“ข้านี่นะ!”มืออวบขาวที่กำกระดาษจนตึงสองข้างสั่นระริกสายตาเขามองดูดาวสีแดงบนมุมขวาด้วยความผิดหวัง
“ข้าได้เป็นักสืบดาวขาวเย้ๆๆ” เสียงร้องด้วยความยินดีทำให้เด็กชายทั้งสองหันไปถลึงตาใส่ซิวลู่ถิงพร้อมกัน“เว่ยเว่ย! ไหนของเ้า?ข้าขอดูหน่อย”
“อ่ะ....”ชิงเว่ยเว่ยยื่นให้อย่างเสียมิได้
“โอ้โห!เ้าได้เป็นักสืบดาวดำเชียวหรือ?” ซิวลู่ถิงทำตาโตหันไปมอง ชิงเว่ยเว่ยด้วยความอัศจรรย์ใจ“แต่จะว่าไปก็สมควรแล้วนะ เพราะเ้าสุขุมและรอบคอบมากที่สุดในหมู่พวกเรา”
ชิงเว่ยเว่ยได้แต่ทำปากขมุบขมิบนางอยากจะสารภาพความจริงว่านางช่วยพี่รองกับหัวหน้าจินสืบข่าวมานานแล้วเพียงแต่ไม่ได้เข้าสังกัดอย่างเป็ทางการเสียที กระทั่งครั้งนี้จึงได้รู้ว่าที่ผ่านมานางถูกหัวหน้าจินหลอกมาโดยตลอดว่านางได้เป็สายลับแล้ว
จินวั่งซูยิ้มน้อยๆเมื่อพระชายาชิงหลานเปิดกลไกที่ตู้หนังสือด้านหลังเอาสมุดเล่มใหญ่ออกมาบันทึกรายชื่อสายลับของสำนักข่าวนกกระจิบทั้งสี่
“อันที่จริงฉีเหยียนเกือบสอบตกแล้ว หากทำคะแนนได้น้อยกว่านี้เพียงคะแนนเดียวเขาก็จะไม่ได้เป็สายลับของสำนักข่าวเรา”
“เอ๋?มีสอบตกด้วยหรือเ้าคะ”
“ถูกต้อง! ดีที่พวกเ้าสอบผ่านข้ายินดีด้วย”
“รองหัวหน้าชิงท่านให้พวกเขาลงลายมือชื่อได้เลย”
คนทั้งสี่จึงเข้าแถวเพื่อรอลงนามในสมุดเล่มใหญ่ซิวอี้เซิงที่หน้าบึ้งใน ทีแรกครั้นได้ยินว่าตนเองมิใช่ที่โหล่ก็ค่อยยิ้มออกอีกทั้งจินวั่งซูยังยืนยันว่ามีคนมากมายที่มาทดสอบแล้วไม่ผ่านดังนั้นพวกเขาทั้งสี่จึงถือว่าเป็กลุ่มนักสืบที่อายุน้อยที่สุดในสำนักแห่งนี้ จินวั่งซูให้ทุกคนเรียกเขาในนามลับว่า‘หัวหน้าจิน’ “พวกเ้ามีชื่อกลุ่มอยู่แล้วว่าฉีหลินต่อไปข้าจะเรียกพวกเ้าว่า หน่วยฉีหลินก็แล้วกัน”
“แต่พวกเรามีกันห้าคนนะเ้าคะ?”
“เอ๋?ไหนเ้าว่ามีเพื่อนอยู่สามคน?”
“เราเพิ่งรับสมาชิกใหม่เมื่อวานขอรับ”
จินวั่งซูทำหน้าเหรอหรา“อ้าว!เ้าไปเรียกเขาเข้ามาสิ!พวกเ้าอยู่หน่วยเดียวกันจะไม่ให้เขาทดสอบระดับหน่อยหรือ?”
ซิวอี้เซิงหน้าบานด้วยความดีใจ“หัวหน้าจิน อนุญาตแล้วนะขอรับ”
“อืม...ใช่!”
เด็กชายตัวท้วมจึงออกไปดึงข้อมือไห่ฮ่าวเข้ามา“นี่ขอรับ! สมาชิกคนที่ห้าของพวกเราเพิ่งรับเข้าหน่วยเมื่อคืนวานนี้เอง”
“ไอหยา!” จินวั่งซูใเขารู้ว่าไห่ฮ่าวคือผู้ติดตามฝีมือดีของใต้เท้าชิงที่ได้มาเมื่อไม่กี่ปีก่อน แม้ยังประเมินวรยุทธ์คนผู้นี้ยังมิได้แต่ฟังจากฝีเท้าแล้วเบาจนน่าประหลาดใจ
“คารวะพระชายาคารวะคุณชายจิน”
“เอาเถอะๆในเมื่อข้ารับปากไปแล้ว เ้าเองก็อยู่หน่วยฉีหลินเช่นนั้นก็ทดสอบสักหน่อยก็แล้วกัน”
พระชายาชิงหลานพาเด็กทั้งสี่ออกไปนั่งกินซาลาเปาอร่อยอยู่โรงน้ำชาเพื่อให้ไห่ฮ่าวได้ทำแบบทดสอบด้วยความเงียบสงบเมื่อเดินกลับมาอีกครั้งก็พบว่าโต๊ะที่วางไว้ให้เด็กๆ ทดสอบความรู้พังไปสองตัวและกระดาษทดสอบปลิวว่อนชายทั้งสองคนยืนอยู่คนละมุมห้อง ไรผมมีเหงื่อซึมออกพอสมควร
“สรุปว่าอย่างไรหัวหน้าจิน?”
จินวั่งซูมองความเละเทะของห้องแล้วยิ้มน้อยๆ“ไห่ฮ่าวมีความเหมาะสมอย่างยิ่ง ข้าให้เขาเป็นักสืบดาวดำ”
พระชายาชิงหลานเรียกให้เสี่ยวเอ้อมาเก็บกวาดห้องจนเรียบร้อยจากนั้นก็เอาโต๊ะมาต่อกันเพื่อเริ่มประชุม
“เว่ยเว่ยเ้าบอกว่ามีเื่อยากปรึกษาพวกเรา”
“เ้าค่ะหน่วยฉีหลินมีคดีที่น่าสนใจอยากให้พวกท่านช่วยวิเคราะห์”
ชิงเว่ยเว่ยเล่าถึงเงื่อนงำการตายของใต้เท้าไต้บิดาของอาจารย์ในสำนักเค่อเฉิงและการลอบติดตามอาจารย์หนุ่มทั้งสองไปเปิดสุสานแล้วพบว่ากระดูกที่ฝังอยู่ในนั้นมิใช่ศพของไต้จี้หลิงอย่างที่มีรายงานเข้ามาเมืองหลวง
“คดีนี้เหมือนจะมีผู้ติดใจในการตายของใต้เท้าไต้อยู่สองสามคนทว่าเื่พวกนี้ถูกปัดตกไปเพราะมีการพิสูจน์จากข้าวของเครื่องใช้ทั้งหมดแล้วว่าล้วนเป็ของส่วนตัวของไต้จี้หลิงที่ยากจะมอบให้ผู้อื่น”จินวั่งซูจำได้ว่าการตายของขุนนางขั้นสี่แห่งกรมกลาโหมผู้นี้น่าสงสารยิ่งนัก
“หัวหน้าจินท่านได้อ่านผลชันสูตรศพหรือไม่เ้าคะ?”
“ข้าทั้งไปดูศพและอ่านผลชันสูตรด้วย เนื้อตัวของเขาไหม้เกรียม ใบหน้าถูกทำลายก่อนการเผาขาหักสองข้าง ศีรษะยุบไปส่วนหนึ่ง ดูเหมือนจะมีการฆ่าก่อนนำไปเผา”
ชิงเว่ยเว่ยพยักหน้า“กระดูกที่อยู่ในสุสานมีร่องรอยอย่างที่ท่านว่าจริงๆ เ้าค่ะกะโหลกยุบและขาหักสองข้าง”
“จุ๊ๆเ้านี่มันใจกล้าสมแล้วที่เป็นักสืบดาวดำ”จินวั่งซูเอ่ยปากด้วยความทึ่งที่เด็กหญิงกล้าเข้าไปดูศพในสุสาน“เ้าไม่กลัวที่แคบแล้วหรือ?”
ชิงเว่ยเว่ยหน้าตึงขึ้นมาทันทีเมื่อนึกถึงห้องเก็บศพใต้สุสาน“เคราะห์ดีที่ไห่ฮ่าวไปเป็เพื่อนข้า สุสานของไต้จี้หลิงเองก็กว้างมาก ข้าจึงไม่ค่อยกลัว”
“อืม...นับว่าเ้ามีความก้าวหน้า”
สหายทั้งสามหันไปมองชิงเว่ยเว่ยพร้อมกันพวกเขาไม่เคยรู้มาก่อนว่านางกลัวที่แคบ ชิงเว่ยเว่ยจึงหันไปบอกทุกคน“หากว่าข้ามีเพื่อน ข้าก็จะไม่กลัว”
นางคิดว่าเคราะห์ดีที่นางมิได้กลัวรถม้าอย่างเช่นพี่รองในอดีตรถม้ามีประตูและหน้าต่างนางหากต้องเดินทางนางต้องเปิดหน้าต่างให้กว้างเอาไว้หรือเปิดม่านประตูได้ก็ยิ่งดีที่สำคัญนางจะไม่ขึ้นรถม้าคนเดียวหากไม่จำเป็
“เอาล่ะ!ตอนนี้ไต้เส้าจวินก็ยืนยันแล้วว่าศพในสุสานนั่นไม่ใช่บิดาของเขาและยังมีจดหมายที่พวกเ้าว่าเป็ของพี่ชายจงกว้านซีพูดเื่การตายที่ผิดปกติของใต้จี้หลิงอีกเื่นี้....ชักน่าสนใจเสียแล้วสิ!”
ในเมื่อจินวั่งซูยืนยันว่าเขาได้อ่านผลชันสูตรด้วยตนเองชิงเว่ยเว่ยก็วางใจได้ว่าหัวหน้าจินย่อมจดจำทุกอย่างได้แม่นยำ
“หัวหน้าจินท่านพอจะรู้เื่ก่อนการตายของใต้เท้าไต้หรือไม่?”
“อ้อ!ั้แ่ข้าได้ข่าวว่าเขาตายเพราะถูกโจรป่าทำทารุณ ข้าก็เริ่มสืบเสาะทันทีครั้งนั้นเป็เพราะราษฏรร้องเรียนว่าเ้าเมืองชิงหลิงปราบปรามโจรป่าที่อาละวาดไม่ได้เสียทีจึง้าให้ฮ่องเต้ทรงส่งคนฝีมือดีไปจัดการใต้เท้าชิง บิดาของเ้าได้ปรึกษาหารือกับผู้ใหญ่ในกรมแล้วเห็นควรให้ส่งไต้จี้หลิงซึ่งเก่งทั้งบุ๋นและบู๊ออกไปประสานงานกับเ้าเมืองชิงหลิงครั้งนั้นมีทหารส่วนหนึ่งถูกส่งมาจากเมืองฉู่จิ้งเพื่อให้การช่วยเหลือในการปราบโจรป่าใต้เท้าไต้กับคนสนิทร่วมกับกองทหารหลายร้อยนายบุกขึ้นไปทลายชุมโจรที่หมู่บ้านบนหุบเขาชู่ชี ได้ยินว่าพวกเขาจับกุมโจรป่าได้สำเร็จแต่ไต้จี้หลิงกับคนสนิทกลับเสียชีวิต”
************************
