บทที่ 1 ข้ามเวลาสู่ปี 1976
ปี 1976 เป็ปีที่สิบนับั้แ่โลกเข้าสู่การเปลี่ยนแปลง
ในตึกร้างที่จะพังถล่ม มีหญิงสาวที่าเ็กำลังซ่อนตัวอยู่ในมุมมืด ห่างออกไปไม่ไกลมีชายหญิงคู่หนึ่งกำลังตามหาร่องรอยของเธออย่างไม่หยุดหย่อน
"เร็วเข้า! อย่าให้เธอหนีไปได้!"
"เสี่ยวเยว่ อย่าหลบหนีอีกเลย ถ้าเธอยอมส่งมอบทรัพยากรมาดี ๆ พวกเราจะไว้ชีวิตเธอ!"
"พี่เยว่ ของดี ๆ ควรเอามาแบ่งกันนะ การที่พี่เก็บซ่อนเอาไว้คนเดียวมันไม่ถูกต้องเลย!"
บ้าชิบ!
เสิ่นเสี่ยวเยว่สบถอย่างแค้นแคือง
พลังพิเศษของเธอแตกต่างจากคนอื่นมาั้แ่เกิด ในขณะที่พลังของคนส่วนใหญ่มีไว้เพื่อการโจมตี มีเพียงเธอคนเดียวที่มีพลังเป็พื้นที่มิติ ทั้งยังมีน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งไม่เพียงแต่ใช้ปลูกพืชผักได้ แต่ยังใช้เก็บของได้อีกด้วย
ใน่สิบปีั้แ่โลกเกิดการเปลี่ยนแปลง เธอได้แอบเก็บสะสมทรัพยากรมากมายไว้ ทั้งทองคำแท่งและสินค้าหรูหรา ซึ่งกองเพนินเป็ูเาอยู่ในพื้นที่เก็บของ มีธัญพืช ผักผลไม้ ไก่ เป็ด ปลา เนื้อสัตว์ ปศุสัตว์ และอาหารทะเล รวมถึงสมุนไพรจีนและยาตะวันตกที่หายากที่สุดใน่เวลานี้
ด้วยสิ่งของเหล่านี้ เธอเชื่อว่าตัวเองจะมีชีวิตอยู่อย่างปลอดภัยไปจนถึงอายุร้อยปี
แม้ว่าเธอจะระมัดระวังมากแล้ว แต่ก็ไม่เคยคิดเลยว่าเพื่อนสนิทและแฟนหนุ่มที่เธอไว้ใจที่สุด จะร่วมมือกันหักหลังเธอ พวกเขาไม่เพียงแต่จะฉกฉวยเอาทรัพยากรของเธอไป แต่ยังคิดจะเอาชีวิตของเธอด้วย!
เสิ่นเสี่ยวเยว่ที่าเ็ไปทั้งตัว ได้ยินเสียงฝีเท้าที่ดังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ เธอหลับตาลงอย่างอ่อนแรง
เธอเข้าใจดีว่าครั้งนี้คงหนีไม่พ้นแล้ว
"ดีจัง เธออยู่นี่เอง!" น้ำเสียงดีใจของผู้ชายคนหนึ่งดังมาจากทางด้านหลัง
"พี่เยว่ ส่งของมาเถอะ" ส่วนอดีตเพื่อนสนิทยืนอยู่ตรงหน้าเธอ
สายตาที่อีกฝ่ายนั้นใช้มองเธอในตอนนี้ เหมือนกับกำลังมองหมูตายและพร้อมที่จะฉกฉวยเอาของไปจากเธออย่างไม่รู้สึกผิด
เสิ่นเสี่ยวเยว่หายใจหอบ พูดด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง "ฝันไปเถอะ!"
เธอกัดฟันแน่น แม้ตัวเองจะต้องตายก็จะไม่ยอมให้ชายโฉดหญิงชั่วคู่นี้รอดออกไปได้!
เสี่ยวเยว่ใช้เรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายที่เหลือ หยิบะเิออกมาจากกระเป๋ามิติ ในพริบตาเดียวก็เกิดแรงสั่นะเืพร้อมเปลวไฟที่พวยพุ่งทะยานสู่ท้องฟ้า ตึกกำลังพังถล่มลงมา ทั้งสามคนจบชีวิตในทันที!
หวังว่าชาติหน้าจะได้ไปเกิดในโลกที่สงบสุข ได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขนะ
นั่นคือความคิดสุดท้ายก่อนที่เธอจะหมดลมหายใจ......
เมื่อลืมตาตื่นขึ้นอีกครั้ง สิ่งที่เห็นในสายตา คือ สีแดงเจิดจ้าเต็มไปหมด
ผ้าห่มสีแดง เทียนไขสีแดงคู่หนึ่งที่ไม่มีลวดลายกำลังลุกไหม้ ตรงหน้าต่างประตูติดอักษรมงคลสีแดงสด และบนร่างของเธอที่สวมชุดเ้าสาวสีแดง
เธอไม่ได้ตายเหรอ? ทำไมถึงมาอยู่ในห้องหอ แถมยังสวมชุดเ้าสาวแบบนี้?
ในขณะที่เธอกำลังงุนงงสับสนอยู่นั้น จู่ ๆ มีหญิงคนหนึ่งเปิดประตูเข้ามาอย่างรีบร้อน สีหน้าเศร้าหมอง พอเห็นเธอก็เริ่มพรั่งพรูต่อว่าทันที
"ลูกคนนี้! ทำไมถึงได้ดื้อด้านแบบนี้ แต่งงานกับเขาไปแล้ว คำนับฟ้าดินกันก็ทำไปแล้ว ยังจะพยายามฆ่าตัวตายในงานแต่งงานอีก โชคดีที่ลูกเขยช่วยเธอไว้ทัน ไม่งั้นเธอคงได้ไปรอแม่ในนรกแล้ว!"
ฆ่าตัวตาย?!
เสิ่นเสี่ยวเยว่ค่อย ๆ ยกมือขึ้นลูบหน้าผากอย่างช้า ๆ ที่หน้าผากของเธอมีรอยปูดบวมขนาดใหญ่อยู่ นี่คงเป็สาเหตุที่ทำให้รู้สึกปวดหัว?
แต่าแเท่านี้ สำหรับเธอแล้วเป็แค่เื่เล็กน้อย เลยไม่ได้รู้สึกสนใจ
แต่พูดไปพูดมา หญิงผู้นั้นก็เริ่มร้องไห้ขึ้นมา "แม่รู้ว่าลูกไม่ชอบชนบท ดูถูกสวี่หนิงอันว่าเป็แค่ชาวบ้านบ้านนอก รังเกียจที่บ้านเขายากจน แต่ตอนนี้ครอบครัวเราไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว การได้แต่งงานกับเขาถือเป็หนทางที่ดีที่สุดของลูกแล้ว ส่วนเื่ของเสี่ยวกู้ พวกลูกคงไม่มีวาสนาต่อกัน ลืมเขาไปเถอะนะเยว่เอ๋อร์ แม่ขอร้องละ"
เสิ่นเสี่ยวเยว่นั่งมองผู้หญิงที่ร้องไห้น้ำตานองที่อยู่ตรงหน้าเธออย่างไร้อารมณ์ และยังคงนิ่งเงียบไม่พูดจา
ตอนนี้ในหัวมีความทรงจำมากมายที่ไม่ใช่ของเธอหลั่งไหลเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง เธอต้องใช้ความพยายามอย่างสุดกำลัง เพื่อระงับความรู้สึกปวดร้าวที่ศีรษะจนอยากจะกรีดร้องดิ้นตายอยู่ตรงนั้น
หลังจากผ่านไปสักพัก เธอจึงเข้าใจว่าตัวเองตายไปแล้วจริง ๆ แต่กลับมาปรากฏตัวในร่างของผู้หญิงคนหนึ่งเมื่อร้อยปีก่อนอย่างไม่ทราบสาเหตุ และกลับมามีชีวิตอีกครั้ง
ตอนนี้คือ ปี 1976 ร่างเดิมมีชื่อเหมือนกับเธอ คือ เสิ่นเสี่ยวเยว่
แต่เดิมพ่อเป็ครูที่โรงเรียนมัธยมในเมือง แม่มาจากตระกูลขุนนางในชนบท ฐานะครอบครัวมั่งคั่งและมีหน้ามีตา
ตอนเรียนในเมืองได้คบหาดูใจกับกู้เหวินเยี่ยน ลูกชายของเถ้าแก่กู้ผู้ค้าข้าวที่มีชื่อเสียง พ่อแม่ทั้งสองฝ่ายต่างเห็นดีเห็นงาม ตั้งใจว่าหลังเรียนจบทั้งคู่ก็จะแต่งงานกัน
แต่เื่ร้ายก็เกิดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว
โอกาสด้านการศึกษาที่เสียไป ไม่อาจเทียบได้กับสถานะของครอบครัวที่เปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน ซึ่งผลกระทบรุนแรงต่อจิตใจของเธอ
เริ่มจากทางบ้านเกิดของแม่ถูกตราหน้าว่าเป็เ้าของที่ดินที่ถูกยึดทรัพย์ จากนั้นธุรกิจของตระกูลกู้ก็ถูกกล่าวหาว่าเดินตามแนวทางทุนนิยม ในชั่วพริบตาครอบครัวกู้ก็ล่มสลาย ทั้งครอบครัวถูกเนรเทศไปยังเขตูเาอันห่างไกล ไม่รู้ว่ายังมีชีวิตอยู่หรือตายไปแล้ว
เมื่อไม่กี่เดือนก่อน พ่อที่เป็ครูก็ถูกกลั่นแกล้ง เพื่อเป็การพิสูจน์ความบริสุทธิ์และ้าปกป้องครอบครัว จึงฆ่าตัวตายต่อหน้าทุกคน
เหลือเพียงสองคนแม่ลูกที่ต้องพึ่งพาอาศัยกัน
พอมีคนเสนอตัวขอแต่งงานกับเธอ แม่จึงรีบตอบตกลงทันที โดยไม่ถามความสมัครใจ และยกให้แต่งงานกับตระกูลสวี่
ร่างเดิมที่มีนิสัยดื้อรั้นได้เอาศรีษะโขกกำแพงขณะเข้าพิธีแต่งงานจนสิ้นใจตาย ทำให้เธอได้มาร่างนี้
หลังจากจัดการความทรงจำของร่างเดิมเสร็จ สายตาของเสิ่นเสี่ยวเยว่อดไม่ได้ที่จะแสดงความรู้สึกสงสารออกมา
ในความทรงจำของร่างเดิม แม่เป็คนที่งดงามและอ่อนโยนเสมอ
แต่หญิงตรงหน้านี้กลับมีผมขาวโพลนไปแล้วครึ่งหนึ่ง ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งวัย บ่งบอกการผ่านความยากลำบากและขมขื่นในชีวิต
จริง ๆ แล้วที่แม่พูดมาก็ไม่ผิด ตระกูลสวี่มีภูมิหลังและฐานะทางสังคมที่ดี สวี่หนิงอันที่ยังหนุ่มยังแน่นก็ได้เป็หัวหน้าหน่วยผลิตของหมู่บ้าน พูดตามตรงตอนนี้ร่างเดิมอาจจะยังไม่คู่ควรกับเขาด้วยซ้ำ
นี่เป็สิ่งที่ดีที่สุดที่แม่สามารถต่อรองให้เธอได้แล้ว
"แม่คะ หนูเข้าใจแล้ว ต่อไปจะใช้ชีวิตให้ดี" เสิ่นเสี่ยวเยว่ยิ้มน้อย ๆ พลางปลอบโยนแม่ผู้น่าสงสารคนนี้เบา ๆ "ตอนนี้หนูก็แต่งงานแล้ว แม่อยู่คนเดียวต้องดูแลสุขภาพตัวเองให้ดีนะคะ"
ซูเหมยชะงักไป แทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง "เยว่เอ๋อร์ ลูกคิดดีแล้วจริง ๆ เหรอ?"
"หนูเลือกทางผิดมาครั้งหนึ่ง ก็ควรจะเดินไปข้างหน้าต่อได้แล้ว แม่วางใจได้เลยนะคะ"
เสิ่นเสี่ยวเยว่พูดพลางยักไหล่อย่างจนใจ "นี้ก็ดึกแล้ว แม่กลับไปก่อนเถอะ มันเป็ความผิดของหนูเองที่ทำให้แม่ต้องลำบากมาดึกดื่นแบบนี้"
"แค่ลูกเข้าใจก็ดีแล้ว งั้นแม่กลับก่อนนะ"
ซูเหมยกอดลูกสาวอย่างราวไม่อยากแยกจากกัน ขณะเดินออกไปยังคงเหลียวหลังมองถึงสามครั้ง
เสิ่นเสี่ยวเยว่ถอนหายใจอย่างโล่งอก พลางคิดว่าจะวางแผนอนาคตต่อไปอย่างไรดี
แต่ซูเหมยเพิ่งจะเดินออกไปไม่นาน จู่ ๆ มีชายร่างสูงใหญ่เดินเข้ามาในห้อง
เงาขนาดมหึมาที่แผ่ความรู้สึกกดดันไปทั่วได้บดบังแสงเทียนที่กะพริบไหว กลิ่นเหล้าจาง ๆ อบอวลไปทั่วทั้งห้อง ราวมีแรงกดดันที่มองไม่เห็นแผ่กระจายทั้วห้องในพริบตา
เขาปรากฏตัวกะทันหันเกินไป เธอยังคิดไม่ทันว่าจะทักทายอย่างไรดี
เธอเงยหน้ามอง พบสามีที่ไม่เคยพบหน้ากันมาก่อน เขาผู้นี้ไม่ได้ดูหยาบกระด้างและป่าเถื่อนอย่างที่ร่างเดิมจินตนาการไว้
ตรงกันข้าม ใบหน้าของเขากลับคมคาย โครงหน้าชัดเจน ดูหล่อเหลาและแข็งแกร่ง แม้จะสวมเสื้อผ้าอยู่ยังเห็นกล้ามเนื้อที่นูนขึ้นมา ทุกอย่างช่างเหมาะเจาะลงตัวสมความเป็ชายฉกรรจ์
ชายหนุ่มเดินเข้ามาใกล้เธอทีละก้าว ร่างสูงใหญ่ของเขาทำให้เสิ่นเสี่ยวเยว่รู้สึกไม่ไว้ใจโดยสัญชาตญาณ มือทั้งสองจึงเผลอกำแน่นไม่รู้ตัว
ลองคิดดู ในฐานะผู้ชายคนหนึ่ง
เมื่อภรรยาที่เพิ่งแต่งงานกัน เลือกจะฆ่าตัวตายต่อหน้าผู้คนมากมาย ดีกว่ายอมร่วมหอลงโรงกับเขา ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็เป็ความอัปยศครั้งใหญ่
แม้จะไม่ได้แสดงอาการอะไรต่อหน้าแเื่ แต่ตอนนี้มีแค่พวกเขาสองคน ประตูก็ปิดสนิท ใครจะรู้ว่าเขาจะทำอะไร
เห็นชายคนนั้นเดินมาหยุดตรงหน้าเธอ แถมยังยกมือใหญ่ขึ้นมาอีก
เขาจะตบเธอหรือเปล่านะ?
"เดี๋ยวก่อน คุณจะทำอะไรน่ะ!"