ณโรงน้ำชาเก่าแก่แห่งหนึ่งในเมืองหลวงของแคว้นต้าหยาง ในยามบ่ายแก่ๆแสงแดดยามบ่ายสาดส่องลอดหน้าต่างไม้ลงมากระทบกับโต๊ะไม้ที่ถูกขัดจนขึ้นเงาเสียงพูดคุยจอแจของผู้คน เสียงจิบน้ำชา และเสียงเครื่องดนตรีบรรเลงคลอเบาๆ สร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายและอบอุ่น
ท่ามกลางผู้คนเ่าั้มีชายชราผู้หนึ่งนั่งจิบน้ำชาอยู่เพียงลำพัง เขามีเค้าหน้าคมคาย ดวงตาเป็ประกายและท่าทางสง่างาม แม้จะมีรอยเหี่ยวย่นตามวัยแต่ก็ไม่อาจบดบังรัศมีแห่งความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมมา
ชายชราผู้นี้คือ"ท่านผู้เฒ่าเสวี่ย" ผู้เล่าเื่ชื่อดังแห่งเมืองหลวงเื่เล่าของท่านผู้เฒ่าเสวี่ยเป็ที่เลื่องลือไปทั่วแคว้นไม่ว่าจะเป็เื่ราวความรักอันซาบซึ้ง เื่ราวการผจญภัยอันน่าตื่นเต้นหรือเื่ราวลึกลับอันน่าขนลุก ท่านผู้เฒ่าเสวี่ยสามารถเล่าได้อย่างมีอรรถรสและดึงดูดใจผู้ฟังได้อย่างอยู่หมัด
วันนี้ท่านผู้เฒ่าเสวี่ยจะมาเล่าเื่ "ปรมาจารย์ของเหล่าเซียนนามไป๋หลง"ซึ่งเป็เื่ราวที่โด่งดังและถูกพูดถึงมากที่สุดเื่หนึ่งของท่าน
เมื่อผู้คนในโรงน้ำชาได้ยินว่าท่านผู้เฒ่าเสวี่ยจะเล่าเื่ปรมาจารย์ไป๋หลงพวกเขาต่างก็ให้ความสนใจและตั้งใจฟัง
ท่านผู้เฒ่าเสวี่ยเริ่มเล่าเื่ด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลและน่าฟัง
ณยอดเขาสูงเสียดฟ้าที่ปกคลุมไปด้วยหิมะตลอดทั้งปีปรากฏร่างของชายผู้หนึ่งในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ ผมยาวสยายปลิวไสวตามสายลมเขาผู้นั้นยืนอยู่บนก้อนหินขนาดใหญ่ ท่ามกลางความเงียบสงัดมีเพียงเสียงลมพัดและเสียงหิมะที่โปรยปรายลงมากระทบกับร่างของเขา
ชายผู้นั้นคือ"ไป๋หลง" ผู้บำเพ็ญตบะมานานนับพันปีเขาเป็ผู้มีจิตใจเมตตาและมีพลังวิเศษมากมาย แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังคงแสวงหาชีวิตอันเป็นิรันดร์
ในวันนี้ไป๋หลงได้มาเยือนยอดเขานี้อีกครั้งเพื่อที่จะทำสมาธิและฝึกฝนจิตใจให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เขานั่งลงบนก้อนหิน หลับตาลงและเริ่มทำสมาธิ
ทันใดนั้นเองพลันบังเกิดแสงสีทองสว่างจ้าขึ้นบนท้องฟ้า แสงนั้นส่องลงมายังร่างของไป๋หลงทำให้ร่างกายของเขาลอยขึ้นไปกลางอากาศ
ไป๋หลงลืมตาขึ้นด้วยความใเขามองไปรอบๆ ตัว ก็พบว่าเขาได้ลอยขึ้นมาอยู่เหนือพื้นดินเสียแล้วร่างกายของเขารู้สึกเบาและสบายอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
"นี่มัน... เกิดอันใดขึ้น?" ไป๋หลงพึมพำกับตัวเองด้วยความสงสัย
ในขณะนั้นเองก็มีเสียงดังขึ้นมาจากบนท้องฟ้า
"ไป๋หลงเอ๋ย เ้าได้บรรลุธรรมขั้นสูงสุดแล้ว ยินดีด้วย"
ไป๋หลงเงยหน้าขึ้นไปมองก็พบว่ามีร่างของชายชราผู้หนึ่งปรากฏอยู่บนท้องฟ้าชายชราผู้นั้นมีหนวดเคราสีขาวยาว ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
"ท่าน... ท่านคือ?" ไป๋หลงถามด้วยความสงสัย
"ข้าคือ 'ไท่ซ่างเหล่าจวิน' หนึ่งในสามมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่แห่ง์"ชายชราตอบ
"ไท่ซ่างเหล่าจวิน?" ไป๋หลงอุทานด้วยความใเขาไม่เคยคิดเลยว่าเขาจะมีโอกาสได้พบกับหนึ่งในมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่เช่นนี้
"ไป๋หลงเอ๋ย เ้าเป็ผู้มีคุณธรรมและมีจิตใจที่งดงามข้าจึงได้ลงมามอบของขวัญให้แก่เ้า" ไท่ซ่างเหล่าจวินกล่าว
"ของขวัญ?" ไป๋หลงถามด้วยความสงสัย
"ใช่ ข้าจะมอบ 'คัมภีร์แห่ง์' ให้แก่เ้า คัมภีร์นี้เป็คัมภีร์ที่รวบรวมความรู้และพลังวิเศษต่างๆเอาไว้มากมาย หากเ้าได้ศึกษาคัมภีร์นี้เ้าจะสามารถบรรลุธรรมขั้นสูงสุดและกลายเป็เซียนที่แข็งแกร่งที่สุดได้"ไท่ซ่างเหล่าจวินกล่าว
"ข้าขอขอบคุณท่านไท่ซ่างเหล่าจวินเป็อย่างสูง"ไป๋หลงกล่าวด้วยความเคารพ
ไท่ซ่างเหล่าจวินหัวเราะเบาๆก่อนที่จะยื่นมือไปข้างหน้า ก็ปรากฏคัมภีร์ม้วนหนึ่งลอยออกมาจากมือของเขาคัมภีร์นั้นมีสีทองอร่ามและมีอักษรโบราณสลักอยู่มากมาย
"รับไปเถิด ไป๋หลง" ไท่ซ่างเหล่าจวินกล่าว
ไป๋หลงรับคัมภีร์ม้วนนั้นมาด้วยความระมัดระวังเขารู้สึกได้ถึงพลังอันมหาศาลที่แผ่ออกมาจากคัมภีร์
"ข้าจะตั้งใจศึกษาคัมภีร์นี้อย่างสุดความสามารถ" ไป๋หลงกล่าว
ไท่ซ่างเหล่าจวินพยักหน้าด้วยความพอใจก่อนที่ร่างของเขาจะค่อยๆ เลือนหายไปจากท้องฟ้า
ไป๋หลงมองไปยังคัมภีร์ในมือของเขาด้วยความรู้สึกที่หลากหลายเขารู้สึกทั้งดีใจและตื่นเต้นที่ได้รับของขวัญอันล้ำค่าเช่นนี้ แต่ในขณะเดียวกันเขาก็รู้สึกถึงภาระอันหนักอึ้งที่เขาต้องแบกรับ
"ข้าจะต้องไม่ทำให้ความคาดหวังของท่านไท่ซ่างเหล่าจวินผิดหวัง"ไป๋หลงพึมพำกับตัวเอง
เขาตัดสินใจที่จะเปิดคัมภีร์แห่ง์ออกและเริ่มอ่านมันด้วยความตั้งใจ
เมื่อเวลาได้ล่วงเลยไปกว่า100 ปีแล้วนับั้แ่ที่เขาได้รับคัมภีร์แห่ง์จากไท่ซ่างเหล่าจวิน
ใน่เวลา100 ปีที่ผ่านมาไป๋หลงได้ศึกษาคัมภีร์แห่ง์อย่างหนัก เขาได้ฝึกฝนพลังวิเศษต่างๆ ที่อยู่ในคัมภีร์จนเชี่ยวชาญและได้บรรลุธรรมขั้นสูงสุดจนกลายเป็เซียน
แต่ถึงกระนั้นไป๋หลงก็ยังไม่ลืมคำสอนของไท่ซ่างเหล่าจวินที่ให้เขาช่วยเหลือผู้คนเขาจึงได้ตัดสินใจที่จะสร้างสำนักขึ้นมาเพื่อถ่ายทอดความรู้และพลังวิเศษของเขาให้กับผู้ที่มีความสามารถและมีจิตใจดี
ไป๋หลงได้ออกเดินทางเพื่อค้นหาสถานที่ที่เหมาะสมในการสร้างสำนักในที่สุดเขาก็ได้เลือกยอดเขาทั้งสี่ที่อยู่ห่างไกลจากผู้คนและมีความเงียบสงบโดยมีดอกชาูเาขึ้นเต็มไปหมดจนมีกลิ่นหอมไปทั่วทั้งเขา
บนยอดเขาเ่าั้ไป๋หลงได้สร้างสำนักขึ้นมา 4 สำนัก ได้แก่
สำนักธนูวายุ:สำนักที่ฝึกฝนการใช้ธนู พลังลม และวิชาตัวเบา
สำนักดาบอัคคี:สำนักที่ฝึกฝนการใช้ดาบพลังไฟ และวิชาการต่อสู้ทุกรูปแบบ
สำนักกระบี่วารี:สำนักที่ฝึกฝนการใช้กระบี่ พลังน้ำแข็ง และวิชาการปรุงโอสถใน
สำนักทวนปฐี:สำนักที่ฝึกฝนการใช้ทวนพลังดิน การใช้ยันต์และค่ายกล
ไป๋หลงได้คัดเลือกศิษย์ที่มีความสามารถและมีคุณธรรมเข้ามาในสำนักทั้งสี่เพื่อให้ศิษย์เ่าั้ได้ฝึกฝนวิชาและเติบโตเป็ผู้ที่แข็งแกร่งและมีคุณธรรม
หลังจากที่สำนักทั้งสี่ได้ก่อตั้งขึ้นมาก็มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วทั้งสามโลก ผู้คนมากมายต่างเดินทางมาเพื่อขอเป็ศิษย์ของสำนักทั้งสี่
ไป๋หลงได้กลายเป็ที่เคารพนับถือของคนทั้งปวงเขาได้รับการยกย่องให้เป็ "ปรมาจารย์ของเหล่าเซียน
หลังจากก่อตั้งสำนักได้50 ปีก็เกิดเื่ขึ้น
ณใจกลางสรวง์อันกว้างใหญ่ไพศาล ปรากฏร่างของ "มารา"อสูรร้ายตนหนึ่งที่แข็งแกร่งและมีพลังอำนาจมหาศาล มันมีร่างกายสูงใหญ่ิัสีดำสนิท ดวงตาสีแดงฉาน และมีปีกขนาดใหญ่ที่สามารถปกคลุมท้องฟ้าได้
มาราได้ปรากฏตัวขึ้นเพื่อท้าทายอำนาจของเหล่าเทพมัน้าที่จะยึดครอง์และกลายเป็ผู้ปกครองสูงสุดของทั้งสามโลก
เหล่าเทพทั้งหลายต่างก็โกรธแค้นกับการกระทำของมาราพวกเขาได้รวมตัวกันเพื่อต่อสู้กับมัน
การต่อสู้ระหว่างมาราและเหล่าเทพเริ่มต้นขึ้นอย่างดุเดือดและรุนแรงมาราใช้พลังอำนาจของมันโจมตีเหล่าเทพอย่างไม่ยั้ง
เหล่าเทพก็ไม่ยอมแพ้พวกเขาใช้พลังวิเศษและอาวุธศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขาต่อสู้อย่างสุดกำลัง
การต่อสู้ดำเนินไปอย่างยาวนานและไม่มีทีท่าว่าจะจบสิ้นทั้งสองฝ่ายต่างได้รับาเ็
เมื่อไป๋หลงได้รับสารจากไท่ซ่างเหล่าจวินให้ขึ้นมาบน์เพื่อช่วยเหล่าเทพเขาก็ขึ้นมาและได้สร้างค่ายกลอันทรงพลังเพื่อกำจัดมารา แต่ด้วยพลังอันมหาศาลของมาราทำให้ไม่สามารถสังหารให้สลายหายไปได้
ไป๋หลงจึงใช้เืเนื้อร่างกายตัวเองและคัมภีร์์ที่เป็ของวิเศษสร้างค่ายกลผนึกมาราไว้ในแดนมรณะอย่างถาวรโดยมีเ้าสำนักทั้งสี่เป็ผู้ดูแลผนึก
ไป๋หลงจึงกลายเป็วีรบุรุษของทุกคนเพราะเขาได้นำความสงบสุขและความเจริญรุ่งเรืองกลับมาสู่สามโลกอีกครั้งผู้คนต่างก็มีความสุขและใช้ชีวิตอย่างปกติ"
เมื่อท่านผู้เฒ่าเสวี่ยเล่าเื่จบลงผู้คนในโรงน้ำชาต่างก็ปรบมือให้ด้วยความชื่นชม
แต่อยู่ดีๆก็มีเสียงหนึ่งพูดขึ้นท่ามกลางผู้คน
"แล้วคัมภีร์แห่ง์ตอนนี้อยู่ที่ใด หรือจะอยู่ในแดนมรณะ"