ครึ่งเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็วในที่สุดวันที่ชายหนุ่มจะเดินทางก็มาถึง บัดนี้ด้านหน้านิกายเบิกฟ้า ลั่วเฉิน ลั่วเหม่ย ไป่หมิง และไป่เจินพากันมาส่งลั่วอู่หลินออกเดินทาง
สายตาของพวกเขาทั้งสี่นั้นตอนนี้เต็มไปด้วยความหลากหลาย ทั้งห่วง ทั้งเอ็นดู และรักไคร่ เพราะตลอดครึ่งเดือนที่ผ่านมาด้วยหน้าตาที่หล่อเหลาน่ารักน่าชังและความช่างพูดช่างเจรจามันทำให้ลั่วอู่หลินเข้าไปอยู่ในใจของพวกเขาได้ไม่ยากเย็น โดยเฉพาะไป่หมิงกับไป่เจินที่คล้ายจะเห็นชายหนุ่มเป็นบุตรชายแท้ๆตัวเองไปเสียแล้ว
"แหวนมิติวงนี้ใส่อาหารและน้ำดื่มสำหรับสองปีเอาไว้เผื่อเจ้าไปในที่รกร้างจะได้มีอาหารเอาไว้กิน"ลั่วเหมยยกยิ้มและสวมแหวนมิติไปที่นิ้วกลางของชายหนุ่มในทันที ซึ่งเขาก็รับไว้ด้วยความเต็มใจ
"หากเหนื่อยเมื่อไรก็กลับมานะที่นี่เป็นบ้านของเจ้าเสมอ"ลั่วเฉินโอบกอดภรรยาที่คล้ายว่าจะร้องไห้เอาไว้และยกยิ้มให้เหลนชาย
"ขอบคุณขอรับท่านตาทวด ท่านยายทวด"
"พวกเราก็ไม่มีอะไรมากมาย จากนี้ไปคงต้องฝากหนี่เอ่อร์ด้วยนะ"ทั้งไป่เจินและไป่หมิงกล่าวขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มบาง
"ไม่ต้องกังวลขอรับ นางอยู่ด้านในสมบัติลับของข้าไม่มีใครสามารถที่จะทำอะไรนางได้"
ลั่วอู่หลินเมื่อกล่าวตอบเขาก็ดึงสมบัติสองชิ้นออกมา แน่นอนมันคือทักษะระดับสวรรค์ ทักษะบ่มเพาะเหมันต์นิรันทร์ และทักษะบ่มเพาะเทพนภาไร้ลักษณ์
ทั้งสองทักษะนี้คือทักษะที่เขาค้นหาจากหอคอยมหาสมบัติหลังจากที่สนทนาด้านการบ่มเพาะกับทั้งท่านตาทวดอย่างลั่วเฉินและพ่อตาไป่หมิง นี่ถือได้ว่าเป็นของขวัญจากลาที่เขาเตรียมเอาไว้ให้ เพื่อที่ในอนาคตพวกลั่วเฉินจะได้ไม่จำเป็นต้องกลัวการก่อกบฏของหอคอยสายฟ้าอีกต่อไป และนี่ก็เพื่อความสบายใจของเขาด้วย
"นะ นี่มัน!!"ทั้งสองที่เห็นก็พลันตาลุกวาว เต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อว่าเขาจะมีบุญได้เห็นทักษะเช่นนี้จริงๆ
"ข้ารู้ว่าพวกท่านกำลังคิดที่จะปฏิเสธ พวกมันไม่มีประโยชน์สำหรับข้าขอรับ ดังนั้นการมอบให้พวกท่านถือเป็นประโยชน์สูงสุดแล้วที่มันจะมีได้"ลั่วอู่หลินกล่าวตัดบททั้งสองในทันที ทั้งสองจึงทำได้แต่พยักหน้าและเก็บมันเข้าแหวนมิติไป
เมื่อการร่ำลาเสร็จสิ้นลั่วอู่หลินผสานมือคาราวะและบินทะยานฟ้าไปในทันที ในเวลานี้อย่างแรกที่ชายหนุ่มจะทำคือการหาแกนอสูรระดับจักรพรรดิและบรรพชนมาบ่มเพาะพลัง ในขณะเดียวกันก็ต้องสืบหาเรื่องราวของเปลวเพลิงสวรรค์ไปด้วยซึ่งนับว่าเป็นงานยากเหลือเกิน
"เห้อ เปลวเพลิงสวรรค์ส่วนใหญ่ไม่อยู่แดนเซียนก็แดนเทพแล้วข้าจะไปหาที่ไหนละเนี้ย" ลั่วอู่หลินบ่นออกมาขณะที่บินไปไกล จากตำราที่เขาศึกษามามันคือการคาดเดาการเกิดของเปลวพลิงสวรรค์จึงไม่ได้หมายความว่าจะเป็นจริงตามตำรา
"เจ้าเด็กโง่ เปลวเพลิงเห็นได้ชัดเลยว่าเป็นสิ่งสำคัญของนักปรุงโอสถ หากเป็นเช่นนั้นก็ลองหาข่าวจากเมืองที่มีหอโอสถก็ได้เพราะหากมีข่าวเรื่องเปลวเพลิงออกมา หอโอสถจะเป็นสถานที่แรกที่ได้รับข่าวสาร แต่ตอนนี้นั้นกว่าจะถึงเมืองถัดไป เจ้าสมควรที่จะหาแกนอสูรเพื่อบ่มเพาะพลังก่อน"ไฉ่เยว่เอ่อร์แนะนำ
"ข้าเข้าใจแล้วขอรับ"ชายหนุ่มตอบรับ เข้าพุ่งตรงสู่ป่าใหญ่พร้อมกับดึงหอกระดับปฐพีออกมาเข้าจู่โจมสัตว์อสูรระดับจักรพรรดิในทันที แม้อาจจะดูโลภไปบ้างแต่ลึกๆในใจของเขาก็หวังจะเจอสัตว์อสูรที่มีกระดูกสัตว์มายา เผื่อเขาจะสามารถใช้มันได้
การไล่ล่าอย่างบ้าคลั่งถูกเปิดฉากขึ้นในทันใด เสียงคำรามและกรีดร้องของสัตว์อสูรในป่าใหญ่ก็ดังกึกก้องไปทั่วทั้งสารทิศ โชคดีที่ในป่านี้ไร้ผู้อยู่อาศัยไม่เช่นนั้นได้หวาดผวากับเสียงกรีดร้องเป็นแน่แท้
"ฟุ๊บ!!"
"ร้อยคมเขี้ยวผนึกเหมันต์"ลั่วอู่หลินใช้ออกด้วยทักษะที่คิดค้นขึ้น มีดบินน้ำแข็งนับร้อยที่รูปลักษณ์งดงามแยกกันไปจัดการสัตว์อสูรระดับจักรพรรดิโดยรอบพร้อมๆกัน ชายหนุ่มรีบเก็นแกนอสูรและซากของพวกมันเข้าไปในแหวนมิติในทันที แม้ว่าในหอคอยมหาสมบัติจะมีสมบัติมากมายนับไม่ถ้วน แต่พวกมันล้วนอาจจะสร้างความวุ่นวายในโลกภายนอกได้ ดังนั้นเขาจึงต้องเก็บซากสัตว์อสูรเอาไว้เพื่อนำมันไปขายเพื่อนำเงินมาใช้ในชีวิตประจำวัน
ชายหนุ่มเข้ามาหาที่พัก เขาพบเจอถ้ำขนาดเล็กจึงรีบเข้าไป ก่อนที่จะนำเอาแกนอสูรออกมาจำนวนมากออกมาและทำการบ่มเพาะอย่างไม่รีรอ ด้วยพลังการดูดซับและกลั้นของไฉ่เยว่เอ่อร์ ราชามันกรอัสนีบาตทรราช ต้นไม้จรัสแสง และหมอกดำ ตัวเขาชายหนุ่มราวกับหลุดดำที่ดูดกลืนพลังงานจากแกนอสูรมหาศาลเข้าไปอย่างง่ายดาย
วงแหวนเซียนเทียนของเขากลายเป็นสองวงประกายสีขาวบริสุทธิ์ ลั่วอู่หลินหยุดการบ่มเพาะและพยักหน้าอย่างพึงพอใจ อัตราการดูดซับพลังของเขานับวันยิ่งเร็วมากขึ้นอันเนื่องมาจากตัวตนทั้งหลายในทะเลแห่งจิตใจของเขาแต่ละตัวตนล้วนแต่ไม่ธรรมดา
ไป่หนี่บอกเอาไว้ว่าตอนนี้ยังไม่ค่อยลำบากสักเท่าไร แต่ตัวเขาจะลำบากจริงๆในตอนที่ไปถึงระดับเซียนแต่นางก็ไม่ได้บอกรายละเอียดมากนัก ลั่วอู่หลินเองก็ไม่อยากจะถามเช่นกันเพราะเขาในตอนนี้สนใจแต่ในปัจจุบันเท่านั้น เรื่องในอนาคตยังมิอาจที่จะคาดเดาได้
"เอาละ อะไรจะรอข้าอยู่ข้างหน้ากันนะ"ชายหนุ่มกล่าวอย่างตื่นเต้น เขาใช้เวลาทุกนาทีให้มีค่าที่สุดโดยการไล่ล่าสัตว์อสูรจำนวนมากในป่าใหญ่จนอาภรณ์ขาวของเขาถูกย้อมจนกลายเป็นสีแดงซึ่งมาจากโลหิตของสัตว์อสูร แต่ลั่วอู่หลินมิได้สนใจและยังคงไล่ล่ามันจนเวลาผ่านไปเกือบยี่สิบวันชายหนุ่มจึงทะลุป่ามาถึงเมืองเล็กๆเมืองหนึ่งที่ดูร่มรื่นไม่ได้หรูหราอะไร
เขาจึงใช้ลมปราณชำระล้างร่างกายและสมใส่อาภรณ์ชุดใหม่ในทันทีเพื่อที่จะไม่ให้ผู้คนตื่นตระหนกตกใจ เมื่อชายหนุ่มย่างกรายเข้าไปในเมืองสิ่งที่เขาพบเห็นคือสิ่งที่คล้ายกับเทศกาลตามท้องถนนตลอดทั้งเมือง
"พี่ชายๆเขามีงานอะไรกันหรือ?"ด้วยความสงสัยลั่วอู่หลินจึงสะกิดชาวบ้านละแวกนั้นเพื่อที่จะกล่าวถาม
"โอ้ เจ้าพึงจะมาถึงเมืองนี้สินะ นี่เทศกาลจิ้งจอกทราอย่างไรละ เป็นเทศกาลที่จัดขึ้นเพื่อสักการะบูชาเทพจิ้งจอกจันทราให้ช่วยปกปักษ์รักษาเมืองแห่งนี้"
"เทพจิ้งจอกจันทรา??"ลั่วอู่หลินอุทานออกมาและยิ่งสงสัยเข้าไปใหญ่ หากมีเทพจิ้งจอกจันทราจริงๆเหตุใดถึงไม่อยู่แดนสวรรค์ละจะมาอยู่ในเมืองที่อยู่แค่ชายขอบทวีประดับกลางเช่นนี้ไปทำไม
"ขอบคุณพี่ชายที่บอกกล่าว"ลั่วอู่หลินกล่าวออกไปเช่นนั้นแต่ทว่าดวงเนตรอสรพิษสวรรค์ของเขากลับปรากฏขึ้นมาเพื่อตรวจสอบทุกอย่างในทันที ปรากฏว่าชาวบ้านทุกคนที่นี่กลับมีไอปราณสีดำปกคลุมไปทั่วร่าง หากถามว่าเขาเห็นได้อย่างไรนั่นเพราะเขาใช้ปราณหยินมาผสานเข้ากับดวงเนตรอสรพิษสวรรค์มันทำให้เห็นไอปราณประเภทหยินได้
"ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ ปีศาจจิ้งจอกที่คอยหลอกลวงผู้คนกลืนวิญญาณงั้นหรือ "ชายหนุ่มเผยรอยยิ้ม แค่หลักการพื้นๆอย่างทำตัวเป็นผู้ปกป้องแต่แท้จริงแล้วเป็นผู้ทำลาย แม้จะหลอกชาวบ้านเหล่านี้ได้แต่น่าเสียดายยิ่งที่มันใช้ไม่ได้กับเขา
"ไอปราณที่หนาแน่นที่สุดมาจากหอนางโลมงั้นหรือ ก็สมกับเป็นปีศาจจิ้งจอกดีที่ล่อลวงคนด้วยเสน่ห์"ไฉ่เยว่เอ่อร์กล่าว บอกตามตรงนางไม่ค่อยถูกชะตากับปีศาจประเภทจิ้งจอกเท่าไรนัก เพราะว่าเป็นตัวตนที่เต็มไปด้วยเสน่ห์เหมือนกันและมักจะถูกนำไปเปรียบเทียบกับบ่อยๆ
"ท่านดูหงุดหงิดนะพี่สาว ต่อให้ปีศาจจิ้งจอกจะงดงามปานใดก็เทียบไม่ได้กับท่านหรอกกระมัง"ชายหนุ่มเอ๋ยปากหยอกเย้า ไฉ่เยว่เอ๋อร์ได้ยินก็พลันถลึงตาใส่ก่อนจะกอดอกและหันหลังให้ลั่วอู่หลิน
"จะเอาอย่างไร เจ้าจะช่วยหรือไม่ช่วยคนพวกนี้ละ ถ้าช่วยก็รีบทำแต่ไม่ช่วยก็รีบไป"นางกล่าวราวกับไม่สนใจใยดี แต่หากสังเกตุจะพบว่าใบหูของนางตอนนี้แดงระเรื้อจากคำกล่าวเมื่อครู่ของชายหนุ่ม
"ไม่เห็นจำเป็นต้องกังวลอะไรปานนั้น ท่านดูนั่นสิกลุ่มคนกลุ่มนั้นน่าจะเป็นผู้ฝึกตนจากนิกายอะไรสักอย่าง ข้าว่าปล่อยให้พวกเขาทำจะดีกว่าเพราะข้าเองก็ไม่อยากไปแย้งเหยื่อของใคร เพราะมันอาจจะนำมาสู่ปัญหาได้"ลั่วอู่หลินชี้ไปที่คนกลุ่มหนึ่งที่สวมอาภรณ์คล้ายๆกันและกล่าวออกมา
ไม่ใช่ว่าเขากลัวอีกฝ่ายแต่มันน่ารำคาญเกินไปที่จะขัดแย้ง อีกทั้งก็ต้องบอกตามตรงว่ามันไม่ใช่เรื่องของเขา ชาวบ้านพวกนี้ล้วนใหญ่เป็นผู้ฝึกตนกันทั้งนั้นแต่กลับหลงกลและหลงเชื่อปีศาจจิ้งจอกก็คงต้องปล่อยให้เป็นไปตามเวรตามกรรม หลังจากที่เห็นอะไรมามากมายลั่วอู่หลินพลันคิดได้ว่าหากนำตัวไปยุ่งกับปัญหามากเกินไป เพราะมันจะเป็นตัวเขาเองที่มีปัญหาตามมา และแน่นอนว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการ
"วาบ!"
"หืม?"
ในขณะที่ชายหนุ่มกำลังหันหลังกลับไป อยู่ดีๆหอคอยมหาสมบัติก็มีการตอบสนองจนชายหนุ่มต้องหยุดชะงัก ลั่วอู่หลินที่สัมผัสได้ก็ถึงกับขมวดคิ้ว การที่มันตอบสนองเช่นนี้คงจะมีเพียงเหตุผลเดียวนั่นคือในเมืองนี้จะต้องมีสมบัติล้ำค่าเกินบรรยาย
"เห้อ ดูเหมือนข้าจะไปไหนไม่ได้เสียแล้ว อยากรู้เสียจริงว่าวันจะเป็นสมบัติอะไร เจ้าหอคอยการตรวจจับสมบัติครั้งแรกหวังว่าจะไม่ทำให้ข้าผิดหวัง"ลั่วอู่หลินยกยิ้มบางจากนั้นก็เดินเข้าเมืองไปตามปกติปกปิดพลังราวกับเป็นคนธรรมดาๆคนหนึ่งก็ไม่ปาน และเข้าไปยังโรงเตี้ยมที่ตอนนี้มีผู้ฝึกตนที่สวมชุดเหมือนกันอยู่เต็มไปหมด
'ให้ตายเถอะ เจ้าพวกนางมาล่าปีศาจจิ้งจอกจริงๆหรือเปล่าเนี้ย สวมชุดนิกายเข้ามาแบบนี้มันก็ไหวตัวทันหมดน่ะสิ'เขาคิดในใจและเดินไปเช่าห้องๆหนึ่งเพื่อใช้ในการตรียมการล่าสมบัติในค่ำคืนนี้