ที่เรือนตะวันออกของจวนจวิ้นอ๋อง มีกลิ่นยาโชยกรุ่นทั่วห้องเป็นวันที่สามแล้ว
ไห่เถิงควบคุมการทำกระสายยาด้วยตนเองทุกขั้นตอน เพราะนางมีผิวพรรณที่ดีมาก ไห่เถิงถึงสนใจและมีความใส่ใจจางหลินถงเป็นพิเศษ เขาใช้ช้อนคนหม้อเคี่ยวกระสายยา ดวงตาก็มองไปที่เตียงนอน เห็นจางหลินถงยังคงนอนนิ่งเป็นผักอยู่บนนั้น เขาไม่รู้ว่านางมาจากไหน เขารู้แต่เพียงว่าความสัมพันธ์ของนางและอู๋ฮวนไม่ธรรมดา ไห่เถิงมีประสาทสัมผัสฉับไวมาก โดยเฉพาะการสอดรู้เรื่องลับๆของผู้คน เขาเก่งกาจมาก
เนื่องจากอู๋ฮวนไม่ไว้ใจไห่เถิง จึงไม่ยอมปล่อยให้ไห่เถิงอยู่กับจางหลินถงเพียงลำพัง จึงส่งลี่เฉิงมาคอยคุ้มกัน นอกจากนั้นข้างกายจางหลินถงยังมีชูหลิงนั่งอยู่ด้วยอีกคน ไห่เถิงชมชอบบุรุษไม่นิยมสตรี ดังนั้นไห่เถิงอยากรู้อะไรจึงถามเอาจากลี่เฉิงเป็นส่วนใหญ่
“พวกเจ้าว่าแม่นางอาหลินเคยมีร่างกายที่ย่ำแย่มาก ข้าอยากรู้ว่าแม่นางอาหลินเคยมีสภาพย่ำแย่ถึงขั้นไหนกัน หากไม่ใช่เพราะรู้ว่านางดื่มยาบำรุง ข้ายังไม่เชื่อเลยว่านางป่วยมาก่อน”
ไห่เถิงเกริ่นขึ้น หลังเห็นยาบำรุงที่อู๋ฮวนเสาะหามาให้นาง ไหนจะอาหารที่มีประโยชน์ นางจึงมีสุขภาพดีขึ้นมาก และมีผิวพรรณที่เปล่งปลั่งไม่คล้ายคนเคยป่วยเลยสักนิด
ในขณะที่ลี่เฉิงผู้นั้นเหมือนกับอัดอั้นตันใจมานานกล่าวขึ้นว่า“เจ้าลองนึกสภาพของคนที่เหลือเพียงหนังหุ้มกระดูกดูเถิด แม่นางอาหลินย่ำแย่ถึงขั้นนั้น”
“หนังหุ้มกระดูก!”ไห่เถิงทวนคำพลางหันไปมองคนที่นอนหลับสนิทบนเตียง พินิจอย่างละเอียด เวลานี้นางไม่เหมือนคนหนังหุ้มกระดูกเสียหน่อย
“จวิ้นอ๋องไปพบนางในป่า นางหลบซ่อนจากโลกภายนอก เจ้าลองคิดดูว่าสตรีนางหนึ่งต้องอยู่ลำพังไร้ที่พัก ไร้อาหารนั้นเป็นอย่างไร”
“แล้วครอบครัวของนางเล่า”
“นางบอกว่าครอบครัวของนางถูกฆ่าตายหมดแล้ว มีเพียงนางที่รอดชีวิต”
พอได้ฟังเรื่องราวจากปากลี่เฉิง จู่ๆจมูกไห่เถิงก็แดง ก่อนที่คนผู้นั้นจะปล่อยโฮออกมาในที่สุด ลี่เฉิงกับชูหลิงหันไปมองไห่เถิงด้วยความตกใจ
“เจ้า เจ้าร้องไห้ทำไมกัน”ลี่เฉิงทำหน้าสยองเพราะไม่เคยเห็นบุรุษคนใดที่ร้องไห้ได้น่าเกลียดเท่าไห่เถิงมาก่อน
“ข้าสงสารแม่นางอาหลิน ชีวิตนางลำบากเสียยิ่งกว่าข้า สวรรค์ช่างกลั่นแกล้ง ต่อไปนี้ข้าจะดูแลนางให้ดี ให้สมกับที่จวิ้นอ๋องเมตตานาง”ไห่เถิงกล่าวพลางล้วงหยิบผ้าเช็ดหน้าในอกเสื้อ ออกมาซับน้ำตาด้วยท่วงท่านุ่มนวล
“อ๋า...”ลี่เฉิงถูกท่าทีของไห่เถิงทำให้งุนงง ในขณะที่ชูหลิงกลั้นหัวเราะไม่อยู่
“เจ้าหัวเราะอะไร”ไห่เถิงหยุดร้องแล้วหันไปถลึงตาถามชูหลิง
“ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ”ชูหลิงไม่มีทางพูดความจริงว่า ที่นางหัวเราะเป็นเพราะนางรู้ทันความคิดขี้ประจบประแจงของไห่เถิง
เวลานี้คนในจวนจวิ้นอ๋องมีใครบ้างที่จะไม่ดีต่อคุณหนูของนาง หลังจากจวิ้นอ๋องย้ายนางมาที่นี่ ทำให้ฐานะของจางหลินถงจากเดิมเป็นเพียงน้องสาวของต้าเจิงที่ป่วยหนัก กลายเป็นน้องสาวของต้าเจิงผู้มีความสำคัญต่อจวิ้นอ๋อง
แม้อู๋ฮวนจะไม่ได้พูดออกมา แต่ทุกคนรับรู้ว่าใครคือผู้ที่จะมาอยู่ในตำแหน่งพระชายาจวิ้นอ๋อง ทว่ารักใคร่ชอบพอนั้นเป็นเรื่องหนึ่ง ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่น่าวิตกกว่า เพราะด้วยฐานะของจางหลินถงในเวลานี้ นางไม่เหมาะที่จะมายืนข้างกายอู๋ฮวนด้วยซ้ำ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเข้ามาอยู่ในเรือนหลังของจวนจวิ้นอ๋อง
หากพูดถึงว่าที่พระชายาที่เหมาะสม ทั่วเมืองอู่โจวยกให้กับคุณหนูเหอชุนผิง บุตรสาวท่านเจ้าเมืองผู้มีความดีความชอบร่วมต่อสู้ปกป้องเมืองอู่โจวร่วมกับอู๋ฮวน ก่อนหน้านั้นอู่โจวถูกรุกรานจากชนเผ่าน้อย และชนเผ่าเร่ร่อน ในขณะที่ผู้คนหวาดกลัวพาครอบครัวอพยพหนีออกจากเมืองอู่โจว
เหอปิงเหลียน เจ้าเมืองคนปัจจุบันของอู่โจวได้ให้คำสัตย์สาบานร่วมต่อสู้เคียงข้างอู๋อ๋องและจวิ้นอ๋อง ทำให้อู๋โจวรอดพ้นจากการรุกรานมาได้ นับจากนั้นเขาก็มีความดีความชอบอย่างใหญ่หลวง กระทั่งเกิดเสียงร่ำลือกันมาว่า ฮ่องเต้จะพระราชทานสมรสให้กับจวิ้นอ๋อง และคุณหนูเหอชุนผิงเพื่อตอบแทนความดีความชอบ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่เห็นว่าจะมีงานมงคลนี้เกิดขึ้นเสียที
ขณะนั้นรถม้าจากจวนเจ้าเมืองก็จอดเทียบหน้าประตูจวนจวิ้นอ๋อง สตรีวัยสิบเจ็ดปีนางหนึ่งก้าวลงมาจากรถม้า ท่วงท่าสง่างาม ทำให้บรรดาผู้คุ้มกันที่ยืนคุ้มกันหน้าประตูถึงกับตะลึงจนตาค้าง คุณหนูแห่งจวนเจ้าเมืองถือได้ว่าเป็นโฉมสะคราญแห่งเมืองอู่โจว มองอย่างไรก็เหมาะสมกับจวิ้นอ๋องมากกว่าน้องสาวต้าเจิงผู้นั้นมากนัก
“คุณหนูระวังเจ้าค่ะ”สาวใช้ของนางประคับประคองอย่างระมัดระวัง
แม้แต่พ่อบ้านของจวนจวิ้นอ๋อง ก็ยังต้องให้เกียรติด้วยการก้าวออกมาต้อนรับด้วยตนเอง“คารวะคุณหนูเหอชุนผิง จวิ้นอ๋องสั่งไว้ว่า เมื่อคุณหนูมาถึงแล้วให้เชิญเข้าด้านในได้เลยขอรับ”
“อืม”
“เชิญทางนี้ขอรับ”พ่อบ้านนำทางคุณหนูใหญ่แห่งจวนเจ้าเมืองเข้าไปด้านใน
บรรดาผู้คุ้มกันและบ่าวรับใช้ทั้งชายหญิงจึงให้ความสนใจเป็นพิเศษ ห่างออกไปไม่มากถึงกับตั้งโต๊ะพนันกันแล้วว่าใครจะเป็นว่าที่พระชายาจวิ้นอ๋อง ในขณะที่มีคนส่วนมากแทงข้างคุณหนูเหอชุนผิง และมีคนจำนวนน้อยเท่าหยิบมือที่เลือกแทงข้างจางหลินถง
ข่าวที่ว่าคุณหนูเหอชุนผิงมาพบจวิ้นอ๋องถึงจวน แพร่กระจายออกไปในเวลาอันรวดเร็ว ไม่นานนักข่าวก็มาถึงเรือนตะวันออก ชูหลิงเบ้ปากขณะยื่นมือซับเหงื่อที่ผุดขึ้นมาจากหน้าผากจางหลินถง เพราะกระสายยาทำให้มีเหงื่อออกมากเป็นพิเศษ ชูหลิงจึงต้องอยู่ข้างกายคอยซับเหงื่อให้ ในขณะที่หูของนางก็ฟังการสนทนาระหว่างไห่เถิงและลี่เฉิงไปด้วย
ชูหลิงคิดว่าคุณหนูคนใดก็มิอาจเทียบคุณหนูของนางได้ นางเดินทางรอนแรมมาจากเมืองหลวง ให้การปรนนิบัติทั้งอู๋ฮวนและจางหลินถง ย่อมรู้เห็นว่าคนทั้งคู่รักใคร่กลมเกลียวเพียงใด อีกอย่างหากไม่มีจางหลินถง เกรงว่าชีวิตจวิ้นอ๋องอาจจะหาไม่แล้ว ดังนั้นไม่ต้องคิดให้วุ่นวาย นางเลือกแทงข้างจางหลินถงอยู่แล้ว
“เป็นความจริงหรือ”ไห่เถิงผู้ชอบสอดรู้สอดเห็นมีสีหน้าตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง ราวกับนั่งดูละครเร่รักๆใคร่ๆที่แสดงบนเวทีเสียอีก
“เป็นความจริงแท้แน่นอน ข้าติดตามจวิ้นอ๋องมาหลายปี ทั้งยังเคยร่วมออกต้านชนเผ่าน้อยด้วยกัน คุณหนูเหอชุนผิงเป็นบุตรสาวใต้เท้าเหอปิงเหลียน มีความรู้ความสามารถเป็นอย่างยิ่ง เคยช่วยจวิ้นอ๋องและใต้เท้าเหอวางแผนร่วมกันต้านชนเผ่าน้อยที่มารุกราน จนในที่สุดก็ได้รับชัยชนะ ดังนั้นเหมาะสมเป็นอย่างยิ่งที่ฮ่องเต้จะพระราชทานสมรสให้จวิ้นอ๋องกับคุณหนูเหอชุนผิง”
ฮ่องเต้จะพระราชทานสมรสให้จวิ้นอ๋องกับคุณหนูเหอชุนผิง บุตรสาวเจ้าเมืองอู่โจว! เป็นถ้อยคำที่จางหลินถงตื่นขึ้นมาได้ยินเข้าพอดี สติพร่าเลือนจึงกระจ่างใส นางพยายามจะลุกขึ้นแต่อาการปวดร้าวที่ไหล่ขวาตรึงนางไว้กับเตียงนอนจนไม่อาจขยับเขยื้อน จึงได้แต่ถอนหายใจและฟังการสนทนาอย่างสงบ
“คุณ...”ชูหลิงดีใจที่เห็นจางหลินถงฟื้นแล้ว
“ชู่ว์”จางหลินถงส่งสัญญาณให้ชูหลิงเงียบเพราะนางอยากฟังบทสนทนาพวกนั้นต่อ
ชูหลิงพยักหน้ารับ นางดีใจแทบตายที่ในที่สุดจางหลินถงก็ฟื้นขึ้นมาเสียที เพราะพิษจากแมงมุมสีน้ำเงิน จางหลินถงจึงนอนหลับราวกับคนตายไปนานถึงสามวัน หากไม่ติดว่าถูกห้ามเอาไว้นางคงร้องตะโกนออกไปแล้ว
“เช่นนั้นแม่นางอาหลินเล่าจะเป็นอย่างไร”หลังจากได้ยินจากปากลี่เฉิง ไห่เถิงถึงกับขมวดคิ้ว ภายในใจพลันร้องว่าแย่แล้ว เขาควรเข้าข้างฝ่ายไหนดีเล่า
ฝ่ายลี่เฉิงนั้นเมื่อได้พูดก็พูดไม่หยุด“เจ้าคิดดู แม่นางอาหลินไม่มีครอบครัว ไม่มีตระกูล ฐานะของนาง แม้จวิ้นอ๋องจะเมตตารักใคร่ชอบพอนางก็จริง แต่ด้วยฐานะต่ำต้อยเกินไป ได้เป็นอนุภรรยาก็ถือว่าเป็นเกียรติมากเกินพอแล้ว”
ชูหลิงได้ยินลี่เฉิงวิจารณ์อย่างเผ็ดร้อน อารมณ์โกรธพลันลุกโหมขึ้นมาทันที นางมองหน้าลี่เฉิงและจำขึ้นใจ ว่าลี่เฉิงคนนี้นางจะไม่มีสนใจเขาเด็ดขาด ด้วยความร้อนใจแทนจางหลินถง นางกำลังจะหันไปพูดแทนคุณหนูของนางสักคำสองคำ แต่จางหลินถงกลับพูดแทรกขึ้นมาว่า
“ขอน้ำ”
เสียงของจางหลินถงดังพอที่จะทำให้ไห่เถิงและลี่เฉิงได้ยิน สองคนนั้นหุบปากสนิทก่อนจะหันไปมองที่เตียง เห็นว่าจางหลินถงฟื้นแล้ว
“แม่นางอาหลิน”
“แม่นางอาหลินฟื้นแล้ว ข้าจะไปรายงานจวิ้นอ๋อง”ลี่เฉิงรีบออกหน้า หลังสำนึกได้ว่าตนได้พูดมากไปแล้ว ไม่รู้ว่าแม่นางอาหลินจะได้ยินเรื่องใดไปบ้าง หากนางโกรธจนพาลไปฟ้องจวิ้นอ๋องต้องเป็นเรื่องใหญ่แน่ เขาไม่อยากโดนถีบกระเด็ดเหมือนเซินสี่เสียด้วย
ไห่เถิงจึงลุกจากหน้าเตาต้มยาตรงดิ่งไปหาจางหลินถง และจะคว้าข้อมือนางมาตรวจชีพจร ในดวงตาของไห่เถิงเกิดความซับซ้อนกล่าวตามจริงผู้ถูกพิษแมงมุมสีน้ำเงินจะนอนหลับราวกับคนตายจนกว่าจะถอนพิษได้หมด
แต่เหตุใดแม่นางอาหลินจึงฟื้นขึ้นไวนัก จางหลินถงแปลกใจที่นางไม่ได้นอนอยู่ในเรือนเล็กแต่อยู่ในตำหนักใหญ่ นางจึงหันมองไปรอบๆห้อง ทันใดนั้นไห่เถิงก็เห็นบางสิ่งที่หลังใบหูของจางหลินถง มันยังมีรอยแดงเจือจาง แต่ชัดเจนมากพอที่จะทำให้ผู้มองรู้ว่ามันคล้ายกับอะไร
นางมีรอยสักอักษร ‘หู่’
************************************************