ไป๋มู่เสวี่ย
เวลาผ่านไปจนถึงช่วงเที่ยง ชั้นเรียนถึงช่วงพักกลางวัน นักเรียนเกือบทุกคนภายในชั้นปีสามห้อง A เริ่มพากันไปที่โรงอาหาร เพื่อรับประทานอาหารเที่ยง
เห็นคนภายในห้องเริ่มทยอยออกไปจากห้องจนเกือบหมด เย่กู่เฉินก็เตรียมตัวที่จะไปบ้าง
แต่คาดไม่ถึงว่าสวีหยุนหนิงที่นั่งอยู่โต๊ะเรียนข้างหน้าเขา จะลุกขึ้นและหมุนตัวมาพูดกับเขา “นายคือเย่กู่เฉินจากตระกูลเย่ใช่ไหม?”
เย่กู่เฉินชะงัก เขาที่นั่งอยู่เงยหน้ามองสวีหยุนหนิง “ก็ใช่ มีอะไร”
สวีหยุนหนิงรู้สึกประหลาดใจ เธอมองไม่เห็นความหลงใหลในสายตาของเย่กู่เฉินเลย
ตามปกติ ไม่ว่าเธอจะคุยกับผู้ชายคนไหนที่อยู่ในช่วงอายุไม่ไกลห่างจากเธอมาก หรือรุ่นเดียวกันนั้น ผู้ชายเหล่านี้มักจะมีสายตาที่หลงใหลในตัวเธออยู่ แม้ว่าบางคนจะปกปิด แต่เธอก็สามารถมองออกได้
แต่กับผู้ชายตรงหน้า มันไม่ใช่เลย เขาไม่มีสายตาแห่งความหลงใหลอะไรทั้งนั้น มีเพียงความเรียบเฉยเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้ เธอจะไม่รู้สึกประหลาดใจได้ยังไง?
“ฉันสวีหยุนหนิง ยินดีที่ได้รู้จัก” สวีหยุนหนิงยิ้มเล็กน้อย พลางยื่นมือออกมา
ไม่ว่ายังไงเย่กู่เฉินก็เป็นคนในตระกูลใหญ่ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าเขาเป็นลูกชายคนโต จะได้เป็นผู้นำตระกูลในอนาคตอย่างแน่นอน
แม้ว่าตระกูลของเธอจะอยู่ห่างจากตระกูลใหญ่ไม่ไกล แต่ก็ยังไม่ใช่ตระกูลใหญ่อยู่ดี ดังนั้นเธอจึงอยากทำความรู้จักกับเย่กู่เฉินไว้
ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร เธอเพิ่งย้ายมา ย่อมไม่รู้อยู่แล้วว่า เย่กู่เฉินมีนิสัยยังไง หากเธอรู้ว่าเดิมทีเขามีนิสัยเย่อหยิ่ง เธอคงไม่มีทางอยากทำความรู้จักกับเขาแน่นอน เพราะเธอเกลียดคนประเภทนี้มากที่สุด
เย่กู่เฉินไม่สนใจที่จะจับมือกับเธอแม้แต่น้อย เขาลุกขึ้น ก่อนส่ายหน้าไปมา “ขอโทษที ฉันไม่อยากรู้จักเธอ ต่อไป ถ้าไม่จำเป็น อย่ามาพูดคุยกับฉัน”
หลังพูดจบ เขาก็เดินออกจากห้องไป ทิ้งสวีหยุนหนิงให้ยืนตกตะลึงอยู่กับที่ นี่เป็นครั้งแรกที่เธอถูกปฏิบัติด้วยอย่างเย็นชาจากผู้ชาย
เพื่อนที่ยังอยู่ในห้อง ต่างตกตะลึงไป คิดไม่ถึงว่าเย่กู่เฉินจะไม่ยินดีที่จะพูดคุยหรืออยากรู้จักกับสาวสวย
แต่เมื่อนึกถึงนิสัยที่เย่อหยิ่ง ไม่ค่อยเห็นใครอยู่ในสายตาของอีกฝ่าย พวกเขาก็เหมือนจะเข้าใจ ดูเหมือนว่าในสายตาของเย่กู่เฉิน สวีหยุนหนิงยังไม่มีค่าพอให้สนใจ ช่างเป็นนิสัยที่เอาแต่ใจอย่างแท้จริง
“สวีหยุนหนิง ฉันขอพูดอะไรหน่อยนะ เย่กู่เฉินน่ะ เป็นพวกเย่อหยิ่ง ไม่เห็นใครอยู่ในสายตา ทางที่ดี เธออย่าไปสนใจเขาจะดีกว่า” เลี่ยหย่งพูด
จากคำเรียกหาที่เปลี่ยนไปจาก ‘พี่เย่’ มาเป็น ‘เย่กู่เฉิน’ ก็เพียงพอที่จะบอกได้แล้วว่า ต่อหน้าของเย่กู่เฉิน เขาเป็นลูกน้องที่ดี แต่ลับหลังนั้นไม่ใช่เลย
สวีหยุนหนิงไม่สนใจเลี่ยหย่ง เธอรีบเดินออกจากห้องไปอย่างหงุดหงิดเล็กน้อย
เย่กู่เฉินไม่สนใจเลยว่าสวีหยุนหนิงจะคิดยังไงกับเขา เขาไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับเธออย่างแท้จริง เพราะไม่อยากมีเรื่องกับหวางเฟิง ตัวเอกของเรื่อง
ถ้าพูดถึงผู้หญิงที่เขาสนใจในโรงเรียนนี้ ไม่ใช่ว่าไม่มี มันมีอยู่ และเธอก็ไม่ใช่หนึ่งในนางเอกของเรื่องด้วย เป็นเพียงตัวประกอบ
อย่างไรก็ตาม เธอไม่ใช่ตัวประกอบธรรมดา เธอเป็นตัวประกอบพิเศษ ที่มาที่ไปของเธอลึกลับ เธอปรากฏตัวแค่ในช่วงแรกของนิยายเท่านั้น หลังจากนั้นบทก็หายไป
แต่มีหลายคนที่จดจำเธอได้เป็นอย่างดี เนื่องจากผู้เขียนบรรยายถึงความสวยของเธอเอาไว้ระดับเทพ เธอสวยกว่านางเอกทุกคนในเรื่อง สวยสมบูรณ์แบบ เป็นเทพธิดาในเรื่องที่แม้แต่ตัวเอกก็จีบไม่ติด
ในนิยายผลงานต้นฉบับ หวางเฟิงเองก็ได้พบเธอ เขาตกหลุมรักตั้งแต่แรกเห็น พยายามอย่างเต็มที่เพื่อจะจีบเธอ
อย่างไรก็ตาม เขาก็คว้าน้ำเหลว เธอไม่เคยสนใจเขา ลองคิดดูเถอะว่าผู้หญิงคนนี้พิเศษถึงเพียงไหน แม้แต่รัศมีของตัวเอกก็ยังไม่มีผลกับเธอ
“ห้องพิเศษสินะ” เย่กู่เฉินไม่ได้ตั้งใจที่จะไปโรงอาหาร เขาจะไปยังห้องพิเศษ ห้องพิเศษนี้มีเธอคนนั้นอยู่ตัวประกอบพิเศษ คนที่สวยที่สุดในเรื่องไป๋มู่เสวี่ย!
ด้วยความที่ต้องการหาผู้หญิงดีๆ มาเป็นภรรยา เพื่อสร้างครอบครัว เย่กู่เฉินไม่เห็นว่าจะมีผู้หญิงคนไหนเทียบกับไป๋มู่เสวี่ยได้
ดังนั้น เป้าหมายของเขาจึงอยู่ที่เธอโดยธรรมชาติ เขาที่พอจะรู้เรื่องราวบางอย่างเกี่ยวกับเธออยู่บ้าง เขาไม่เชื่อว่าจะจีบเธอไม่ติด
แต่ถ้ามันไม่ไหวจริงๆ เขาค่อยยอมแพ้ก็ได้ แต่อย่างน้อยเขาก็ต้องลองก่อน เพราะเขาไม่อยากเป็นคนที่ยอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่ม
ใช้เวลาเดินอยู่ไม่นาน เย่กู่เฉินก็เดินมาถึงหน้าห้องพิเศษ เขาไม่ลังเลที่จะเปิดประตูเข้าไป
ภายในห้องพิเศษมีหนังสือเต็มไปหมด ถูกจัดวางบนชั้นวางอย่างเป็นระเบียบ ที่ใจกลางห้องหญิงสาวคนหนึ่งนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่โต๊ะอย่างใจจดใจจ่อ คาดว่ากระทั่งเย่กู่เฉินเปิดประตูเข้ามา เธอคงไม่แม้แต่จะรู้ตัวด้วยซ้ำ
ทันทีที่เย่กู่เฉินมองไปที่เธอ ร่างกายของเขาก็แข็งทื่อ ยืนนิ่งอึ้ง ตกตะลึงอยู่กับที่ ดวงตาของเขาเบิกกว้าง ปากอ้าค้าง
เขาตกตะลึงไปอย่างสิ้นเชิงกับความสวยระดับเทพของไป๋มู่เสวี่ย เขาสาบานได้เลยว่านี่เป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดในชีวิตที่เขาเคยได้พบเห็นมา
และเขาก็เชื่อว่าในโลกใบนี้ เธอต้องเป็นคนที่สวยที่สุด ผมสั้นสีดำดูนุ่มสลวย ผิวขาวผ่องราวกับใยไหม ดวงตากลมเรียวเล็ก ราวกับมีประกายระยิบระยับสะท้อนอยู่ สวยงามยิ่งกว่าดวงดาวบนท้องฟ้านับพันเท่า
คิ้วเฉิดฉายราวกับจันทร์เสี้ยวเล็ก จมูกสวยได้รูป ริมฝีปากอวบอิ่มสีชมพูดูนุ่มลื่น ใบหน้ารูปไข่เข้ากับทุกส่วนที่เพิ่งจะพูดมาทั้งหมด
รูปร่างของเธอแม้ดูเล็ก แต่กลับสมบูรณ์แบบยิ่ง เธอเพียบพร้อมทุกสัดส่วน ไม่ว่าจะภูเขาสองลูกที่มีขนาดใหญ่ แขนขาเรียวไร้ซึ่งไขมันส่วนเกินใดๆ
เธอคนนี้ราวกับว่าหลุดออกมาจากเทพนิยายต่างๆ ไม่มีผิด เหมือนกับว่าสวรรค์ได้แกะสลักสร้างเธอขึ้นมาอย่างประณีตที่สุดเท่าที่จะทำได้
เธอคนนี้คือความสวยระดับเทพ เป็นราชินีเทพธิดาอย่างแท้จริง ไม่ว่าเทพธิดาคนไหน ก็ไม่อาจเปรียบเทียบกับเธอได้!
ผ่านไปหลายนาทีทีเดียว กว่าที่เย่กู่เฉินจะดึงสติกลับมาจากอาการตกตะลึงได้ เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ลอบพูดขอบคุณผู้เขียนนิยายเรื่องนี้ในใจ
‘ผู้เขียนนายทำได้ดีมาก คิดไม่ถึงว่านายจะสร้างผู้หญิงที่สวยขนาดนี้ขึ้นมาได้ผ่านการจรดปลายปากกาบรรยายของนาย!’
ในจุดนี้ เย่กู่เฉินจะไม่ยอมรับไม่ได้ เขาคิดว่าผู้เขียนมีความสามารถอย่างแท้จริง
เย่กู่เฉินสูดลมหายใจเข้าลึกอีกครั้ง ก่อนที่จะปิดประตูลง แต่แม้เขาจะทำแบบนี้ ไป๋มู่เสวี่ยก็ยังไม่รู้ตัว เธอยังคงจดจ่ออยู่กับการอ่านหนังสือ
เย่กู่เฉินแปลกใจไม่น้อย คิดไม่ถึงว่าเธอจะจดจ่อมากขนาดนี้ เขามองไปที่หนังสือที่เธออ่านเล็กน้อย จากนั้นก็ชะงัก
‘ความรักของป๋อหวัง’ นี่เป็นหนึ่งในนิยายที่เขาเคยได้อ่านมาเช่นกัน ดูเหมือนว่าผู้เขียนเรื่องนี้ จะเขียนถึงการมีอยู่ของนิยายแห่งโลกความเป็นจริงในนิยายของเขาด้วย
ไม่อย่างนั้น ไม่มีทางที่นิยายเรื่อง ‘ความรักของป๋อหวังจะปรากฏที่นี่
จบบทที่ 9