ถุงมือฟ้าประทาน

    ตอนที่136 เฮลิคอปเตอร์ของเจมส์

    หลุมถูกขุดเป็นแนวเดียวกันยาว ขนาดความลึก ความกว้าง ราวกับถูกถ่ายเอกสารออกมาจากสำเนา เพราะมันทั้งแม่นยำ มีความละเอียดเกินกว่าที่มนุษย์จะทำได้

    แหงละ ที่มันมีความสมมาตรกันทุกตารางนิ้ว ทุกหลุม ก็เพราะเป็นผลพวงจากหุ่นแบนเนอร์ นวัตกรรมจากศตวรรษที่ 41 กะอีแค่ขุดหลุมให้เท่ากันทุกหลุม หากยังทำไม่ได้ก็ควรถูกโล๊ะ เก็บเข้าโกดังไปเสีย

    เจมส์ลงมาจากรถกอล์ฟ ในสภาพสวมถุงมือดำใส่แว่นตากันแดด

    ด้านข้างมีทอยถือร่มคันสีดำ คอยบังแดดบังลมให้

    เขาเดินเข้ามาดูหลุมใกล้ๆ นั่งยองๆ ใช้มือซ้ายหยิบเนื้อดินขึ้นมาสัมผัส

    มันดูไม่ต่างจากดินทั่วไป ไม่มีความพิเศษ ทั้งสีและการสัมผัส ไม่ใช่สิ่งที่ใครสามารถวิเคราะห์ได้จากการสัมผัสหรือการมอง

    แต่เชื่อเถอะ หลังจากหน้าดินถูกปรับสภาพแล้วหนึ่งครั้ง ไม่ว่าจะเป็นผลไม้เมืองหนาวหรือเมืองร้อน หรือในทะเลทรายมันก็สามารถปลูกได้ ณ ที่ดิน 20 ไร่แห่งนี้

    “ทำงานได้เยี่ยมมาก เอาล่ะเรามาเริ่มใส่ปุ๋ยขี้โม้แล้วก็ลงต้นกล้า กลบดินกันเถอะ”

    ชายหนุ่มเจ้าของถุงมือดำ ลุกขึ้นยืน ปัดมือเล็กน้อยแล้วหันไปบอกกับหนึ่งในหุ่นแบนเนอร์

    ต่อให้พวกเขาทำงานหนักมาทั้งวันก็ไม่จำเป็นต้องพักผ่อนแบบมนุษย์

    ด้วยแบตเตอรี่หนึ่งชุดที่อยู่ในตัว ให้ทำงานติดต่อกันหลายสิบปีโดยไม่ต้องพักยังได้

    ในศตวรรษที่ 41 โลกของนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่อง จอร์ส ไมรดัส มีงานบางอย่างที่ต้องให้หุ่นยนต์ควบคุมดูแลตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้มนุษย์ค่อนข้างว่างงาน และมีขนาดร่างกายที่ใหญ่ขึ้นเพราะไม่ได้ออกกำลังกาย

    พวกเขาเอาแต่นั่งหน้าจอ ไม่ก็ออนไลน์ตลอดทั้งวัน เดทกับหุ่นในโลกเสมือน ช่างเป็นอะไรที่บ้าและน่าลองดูสักครั้งเหมือนกัน

    ........

    ปุ๋ยบร๊ะเจ้าถูกขนย้ายจากเต็นท์ เทลงไปตามอัตราส่วนที่เขียนไว้ข้างถุง

    เมล็ดปุ๋ยเป็นสีชมพูพริ้ง ดูคล้ายกับขนมหวาน แต่เชื่อเถอะมันไม่ใช่ลูกอมที่กินแล้วต้องร้องว้าว กลับกันมันอาจทำให้คุณอยากเข้าห้องน้ำ

    เมื่อเทปุ๋ยบร๊ะเจ้าลงไปในหลุม ทันเริ่มฉีกถุงพลาสติกที่เพาะต้นกล้าทุเรียน หย่อนลงไปในหลุมตามด้วยใช้ดินร่วนกลบไม่หนามาก

    พวกเขาทำอย่างนี้ไปทุกๆ หลุม ตลอดแนว กระทั่งทั่วทั้งไร่

    หุ่นแบนเนอร์ทำงานขยันขันแข็ง ไม่จำเป็นต้องจ้างมนุษย์ให้เสียเหงื่อ แถมบางคนยังอู้งาน ทำงานไม่คุ้มค่าเงิน ดังนั้นเจมส์จึงไม่คิดชายตามองเรื่องการจ้างมนุษย์เข้ามาในไร่

    อีกเหตุผลคือ ไร่'นายเจมส์'มีความลับมากมายเหลือเกิน

    ถ้าหากคนนอกมาทำงานแล้วรู้เรื่องเข้า อาจนำมาซึ่งปัญหา ดังนั้นการตัดไฟตั้งแต่ต้นลมย่อมเป็นสิ่งที่สมควรทำ

    ........

    “เจ้านาย จะทำยังไงกับต้นกล้าพวกนี้ดีครับ” ทอยถามเกี่ยวกับต้นกล้าที่ไม่ใช่ทุเรียน

    จริงอยู่ที่เจมส์เน้นทุเรียนเป็นหลัก เพราะมองว่าราคาในตลาดค่อนข้างสูง เป็นราชาผลไม้ แล้วทำไมเขาต้องไปปลูกพันธุ์อื่นที่ราคาในตลาดแย่ด้วยล่ะ

    สิ่งที่อยู่ในมือทอยคือ มะม่วง ส้ม กะท้อน ลำไย มะไฟ ฯ

    เจมส์ไม่ได้ซื้อพวกมันมาเพื่อทำการค้าหรือขายแบบทุเรียน หากแต่ซื้อมาเพราะเห็นว่าแฟนสาวชื่นชอบในผลไม้ จึงคิดใช้พื้นที่ในไร่ไม่กี่แห่งเพื่อปลูกให้เธอได้ลิ้มรสโดยเฉพาะ

    “ปลูกสิ” เจมส์ตอบกระชับ

    พวกเขามุ่งหน้าไปอีกด้านของไร่ที่สงวนไว้ปลูกของกินจิปาถะ

    ลงมาจากรถเจมส์พยักหน้าชื่นชมพื้นที่โดยรอบ มันเงียบสงบต่างจากหน้าไร่ติดถนน ที่ค่อนข้างเสียงดังเพราะรถรา

    ปุ๋ยบร๊ะเจ้าถูกเทลงไปอีกครั้ง ตามด้วยต้นกล้าผลไม้

    จริงอยู่ที่วิธีการปลูกผลไม้มีหลายวิธี แต่ละวิธีมีข้อดีและข้อเสียที่ต่างกันออกไป

    แต่เมื่อปลูกในดินแห่งนี้ร่วมกับปุ๋ยบร๊ะเจ้า ไม่มีสิ่งใดที่ไม่สามารถเป็นไปได้

    ส้มแมนดารินในตลาดราคาไม่ถือว่าสูงมาก ด้วยขนาดที่เล็กและกระทัดรัด มันเหมาะที่จะนำไปปลูกในกระถางเล็กๆ ในบ้าน ไม่ก็สำหรับคนที่ชื่นชอบผลไม้อยากปลูกเป็นงานอดิเรก ส้มแมนดารินเหมาะดีนักแล

    เบียร์ไม่ชอบปลูกผลไม้ ชอบทานเพียงอย่างเดียว ส้มแมนดารินเองก็เป็นหนึ่งในผลไม้ที่เธอชอบ รวมถึงมะม่วงดิบ ยิ่งเปรี้ยวเท่าไหร่ยิ่งดี

    นอกจากเบียร์แล้วยังมีมิวสิค ปิ่น ที่ชอบในผลไม้

    ส่วนโกมินจองเด็กฝึกวง Bad Girls เองก็ชอบ เพียงแต่ช่วงหลังยุ่งจนเกินไป เลยไม่ค่อยได้คุยกับหล่อน

    .....

    ปล่อยให้หุ่นแบนเนอร์คนอื่นจัดการต้นทุเรียนไปส่วนเขาหันมาจัดการกับสวนต้นไม้นานาพันธุ์

    ไม่รู้ว่าหากนักรบมาเห็นวิธีปลูกของเขาเข้า หน้าตาจะเป็นอย่างไร แต่ถ้าหากให้เดาคงดูไม่จืดเชียวละ

    เจมส์ค่อยทำไม่รีบร้อน

    อีกอย่างคือวันนี้เป็นวันเสาร์ เป็นวันหยุดไม่ต้องกังวลว่าจะกลับไปเรียนไม่ทัน ถึงวันนี้ไม่เสร็จพรุ่งนี้ค่อยมาปลูกก็ยังได้

    พระอาทิตย์กำลังตกดิน เจมส์กลับเข้ามาในบ้านสองชั้นในสภาพเหงื่อไหลไคลย้อย สองมือเปรอะเปื้อนดิน นิ้วมืออันอ่อนละมุนที่ไม่ค่อยถูกใช้งานพลันหยาบกร้านเพราะทำงานมาทั้งวัน

    “เจ้านาย เย็นนี้ทานอะไรดีครับ” ทอยถาม ท่าทางเต็มเปี่ยมด้วยพลังงาน ผิดกับเจ้านายอย่างเขาลิบลับ

    “ทานอะไรเหรอ....” ชายหนุ่มเจ้าของสวนเหลือบมองครัวไร้ผู้หญิง ใบหน้าเหเกเมื่อนึกถึงฝีมือการทำอาหารของทอย

    “ไปทานข้างนอกดีกว่า ขืนให้นายทำให้ มีหวังได้ท้องเสียต้องไปหาหมอ”

    “ใจร้าย” ทอยเบ้ปาก ท่าทางแง่งอนเหมือนเด็กทารก

    ......

    ร้านอาหารในวังน้ำเขียวมีค่อนข้างเยอะให้เลือกสรรค์

    อาจเพราะความหิวเขาจึงเลือกร้านใกล้ไร่ เป็นร้านอาหารป่าริมระเบียง

    อากาศร่มเย็นน่าดื่มเบียร์เคล้านารีให้หายเหนื่อย แต่อย่างใดก็ดีที่นี่ไม่มีผู้หญิงเลยเนี่ยสิ

    จะมีก็แต่ตาแก่จากไร่ที่เข้ามานั่งดื่มกิน ไม่เจริญสายตาเอาเสียเลย

    แต่ช่างเถอะรสชาติอาหารที่นี่ไม่ถือว่าแย่ อีกอย่างยังอยู่ใกล้ไร่ เจมส์จึงเลือกที่จะมองผ่านๆ รีบกินแล้วรีบกลับไปไร่จะดีกว่า

    ชำระบิลค่าอาหารหมดไปพันกว่า นี่แค่กินคนเดียวนะเนี่ยแต่ราคาก็ค่อนข้างสูงเอาเรื่อง แต่ถ้าหากมองถึงคุณภาพของอาหารและรสชาติ ราคานี้ถือว่าไม่แพงเลย อีกอย่างถ้าหากขับรถไปกินแถวตลาด ต้องขับไปไกลมากถึง 10 กิโลเมตร บวกลบคูณหารกินที่นี่ก็คงไม่ต่างกัน

    รถ BMW X5 คันสีดำขับออกมาจากร้านอาหาร ยังไม่กลับเข้าไปในไร่แต่หยุดอยู่ตรงลานกว้างด้านหน้าไร่'นายเจมส์'

    ใช่นี่คือที่ดินที่ทันมาติดต่อซื้อหา เป็นพื้นที่ 1 ไร่อยู่ข้างหน้าที่ดินของเขา

    ระยะทางค่อนข้างสะดวกสบาย เหมาะแก่การนำมาสร้างเป็นลานจอดเฮลิคอปเตอร์หรือไว้จอดรถของไร่

    เจมส์เดินลงมาจากรถ ในสภาพมือขวาถือกระดาษสีขาวสองแผ่น พวกเขาทักทายหุ่นแบนเนอร์ที่ทำหน้าที่เฝ้า ก่อนจะเดินผ่านรั้วกั้นสีดำเข้าไปในลานกว้างอันว่างเปล่า

    “เจ้านาย ผมขอลองเป็นคนแรกนะครับ” ทอยถูไม้ถูมือ ไม่ต่างจากเด็กอยากได้ของเล่น

    เนื่องจากก่อนหน้านี้เขารู้ว่าเจมส์กำลังจะทำอะไร มีโอกาสได้ฝึกซ้อมในยามว่างตลอดเวลา โดยเฉพาะตอนกลางคืนบนเรือเมจิกเชี่ยน ฝึกซ้อมจนแทบไม่ได้พัก พอเห็นว่าวันนั้นที่เฝ้ารอมาถึงแล้วก็ดีใจดี๊ด๊าสุดขีด

    เจมส์อมยิ้มหน่อยนึง ไม่พูดพร่ำทำเพลงดึงบางอย่างออกมาจากหน้ากระดาษสีขาวทันที

    เช่นเดียวกับทุกครั้ง แสงสว่างสีฟ้าเหมือนกระแสไฟท่วมท้นลานกว้างจนดูละลานตา มองเห็นเงาตะคุ่มตะคุ่มสีดำขนาดใหญ่บรรจงหดตัวลงท่ามกลางแสงสีฟ้า

    หลังจากปรับสายตาได้ ค่อยเห็นว่ามันคือเฮลิคอปเตอร์ลำสีดำ

    'AgustaWestland AW139 เฮลิคอปเตอร์ส่วนบุคคล ภายในหรูหรา โอ่อ่าไม่ต่างจากโรงแรมหรูในกรุงลอนดอน ติดตั้งเครื่องยนต์ Pratt & Whitney PT6C-67C turboshaft จำนวน 2 เครื่อง ให้กำลังเครื่องละ 1,530 แรงม้า...'

    'ผลเสียด้านลบ...'

    “ดูเหมือนว่าผลเสียด้านลบจะไม่มี” เจมส์ระบายลมจากปาก ในขณะย่างกรายไปสัมผัสโลหะสีดำราคาแพงตรงหน้า

    เช่นเดียวกับเจ้านาย ทอยเริ่มลูบไล้เครื่องบินสุดหรูหราลำนี้

    เปิดประตูเข้าไปจะพบว่ามันเรียบหรูอย่างที่กล่าวไว้จริง ไม่เหมือนกับเครื่องบินของทหารที่เน้นด้านความคล่องตัว บรรทุกคนได้มาก

    ข้างในเจ้า AgustaWestland AW139 ลำนี้สามารถบรรทุกคนได้มากถึง 8 คนก็จริง แต่เพราะหากทำแบบนั้นไปที่นั่งจะเล็กลงมาก ทำให้ห้องโดยสารถูกปรับให้มีขนาดใหญ่ขึ้น รวมถึงจำนวนผู้โดยสารที่เล็กลงเหลือ 4 คน

    เก้าอี้นั่งสบายขนาดใหญ่สีดำ โต๊ะตรงกลางเป็นวงกลมสีเทาสลับดำ ช่วยขับเน้นความหรูหราและเหมาะสมกับระดับผู้บริหาร

    ทอยไม่ได้สนใจห้องโดยสาร เข้าไปนั่งในห้องนักบิน จับตรงโน้นตรงนี้ที ดูท่าทางสนุกสนานสุดขีด

    เจมส์ที่เข้ามานั่งข้างๆ ถามว่า “เป็นไง คิดว่าจะขับได้หรือเปล่า”

    “ขับได้สิครับเจ้านาย ผมน่ะเล่นเกมคอมพิวเตอร์เกี่ยวกับเครื่องบินมาเยอะแยะ ปุ่มต่างๆ เข้าใจทั้งหมดว่าอันไหนใช้ทำอะไร อันไหนไม่ควรกด เจ้านายไม่ต้องกังวลนะครับ เรื่องขี้ประติ๋วเดี๋ยวผมจะพาบินขึ้นฟ้าเอง”

    ใช่ก่อนหน้านี้ที่บอกว่าทอยทำบางอย่าง ก็คือเล่นเกมซิมูเลเตอร์เครื่องบิน เขาฝึกมันจากเกมคอมพิวเตอร์ไม่ใช่ของจริง

    ฟังดูบ้าใช่ไหมละ และคนที่เสนอให้ทอยเรียนรู้ก็คือเจมส์

    ก็ไม่รู้หรอกนะว่าตอนนั้นไปเอาความมั่นใจมาแต่ไหนว่าเจ้าทอยจะบินได้เพียงเพราะฝึกฝนจากเกมคอมพิวเตอร์ ตอนนี้ชักจะไม่มั่นใจแล้วสิ โดยเฉพาะเมื่อเห็นรอยยิ้มนั่น