ในโลกใบนี้ มีสิ่งที่เรียกว่า...อาถรรพ์
และนั่นคือคำอธิบายเหตุการณ์แปลกประหลาดทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับฉันใน่หนึ่งปีไม่...ความจริงคือตลอดหลายปีที่ผ่านมา
นับั้แ่สูญเสียครอบครัวไปคนรอบตัวนอกจากน้าสาวและเพื่อนสนิท ก็แทบไม่มีใครเรียกชื่อของฉัน...
‘ลัลทริมา วิกรานต์วรสริต’
แต่ทุกคนในโรงเรียนนิศาพาณิชย์เรียกฉันว่า... ‘ยัยแม่มด’
เพื่อนในโรงเรียนต่างก็หวาดกลัวฉัน เพราะฉันมีบางสิ่งในตัวที่ทำให้ฉันสามารถรับรู้และมองเห็นสิ่งที่ไม่ควรมีใครเห็นหลายครั้งมันนำพาไปพบกับความน่าสะพรึงกลัว สยดสยอง รวมถึงความดำมืดใจจิตใจผู้คน
มีคนนิยามพลังของฉันว่า... ‘ญาณอาถรรพ์’
ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ความพยายามที่จะหนีห่างจากเื่เหล่านี้ไม่ประสบผลสำเร็จเลยสักนิด นั่นก็เพราะฉันได้รู้จักกับคนคนหนึ่ง ซึ่งรอบตัวแวดล้อมไปด้วยความดำมืดยิ่งกว่าใครผู้ชายที่ไม่มีใครอยากเข้าใกล้ เพียงแต่มองหน้าก็พานจะพาให้ขนลุกััได้ถึงพลังอาถรรพ์ที่เกิดจากความกระหายใคร่รู้และหมกมุ่นอยู่แค่เื่ราวของศาสตร์อาถรรพ์ ไสยศาสตร์ มนตร์ดำซึ่งนั่นก็ทำให้ฉันและเขาต้องผ่านความเป็ความตายมาด้วยกันนับครั้งไม่ถ้วน
และตอนนี้ เขาคนนั้นก็นั่งอยู่ตรงหน้าฉันมองมาด้วยสายตาที่เหมือนเหยียดหยามคนทั้งโลก
......................................
รถสองแถวกลางเก่ากลางใหม่วิ่งไปตามทางลูกรังที่ขรุขระผู้โดยสารสองคนที่นั่งด้านหลังตัวโยกไปมาเหมือนตุ๊กตาหัวสปริงอากาศร้อนชื้นอบอ้าวยามบ่ายแก่ๆปนกลิ่นหืนของโรงงานผลิตน้ำมันปาล์มสร้างความวิงเวียนให้กับผู้โดยสารทั้งสองไม่น้อย
ก่อนหน้านี้รถสองแถวคันนี้รับผู้โดยสารจากสถานีขนส่งในตัวเมืองมุ่งหน้าจากเส้นทางหลักเข้าสู่ถนนชุมชนจนกระทั่งตัดเข้าสวนปาล์มตามด้วยสวนมะพร้าวที่ร่มครึ้มครึ่งชั่วโมงผ่านไปก็ยังไม่มีท่าว่าจะถึงจุดหมาย
เด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ด้านหลังสวมเฮดโฟนฟังเพลงเสียงดังพลางหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูGPS ด้วยความหงุดหงิดส่วนเด็กสาวอีกคนซึ่งนั่งอยู่ตรงกันข้ามก้มหน้าก้มตาเขียนบางอย่างลงในสมุดบันทึกคิ้วเด็กหนุ่มกระตุกรัวๆ ด้วยความเบื่อที่ถูกปล่อยให้นั่งฟังเพลงอยู่เพียงลำพังซ้ำยังต้องเอาขาคอยกั้นไม่ให้กระเป๋าเดินทางไหลลงจากรถซึ่งไม่มีที่กั้นด้านหลังอีกด้วย
พอไม่เห็นอีกคนเงยหน้าขึ้นมาเสียทีเขาจึงถอดเฮดโฟนแล้วโน้มตัวไปข้างหน้าจงใจปล่อยปลายผ้าพันแผลบนมือข้างขวาให้ระลงบนหน้ากระดาษบนตักอีกฝ่ายในขณะที่เขาบรรจงกระซิบเสียงเ็าใส่
“ก้มหน้าก้มตาทำอะไรของเธอ...ยัยแม่มด”
จู่ๆ ก็มีเสียงคนพูดขึ้นข้างหู เด็กสาวผมยาวสะดุ้งสุดตัวเงยหน้าขึ้นมาสบตากับดวงตาดำขลับที่ปรายตามองมาอย่างไม่พอใจ
“ทำอะไรของนายน่ะการิน” เธอถอยหลังอย่างลืมตัวจนแทบหงายเพราะรถที่กำลังโยกเยกในขณะที่ตัวต้นเหตุไม่มีท่าทีจะช่วย นอกจากขมวดคิ้วบ่นเธอด้วยสายตา “จะทำอะไร ก็จดข้อมูลน่ะสิ เรามาทำรายงาน นายจำไม่ได้แล้วหรือไง”
“ข้อมูลในเน็ตมีเยอะแยะไม่เห็นต้องดั้นด้นมาเองเลย”
“ทำแบบนั้นก็ขี้โกงน่ะสิถึงเอมกับนีจะติดธุระกับที่บ้านแต่พวกเรารับปากไว้แล้วว่าจะแบ่งกันหาข้อมูลไงอีกอย่างถึงโรงเรียนจะเปิดช้าแต่ใช่ว่าพวกเราจะี้เีได้นะ”
ลัลทริมาพูดถึงเหตุการณ์ที่ทำให้โรงเรียนต้องชะลอการเปิดแต่ถึงอย่างนั้นใช่ว่าการเรียนการสอนจะไม่คืบหน้าพวกเธอที่ลงเรียนวิชาเลือกเกี่ยวกับภาษาอังกฤษเพื่อการท่องเที่ยวจึงต้องลงพื้นที่มาค้นคว้าข้อมูลเพื่อทำรายงานเป็เวลาสองสัปดาห์
“นี่เหรอการหาข้อมูลของเธอนั่งรถมาจนจะเข้าป่าอยู่แล้วจะให้ไปหาอะไร หึ...หึหรือว่ายัยแม่มดอย่างเธอตั้งใจพาฉันมาที่ลึกลับแบบนี้เพราะมีอะไรสนุกๆ รออยู่กันนะ”
แค่เสียงหัวเราะเย็นเยือกและสายตาที่จ้องมาก็ทำเอาลัลทริมาขนลุกวูบ
เพราะเธอรู้ดีว่าความหมายของอะไร ‘สนุกๆ’ ของการินไม่เคยมีเื่ดีๆเลยสักครั้ง
“ว่าไง...เธอว่าคราวนี้พวกเราจะเจออาถรรพ์อะไรฮะยัยแม่มด หึ...หึ สถานที่แบบนี้น่ะ...ผีเยอะนะ”
เอี๊ยด!!!
ยังไม่ทันที่เด็กสาวจะเถียงกลับไปรถโดยสารเก่าครึก็เบรกกะทันหัน ทำเอาทั้งคนทั้งของไถลไปกองรวมกันปลายศอกของลัลทริมาถองเข้าไปที่ท้องการินเต็มแรง
“อุก! นี่เธอจงใจใช่ไหม ยัย...”ก่อนที่การินจะได้ต่อว่าจนจบเสียงของคนขับรถก็ะโออกมาจากที่นั่งคนขับ
“เอ้า รถเข้าไปได้แค่นี้ล่ะ”
สำเนียงติดทองแดงและพูดเร็วจนทั้งคู่ต้องปรับสมองเล็กน้อยถึงเข้าใจ
“หมายความว่าไง ไปได้แค่นี้?”การินะโลงจากหลังรถ มองไปรอบๆ ก็เห็นแต่สวนมะพร้าวในขณะที่คนขับซึ่งเป็ชายหนุ่มผิวเข้มชี้นิ้วไปยังทางเดินเล็กๆที่ทอดยาวเข้าไปในดงมะพร้าวพอการินเข้าใจสถานการณ์ก็หันมามองลัลทริมาแบบอยากจะฉีกเนื้อเธอทิ้งมันตรงนี้
“พวกเธอจะไปบ้านธรรมชาติใช่ไหมไปทางนี้ล่ะ จากนี้รถใหญ่เข้าไม่ได้ เดินไปไม่ไกลจะเจอทางแยก” ชายหนุ่มพูดเร็วรัว ออกท่าทางประกอบไปด้วย “ทางแยะน่ะทางแยกแล้วเลี้ยวขวา ไปอีกไม่ไกลก็ถึงแล้ว”
ลัลทริมาพยักหน้ารับทราบ ควักเงินจ่ายค่ารถแล้วพอจะหันไปคว้าเป้ก็เห็นการินรวมกระเป๋าทั้งหมดไปแบกไว้คนเดียวเดินเชิดหน้าไปตามทางเดินจนเธอต้องรีบวิ่งตาม
“รีบๆ เดินล่ะ ฝนใกล้ตกแล้วอย่าเลี้ยวผิดนะไอ้น้องเอ้ย อ้อ แล้วขากลับจะเรียกฉันมารับก็ยินดีนะ”
ได้ยินเสียงคนขับรถรับจ้างะโไล่หลังมาแบบนั้นทั้งคู่ถึงรู้ตัวว่าเหนือหัวมีแต่เมฆสีดำก้อนใหญ่ ลมพัดกลิ่นชื้นของดินโชยมาอีกไม่นานฝนคงตกจริงๆ
และนั่นคงไม่ดีแน่ ถ้าพวกเขายังไปไม่ถึงที่พัก
อากาศทั้งร้อนและชื้นเล่นเอาแผ่นหลังเปียกเหงื่อจนชุ่มแต่เดินจนเหนื่อยรอบข้างก็มีแต่ต้นมพร้าวกับพงหญ้า ไม่มีแม้แต่ชาวบ้านจะให้ถามทาง
‘สิ้นสุดการนำทางคุณถึงที่หมายของคุณแล้ว’
แอปพลิเคชั่นนำทางบนมือถือของการินส่งเสียงเตือนทว่าที่ทั้งคู่หยุดอยู่เป็เพียงทางแยกเล็กๆ แยกออกเป็สองทาง
ไม่มีที่พัก หรืออะไรทั้งนั้น
ลัลทริมาหันกลับไปมองด้านหลังโดยสัญชาตญาณแน่นอนว่ารถรับจ้างคงกลับออกไปนานแล้ว ฝนก็เริ่มตั้งเค้า
แกรก...
จู่ๆ พงหญ้าข้างทางก็ขยับเด็กสาวกระเถิบตัวหนีด้วยความใ ทั้งคู่จ้องเขม็งไปตามยอดหญ้าที่ขยับไหวลมเหนือหัวพัดมาแรงวูบใหญ่จนใบมะพร้าวกระทบกราวน่าเสียวสันหลัง
มองตามไปจนสิ่งที่กำลังเคลื่อนที่โผล่พ้นพงหญ้าก็เห็นกระรอกตัวเขื่องวิ่งไปตามเสาไม้ที่ล้มอยู่ข้างทาง ลัลทริมาถอนหายใจค่อยเดินออกมาจากหลังการิน ชะโงกวัตถุบนพื้น
“การินดูนี่สิ”
ปลายเสาคือป้ายไม้สีน้ำตาลเขียนชื่อ ‘บ้านธรรมชาติ’ พร้อมเครื่องหมายลูกศรให้เดินตรงไปอีกสองร้อยเมตร ตามทางแยกฝั่งซ้าย
“เรามาถูกทางแล้ว ไปกันเถอะอีกนิดเดียวเอง” ลัลทริมายิ้มอย่างโล่งใจ
“เดี๋ยวก่อน” แทนที่จะเห็นด้วย เด็กหนุ่มกลับขมวดคิ้วดึงชายเสื้อของเด็กสาวเอาไว้จนเธอเสียงจังหวะ “ป้ายมันล้มไม่เห็นหรือไงเธอแน่ใจได้ยังไงว่าต้องไปทางนี้ เมื่อกี้คนขับก็บอกอยู่ว่า...”
“แต่ป้ายมันชี้ไปทางนี้นะคนขับอาจจะจำผิด” พูดไปก็ลองเดินห่างออกไปอีกหน่อยครู่เดียวก็โบกมือให้การินเดินตามไป “ใช่จริงๆมองเห็นบ้านแล้วการิน ข้างหน้าเป็ทะเลด้วย”
พอเห็นแบบนั้นลัลทริมาก็ยิ่งมั่นใจว่าแล้วก็วิ่งนำหน้าไป ทำเอาการินค้อนขวับใหญ่แต่หันไปมองแยกทางขวาก็ไม่เห็นอะไรนอกจากสวนมะพร้าวอย่างไรถ้าด้านหน้ามีบ้านคนก็ยังพอถามได้
“หวังว่าเธอจะเลือกไม่ผิดทางนะยัยแม่มด”
ไม่มีทางเลือกสุดท้ายเด็กหนุ่มก็แบกกระเป๋าเดินตามเพื่อนร่วมทางไปอย่างเสียไม่ได้ท่ามกลางอากาศที่ไม่เป็ใจเลยสักนิด
......................................
สิ่งที่รอพวกเขาอยู่เป็ไปตามที่ลัลทริมาคิดเอาไว้ห่างออกไปราวอึดใจ ทั้งคู่ก็มองเห็นบ้านชั้นเดียวหลังใหญ่ปลูกอยู่ไม่ห่างจากริมทางเดิน ด้านข้างตัวบ้านคือโครงหลังคามุงด้วยใบจากแห้งบุด้านหลังด้วยไม้ไผ่เป็แนวผนัง ติดป้าย ‘ติดต่อบ้านพัก - Homestay’ มีต้นไม้และเก้าอี้สำหรับนั่งพักทำด้วยไม้ไผ่
ที่เคาน์เตอร์ซึ่งทำจากลำต้นมะพร้าวมีชายสูงอายุร่างกำยำคนหนึ่งกำลังหยิบพวงกุญแจออกมาจากตู้ไม้เขามีผมสั้นขาวโพลน ผิวสีน้ำตาลแดงสวมเสื้อกล้ามสีขาวและพาดไหล่ไว้ด้วยผ้าขาวม้าสีหม่น
การินวางกระเป๋าลงบนแคร่พลางมองไปรอบๆพอเห็นว่าที่แคร่อีกตัวมีคนกลุ่มหนึ่งนั่งกันอยู่ก่อนกำลังล้างมือด้วยเจลก็เพยิดหน้าให้เธอรีบเข้าไปติดต่อห้องพักเด็กสาวจึงหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาหันให้ชายแก่ดู
“สวัสดีค่ะ หนูชื่อลัลทริมาที่จองห้องพักเอาไว้คืนนี้”
ใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยภายใต้หน้ากากผ้านิ่งเฉยเพียงหรี่ตามองหน้าจอโทรศัพท์แวบหนึ่งก็ส่ายหน้า
“ไม่มีชื่อนี้ วันนี้บ้านเต็มแล้วไปที่อื่นเถอะ”
คำตอบเป็ภาษาท้องถิ่นรัวเร็วไม่ต่างจากการพูดของชายคนขับรถแต่คราวนี้ลัลทริมาคิดว่าเธอน่าจะจับใจความผิดหรืออะไรสักอย่าง
“แต่หนูจองมาจริงๆ นะคะ นี่ไงคะบ้านธรรมชาติ พักสองคืน”
“โอ๊ย...อีหนูนี่มันใช่บ้านธรรมชาติที่ไหน นี่ๆ ...บ้านริมเล - Homestay พวกหนูมาผิดที่แล้ว”