14 ดอกไม้สามดอก
14ดอกไม้สามดอก
เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิตของหญิงสาวสามคน เมื่อเสร็จสิ้นพิธีประกาศรายชื่อของพระสนมที่ได้รับการแต่งตั้ง รายชื่อแรกอย่างจานิสต้าไม่ได้สร้างความแปลกประหลาดใจ แม้กระทั่งรายชื่อที่สองอย่างราญารีที่รู้กันดีว่าเคยเป็นคนโปรดเช่นเดียวกัน ยกเว้นเพียงแต่รายชื่อที่สามอย่างจีโอเรีย ซึ่งสร้างความฉงนใจให้กับใครหลายคนเลยทีเดียว
แต่เมื่อลองคิดให้ดีแล้ว การที่มีพระสนมตัวแถมเช่นนี้ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใดเมื่อมีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ถึงแม้ความไม่เป็นที่โปรดปรานจะเด่นชัด แต่อย่างไรนางก็เป็นถึงท่านหญิงแห่งเฟรนด์สเกล ในบรรดานางในพิเศษทั้งหมดชาติกำเนิดของจีโอเรียก็ถือได้ว่าสูงกว่าใคร หรืออาจเรียกได้ว่าสูงสุดในอาณาจักรเลยเสียด้วยซ้ำในหมู่สตรีที่ยังไม่สมรส
“วังหลังในตอนนี้ยังไม่มีราชินี ไม่มีกระทั่งพระแม่ฟ้าหรือเจ้าหญิง ดังนั้นก่อนที่จะมีราชินีขึ้นมาพวกเจ้าทั้งสามคนคือผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในวังหลัง ขอให้วางตัวประพฤติตนให้ดีให้สมกับที่ข้าไว้ใจให้พวกเจ้าขึ้นมารับตำแหน่งนี้ และถึงแม้พวกเจ้าจะสามารถสั่งทุกคนในวังหลังได้ แต่ถ้ามีข่าวให้เข้าหูข้าว่าผู้ใหญ่ที่ข้าเคารพทั้งสามอย่างแม่นมเจน คุณบลูเบลล่า คุณฟิลิพป้า ไม่ได้รับความเคารพจากพระสนมคนใด ก็เตรียมเก็บของกลับบ้านด้วยเลยเช่นกัน
พวกเจ้าคงมีอะไรอีกมากมายให้ต้องทำและเรียนรู้หลังจากนี้ แล้วก็ขอให้ดีต่อกันไว้ล่ะ เพราะพวกเจ้าต้องอยู่ร่วมกันอีกชั่วชีวิต ไม่ต้องกังวลอยากให้พระโอรสพระธิดาเกิดมาไวๆ เพราะต่อให้เป็นพระโอรสของราชินี ข้าก็ไม่ได้คิดจะมอบบัลลังก์ให้ทายาทที่เกิดมาเป็นลำดับแรก หากเขาไม่มีความสามารถมากพอ
สิ่งแรกที่ข้าอยากให้พวกเจ้าช่วยในฐานะพระสนม คือจัดเตรียมการแสดงไว้ในงานเลี้ยงเต้นรำ ตั้งแต่ขึ้นครองราชย์มาข้าก็ยกเลิกนางกำนัลแผนกการแสดงไปแล้วเพราะคิดว่าคงไม่ได้จัดงานอะไร ถ้ายังไงก็ฝากพวกเจ้าด้วยก็แล้วกัน จะใช้นางกำนัลด้วยหรือจะใช้อะไรบ้าง ก็ปรึกษาคุณฟิลิพป้าหรือคุณบลูเบลล่าได้ตามสะดวก ให้คราวนี้เป็นการฝึกซ้อมสนามเล็ก เพราะอีกไม่นานในงานประชุมทวีปก็คงต้องเตรียมอะไรกันอีกมากมาย ขอแสดงความยินดีกับพวกเจ้าทั้งสามอีกครั้ง”
นั่นคือสิ่งแรกที่องค์ราชันรับสั่งกับพระสนมทั้งสามหลังสิ้นสุดพิธีแต่งตั้ง ช่างสมกับเป็นพระเจ้าแดริสอย่างที่ไม่ต้องให้ใครกล่าวอะไรออกมา ทั้งๆ ที่เป็นการแต่งตั้งพระสนมใหม่ แต่ก็ไม่มีการนัดแนะใครคนใดเป็นพิเศษในเรื่องการเข้าเฝ้าเลยสักคน มิหนำซ้ำเป็นพระสนมยังไม่ทันถึงชั่วโมง องค์ราชาก็มอบหมายภารกิจที่เป็นงานของบ้านเมืองให้ทั้งสามในทันที
“เล่มนี้ก็น่าจะใช้ได้นะ”
“ไหนดูซิ”
เสียงพูดคุยกันแผ่วเบาของพระสนมทั้งสองดังขึ้นภายในหอตำราหลวง เพราะจานิสต้าเคยทำงานอยู่ที่นี่เมื่อตอนที่ยังเป็นนางในพิเศษ และจีโอเรียก็ถูกส่งมาทำงานที่นี่หลังจากเกิดเรื่องของโอลลีขึ้น ทำให้ทั้งสองเริ่มสนิทสนมกันมานับแต่นั้น
หลังจากเลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นพระสนมแล้ว อดีตนางในทั้งสามก็ไม่ต้องลงมาทำงานเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป บัดนี้พระสนมทั้งสองกำลังมาช่วยกันค้นหาตำราเกี่ยวกับศิลปะโบราณเพิ่มเติม เพื่อสร้างสรรค์งานแสดงในงานเลี้ยงเต้นรำให้ดีที่สุด
“โอ๊ะ เจ้านั่นมาทำอะไรที่นี่กันนะ”
จานิสต้ามองตามจีโอเรียไป ก่อนจะพบกับหนึ่งในทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ที่ยืนอยู่จุดคืนตำรา
“เจ้าต้องเรียกเขาว่าท่านคาอูลนะ เป็นพระสนมแล้วเจ้าต้องระวังคำพูดหน่อยสิ ฝ่าบาทได้ยินเข้าจะทรงกริ้วเอาได้นะ”
“เฮ้อ...ก็คนมันไม่ถูกชะตากันนี่นา ผู้ชายบ้าอะไรไม่รู้ เจ้ากี้เจ้าการปากก็เสียเป็นบ้า เจอกันทีไรเป็นต้องทะเลาะกับข้าทุกที แค่ได้ยินชื่อนั่นข้าก็หงุดหงิดแล้ว อย่าต้องให้เอ่ยเรียกกันเป็นชื่อเลยเถอะ”
“งั้นหรือ...ทำไมข้าไม่เห็นเป็นอย่างนั้นเลย สามปีมานี้ถึงจะไม่ได้พูดคุยอะไรมาก แต่ข้าว่าเขาเป็นคนดีเลยทีเดียวนะ รูปลักษณ์อัธยาศัยชาติกำเนิดก็ดี พวกนางกำนัลนิยมชมชอบท่านคาอูลไม่น้อยเชียว หากไม่นับฝ่าบาทแล้วข้าก็คิดว่าเขาเป็นชายหนุ่มที่สมบูรณ์พร้อมที่สุดคนหนึ่งเลยล่ะ”
“แต่ฝ่าบาทก็ดีกว่าเห็นๆ ใช่ไหมล่ะ”
“แน่นอนอยู่แล้ว” เอ่ยจบพระสนมทั้งสองก็พากันอมยิ้มขึ้นอย่างเข้าอกเข้าใจกัน
“ถึงข้าจะได้เป็นพระสนมเพราะทางบ้านก็เถอะ แต่ยังไงฝ่าบาทก็ไม่มีวี่แววว่าจะโปรดข้าขึ้นมาสักนิด อยู่อย่างนี้ไปก็คงไม่ได้เข้าเฝ้าอีกหรอก”
“อะไรๆ ก็ไม่แน่หรอก เจ้าเองก็อย่าเพิ่งท้อนะ”
“ข้าปลงแล้วล่ะ ที่จริงข้าสงสัยมากกว่าว่าเจ้าไม่เสียใจเหรอที่ได้เป็นแค่พระสนมไม่ได้เป็นราชินี เอาจริงๆ เลยนะ ข้าจะไม่แปลกใจหรือสงสัยเลยหากเจ้าจะได้เป็นราชินีขึ้นมา ฝ่าบาททรงโปรดเจ้าออกขนาดนั้นแค่นี้ยังไม่พออีกเหรอ ทำไมกันนะ ข้าไม่เห็นเข้าใจเลย”
จานิสต้านิ่งอึ้งไปเลยทีเดียว หากเป็นคนอื่นคงได้แต่พร่ำพูดถ้อยคำที่บอกว่านางนั้นช่างน่าอิจฉา แต่จีโอเรียไม่เคยทำแบบนั้น ไม่เคยเลยจริงๆ แม้ภายนอกจะดูเป็นคนแข็งกระด้าง พูดจาไม่ไพเราะนัก แต่จีโอเรียก็เป็นคนซื่อตรง ตลก และทำให้คนรอบตัวหัวเราะได้โดยที่ตัวนางเองไม่รู้ตัวอยู่เสมอ
“ฝ่าบาททรงคาดหวังกับราชินีไว้มาก ข้าคงไม่ดีพอที่จะเติมเต็มความหวังในพระทัยของฝ่าบาทได้ แต่ว่าขอเพียงได้อยู่เคียงข้างพระองค์ ต่อให้ไม่ใช่พระสนม หรือต้องไปเป็นนางกำนัล อะไรก็ได้ทั้งนั้น”
จีโอเรียยิ้มรับคำกล่าวของเพื่อน จากภาพลักษณ์แลดูน่าหมั่นไส้ที่ได้พบในตอนแรก มาจนถึงตอนนี้จีโอเรียเลิกสงสัยไปแล้วว่าเพราะเหตุใดฝ่าบาทถึงได้โปรดปรานจานิสต้าถึงเพียงนี้ นางเป็นคนน่ารัก อ่อนหวาน และปรารถนาดีต่อผู้อื่นอย่างจริงใจ
“อ้าว คาอูลนี่นา”
เสียงเรียกชื่อนั้นดังเอาการจนผู้คนที่มีอยู่น้อยนิดในหอตำราหลวงหันไปมองยังต้นเสียง แต่ก่อนใครจะได้เอ่ยอะไรออกมา พระสนมจีโอเรียผู้อยู่ในชุดกระโปรงยาวสีฟ้าสดใสก็รีบวิ่งไปยังจุดคืนตำราในทันที
“พี่เกวน์เดน พี่เกรนด้า มาได้ยังไงคะ” พี่ชายทั้งสองผายมือรับอ้อมกอดของน้องสาวแล้วลูบหัวอย่างดีอกดีใจเช่นกัน จนคาอูลซึ่งยังไม่ทันจะได้ทักทายทหารรุ่นพี่กลับนั้นกระแอมขึ้นเบาๆ
“ขออภัยที่ขัดจังหวะขอรับ แต่ตอนนี้ท่านหญิงจีโอเรียเป็นพระสนมของฝ่าบาท” สามพี่น้องที่กอดกันอยู่ชะงักไปเมื่อได้ฟังก่อนจะรีบดึงมือออกจากกันในทันที เมื่อเป็นหญิงสาวของกษัตริย์แล้วต่อให้เป็นพี่น้องแท้ๆ ก็ดูจะไม่เหมาะสมกับกิริยาเหล่านี้ในที่รโหฐานผู้คนพลุกพล่านไปมาเช่นนี้ หลังเอ่ยเตือนจบคาอูลก็ทำความเคารพนายทหารรุ่นพี่ขึ้นทันที
“ในตอนแรกพวกพี่สองคนลงเวลาลาราชการไว้เพื่อจะกลับมา... เอ่อ...อดีตงานแต่งงานของพวกเจ้านั่นแหละ”
เกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะ ราวกับอดีตเจ้าของงานทั้งสองเพิ่งนึกขึ้นมาได้ว่า หากทุกอย่างดำเนินไปตามปกติงานพิธีนั้นคงจะได้เกิดขึ้นในวันนี้สองวัน จีโอเรียได้เพียงส่ายหน้าถอนใจ ก่อนที่คาอูลจะเอ่ยขึ้น
“ขออภัยด้วยขอรับ ที่ทำให้พวกท่านต้องเสียเวลาเปล่า”
“ขอโทษอะไรกัน เราต่างหากที่ไม่รู้จะขอโทษเจ้ายังไงดี”
“พวกพี่จะอยู่นานมั้ยคะ” จีโอเรียไม่สนใจคาอูล แล้วถามพวกพี่ชายขึ้นต่อในทันที
“ตามกำหนดเวลาเดิมก็คงอยู่ที่นี่อีกสิบวันก่อนจะกลับไปชายแดนทางใต้ เมื่อครู่ข้าเพิ่งไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทมา ทรงมีพระเมตตาอนุญาตเจ้าเป็นพิเศษให้กลับบ้านได้ในช่วงเวลานั้น”
“จริงเหรอคะ” หญิงสาวตาโตลุกวาวแทบจะในทันที แต่ก่อนที่จะได้พยักหน้าตกลงรับคำอะไร เมื่อจีโอเรียหันไปมองจานิสต้าที่เพิ่งเดินตามมาจนถึง หญิงสาวกลับส่ายหน้าปฏิเสธออกมาแทน
“ไม่เป็นไรค่ะ ฝากความคิดถึงถึงท่านพ่อกับท่านแม่ด้วย แต่ข้าคงไม่กลับ พระสนมคนอื่นก็ไม่เคยได้กลับบ้าน ข้าจะทำตัวเป็นพิเศษคนเดียวได้ยังไง เป็นพระสนมแล้วข้าก็ต้องรักษากฎเกณฑ์ของตัวเองเช่นกัน”
แม้แต่จานิสต้าก็ยังอดทึ่งไม่ได้ที่ได้ยิน อย่างน้อยมันก็น่าทึ่งเพราะคนพูดนั้นคือจีโอเรีย จะว่าไปแล้วตั้งแต่เข้ามาอยู่ในนี้ จีโอเรียก็ไม่เคยทำตัวพิเศษกว่าใคร แม้จะสูงศักดิ์กว่าคนอื่นก็ตาม
“คฤหาสน์เฟรนด์สเกลก็อยู่ฝั่งตะวันออกของรั้ววังนี่เองไม่ใช่หรือ ข้าคิดว่าฝ่าบาทคงไม่เข้มงวดมากกับเรื่องนี้หรอกนะ นานทีปีหนอุตส่าห์ได้กลับมาอยู่พร้อมหน้า การแสดงของเจ้าในงานเลี้ยงเต้นรำก็สามารถฝึกซ้อมต่อที่บ้านได้ ข้าก็คิดว่าเจ้าควรไปนะ จีโอเรีย”
“เพราะยิ่งอยู่ใกล้ต่างหากล่ะ คนบ้านข้าถึงมาเยี่ยมข้าได้ตลอดเวลา ไม่เหมือนเจ้าหรือราญารีที่บ้านอยู่ไกลถึงขนาดนั้น ถ้าพวกเจ้าไม่เคยได้กลับ ข้าเองก็ไม่อยากออกไปไหนเหมือนกัน”
“ก็แล้วแต่เจ้าล่ะนะ”
จานิสต้ายิ้มละไมให้กับเพื่อนอย่างเข้าอกเข้าใจก่อนจะหันไปหาผู้มาใหม่ทั้งสอง หลังทำความเคารพและถูกจ้องมองตาค้าง หญิงสาวก็หันมาทักทายนายทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์
“หาอะไรอยู่หรือคะ ข้าเคยทำงานที่นี่อาจพอช่วยท่านได้”
“ไม่เป็นไรพ่ะย่ะค่ะ วันนี้เอามาคืนและคงไม่ได้มายืมอีกแล้ว” ตอบพระสนมคนโปรดของฝ่าบาทเสร็จสรรพ คาอูลก็หันไปยังท่านชายทั้งสองแห่งเฟรนด์สเกลอีกครั้ง
“ข้าต้องขอตัวไปทำงานต่อก่อน ขออภัยอีกครั้งในเรื่องวุ่นวายที่เกิดขึ้นนะขอรับ” พูดจบคาอูลก็ทำความเคารพทหารรุ่นพี่กับพระสนมทั้งสอง และปล่อยทุกคนไว้เบื้องหลังก่อนจะเดินออกจากหอตำราไป
เวลาเคลื่อนคล้อยเข้าสู่เที่ยงวัน พระสนมทั้งสองออกจากหอตำราหลวงที่อยู่ฝั่งตะวันตกเพื่อกลับที่พำนักในเขตตะวันออก เมื่อเดินผ่านอุทยานเขียวชอุ่มซึ่งทางเดินปูลาดด้วยหินขัดสีสันสวยงามนั่นเอง เสียงพูดคุยของคนกลุ่มหนึ่งก็ดึงความสนใจของสองสาวงามให้หันไปมอง
“จานิสต้า...เจ้าว่านางดูคุ้นๆ มั้ย คนที่กำลังยืนจดๆ อะไรอยู่นั่นน่ะ” ทั้งสองมองเห็นหญิงสาวที่อยู่ในชุดสีเทาเข้มคล้ายกับข้าหลวงจากด้านข้าง และเมื่อนางผู้นั้นขยับตัวไปมา ทั้งสองก็เริ่มได้เห็นใบหน้าอันสุดแสนเป็นเอกลักษณ์นั้นอย่างชัดเจน
“นั่นเด็กรับใช้ในครัวเมื่อเดือนก่อนนี่นา ข้าจำนางได้ หน้านางเป็นแผลซะขนาดนั้น” จีโอเรียเอ่ยขึ้นอย่างข้องใจ
“จริงด้วย...ถึงจะเห็นแค่ผ่านๆ ไม่กี่ครั้งแต่ข้าก็จำหน้าของนางได้ดีเหมือนกัน เห็นว่านางลาออกไปแล้ว เพราะกลัวมากตอนที่ไปเห็นโอลลีผูกคอตายไม่ใช่หรือ” แล้วจานิสต้าก็ย้ำความแน่ใจให้กับเพื่อนเช่นกัน
“แล้วทำไมนางมาอยู่ที่นี่ได้ มิหนำซ้ำ...เป็นข้าหลวง” เมื่อมองจากเครื่องแต่งกายแล้วก็ชวนให้ผู้พบเห็นคิดได้เช่นนั้น “เด็กรับใช้อยู่ดีๆ จะขึ้นไปเป็นข้าหลวงได้ยังไงกัน” อดีตคุณหนูเฟรนด์สเกลเอ่ยขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้จานิสต้าก็ไม่มีคำตอบอะไรกลับไป “อ๊ะ...หรือว่าจะเป็นนางนี่เอง คนที่เจ้านั่นเคยประชดใส่ข้าว่ามีเด็กรับใช้ในครัวที่ฉลาดกว่าข้าหมื่นเท่า หากนางไม่ฉลาด อยู่ๆ จะมีคนเห็นแววเอาไปเป็นข้าหลวงได้ยังไงจริงมั้ย ลองไปถามนางดูกันเถอะ”
“ดะเดี๋ยว จีโอ...” ไม่ทันจะได้เอ่ยชื่อจนจบ พระสนมเรือนผมสีทองก็ยับยั้งเพื่อนไม่ทันเสียแล้ว
จีโอเรียวิ่งออกไปด้านหน้าตรงเข้าไปหากลุ่มคนสามคนที่ดูเหมือนกำลังสลายกลุ่มแยกตัวกันพอดี หญิงสาวจำใบหน้าของชายสองคนที่กำลังเดินหันหลังกลับไปได้ พวกเขาเป็นหัวหน้าผู้ดูแลอุทยานซึ่งนางเคยได้พบบ้างในตอนที่ทำงานอยู่สวนดอกไม้เขตทิศใต้ จานิสต้าได้แต่เร่งจังหวะการเดินให้เร็วขึ้นตามมาห่างๆ กว่าจะเข้ามาสมทบกันเป็นกลุ่มสามสาวได้ อดีตเด็กรับใช้คนนั้นก็หันมาทำความเคารพจีโอเรียและกล่าวทักทายจนเสร็จแล้ว และหันมาทำความเคารพจานิสต้าด้วยอีกคน
“ขอแสดงความยินดีกับพระสนมทั้งสองด้วยนะเพคะ”
“ขอบใจ ว่าแต่เรื่องของเจ้าเถอะเด็กรับใช้ อยู่ๆ ทำไมเจ้าถึงมาเป็นข้าหลวงได้ล่ะ ได้ยินมาว่าเจ้าลาออกไปอยู่นอกวังแล้วนี่นา” จีโอเรียเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงราวกับเจอเรื่องตื่นเต้น
“บิดามารดาของหม่อมฉันเสียหมดแล้ว อยู่ข้างนอกคนเดียวตามลำพังด้วยสภาพแบบนี้ก็คงจะใช้ชีวิตลำบาก ท่านข้าหลวงใหญ่จึงเมตตาให้หม่อมฉันมาเป็นข้าหลวงฝึกหัดเพคะ”
“โอ้โห ข้าได้ยินมาว่าท่านข้าหลวงใหญ่บลูเบลล่านั่นดุจะตาย ไม่นึกว่าจะใจดีเมตตาเจ้าขนาดนี้นะ เจ้าโชคดีเหลือเกินเด็กรับใช้”
“นางไม่ใช่เด็กรับใช้แล้วนะจีโอเรีย อย่าเรียกนางแบบนั้นอีกเลย เจ้าชื่ออะไรนะ ตอนแนะนำเจ้าในโรงครัวข้าคงไม่ได้อยู่ด้วย เลยยังไม่รู้จักชื่อของเจ้าเลย”
“หม่อมฉันชื่อฟีออนเพคะ พระสนมจานิสต้า”
“ฟีออน...ที่หมายถึงชื่อของดอกหญ้านั่นน่ะเหรอ” จีโอเรียทำเสียงประหลาดใจไปเลยทีเดียว
“เพคะ ชื่อเดียวกับดอกหญ้าตามท้องไร่ทุ่งนาทั่วไป ถึงจะเป็นแบบนั้นแต่หม่อมฉันก็ชอบชื่อของหม่อมฉันนะเพคะ”
จานิสต้ายิ้มรับเล็กน้อยเมื่อมองเห็นสีหน้าภาคภูมิใจในชื่อของตัวเองเช่นนั้นของฟีออน ส่วนจีโอเรียนิ่งงันไปเลยทีเดียว
“บังเอิญจัง ชื่อของพวกเรามาจากดอกไม้เหมือนกันหมดเลย” จานิสต้าเอ่ยขึ้นต่อ
“ถึงจะเป็นดอกไม้เหมือนกัน แต่ก็คงไม่มีดอกไม้ดอกไหนเป็นเหมือนพระสนมทั้งสองอีกแล้วเพคะ บุปผาทองคำอันงดงามล้ำค่าที่สุด และดอกฟ้าอันเป็นตราสัญลักษณ์แห่ง...”
“ข้าอิจฉาชื่อเจ้า ชื่อของเจ้าคือชื่อที่ไพเราะและน่าอิจฉาที่สุดแล้วฟีออน เจ้าช่างโชคดีเหลือเกินที่ได้รับชื่อนี้มา”
จีโอเรียผู้แสนโผงผางเริงร่าเอ่ยสวนขึ้นด้วยความนิ่งสงบปนเศร้า จนอีกสองหญิงสาวรู้สึกถึงความผิดปกตินั้นได้ทันที โดยปกติแล้วใครต่อใครต่างหากที่ควรจะเป็นผู้เอ่ยถ้อยคำเหล่านั้นกับจีโอเรีย
“จีโอเรีย” จานิสต้ายกมือขึ้นแตะหัวไหล่เพื่อน ในบรรดาสามคนนั้นจีโอเรียสูงที่สุด รองลงมาคือจานิสต้ากับฟีออนที่แทบจะตัวเท่ากัน
“เจ้าเป็นอะไรรึเปล่า”
“เปล่าหรอก ก็...คือข้าชอบทุ่งดอกหญ้าน่ะ นอนลงไปก็นุ่มดี ใช่มั้ยฟีออน อ้อ... แล้วเจ้ากำลังมาทำอะไรที่นี่เหรอ” เมื่อเห็นสีหน้ากังวลของอีกสองคนแล้ว จีโอเรียก็ส่ายหน้าแย้มยิ้มขึ้นพร้อมกับน้ำเสียงสดใสเพื่อชวนพูดคุยต่อไป...
คณะเสด็จขององค์เหนือหัวที่ดำเนินผ่านมาชะงักอย่างกะทันหันเมื่อผู้นำขบวนนั้นหยุด ทั้งพระราชา ทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ทั้งสี่ นางกำนัลอีกสองคนต่างก็หันไปมองยังกลุ่มของหญิงสาวทั้งสาม ซึ่งเป็นที่มาของเสียงหัวเราะราวกับกำลังพูดคุยกันอยู่อย่างสนุกสนาน
แม้องค์แดริสจะแปลกพระทัยไม่น้อยที่อยู่ๆ ทั้งสามก็มาอยู่รวมกันเช่นนี้ แต่เมื่อได้ลองมองทั้งสามจากมุมมองแบบนี้แล้ว ก็ช่างชวนให้นึกถึงอะไรบางอย่างขึ้นมาเหลือเกิน
จะเป็นอย่างไรกันนะ หากท่านหญิงผู้สูงศักดิ์อย่างจีโอเรียนั้นจะเกิดมามีรูปกายภายนอกดั่งจานิสต้า มีภายในทั้งไหวพริบปัญญาและจิตใจแกร่งกล้าดังเช่นฟีออน สามคนสามแบบต่างมีดีกันคนละด้าน หากนำมารวมเป็นหนึ่งเดียวกันได้ จีโอเนสคงมีราชินีที่สมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่ในประวัติศาสตร์เคยมีเลยทีเดียว
แต่คิดไปอย่างไรก็คงเป็นไปไม่ได้ สตรีสมบูรณ์พร้อมเช่นนั้นคงไม่มีอยู่ในโลก เช่นเดียวกับตัวเขาเองที่ใครต่อใครต่างชื่นชมว่าช่างสมบูรณ์พร้อม แต่ใครไหนเลยจะรู้จักเขาเท่ากับตัวเอง และรู้ดีว่าเขาไม่ได้ดีพร้อมถึงเพียงนั้นดั่งที่ใครสรรเสริญยกยอ
“คุณหนูเฟรนด์สเกลไม่ได้กลับบ้านหรือ เมื่อเช้าข้าพบพวกพี่ชายของนางที่กลับมาจากหัวเมืองทางใต้ เลยอนุญาตให้กลับไปได้เป็นพิเศษ หรือกลับไปแล้วนางถูกท่านแม่ทัพหลวงไล่กลับมารึเปล่า”
“ทูลฝ่าบาท พระสนมจีโอเรียแสดงความประสงค์ที่จะไม่กลับเองพ่ะย่ะค่ะ”
คาอูลผู้อยู่ในเหตุการณ์ที่หอตำราได้เล่าเรื่องราวถวายต่อองค์ราชา เมื่อรับฟังถ้อยความนั้นจนจบ องค์แดริสก็ทรงหันไปมองหญิงสาวเรือนผมสีดำสลวยตามแบบฉบับของชาวจีโอเนสอย่างครุ่นคิดทีเดียว
“หืม... เริ่มจะคิดแบบเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาได้บ้างแล้วหรือ”
คาอูลเกือบจะหลุดหัวเราะ แต่ก็ยั้งปากไว้ได้ทันเพื่อไม่ให้ตัวเองทำตัวเสียมารยาท
คณะเสด็จเริ่มขยับเคลื่อนที่อีกครั้งเมื่อองค์เหนือหัวทรงเริ่มเสด็จไปต่อ แต่เป้าหมายทิศทางนั้นแปรเปลี่ยนจากพระราชวังเขตตะวันตกเป็นกลุ่มของหญิงสาวทั้งสาม ซึ่งดูเหมือนจะหันมาเห็นคณะเสด็จแล้วรีบสะกิดกันให้ถวายพระพรทำความเคารพ
“ฟีออน”
แต่แล้วชื่อแรกที่รับสั่งออกมากลับสร้างความประหลาดใจให้กับผู้ฟังทั้งหลายอย่างยิ่ง จากอดีตเด็กรับใช้ในครัว...ที่แม้จะกลายเป็นข้าหลวงฝึกหัดแล้ว แต่อย่างไรก็ยังดูห่างไกลเกินกว่าที่จะทำให้องค์ราชารู้จักชื่อของนาง และเอ่ยทักออกมาเป็นคนแรก ทั้งๆ ที่มีพระสนมคนโปรดที่สุดยืนอยู่ในกลุ่มด้วย...