ทั้งสี่คนช่วยกันขนของลงจากรถ ท่ามกลางเหล่าแม่บ้านที่มายืนรอรับถุงไปช่วยถือ “นี่จ้ะ ขอบคุณ”
“ซื้ออะไรกันมาเยอะแยะ ของก็เต็มบ้านไปหมดแล้ว” คุณหญิงโสภาเดินมาหยุดที่หน้าประตู ก่อนจะกล่าวต่อ “ไปล้างมือกันให้เรียบร้อย คนอื่น ๆ เขามานั่งรอกันแล้ว”
“ค่ะคุณแม่ ไปเถอะภู”
“ครับอา”
“อะธัช เอาไปกินนะ” ภูผาส่งกล่องโดนัทให้ธัชชัยก่อนจะเดินตามคุณอาสาวเข้าไปในคฤหาสน์
คุณหญิงโสภาเดินนำไปยังห้องอาหารขนาดใหญ่ ก่อนจะเลื่อนเก้าอี้แล้วนั่งลงอย่างสง่างาม บนโต๊ะอาหาร อำพล ศิลารักษ์ เ้าของบ้าน และพงษ์พัฒน์ ศิลารักษ์ ลูกชายคนโต พ่อของภูผา มานั่งรออยู่ก่อนแล้ว
“พี่พงษ์สวัสดีค่ะ” พรรณพิชากล่าวคำทักทายพี่ชายแท้ ๆ ที่ไม่ได้พบกันมานาน
“อืม..” ชายวัย 39 ปี ผู้สวมแว่นสายตาพยักหน้ารับ เขายังดูดี แม้อายุจะย่างเข้าเลขสี่แล้วก็ตาม พงษ์พัฒน์เป็ผู้บริหารระดับสูงของธุรกิจโรงแรมในเครือศิระวงศ์ กรุ๊ป ไม่เพียงดูแลโรงแรมพัฒนสิริ แต่ยังรับผิดชอบงานด้านวิศวกรรมและการก่อสร้างของบริษัทใหญ่อีกด้วย
“อ้าว แล้วพี่นันไม่ลงมาทานด้วยกันหรอคะ” พรรณพิชาถามถึง นภัสนันท์ ภรรยาของพี่ชาย พลางเลื่อนเก้าอี้นั่งลง ข้าง ๆ สุมิตตา ที่ไม่ลืมยกมือไหว้ผู้ใหญ่ทั้งสอง
“เห้อ..” พงษ์พัฒน์ถอนหายใจเบา ๆ เลือกที่จะเงียบ ไม่ตอบอะไร
“น้อย..” คุณหญิงโสภาเอ่ยเรียกสาวใช้ที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ
“คะ คุณหญิง”
“ขึ้นไปตามคุณนันท์ลงมารับประทานอาหาร” “ค่ะ” สาวใช้หยักหน้า
“ด เดี๋ยวครับ” เสียงของภูผาทำให้ทุกคนบนโต๊ะอาหารหันมามอง
“เดี๋ยวผม ขึ้นไปเองครับ”
คุณหญิงโสภามองหน้าหลานชายด้วยแววตานิ่ง ก่อนจะพยักหน้าอนุญาต ขณะที่คุณท่านซึ่งนั่งอยู่หัวโต๊ะ มองเด็กชายเดินออกไป ก่อนจะหันกลับมา วางมือบนโต๊ะอย่างขัดใจ
“เฮ้อ... นี่แกจะเป็แบบนี้ไปถึงเมื่อไหร่? ยัยนันท์แท้งลูกไปทั้งคน แกยังทำตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีกเหรอ!”
พงษ์พัฒน์เงยหน้ามองผู้เป็พ่อ ก่อนจะเบนสายตาหนี
“ไอ้พงษ์!! แกไม่รู้สึกอะไรบ้างเลยหรือไง!!” น้ำเสียงเกรี้ยวกราดของอำพลดังก้องห้องอาหาร ก่อนที่เขาจะถอนหายใจแรง แสดงอารมณ์ไม่พอใจ
“หลานของฉันทั้งคน..”
ความเงียบปกคลุมบรรยากาศทันที แม้แต่คุณหญิงโสภาก็เลือกที่จะเงียบ สุมิตตานั่งตัวเกร็ง พลางมองพรรณพิชาอย่างอึดอัด ก่อนที่มือของพรรณพิชาจะเอื้อมมาวางลงบนมือเธอเบา ๆ ทั้งสองสบตากันอย่างเข้าใจ
สำหรับพรรณพิชาเอง เธอเข้าใจสถาณการณ์นี้ดี คุณพ่อของเธอนั้นอยากมีหลานมาก โดยเฉพาะหลานชาย เพราะท่านอยากได้คนมาสืบสกุลของครอบครัวต่อ และในบรรดาลูกทั้งสามคน ก็มีแค่พงษ์พัฒน์คนเดียวที่เป็ที่พึ่งในเื่นี้ได้ เพราะ พิสุทธิ์ ลูกชายคนที่สองของบ้าน พี่ชายคนรองของเธอ ก็เลือกที่จะลาออกจากงานหมอ ละทิ้งทางโลกและไปบวชเป็พระอยู่ที่วัดป่าในจังหวัดเชียงใหม่แล้ว ส่วนเธอก็อย่างที่รู้ ๆ กัน ถึงเธอกับมิ้ง จะเคยคิดอยาก
แต่งงานมีครอบครัว แต่เด็กที่เกิดมา เธอก็อยากจะรับเลี้ยงเป็ลูกบุญธรรมหรือเลี้ยงลูกของพี่น้องตัวเองเสียมากกว่าจะทำกิฟต์ ที่คุณพ่อของเธอเครียดเื่นี้ก็เพราะว่า พี่ชายของเธอ กับ นภัสนันท์ พี่สะใภ้ นั้นแต่งงานกันมาหลายปีแล้ว แต่หลานก็ยังไม่มาสักที จนกระทั่ง
“คุณพล..ดิฉันจะให้ยัยพัน ไปรับลูกของตาพงษ์มาอยู่กับเราที่นี่” คุณหญิงโสภาพูดบนโต๊ะอาหาร ในระหว่างที่สมาชิกในครอบครัวกำลังนั่งรับประทานอาหารเช้ากันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา วันนั้นพรรณพิชา และสุมิตตาเองก็อยู่ที่นั่น เพราะกลับไปเพื่ออยู่ฉลองในวันคล้ายวันเกิดของผู้เป็มารดา
“อะไร-”
เพล้ง!!
เสียงถ้วยต้มจืดตกกระทบพื้น พร้อมกับเสียงร้องของนภัสนันท์
“ว้าย คุณนันท์!! เป็อะไรมั้ยคะ” สาวใช้รีบวิ่งเข้ามาดูคุณผู้หญิง ที่วันนี้ลงทุนเข้าครัวทำอาหารให้คุณหญิงและเ้านายในบ้านทาน
“นันท์!!” พงษ์พัฒน์ลุกพรวด ก่อนจะนั่งลงข้างภรรยา “เป็อะไรมั้ย?” เขานั่งลงมองดูรอยลวกจากน้ำต้ม พรรณพิชาสบตากับสุมิตตา ก่อนจะรีบเข้าไปช่วยดูาแ
“รีบไปหาอะไรมาประคบดีมั้ยคะ เดี๋ยวพันไปดูให้”
“โอเค อดทนหน่อยนะนันท์ เดี๋ยวผมอุ้มไปที่เก้าอี้”
“ค ค่ะ”
คุณหญิงโสภายืนมองภาพลูกชายอุ้มภรรยา โดยที่เขาเดินผ่านเธอไปโดยไม่สนใจแม้แต่น้อย “ยืนดูอะไรกัน! รีบไปหาอะไรมากวาดสิ!” เธอหันไปสั่งบรรดาสาวใช้ที่ยืนใ
พรรณพิชานั่งลง ค่อย ๆ พันแผลให้นภัสนันท์ โดยมีสุมิตตาที่นั่งเป็ลูกมือ
อยู่ข้าง ๆ และพงษ์พัฒน์ที่ยืนกอดอกมองอยู่ไม่ห่าง
“เสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะ” เสียงใสของพรรณพิชาเอ่ยขึ้น
“ขอบใจจ้ะพัน”
“ดีนะที่ไม่โดนบาด แค่โดนลวกนิดหน่อย เดี๋ยวผมจะพาคุณไปหาหมอที่โรงพยาบาลอีกที”
“ค่ะคุณ.. ขอบคุณค่ะ”
“เป็ไงบ้างยัยนันท์?” คุณหญิงของบ้านเดินกลับเข้ามาในคฤหาสน์ หลังจากหายออกไปคุยอะไรกับคุณท่านกันสองคน
“ก็.. ไม่เป็อะไรมากค่ะคุณแม่” นภัสนันท์ยิ้มอ่อน ๆ
“ดีแล้ว...” คุณหญิงโสภาเว้น่ ชั่งใจ ก่อนจะพูดต่อ “เธอคงได้ยินที่ฉันพูดไปแล้วใช่ไหม?”
“...ค่ะ คุณแม่” นภัสนันท์ตอบกลับเสียงแ่เบา ก่อนจะเบนสายตาหลบ เธอยอมรับความจริงว่า ‘ผู้หญิงที่ไม่มีลูก’ ให้ครอบครัวสามี หลังจากที่แต่งงานกันมาหลายปีแล้วอย่างเธอ คงไม่มีค่าอะไร และหมดประโยชน์แล้วกับการอยู่ต่อในบ้านหลังนี้
เพราะเดิมที เธอก็แต่งงานเข้ามาเพียงเพราะเื่ผลประโยชน์อยู่แล้ว และ พงษ์พัฒน์เอง ก็ไม่ได้รัก หรือพิศวาสอะไรในตัวเธอ เื่ที่เขามีลูกแล้ว เป็เื่ที่เธอได้ยินมานานแล้วั้แ่แต่งงานเข้ามาใหม่ ๆ แต่ก็ไม่เคยถามถึงและคนในครอบครัวนี้เองก็ไม่เอ่ยถึงเื่นี้เลย
และอีกไม่นาน เด็กคนนั้นก็ย้ายมาอยู่ที่นีีี่ เป็ตัวเธอเองที่ไม่รู้ว่าจะอยู่ที่นี่ต่อไปอย่างไร ไม่กล้าสู้หน้าใครต่อใคร เพราะครอบครัวจริง ๆ ของสามีกำลังจะกลับมา คนอย่างเธอ ยิ่งไม่มีโซ่ทองคล้องใจ ยิ่งดูเป็คนนอกและห่างไกลไปใหญ่ ‘ถ้าแม่ลูกคู่นั้นย้ายมาอยู่ที่นี่ ฉันจะอยู่ต่อไปได้อย่างไร’ เธอได้แต่คิดในใจ “หึ ยังไงฉันก็ไม่ยอมรับมันเป็คนของศิลารักษ์หรอก!” ชายสูงวัยพูด
บนสะพานไม้ไผ่ริมทะเล ‘ศิขรินทร์’ ยืนมองผู้หญิงวัยกลางคนที่ยืนกอดอกหันมองทะเล ก่อนเธอจะค่อย ๆ ก้าวเดินไปหาผู้หญิงคนนั้น
“สวัสดีค่ะ คุณหญิง..” น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกังวลเอ่ยออกไปอย่างไม่เต็มเสียง
สายตาของผู้หญิงคนนั้นหลุบต่ำลง ก่อนจะหันกลับมาสบตามองผู้หญิงที่เด็กกว่า “เธอสบายดีไหม?”
ระยะเวลาเนิ่นนานที่ผู้หญิงต่างวัยทั้งสองนั่งคุยกันจนเวลาผ่านไปครึ่งวัน ในขณะที่คุณหญิงโสภากำลังจะเดินไปขึ้นรถโดยมีศิขรินทร์แม่ของภูผา วัย 33 ปี เดินตาม เสียงเด็กเจี๊ยวจ๊าวกันทำให้คุณหญิงหันไปมอง ภาพเด็กผู้ชายสองคนกำลังเล่นแกว่งชิงช้ากันอย่างมีความสุข สายตานิ่งจ้องมองภาพนั้นโดยไม่แสดงอาการอะไรหากแต่สายตากลับสื่อความรู้สึกรักและเอ็นดู
“ภ-” ศิขรินทร์กำลังจะเอ่ยปากเรียกลูกชายตนเองให้มาไหว้คุณย่าแต่ก็ถูกหยุดไว้ก่อน
“ไม่ต้อง...ไม่จำเป็หรอก”
“ค่ะ..”
เมื่อทั้งคู่เดินมาถึงรถเก๋งคันสวย ก่อนคุณหญิงโสภาจะขึ้นรถ เธอหันมาหาหญิงสาวสะใภ้นอกสมรส ก่อนจะเอ่ย
“ฉันจะดูแลเขา ให้มีการศึกษาที่ดี ให้เหมาะสมกับทายาทของฉัตรบดินทร์ จะได้ไม่ต้องไปรับทุนการศึกษาจากคนอื่น” ประโยคหลังคุณหญิงหันหาสบตากับหญิงสาวตรงหน้านิ่งงัน
“เอาล่ะ ฉันจะไปแล้ว เธอก็ลองไปคิดดูอีกทีแล้วกัน”
“ค่ะ คุณหญิง..” รถยนต์สี่ล้อเคลื่อนตัวออกไปจากหน้าบ้าน ก่อน สมศักดิ์ พ่อของศิขรินทร์จะเดินออกมายืนนิ่งอยู่ข้าง ๆ ก่อนหน้านี้ผู้หญิงคนนั้นได้มาคุยกับเขาแล้ว ถึงเื่ที่อยากจะรับ ภูผา หลานชายของเขาไปอยู่ด้วย
พร้อมกับมอบโอกาสทางการศึกษาที่ดีให้กับเด็กคนนี้
เขาชื่อ สมศักดิ์ เป็พ่อหม้ายที่เลี้ยงลูกสองคนมาเป็เวลาหลายปีแล้ว ั้แ่ที่ลูกสาวของเขาเกิดมาได้ไม่กี่ปีภรรยาของเขาก็เสียชีวิตลงด้วยโรคประจำตัว เขาต้องรับหน้าที่เลี้ยงดูและส่งเสียลูก ๆ ทั้งสองเพียงคนเดียว
ถึงในหมู่บ้านแห่งนี้เขาจะไม่ได้ร่ำรวยอะไร แต่ก็มีที่ดินบนเกาะ ซึ่งรวมกับส่วนของภรรยาเกือบร้อยไร่ มารู้สึกตัวอีกที ก็ตอนที่ลูกสาวคนเล็กในวัย 19 ปี กลับบ้านมากับชายหนุ่มคนหนึ่งพร้อมเด็กน้อยในท้อง
ตอนนั้นเขาไม่ได้นึกโกรธอะไรลูก และผู้ชายคนนั้นเลย ผู้ชาย ที่เป็
วิศวกรปิโตเลียม วัย 25 ปี ซึ่งก็แสดงความรับผิดชอบโดยการผูกข้อไม้ข้อมือ และขอขมา แต่ก็ไม่เคยจะเห็นครอบครัวของฝ่ายชายโผล่หน้ามาสักครั้ง ก่อนลูกสาวของเขาจะย้ายไปอยู่กับผู้ชายคนนั้น จนในวันหนึ่งเธอก็กลับมาพร้อมคราบน้ำตา และเขาก็ไม่เคยเห็นหน้าผู้ชายคนนั้นอีกเลย
แต่ คุณหญิงคนนั้น คอยมาให้เขาไล่ที่นี่หลายครั้งหลายครา จนหลานชายของเขาโต เธอพยายามจะเกลี้ยกล่อม ให้เขายอมยกหลานชายอย่างภูผาไปให้เธอดูแล และตลอดเวลาที่ผ่านมาสิบกว่าปี เธอก็คอยส่งข้าวของ และค่าเลี้ยงดูมาให้ตลอด แต่เ้าตัว กลับไม่เคยพยายามจะเจอตัวของภูผาเลยสักครั้ง ทุกครั้งที่เธอมา เธอจะมาพูดคุยกับเขา ถึงใน่แรกเขาจะเกลียดเธอมากแค่ไหน ที่ปล่อยให้ลูกสาวเขาเดินทางกลับมาที่บ้านเพียงลำพังทั้งที่กำลังท้อง และไล่ตะเพิดเธอด้วยความหยาบคายไปหลายครั้ง
แต่เขาก็ต้องยอมใจในความพยายามของเธอ จนหลัง ๆ การพูดคุยกับเธอด้วยการมีแก้วน้ำรับแขกก็เป็เื่ธรรมดา และเื่ที่เธอส่งเงินมา ก็เป็เื่ที่เขาบอกให้ลูกสาวรับรู้มาั้แ่แรก ตลอดระยะเวลาสิบกว่าปีผู้หญิงคนนั้นไม่เคยขอเจอลูกสาวของเขาเลย จนกระทั่งวันนี้ เขารู้ได้ทันทีว่าเป็เื่อะไร และก็ยอมเปิดทางให้ทั้งคู่ได้พบกัน “ริน.. มีคนอยากเจอลูก”
“เธอคงรู้เื่นั้นแล้ว” ในห้องหนังสือของบ้านคุณหญิงโสภานั่งไขว่ห้างอยู่ พร้อมกับ นภัสนันท์ลูกสะใภ้ ที่พึ่งจะเข้ามาในห้องหลังจากที่คนรับใช้สาวไปตามให้มาพบคุณหญิงของบ้านเนื่องจากมีเื่สำคัญจะพูดคุยด้วย ซึ่งกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ตรงข้ามคุณแม่ของสามี
“ค่ะ เื่ที่คุณแม่ จะรับเด็กคนนั้น...มาอยู่ในบ้าน”
“เขา เป็ลูกของตาพงษ์ กับผู้หญิงคนหนึ่งที่จังหวัดภูเก็ต” นภัสนันท์นั่งฟังนิ่งในสิ่งที่ไม่เคยถาม ก่อนคุณหญิงโสภาจะพูดต่อ “สิบกว่าปีที่แล้ว สมัยที่ตาพงษ์พึ่งเริ่มทำงานเป็วิศวกร อยู่กลางทะเล เขาไปรักกับเด็กผู้หญิงคนหนึ่งเข้า เธอชื่อศิขรินทร์...” เื่ราวในอดีตต่าง ๆ ถูกเล่าและถ่ายทอดผ่านปากของคุณหญิงโสภาเอง โดยที่นภัสนันท์ที่แต่งงานเข้ามาในบ้านหลังนี้เป็เวลาเกือบห้าปี ยอมรับเลยว่า เธอไม่เคยมีโอกาสนั่งคุย หรือฟังคุณหญิงแม่ของสามีพูดยาวนานขนาดนี้มาก่อน และทำให้ได้เห็นมุมมองใหม่ ๆ เกี่ยวกับสุภาพสตรีวัยกลางคน คนนี้
“ที่ฉันพูดมาทั้งหมด... ฉันแค่อยากให้เธอรู้” สายตานิ่งนั้นสบขึ้นมามองผู้หญิงตรงหน้า
“ว่าฉันเข้าใจ ความรู้สึกของเธอ ที่ต้องคอยถูกคุณอำพล พูดแบบนั้นใส่มาตลอด” เธอพูดถึงเื่ที่สามีของเธอคอยแต่พูดกดดันให้นภัสนันท์ลูกสะใภ้ และพงษ์พัฒน์ลูกชายของเธอ นั้นมีทายาทมาสืบสกุลให้กับ นามสกุล ศิลารักษ์ของเขา
“ฉันเข้าใจว่าเธอคงจะกดดัน รู้สึกแย่ และเื่ตาพงษ์เอง ที่ดูไม่สนใจเธอเลย...เื่ทั้งหมดมันเป็ความผิดของฉันเอง”
“ฉันไม่อยากให้เธอกดดัน เด็กคนนั้นจะมาเติมเต็มครอบครัว ถ้าเธอเจอเขา ฉันมั่นใจ ว่าเธอจะรักและเอ็นดูเขา” สายตาของคุณหญิงโสภาจ้องลึกเข้าไปยังนัยย์ตาของหญิงสาว “ยัยนันท์.. ไม่ว่ายังไง เธอก็คือลูกสะใภ้ของฉัน”