ตอนบ้านหมอเสน่ห์
พระจันทร์สีแดงลอยเด่นอยู่บนท้องนภาตัดกับสีดำของก้อนเมฆเวลานี้ดึกสงัดผู้คนส่วนใหญ่ล้วนกำลังนอนหลับพักผ่อน บนท้องถนนซึ่งห่างไกลจากเมืองกรุงฯออกมาหลายร้อยกิโลเมตรยังมีรถเมอเซเดสเบนซ์สีขาวคันหนึ่งแล่นมาจอดยังปากทางเข้าเทือกสวนอันร่มรื่นแน่นขนัดไปด้วยต้นไม้ใหญ่น้อยหากเป็่เวลากลางวันมองเข้าไปอาจให้ความรู้สึกร่มรื่นเย็นสบาย
ทว่าในเวลากลางคืนเช่นนี้มันช่างชวนให้จินตนาการไปถึงเื่ลี้ลับแล้วทำขนลุกซู่ขึ้นมาได้ง่ายๆเนื่องด้วยบรรยากาศที่ไม่ต่างจากฉากน่ากลัวในหนังสยองขวัญ
“แน่ใจแล้วเหรอครับคุณน้ำหวานว่าอยู่ในสวนนี้มันน่ากลัวยังไงพิกลนะครับ”
ลุงสันต์คนขับรถในวัยย่างเข้าห้าสิบปีเศษหันมาสอบถามกับนายหญิงซึ่งนั่งอยู่ด้านหลัง
“ฉันว่าเราน่าจะมาถูกทางแล้วนะลุงสันต์แผนที่ในGPSมันก็บอกว่าอีกไม่กี่ร้อยเมตรก็ถึงแล้วลองขับเข้าไปเถอะ”
เ้านายสาววัยสามสิบกะรัตสั่งการด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่นักเธอได้รับคำแนะนำจากเพื่อนสนิทคนหนึ่งว่ามีสำนักหมอเสน่ห์แห่งหนึ่งซ่อนตัวอยู่ชานเมืองสำนักแห่งนี้มีชื่อเสียงเก่งกาจในเื่การทำเสน่ห์ยาแฝด ผูกหุ่น เรียกคนรักให้กลับมาตายรังด้วยความที่ว่าเธอกำลังเผชิญปัญหาแก้ไม่ตกเกี่ยวกับเื่นี้อยู่ หญิงสาวจึงตัดสินใจที่จะมาลองทำในสิ่งที่เธอเองก็ไม่คาดคิดมาก่อนว่าชีวิตนี้จะต้องหันหน้ามาพึ่งเื่ลี้ลับเช่นนี้
“ครับคุณน้ำหวาน”
ลุงสันต์คนขับรถควบคุมพวงมาลัยบังคับรถหรูให้ค่อยๆแล่นเข้าไปในสวนอันมืดมิดช้าๆ ถนนหนทางที่รถยนต์กำลังเข้าไปเป็ถนนแคบๆ ไม่มีไฟส่องสว่างสองข้างทางมีแต่ต้นไม้ ยามลมพัดโชยปะทะมากระทบกิ่งก้านใบก็ไหวโยนเสียงดังชวนขนลุก
ผ่านไปไม่ถึงสิบนาทีรถยนต์ก็แล่นผ่านรั้วไม้เข้ามายังลานบ้านครึ่งไม้ครึ่งปูนหลังใหญ่ซึ่งปลูกสร้างเด่นตระหง่านอยู่กลางสวน
“ฉันว่าบ้านหลังนี้แหละ”
“ดูเงียบวังเวงจังเลยนะครับ”
“ก็มันดึกแล้วนี่ลุงสันต์”
น้ำหวานก้าวลงจากรถมองขึ้นไปยังชั้นสองของบ้าน้าของบ้านที่เป็ไม้เป็บ้านทรงไทยที่ให้ความรู้สึกสวยงามและน่าเกรงขามในเวลาเดียวกันกลิ่นธูปควันเทียนจางๆ ล่องลอยตามลมออกมาปะทะจมูกทำให้หญิงสาวขนลุกซู่
“เอาไงต่อครับคุณน้ำหวาน”
ชายสูงวัยถามความเห็นจากเ้านายสาวมองดูนาฬิกาบนข้อมือบอกเวลาเกือบห้าทุ่ม
“มาถึงที่แล้วก็ต้องลองขึ้นไปดูไปกันเถอะ”
หญิงสาวรวบรวมความกล้าเดินนำคนขับรถของเธอตรงไปยังประตูบ้าน