันเข้าไปในตัวร้านค้าของตระกูลซูที่ใหญ่โตมากๆ ส่วนพวกท่านแม่ ท่านป้า บรรดาสะใภ้ทั้งหลายก็อยู่กับพวกเด็กๆด้านนอกในมุมที่นั่งสาธารณะของเมือง โดยมีพวกหลานชายบางส่วนคอยนั่งเป็นเพื่อนเพื่อดูแลพวกผู้หญิงและพวกเด็กๆ ไม่ได้เข้าไปขายซากปลาอสูรกันทั้งหมด 

         “ว่าอย่างไรเจ้าตัวแสบของแม่”ท่านแม่ แกล้งถามเหนี่ยวเหนี่ยวเพราะรู้ทั้งรู้ว่าอาการแบบนี้เนี่ยคือนางอยากจะติดตามท่านพ่อเข้าไปภายในร้านค้านี้ด้วย เพราะด้วยอาการที่ชะเง้อมองสอดส่องของนาง

         “เหนี่ยวเหนี่ยว อยากจะเข้าไปด้านในกับท่านพ่อด้วยจังเจ้าค่ะ”เหนี่ยวเหนี่ยว

        “อย่าเลยนะลูก ให้พวกท่านพ่อเขาจัดการเองดีกว่านะอย่างไรเสียพวกท่านก็ถือว่าชำนาญระดับหนึ่ง ถึงแม้ว่าจะไม่เคยนำซากสัตว์อสูรมาขายเลยก็ตามที”ท่านแม่

        “เฮ้อ…ก็ได้เจ้าค่ะ”เหนี่ยวเหนี่ยว เองก็ไม่ได้ดื้อรั้นที่จะร้องงอแงขอเข้าตามไปด้วย เพราะพวกท่านต้องทำการค้ากันคงกลัวว่านางจะไปซุกซนนั่นแหละ

         “เด็กดี”ท่านแม่

         “แต่ว่ารอบหน้าขอเหนี่ยวเหนี่ยวเข้าไปด้วยนะเจ้าคะท่านแม่”เหนี่ยวเหนี่ยว

         “ก็ได้จ้ะ”ท่านแม่ ส่ายหน้าน้อยๆกับเจ้าตัวเล็กที่ยังไม่ละความพยายาม แต่ก็โล่งใจที่ลูกสาวไม่ดื้อดึงในตอนนี้

         แต่ถึงจะไม่ได้เข้าไปทางด้านในอยู่ด้านนอกก็เห็นอะไรรอบๆร้านค้านี้ได้เยอะเหมือนกัน แต่ละอาคารที่ต่อกันยาวๆของร้านค้าที่ชื่อตระกูลซูนี้ มีทั้งรับซื้อซากสัตว์ที่เป็นส่วนกระดูก หัวของสัตว์อสูร หรือทั้งตัวแบบที่ยังไม่ได้ชำแหละก็มี

         “ท่านแม่เจ้าคะ แล้วที่พวกเขานำสัตว์อสูรมาแบบทั้งตัวนี้จะได้ราคาดีกว่าหรือยังไงเจ้าคะ ทำไมถึงมีผู้คนนำมาขายแบบทั้งตัวด้วย”เหนี่ยวเหนี่ยว

         “อือ…จริงๆสัตว์อสูรแต่ละแบบนั้นขึ้นอยู่กับทางร้านค้ากำหนดเอาไว้น่ะลูก บางชนิดนั้นถ้าพวกเราชำแหละแยกชิ้นส่วนมาเองจะได้ราคาดีกว่าแต่การที่จะชำแหลสัตว์อสูรเองนั้นก็ต้องระมัดระวังคุณภาพของมันให้ดีอีกด้วยไม่อย่างนั้นแล้วจะทำให้ราคาของมันตกลง แต่ถ้าไม่ชำแหละมาให้ทางร้านก็ได้ราคาต่ำเช่นกัน

         ส่วนสัตว์อสูรบางประเภทที่นักล่ามักจะรับรู้กันว่าแบบไหนที่ควรจะนำมาด้วยทั้งตัวจะได้ราคาดีกว่า แต่ส่วนมากสัตว์อสูรที่นำมาขายทั้งตัวนั้นจะเป็นสัตว์อสูรหายาก และระดับที่ค่อนข้างสูงมากๆน่ะลูก”ท่านแม่

         “อ้อ…เป็นอย่างนี้นี่เอง”เหนี่ยวเหนี่ยว พยักหน้าอย่างเก็บข้อมูลให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเห็นอะไรแล้วนางสงสัยก็รีบถามท่านแม่ทันทีไม่รอช้า เพราะนางเองไม่สามารถคาดเดาได้จะต้องเริ่มเรียนรู้เอาใหม่ทั้งหมด

         “แต่ในแบบที่เหนี่ยวเหนี่ยว สอนทุกๆคนชำแหลเจ้าปลาอสูรสีใสตาฟ้านั้น แม่คิดว่าคงจะไม่มีผู้ใดรับรู้มากนักสำหรับการทำในลักษณะนี้”ท่านแม่

        “แบบนี้ก็ดีสำหรับพวกเราน่ะสิเจ้าคะ”เหนี่ยวเหนี่ยว

         “แน่นอนจ้ะลูกรัก ย่อมดีแน่นอน”ท่านแม่

         “แต่ว่าเหนี่ยวเหนี่ยวเองไม่แน่ใจนักหรอกว่า ถ้าเจอสัตว์อสูรที่หายากที่พวกเขานำมาขายทั้งตัวแบบนี้ในความรู้สึกของเหนี่ยวเหนี่ยวมันก็สามารถชำแหละเองได้นะเจ้าคะ”เหนี่ยวเหนี่ยว

         “ที่พวกเขารับขายเป็นตัวคงจะหลักสำคัญตรงที่ว่า การชำแหละชิ้นส่วนของมันสำคัญ โดยเฉพาะส่วนที่นำมาประกอบทำยาอีกด้วยเลยไม่มีผู้ใดที่จะเสียงจะชำแหละกันเอง”ท่านแม่

         “อือ….ก็จริงนะเจ้าคะท่านแม่ ถ้าไปตัดเลาะทิ้งส่วนสำคัญเสียหายไปก็จะทำให้ชิ้นส่วนการทำยาไม่สมบูรณ์ คุณภาพอาจจะลดลงด้วย”เหนี่ยวเหนี่ยว

         “แม่เคยได้ยินว่าการชำแหละสัตว์อสูรที่ควรค่าในการทำยานั้น จะต้องมีทั้งผู้มีที่พลังธาตุแสงสว่างร่วมอยู่ด้วยนะเหนี่ยวเหนี่ยว และยิ่งผู้ที่รับหน้าที่ชำแหละมือหนึ่งนั้นพลังธาตุยิ่งสูงยิ่งทำให้ซากสัตว์ที่ถูกชำแหละคงสภาพได้ดีอีกด้วย”ท่านแม่

         “เหนี่ยวเหนี่ยวว่าบางทีพวกเขาอาจจะเข้าใจหลักการ ชำแหละสัตว์อสูรผิดๆมาตลอดก็ได้นะเจ้าคะท่านแม่”เหนี่ยวเหนี่ยว

         “อย่างไรหรือลูกรัก/น้องเล็ก/ท่านย่าเล็ก”ทุกๆคน

         จากที่พูดคุยกับท่านแม่เพียงแค่สองคน กลายเป็นว่าทุกๆคนที่นั่งรออยู่ด้วยกันรอบๆก็สนใจบทสนทนาของท่านย่าเล็กด้วยเหมือนกัน

     “จริงๆแล้วการที่ผู้ใดมีพลังธาตุที่สูงกว่าจะสามารถชำแหละสัตว์อสูรได้ดีกว่านั้นมันก็ไม่ใช่เสียทีเดียวเจ้าค่ะ เพราะจริงๆแล้วถ้ารู้จักการปล่อยพลังธาตุควบคุมอวัยวะทุกส่วนของพวกมันได้ก็ไม่ยากเลย เพียงแต่เท่าที่เหนี่ยวเหนี่ยวฟังท่านแม่เล่ามานั้นการชำแหละสัตว์อสูรพวกเขาเรียนรู้มาแบบเน้นชิ้นต่อชิ้นเสียมากกว่าและควบคุมความสดใหม่ตลอดเวลา แต่ไม่ได้มองโดยรวมทั้งหมด

         พอยิ่งทำแบบนั้นยิ่งทำให้คนที่มีพลังธาตุอันน้อยนิดถึงไม่สามารถจะชำแหละสัตว์อสูรระดับสูงๆได้ ทั้งๆที่มันทำได้ถ้ารู้จักควบคุมการใช้พลังธาตุได้อย่างถูกต้อง

    การปลดปล่อยพลังธาตุ โดยอาศัยการหลอมรวมพลังบริสุทธิ์จากสัมผัสธรรมชาติ นี่คือวิธีการใช้พลังธาตุน้อยที่สุดและมีผลดีที่สุดด้วยเจ้าค่ะ อย่างที่เหนี่ยวเหนี่ยวสอนให้ทุกๆคนทำนั่นแหละ”เหนี่ยเหนี่ยว

         “จริงด้วย..”ทุกๆคน

         “จริงอย่างที่ท่านอาเล็กบอกเลยเจ้าค่ะ ตอนที่พวกเราอยู่ชำแหละปลาอสูรที่ริมแม่น้ำ”หลานสะใภ้ใหญ่

         “จริงเจ้าคะ เป็นครั้งแรกจริงๆที่พวกข้าได้เรียนรู้การใช้พลังธาตุในรูปแบบนี้ และมันช่วยถนอมพลังธาตุในร่ายกายให้ไม่หมดไปจริงๆเจ้าค่ะ”หลานสะใภ้รอง

         “แถมเหมือนกับรู้สึกว่าพวกข้าเองก็ได้ฝึกให้การปลอดปล่อยพลังธาตุได้มั่นคงขึ้นอีกด้วยนะเจ้าคะ”หลานสะใภ้สาม

         “ก็จริงดั่งที่พวกเจ้าว่าเลยนั่นแหละ”ท่านแม่

         “และที่สำคัญที่น่าตกใจที่สุดก็คือ พวกข้ารู้สึกว่าการปลดปล่อยการใช้พลังธาตุแบบที่ท่านอาเล็กเหนี่ยวเหนี่ยวบอกนั้น ทำให้พลังธาตุของพวกเราเหลือเฟือเลย จะใช้พลังธาตุอย่างต่อเนื่องนานๆก็ไม่มีปัญหาใดๆเลยอีกด้วย”หลานสะใภ้สี่ 

         “และการผสมผสานการสอดคล้องของพลังธาตุแต่ละธาตุให้รวมเป็นหนึ่งเดียวกันนี่แหละที่น่าสนใจที่สุด ที่เหนี่ยวเหนี่ยวได้สอน”ท่านแม่

         “ใช่เจ้าค่ะ” “ใช่ขอรับ”พวกเหลนๆต่างตอบรับและพยักหน้ากันเต็มที่ทั้งหมดเช่นกัน 

         ถึงแม้พวกเขาจะเป็นเด็กกันอยู่ แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่เคยที่จะใช้พลังธาตุกันเสียเมื่อไหร่ล่ะ เพราะพวกท่านปู่ ท่านย่า ท่านพ่อ ท่านแม่ ของพวกเขาก็คอยสอนให้พวกเขาหัดใช้พลังธาตุกันอยู่แล้วเป็นประจำ

         โดยเฉพาะการออกไปหาผักป่า ของป่าริมชายป่าไร้ฤดู ไร้ห้วงเวลาในบางครั้งยังหัดฝึกปรือฝีมือกันอยู่บ่อยๆ แต่ไม่ทำเกินแรงของพวกเขา เพราะพวกเด็กๆรู้ดีกว่าการที่ใช้งานพลังธาตุจนหมดหรือมากเกินไปจะเป็นอันตรายต่อร่างกายของพวกเขาด้วยนั่นเอง

         แต่วิธีการที่ท่านย่าเล็กสอนพวกเขานั้นมันดีกว่ามากจริงๆ แม้กระทั่งตอนนี้ท่านปู่ ท่านพ่อเองก็คอยย้ำเตือนพวกเขาให้ฝึกในแบบที่ท่านย่าเล็กบอก และพวกท่านเองก็ทำในแบบนี้อีกด้วย และได้ผลดีกว่ามากอย่างเห็นได้ชัดกันเลยทีเดียว

     

    ************

         ท่านย่าเล็กเหนี่ยวเหนี่ยว กับทุกๆคนมาถึงที่ร้านค้าตระกูลซูที่รับซื้อและขายสัตว์อสูรกันแล้ว และเหนี่ยวเหนี่ยวเองก็สอดส่องสำรวจร้านค้าแถวย่านนี้อย่างสนใจและมีคำถามมากมายที่สงสัยในสิ่งที่เห็นแปลกตาสำหรับนางอีกด้วย