ออกจากโรงเตี๊ยมทั้งสี่ก็เร่งเดินทางแทบจะไม่พัก เพราะหากถึงหลินโจวเร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งปลอดภัยมากเท่านั้น
“ท่านอ๋องข้างหน้าอีกไม่ไกล จะเป็เส้นทางลัดเลาะไปตามหุบเขา เหมาะแก่การซุ่มโจมตีท่านอ๋องโปรดระวังให้มากพื้นที่แถวนี้เป็เขตของกลุ่มโจรูเาพะยะค่ะ” จ้าวไห่ตงรายงานหย่งซีเฉินขณะที่พักดื่มน้ำ
“ขอบใจท่านมากแม่ทัพจ้าว”
“เช่นนั้นเรารีบออกเดินทางกันเถอะจะได้พ้นหุบเขาก่อนมืด” ซ่งหลานบอก
ทั้งสี่ควบม้ามาถึงทางแยกก่อนเข้าหุบเขาแม่ทัพจ้าวไห่ตงอยู่ด้านหน้าก็ยกมือขึ้นเป็สัญญาณบอกให้ทุกคนหยุด
“มีอะไรหรือแม่ทัพจ้าว” ซ่งหลานถาม
แม่ทัพจ้าวไม่ได้ตอบ แต่กลับะโลงจากหลังม้า นอนคว่ำหน้าใช้มือสองข้างยันพื้นเอียงหูลงแนบดินเพียงครู่เดียวก็ดีดตัวลุกขึ้น แล้วตอบคำถามของซ่งหลาน
” ข้าว่ามีคนกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้หลายคน หรือไม่ก็เป็ขบวนอะไรสักอย่าง”
“ท่านแน่ใจหรือ” หย่งซีเฉินถาม
“แน่ใจพะยะคะ อีกอย่างเส้นทางนี้โจรชุกชุมและภายในรัศมีสิบลี้ก็ไม่มีหมู่บ้าน
กระหม่อมว่าไม่น่าจะเป็ชาวบ้าน ถ้าเป็ชาวบ้านจะใช้เส้นทางอ้อมูเาไปฝั่งโน้นซึ่งกินเวลาไปอีกหลายวันแต่ก็ปลอดภัยพะยะค่ะ” จ้าวไห่ตงตอบ
“พวกเราหาที่หลบก่อนดีไหมขอรับ หากเป็กลุ่มโจรเราค่อยจับส่งทางการ” เวินฉงหลินออกความเห็น
ทั้งหมดลัดเลาะไปตามแนวเขาขึ้นไปถึงลานกว้าง เมื่อนั่งอยู่บนหลังม้ามองลงมายังเส้นทางผ่านหุบเขา กลับมองเห็นอย่างชัดเจน อึดใจเดียวก็เห็นชายชุดดำกลุ่มหนึ่งคุ้มกันรถลากหลายคันผ่านมาซึ่งในรถลากแต่ละคัน มีลังไม้ขนาดใหญ่ดูจากคนคุ้มกันแล้ว ของที่อยู่ในลังไม้บนรถลากน่าจะมีมูลค่าไม่น้อย
“ท่านกุนซือท่านว่าอะไรอยู่ในลังไม้นั่น” เวินฉงหลินถาม
“อาจเป็ทองคำ” ซ่งหลานตอบทีเล่นทีจริง ฉงหลินหันขวับมามองหน้าซ่งหลานท่าทางเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง
“ถ้าเป็ททองคำดังที่ท่านว่าคงสร้างเมืองได้ทั้งเมือง” ฉงหลินพูด
“ถ้าพวกเ้าสงสัยเช่นนั้นเราลงไปดูกัน" หย่งซีเฉินพูด ทั้งสี่กำลังกระตุกบังเหียนแต่ช้ากว่าคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ซุ่มอยู่เชิงเขาพอขบวนขนของมาถึง พวกที่ซุ่มอยู่ก็วิ่งเข้าใส่แบบไม่ทันตั้งตัว
คนกลุ่มนั้นมีมากกว่าถึงสองเท่า ทั้งสี่นั่งอยู่หลังม้ามองดูคนสองกลุ่มฟาดฟันกันอย่างดุเดือด เพียงไม่นานกลุ่มชายชุดดำก็เสียท่า พวกที่รอดชีวิตก็ถูกจับมัดมือไขว้หลังคุกเข่าลงกับพี้น
“คนพวกนั้นเป็ใครกันแม่ทัพจ้าว” หย่งซีเฉินถาม
“กระหม่อมว่าการต่อสู้คล้ายกับคนในกองทัพพะยะค่ะ” จ้าวไห่ตงตอบ
“หรือจะเป็โจรปล้นโจรขอรับ"ฉงหลินออกความเห็น
“พวกเราเข้าไปดูใกล้ๆดีกว่าข้าก็อยากรู้ว่ามีอะไรในลังไม้นั่น”
ทั้งสี่จัดการผูกม้าแล้วซุ่มลงจากเขาบรรยากาศสลัวใกล้ค่ำ จึงง่ายต่อการพรางตัว
“เ้าทำงานให้ใคร” หัวหน้ากลุ่มถามชายชุดดำที่ถูกจับ
“จะฆ่าก็ฆ่าจะทำอะไรก็เชิญ แต่อย่าหวังว่าจะได้อะไรจากปากข้า” หนึ่งในชายชุดดำพูด
"เ้าไม่พูดตอนนี้ก็ไม่เป็ไรเมื่อไปถึงชิงโจว ข้ากลัวแต่เ้าจะรับการทรมานในคุกไม่ไหว ถึงตอนนั้นต่อให้เ้าร่ำรัองขอความตายเ้าก็ไม่มีทางสมหวัง”
“กลุ่มคนพวกนี้มาจากชิงโจวหรือ” ความเงียบทำให้คำพูดของเซียวซ่งหลานเป็เหตุให้กระต่ายตัวน้อยแตกตื่น
"นั้นใคร” พร้อมกับคำถามชายฉกรรจ์หลายคนก็บุกเข้าถึงตัวทั้งสี่ เวินฉงหลินชักกระบี่
“แก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าก่อนองค์รักษ์เวิน ตอนนี้เรายังไม่รู้สถานการณ์แน่ชัด”
ซ่งหลานบอก ฉงหลินก็ทำตามอย่างว่าง่าย ชายฉกรรจ์พาทั้งสี่ลงมาสมทบกับพวกที่อยู่ข้างล่าง แต่พอหัวหน้ากลุ่มเห็นหน้าหย่งซีเฉินชัดเจน กลับรีบคุกเข่าลงทำความเคารพ
“ท่านอ๋องโปรดอภัยที่ข้าน้อยล่วงเกินท่าน” หัวหน้ากลุ่มพูดลูกน้องทั้งหมดก็รีบคุกเข่าตาม
“ท่านรองแม่ทัพฮุ่ยจือ เป็ท่านเองหรอกหรือแล้วนี่เกิดอะไรขั้น ทำไมท่านมาถึงอยู่ที่นี่ได้” เวินฉงหลินถามอย่างตื่นเต้น
“แล้วคนพวกนี้เป็ใครกัน” หย่งซีเฉินถามอีก
“ท่านแม่ทัพใหญ่ได้เบาะแสมาว่า มีกลุ่มลักลอบขนอาวุธลงใต้เพื่อขายให้กับขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ท่านแม่ทัพเดินทางไปราชการที่เมืองหลวง ท่านเลยคิดว่าพวกนี้ต้องใช้โอกาสนี้ลักลอบขนอีกแน่ จึงให้กระหม่อมมาซุ่มจับอยู่ที่นี่หลายวันแล้วแล้วก็เป็ดังท่านแม่ทัพคาดการณ์ไว้จริงๆพะยะค่ะ” รองแม่ทัพฮุ่ยจือรายงานจบก็หันไปสั่งลูกน้อง
“พวกเ้าเปิดลังไม้ที่เหลือทั้งหมดให้ท่านอ๋องตรวจดู”
ลังไม้ทั้งหมดถูกงัดฝาออก ภายในแต่ละลังบรรจุอาวุธแตกต่างกันไป บางลังบรรจุกระบี่ บางลังบรรจุดาบ บางลังบรรจุหอกและเสื้อเกราะ แต่อาวุธในลังทุกชิ้นล้วนมีตราประทับเดียวกัน
“ตราประทับนี้เ้ารู้จักหรือไม่” หย่งซีเฉินถามฮุ่ยจื่อ
“กระหม่อมไม่เคยเห็นพะยะค่ะ”
“แล้วเส้นทางนี้ล่ะไปที่ไหนได้บ้างแม่ทัพจ้าว”
“เดินทางอีกหนึ่งวันก็จะถึงทางแยกเชิงเขา หากตรงไปก็เข้าเขตเมืองหลินโจวส่วนทางที่แยกอ้อมเขานั้น เป็เส้นทางไปเป่ยเหลียงพะยะค่ะ” จ้าวไห่ตงตอบ
“เ้าจะทำจัดการยังไงกับอาวุธและคนพวกนี้” หย่งซีเฉินถามฮุ่ยจืออีก
“กระหม่อมจะคุมตัวกลับไปฝากขังที่คุกหลวงในชิงโจว ส่วนอาวุธของกลางพวกนี้คงต้องเก็บไว้ในที่ว่าการรอให้ท่านแม่ทัพกลับถึงชิงโจวเมือไหร่ค่อยให้ท่านสอบสวนด้วยตัวเองพะยะค่ะ”
“ดีมาก แล้วตัวเ้าล่ะเป็อย่างไรบ้างจำอะไรได้บ้างหรือยัง”
“ยังจำไม่ได้พะยะค่ะ” ฮุ่ยจือตอบ
“แล้วท่านแต่งงานหรือยัง ท่านรองแม่ทัพ” คำถามของฉงหลินทำให้ซ่งหลานเหลือบตามอง
“ข้ายังไม่คิดเื่นั้นเลยท่านองครักษ์หากความทรงจำข้ายังไม่กลับมาข้าคงไม่แต่งงาน”
“ทำไมท่านถึงได้คิดเช่นนั้น"ซ่งหลานอดถามไม่ได้
“ท่านรองแม่ทัพกลัวว่าหากแต่งงานตอนที่จำอะไรไม่ได้ เกิดวันหนึ่งความทรงจำกลับมาแล้วพบว่าตัวเองมีครอบครัวแล้วจะเป็การทำร้ายภรรยาของตัวเอง" ฉงหลินตอบแทน
“ท่านช่างเข้าใจผู้อื่นเสียจริงท่านองครักษ์” ซ่งหลานประชด
“ก็ครั้งหนึ่งพวกข้าเคยเปิดอกคุยกัน” ความซื่อบี้อของเวินฉงหลินนับวันยิ่งทวีคูณขึ้น
“เอาล่ะพวกเราก็แยกย้ายกันตรงนี้ก็แล้วกัน ส่วนเื่ตราประทัพข้าจะช่วยเ้าสืบหาอีกแรง”
“ขอบพระทัยพะยะคะ หากมีโอกาสกระหม่อมต้องตอบแทนบุญคุณท่านอ๋องแน่” ฮุ่ยจือและลูกน้องทำความเคารพ
“ขอเพียงเ้าซื่อสัตย์ต่อบ้านเมืองช่วยเหลือราษฎรก็เหมือนช่วยเหลือข้า แค่นี้ก็ถือว่าเ้าตอบแทนข้าแล้ว”
“ฮุ่ยจือน้อมรับบัญชาท่านอ๋อง”