บทนำ
ความแค้นมิอาจขวางกั้น
เสียงร้องไห้ของทารกน้อยในห่อผ้าแพรพรรณ ดังขึ้นท่ามกลางศึกาอันยิ่งใหญ่ ส่วนเทพผู้รักษาพืชพันธุ์ดอกไม้อย่างไป๋ฮวา จึงต้องโอบอุ้มนำบุตรีไปหลบซ่อนจากเทพผู้ชั่วร้ายนั่นก็คือโลกมนุษย์........
“ขอคารวะเ้าค่ะท่านไป๋ฮวา เกิดเหตุอันใดขึ้นถึงได้.....” ท่านประมุขตระกูลเหลียงลงไปนั่งคุกเข่าทันที เมื่อท่านเทพผู้สูงศักดิ์ปรากฏขึ้นต่อหน้า ซึ่งนี่ถือเป็เื่ที่หาได้ยากยิ่ง เพราะไม่ใช่มนุษย์ทุกคนจะสามารถเห็นเทพเซียนได้ หากไม่ใช่ผู้บำเพ็ญตบะมีผู้คนต่างเคารพนับถือ ดังกึกก้องเลื่องลืออย่าหวังว่าจะได้เห็น
“ข้าคงไม่มีโอกาสได้เห็นหน้าบุตรีเป็ครั้งที่สอง ข้าขอฝากเด็กคนนี้ ให้เ้าช่วยสั่งสอนอบรมเลี้ยงดูจนเติบใหญ่ได้หรือไม่” นางยังคงหลั่งน้ำตาให้กับความสูญเสียนี้ มือบอบบางค่อยๆ เปิดผ้าแพรสีขาวสว่างออกจากใบหน้าแดงก่ำที่กำลังตะเบ็งเสียงร้องไห้ โดยไม่กลัวเลยว่าเส้นเสียงในลำคอจะอักเสบหรือไม่
ช่างน่าสงสารเสียนี่กระไร.......
“หากมีบุญวาสนาทั้งข้าและเ้าคงได้พบหน้ากันอีกครา” ไป๋ฮวาเอ่ยในขณะคลี่ยิ้มส่งให้เด็กน้อยเป็ครั้งสุดท้าย ก่อนจะหันไปเอ่ยกับประมุขเหลียงต่อ
“ข้าได้บรรจุดวงิญญาของเด็กคนนี้ลงในกายเนื้อ ฉะนั้นต่อไปนางจะกลายเป็มนุษย์ธรรมดา เพียงแต่.....นางจะมีพลังวิเศษแห่งเนตรนพเก้า” นิ้วมือเรียวยาวปาดน้ำตาที่กำลังไหลรินออกจากใบหน้าแดงก่ำด้วยความอ่อนโยน ก่อนจะส่งทารกน้อยให้กับคนที่มีคุณสมบัติจะดูแลต่อ
ตระกูลเหลียงแม้จะเป็ตระกูลเล็กๆ และมีเพียงสตรีเท่านั้น แต่ความแข็งแกร่งในวิชากระบี่มิด้อยไปกว่าบุรุษจากตระกูลอื่น เมื่อประมุขเหลียงได้รับสิ่งมีชีวิตสุดล้ำค่ามาไว้ในอ้อมกอด เปลือกตาทั้งสองข้างจึงต้องพับปิดแน่น เพราะดวงแก้วทั้งสองข้างของทารกน้อย ช่างส่องประกายแวววาวจนยากแก่การมองเห็น
เจิดจ้าจนสายตาแทบจะมืดบอดในบัดดล
“อย่าให้นางแสดงอิทธิฤทธิ์นี้ให้ใครเห็นเป็อันขาด มิเช่นนั้นแม้แต่โลกมนุษย์ก็จะพังพินาศไม่เหลือชิ้นดี” เมื่อคำขอร้องครั้งสุดท้ายเงียบเสียงลง จิติญญาของเทพไป๋ฮวาก็ค่อยๆ สลายกลายเป็ฟองอากาศพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องนภาอันมืดมิด เพื่อเป็กำลังให้กับท่านเป๋าเป่าฉือเหยียน
แสงสีขาวจากไปเหลือไว้แต่ความมืดมิดในยามวิกาล ไม่น่าเชื่อว่า์ที่ควรจะสงบร่มเย็นเป็สุขจะกลายเป็สนามรบ
ทันใดนั้นท้องฟ้าในยามค่ำคืนก็เกิดแสงสว่างวาบเป็สีเหลืองทอง ก่อนจะมีเสียงดังคำรามสนั่นทั่วพื้นปฐี ซึ่งนั่นส่งผลทำให้หมู่มวลเมฆาบนท้องฟ้าเกิดแยกออกเป็สองส่วน ราวกับเป็จุดเริ่มต้นของศึกมหันตภัย และมันก็กำลังจะจบลงในไม่ช้า
ใช้เวลาเพียงไม่นานหลังจากเหตุการณ์บนท้องนภาเกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ในตอนนี้ก็เริ่มหลอมรวมตัวกันอีกคราว
มนุษย์ทั่วพื้นโลกต่างพากันวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนไปแอบซ่อนอยู่ในหลุมหลบภัย เพราะคิดว่าเป็าระหว่างมนุษย์ด้วยกัน แต่ความจริงแล้วมันไม่ใช่ เพราะไม่ว่าจะหลบซ่อนตัวอยู่ในที่แห่งใด ก็ไม่อาจรอดพ้นจากความตาย
ประมุขเหลียงและเหล่าบรรดาศิษย์ทั้งหลาย จึงช่วยกันนั่งสมาธิบำเพ็ญเพียรภาวนา ขอให้เื่ทุกอย่างจบลงด้วยดี ท่ามกลางเสียงร้องไห้ของทารกน้อย ที่ไม่รู้ชะตากรรมเลยว่าตนจะต้องเผชิญกับสิ่งใด
วันเวลาผ่านไปหลายเดือน ศึกายังไม่มีท่าทีจะจบลงโดยง่าย และทันใดนั้นเองก้อนเมฆสีเทาก็ปรากฏภาพัตัวใหญ่ั์ พร้อมด้วยเสียงคำรามเป็ครั้งสุดท้าย
“ไม่จริง!” เหลียงหรูซินร้องะโเสียงดัง อีกทั้งยังมีเืซึมไหลออกมาจากโพรงจมูก จนเหล่าบรรดาลูกศิษย์ตระกูลเหลียงต้องมาพยุงอาจารย์กันยกใหญ่
“ท่านอาจารย์เกิดอันใดขึ้นหรือ” ทุกคนต่างมีสีหน้าซีดเซียวไร้สีเื เพราะสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้ามันช่างน่ากลัวเหลือเกิน
“ละ....โลกใบนี้จะต้องจบสิ้นแน่” ประมุขเหลียงผู้บำเพ็ญตบะมาั้แ่วัยเยาว์รู้เหตุการณ์ฟ้าดินทั้งหมด จึงบอกกล่าวแก่ลูกศิษย์เป็ครั้งสุดท้าย ก่อนที่นางจะไม่มีโอกาสได้เอ่ยอีก ทว่า.....มันดันไม่ใช่อย่างที่นางเห็นทั้งหมด
“ท่านอาจารย์พวกเรารอดตายแล้วเ้าค่ะ ท้องฟ้าสว่างขึ้นแล้ว”ลูกศิษย์คนหนึ่งร้องะโด้วยความดีใจ อีกทั้งยังะโลิงโลดไปมา เพราะนางต้องทนขลุกตัวอยู่แต่ในพำนักแห่งนี้ไม่ได้ออกไปที่ใด แต่นั่นกลับเป็เพียงแค่ภาพลวงตา เพราะสิ่งที่พวกนางจะต้องเผชิญนับจากนี้ไป มันจะโหดร้ายยิ่งกว่านับหลายร้อยเท่า
“อาถิงนั่นจะ....เ้า” ลูกศิษย์อีกคนร้องะโด้วยความใิญญาแทบจะหลุดออกจากร่าง เพราะน้ำฝนที่โปรยปรายลงมามันเป็สีแดงสด ซึ่งมันคือเื!
เืที่ตกลงมาแทนสายฝน ซึ่งเป็สัญลักษณ์ว่าตอนนี้์ได้มีการผลัดเปลี่ยนตำแหน่งเทพแล้ว
ด้วยการแย่งชิง!
“นะ.....นี่.....มันเื ช่วยข้าด้วยท่านอาจารย์ช่วยข้าด้วย ข้าจะตายหรือไม่ ช่วยข้าด้วย”ศิษย์น้องที่เมื่อครู่ลิงโลดะโดีใจอยู่ด้านนอก บัดนี้ก็ต้องวิตกกังวลราวกับคนบ้า เพราะนางััได้ถึงกลิ่นเืแบบเต็มๆ เมื่อไม่มีใครช่วยเหลือ อาถิงจึงต้องหนีหายเข้าไปในกลีบเมฆเพื่อหลบเลี่ยงฝนอาเพศ
“เ้าไปดูอาถิงเถิด ข้าไม่มีเหตุอันใดแล้ว”
“เ้าค่ะท่านอาจารย์”
ดวงตาอ่อนล้าฉายแววคิดหนักยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ทั้งที่นางก็กำลังเจ็บหนักเช่นกัน ก่อนจะปรายตามองเด็กน้อยตัวอ้วนในอ้อมกอด
“พระองค์ข้าจะทำเช่นใดดี” ประมุขเหลียงโอบอุ้มบุตรีของท่านไป๋ฮวา ที่นับวันก็จะยิ่งร้องไห้เก่งขึ้นเรื่อยๆ ทว่าในวันนี้เด็กน้อยดันเงียบกริบเสียอย่างนั้น
“นี่มันหมายความว่าอย่างไรหรือ”
เด็กน้อยไม่อาจจะตอบโต้ประมุขเหลียงได้ เพียงแค่ยื่นมือเล็กอมชมพูไปแตะิัเหี่ยวย่น บริเวณแก้มด้านซ้ายอย่างแ่เบา ทว่ามันกลับส่งผลลัพธ์อย่างไม่น่าเชื่อ คือ.....
แสงสีแดงจากปลายนิ้วขาววิ่งตรงจากดวงเนตรทั้งสองข้างสู่ิัของหญิงชรา ใช้เวลาเพียงไม่นานรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าของประมุขเหลียง ก็ค่อยๆ ฟื้นฟูกลับสภาพแทบจะกลับไปเป็สาวอีกครั้ง เืในกายวิ่งเดือดพล่าน ถ้าหากยังปล่อยให้เด็กคนนี้แสดงอิทธิฤทธิ์เหนือธรรมชาติอีก มีหวังคงไม่มีใครจดจำใบหน้าของท่านประมุขเหลียงได้อีกแน่
“ข้าพอจะเข้าใจแล้ว.....ฉือหลิวฉืออย่างนั้นหรือ” ประมุขเหลียงได้แต่พึมพำ เพราะนางเข้าใจแล้วว่าเหตุใดท่านไป๋ฮวาถึงต้องพาเด็กคนนี้มาฝากไว้ที่นาง พร้อมกับกำชับเป็ครั้งสุดท้ายว่าอย่าให้ใครล่วงรู้
เพราะถ้าหากพลังวิเศษได้ตกไปอยู่ในมือคนชั่ว ไม่ว่าจะเป็มนุษย์ มาร อสูร หรือแม้แต่เทพที่ไม่รู้ดีรู้ชั่ว มีหวังสามภพไม่มีทางอยู่อย่างสงบสุขแน่
โดยเฉพาะเงื้อมมือของเทพัร้าย หากเป็เช่นนั้นสามภพจะต้องแตกสลายในเร็ววัน
ดวงตาของประมุขเหลียง ได้แต่เหม่อมองท้องฟ้าที่ยังคงหลั่งสายเืไม่ขาดสาย ซึ่งนี่ถือเป็หลักฐานว่า์ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ยิ่งหลั่งเืลงมามากเท่าไหร่ ก็ยิ่งนับว่ามีดวงจิตเทพที่ต้องสลายมากเท่านั้น
ถึงแม้จะบำเพ็ญตบะจนมีพลังแก่กล้า แต่เหลียงหรูซินก็ไม่สามารถหยั่งรู้ได้อยู่ดีว่าเหตุใดเื่ราวมันถึงบานปลาย ผู้ที่มีความเมตตากรุณาโปรดทุกสรรพสัตว์ จนขึ้นชื่อว่าเป็เทพจะกระทำการอุกอาจเฉกเช่นตอนนี้
เด็กน้อยผู้น่าสงสารไม่อาจรับรู้เื่ราวเกี่ยวกับความเป็จริง จึงมองหน้าหญิงชราที่กำลังยืนนิ่งสงบด้วยสีหน้าหดหู่ใจ ซึ่งนั่นทำให้เด็กน้อยที่เกิดมาเพียงไม่กี่เดือนต้องหลั่งน้ำตาอีกคราว
“เ้าเป็อันใดไป” ประมุขเหลียงก้มลงมองใบหน้าเหยเกที่กำลังตะเบ็งเสียงแข่งกับสายฝน แต่เมื่อนางก้มลงพูดกับเด็กน้อย เ้าตัวเล็กในอ้อมกอดก็เกิดเงียบเสียงอีกครั้ง ซึ่งนั่นทำให้นางต้องเผยรอยยิ้มอย่างเสียไม่ได้
“จริงสิเ้ายังไม่มีชื่อเสียงเรียงนาม....ถ้าอย่างนั้นเอาเป็ เหลียงอ้าย นามรองเป็เหลียงเฟยฮวา ดีหรือไม่” เด็กน้อยไม่ตอบ ได้แต่ยิ้มจนแก้มอ้วนๆ บดบังดวงตาทอประกายแสงทั้งเก้าสี ซึ่งประกอบไปด้วย
เพชร หรือจ้วนซือ สีขาวสว่างเจิดจ้าเป็สัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่มีชัยชนะ หากมีไว้บูชาในการออกรบจะต้องได้รับชัยชนะเป็แน่แท้
ทับทิม หรือหงเป่าซือ สีแดงสดใสซึ่งเป็สัญลักษณ์แห่งความสำเร็จมีลาภยศ หากใครได้นำไปบูชาจะต้องมีโชคลาภไม่ขาดสาย
มุกดา หรือเยว่เลี่ยงเป่าซือ สีขาวขมุกขมัวอมฟ้าไม่ชัดเจนซึ่งเป็สัญลักษณ์แห่งความร่มเย็นเป็สุข หากมีไว้ก็จะกลายเป็สิ่งที่มอบความสุข ความสงบ ความใจเย็น
มรกต หรือจู๋หมู่ลวี่ สีเขียวสว่างสดใส เป็สัญลักษณ์ของความศรัทธากล้าหาญ ซึ่งถือเป็เครื่องรางชั้นดีก็ว่าได้ ผู้บูชาจะมีความมั่นใจ และเป็ที่กล่าวขานไม่กล้ามีผู้ใดเหิมเกริม
ไพลิน นิลกาฬ หรือหลานเป่าซือ สีน้ำเงินเข้มไปจนถึงดำสนิท ซึ่งนับเป็สัญลักษณ์ของความเมตตากรุณา ผู้ใดมีไว้ในจะมีแต่คนรักคนเมตตา และทำให้ผู้บูชาเป็คนอ่อนโยน
บุษราคัม หรือฮวังเซ่อหลานเป่าซือ สีเหลืองอร่ามเป็สัญลักษณ์ของการเป็ที่รัก และความมีเสน่ห์ หากผู้ใดมีไว้บูชาจะเป็ที่รักแก่บรรดามิตรสหาย และผู้คนภายนอก ถือเป็ตราแห่งมิตรภาพ
โกเมน หรือฉือหลิวฉือ สีแดงก่ำถือเป็เมล็ดของผลทับทิมสัญลักษณ์คือ สุขภาพดีอายุยืนยาว หากใครมีไว้จะช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง ไม่มีโรคภัยใดๆ มาย่างกราย
เพทาย หรือเก้าซือ มีสีฟ้าอมเขียวน้ำทะเล เป็สัญลักษณ์แห่งความร่ำรวยมั่งคั่ง หากผู้ใดมีไว้บูชาจะต้องมีเงินทองใช้อย่างไม่ขาดมือ
ไพฑูรย์ หรือเมาเหยี่ยนจินลวี่ยวี่ มีหลากหลายสีหรือจะเรียกอีกอย่างว่าเพชรตาแมว เป็สัญลักษณ์แห่งการคุ้มครองป้องกันภัยอันตรายทั้งปวง ตาแมวก็เปรียบเสมือนตาที่สาม ซึ่งจะคอยช่วยสอดส่องดูแล ไม่ให้ผู้ถือครองเกิดภัยร้ายแก่ตัว
ซึ่งท่านประมุขเหลียงก็ได้ััอิทธิฤทธิ์ทั้งเก้าอัญมณีแล้วว่า มันเกินกว่าที่นางจินตนาการไว้มาก และไม่สามารถรับปากได้ว่าจะช่วยปกป้องเด็กคนนี้ จากเงื้อมมือเทพผู้นั้นได้
แต่ถึงอย่างไร นางก็จะปกป้องเด็กคนนี้อย่างสุดความสามารถ แม้จะต้องเอาชีวิตของหญิงชราเข้าแลกก็ยินดี
แม้มันจะเป็เพียงแค่การถ่วงเวลาก็ตาม........