บรรยากาศภายในห้องโดยสารของเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวสุดหรูที่เคยผ่อนคลายและเต็มไปด้วยความรื่นเริงเมื่อไม่กี่นาทีก่อน บัดนี้กลับถูกแทนที่ด้วยความกดดันอันหนักอึ้งที่มองไม่เห็น ทันทีที่ประโยคคำถามอันแสนเยือกเย็นหลุดออกมาจากริมฝีปากบางเฉียบของเพียงฟ้า
ชายหนุ่มลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคือง เมื่อเขาตระหนักได้ว่า รอยยิ้มละมุนที่ประดับอยู่บนใบหน้าของเพียงฟ้านั้น... มันดูแปลกพิกล มันเยียบเย็น และเต็มไปด้วยรังสีอำมหิตที่น่าขนลุกยิ่งกว่าตอนที่เขาเผชิญหน้ากับศัตรูในสนามรบเสียอีก!
ธีร์ ผู้ซึ่งผ่านการฝึกฝนทักษะการเอาชีวิตรอดและศิลปะการต่อสู้ระยะประชิด (CQC) มาอย่างโชกโชน ชายหนุ่มที่เคยเผชิญหน้ากับพวกคลั่งลัทธินิวอีเดนที่ไม่กลัวตาย และเคยวิ่งฝ่าดงะุปืนกลมานับครั้งไม่ถ้วน บัดนี้กลับรู้สึกว่าสัญชาตญาณสัตว์ป่าในตัวกำลังกรีดร้องเตือนถึง 'อันตราย' ระดับสูงสุด
เขาไม่เข้าใจเลยสักนิด ว่าทำไมจู่ๆ ผู้หญิงที่เพิ่งจะรู้จักกันได้ไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมง ถึงได้หยิบยกเอาเสียงซุบซิบนินทาของพวกทหารเดนตายในห้องพัก มาตั้งเป็คำถามจับผิดเขาด้วยแววตาที่เหมือนพร้อมจะเชือดคอเขาได้ทุกเมื่อเช่นนี้
เพื่อหาทางหนีทีไล่จากสถานการณ์ที่คาดเดาไม่ได้ ธีร์ตัดสินใจเบือนหน้าหนีจากสายตากดดันของนางพญา แล้วหันขวับไปมองผู้เป็ปู่เพื่อหวังจะขอความช่วยเหลือ หรืออย่างน้อยก็ช่วยพูดเปลี่ยนเื่ให้ที
ทว่า... ภาพที่ปรากฏตรงหน้า กลับทำให้หมาป่าหนุ่มถึงกับต้องลอบถอนหายใจออกมาแรงๆ
เ้าสัวสิรินทร์ ชายชราผู้กุมบังเหียนอาณาจักรธุรกิจอุตสาหกรรมหนักและการขนส่งอันดับหนึ่งของภูมิภาคอย่างสิรินทรา กรุ๊ป ผู้ซึ่งเมื่อครู่นี้ยังทำตัวเป็พ่อสื่อชื่นชมความเพียบพร้อมของหลานสาวบุญธรรมอยู่แหม็บๆ บัดนี้กลับทำท่าทีราวกับเป็เพียงตาแก่ข้างทางที่หลงขึ้นเครื่องบินมาอย่างงงๆ ชายชรายกแก้วแชมเปญวินเทจขึ้นจิบช้าๆ แววตาฝ้าฟางเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างเครื่องบิน ทอดสายตาชื่นชมปุยเมฆสีขาวราวกับว่ามันเป็สิ่งมหัศจรรย์ที่สุดในโลก เห็นได้ชัดเจนว่าท่านประธานใหญ่กำลังสวมบทบาททำเป็หูทวนลม ไม่รู้ไม่ชี้ และไม่ขอเอาตัวเข้าไปสอดแทรกในรังสีอำมหิตของหนุ่มสาวโดยเด็ดขาด
เมื่อที่พึ่งพาเพียงหนึ่งเดียวบนเครื่องบินเจ็ตลำนี้ตัดช่องน้อยแต่พอตัว ธีร์ก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องหันกลับมาเผชิญหน้ากับความเป็จริง
เพียงฟ้ายืนหยัดในท่าทีเดิม หญิงสาวระดับผู้บริหารสูงสุดยังคงนั่งหลังตรงสง่างาม ริมฝีปากที่เคลือบลิปสติกสีสดยังคงประดับด้วยรอยยิ้มที่อ่านไม่ออก ั์ตาสีเข้มภายใต้แพขนตางอนยาวจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเขาอย่างไม่ลดละ เพื่อรอคอยคำตอบ
สำหรับชายหนุ่มที่เติบโตมากับการอยู่ตัวคนเดียวและมีไหวพริบปฏิภาณสูงในด้านการเอาชีวิตรอดในสนามรบ เขาอาจจะฉลาดหลักแหลมในเื่ยุทธวิธี แต่ในเื่ของความสัมพันธ์และอารมณ์อันซับซ้อนของผู้หญิง เขาคือพวกมือใหม่ที่แสดงออกไม่เก่งและไม่รู้จักวิธีพูดจาเอาใจใคร
ธีร์สูดลมหายใจเข้าลึก ั์ตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวสบเข้ากับดวงตาของเพียงฟ้า ก่อนที่เขาจะตัดสินใจเลือกใช้ความสัตย์จริงเป็คำตอบ เพราะเขาไม่รู้จะโกหกไปเพื่ออะไร
"ถ้าเป็เื่ผู้หญิง..." ธีร์ตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบ "ก็พอมีบ้างครับ"
ในฐานะทหารรับจ้างหนุ่มวัยยี่สิบห้าปีที่ร่างกายกำยำและเต็มไปด้วยฮอร์โมน การใช้ชีวิตท่ามกลางความตึงเครียดของสมรภูมิที่พร้อมจะตายได้ทุกวินาที ย่อมต้องมีการปลดปล่อยสัญชาตญาณดิบและระบายความเครียดบ้างเป็เื่ธรรมดา แม้เขาจะไม่ได้มีนิสัยเ้าชู้ไก่แจ้หรือชอบแจกขนมจีบไปทั่วเหมือนอย่างแซม แต่เขาก็ไม่ใช่ผู้ชายไร้เดียงสาที่ไม่เคยผ่านการััอิสตรีมาเลย
ทันทีที่ได้ยินคำตอบอันแสนซื่อตรงและไร้การปรุงแต่งนั้น เพียงฟ้าก็พยักหน้าช้าๆ รอยยิ้มบนใบหน้าสวยสง่านั้นไม่ได้จางหายไป แต่มันกลับดูเย็นเยียบและบาดลึกลงไปอีกระดับ หญิงสาวขยับตัวเล็กน้อย ก่อนจะเอื้อนเอ่ยทวนคำตอบของเขาช้าๆ ชัดๆ ทีละคำ ราวกับกำลังสลักมันลงบนแผ่นน้ำแข็ง
"ก็พอมีบ้าง... สินะคะ"
ทั้งที่น้ำเสียงของเธอไม่ได้มีการตวาด หรือแสดงความเกรี้ยวกราดรุนแรงใดๆ ออกมาเลยแม้แต่น้อย ทว่าสัญชาตญาณของธีร์กลับััได้ถึงแรงกดดันมหาศาล เขารู้สึกเหมือนกับว่าแต่ละคำที่หลุดออกมาจากริมฝีปากอวบอิ่มนั้น มันเป็เสมือนลูกะเิทำลายล้างสูงที่กำลังถูกทิ้งร่วงหล่นลงมากลางวง
เพียงฟ้าจ้องหน้าชายหนุ่มผู้พูดน้อยนิ่งงัน ก่อนที่ออร่าความกดดันระดับนางพญาจะแผ่ซ่านออกมาจนบรรยากาศรอบตัวแทบจะกลายเป็สุญญากาศ
"ดีจังเลยนะคะ... คุณธีร์" เพียงฟ้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวานใสที่ซ่อนคมมีดเอาไว้มิดชิด "คุณรู้ไหมคะ... ว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา ฉันต้องเอ่ยปากปฏิเสธและเมินเฉยต่อผู้ชายไปตั้งกี่ร้อยกี่พันคน... เพื่อรักษาสถานะและรอคอยใครบางคน ในขณะที่คนที่ฉันรอคอย กลับใช้ชีวิตแบบที่ 'ก็พอมีบ้าง' แบบนี้"
ประโยคนั้นเปรียบเสมือนหมัดฮุกที่กระแทกเข้าปลายคาง หญิงสาวผู้ยึดมั่นในความกตัญญู ปิดตายหัวใจ และครองความบริสุทธิ์ผุดผ่องมาตลอดชีวิตเพื่อรอคอยคำสัญญาของคุณปู่ กำลังใช้ความสัตย์จริงของเธอ เชือดเฉือนความเป็ชายชาตรีของเขาอย่างเืเย็น
แม้ว่าเธอจะเป็ฝ่ายที่มองมาด้วยรอยยิ้ม แต่ธีร์กลับรู้สึกถูกกดดันอย่างหนักหน่วงที่สุดในชีวิต อาการประหม่าที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อนกำลังก่อตัวขึ้น จนในที่สุด... สุดยอดแนวหน้าทะลวงฟันแห่งวูลฟ์แฟง ก็ถึงกับต้องเป็ฝ่ายเผลอเบือนหน้าหนีและหลบสายตาดุดันคู่นั้นไปเสียเอง!
ช่างเป็จังหวะที่โชคดีเหลือเกินที่ความอึดอัดนั้นไม่ได้ดำเนินไปจนถึงจุดแตกหัก พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินสาวสวยได้เข็นรถเข็นเข้ามาใกล้ พร้อมกับประคองถ้วยกระเบื้องเคลือบที่บรรจุกาแฟดำร้อนกรุ่นส่งกลิ่นหอมฉุย มาวางลงบนโต๊ะกระจกตรงหน้าของชายหนุ่ม
"กาแฟดำได้แล้วค่ะ" พนักงานสาวเอ่ยอย่างนอบน้อม โดยไม่ได้รับรู้ถึงาประสาทที่กำลังคุกรุ่นอยู่เลยแม้แต่น้อย
ธีร์ไม่รอช้า ชายหนุ่มรีบคว้าถ้วยกาแฟดำใบนั้นขึ้นมาจรดริมฝีปากและยกดื่มทันทีราวกับคนหิวน้ำ แม้ความร้อนของของเหลวสีเข้มจะลวกจิบลิ้นไปบ้าง แต่มันก็ช่วยให้เขามีข้ออ้างในการหลบเลี่ยงสายตาและบรรเทาความตึงเครียดที่บีบรัดหัวใจอยู่ได้ชั่วขณะ
เพียงฟ้าทอดสายตามองปฏิกิริยาลุกลี้ลุกลนเล็กๆ ของหมาป่าหนุ่มด้วยความรู้สึกพึงพอใจลึกๆ ริมฝีปากที่เคลือบลิปสติกสีสดยกยิ้มขึ้นอย่างผู้มีชัย ก่อนที่เธอจะเอ่ยประโยคทิ้งท้ายที่ทำเอาธีร์แทบจะกลืนกาแฟไม่ลง
"เอาไว้... เดี๋ยวเราเดินทางกลับไปถึงคฤหาสน์เมื่อไหร่..." เพียงฟ้าเว้นจังหวะพลางใช้ปลายนิ้วเรียวเคาะลงบนที่วางแขนเบาๆ "ฉันคงจะต้องขออนุญาต 'คุยส่วนตัว' กับคุณหน่อยนะคะ ว่าไอ้คำว่า 'ก็พอมีบ้าง' ของคุณเนี่ย... รายละเอียดจริงๆ แล้ว มันคืออะไรกันแน่"
ทางด้านของเ้าสัวสิรินทร์ที่กำลังแสร้งทำเป็ชื่นชมวิวทิวทัศน์อยู่ ถึงกับต้องลอบกลืนน้ำลายและยกแก้วแชมเปญขึ้นมาดื่มรวดเดียวจนหมดแก้ว ชายชราลอบปาดเหงื่อที่ซึมตามไรผมพลางคิดในใจอย่างหวาดหวั่น... 'พระเ้าช่วย... นี่หนูเพียงฟ้าของปู่ เธอแผ่ออร่าความน่ากลัวและกดดันได้ถึงขนาดนี้ั้แ่เมื่อไหร่กันเนี่ย?'
ทว่า ยังไม่ทันที่เ้าสัวจะได้พักหายใจหายคอ เพียงฟ้าที่เพิ่งจะต้อนหมาป่าหนุ่มจนมุม ก็หันขวับมาทางชายชรา พร้อมกับรอยยิ้มที่เปลี่ยนโหมดกลับมาเป็หลานสาวแสนดีในเสี้ยววินาที
"คุณปู่คะ..." เพียงฟ้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลและเป็ธรรมชาติที่สุด "งั้นเดี๋ยวคืนนี้... ไหนๆ เราก็เดินทางกันมาเหนื่อยๆ แล้ว ฟ้าขออนุญาตให้คุณธีร์ไปนอนพักที่ 'ห้องเดียว' กับฟ้าเลยนะคะ"
พรวด!!
ธีร์ที่กำลังจิบกาแฟดำเพื่อดับความประหม่า ถึงกับสำลักของเหลวสีเข้มออกมาเล็กน้อย ชายหนุ่มไอร่อกแร่กพลางหยิบกระดาษเช็ดปากมาซับริมฝีปาก ั์ตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึงกับข้อเสนอที่ข้ามขั้นจนตั้งตัวไม่ติด
"เพราะถึงยังไง... ฟ้ากับคุณธีร์ก็มีสถานะเป็ 'คู่หมั้น' กันอย่างถูกต้องอยู่แล้วนี่คะ" เพียงฟ้าให้เหตุผลด้วยใบหน้าเรียบเฉย ราวกับกำลังพูดเื่ดินฟ้าอากาศ "และพอดีว่า... ฟ้ามีเื่อยากจะ 'ทำความรู้จัก' และพูดคุยกับคุณธีร์อยู่เยอะแยะเต็มไปหมดเลยค่ะ... โดยเฉพาะไอ้เื่ที่ว่า 'ก็พอมีบ้าง' เนี่ยแหละค่ะ ฟ้าอยากจะฟังอย่างละเอียดเลย"
ธีร์หันขวับไปมองหน้าผู้เป็ปู่ทันที สายตาของเขาส่งสัญญาณขอความช่วยเหลืออย่างปิดไม่มิด หวังลึกๆ ว่าชายชราผู้เคร่งครัดในประเพณี จะช่วยเบรกความใจร้อนของหลานสาวบุญธรรมเอาไว้บ้าง
ทว่า... คำตอบที่หลุดออกมาจากปากของเ้าสัวสิรินทร์ กลับเปรียบเสมือนการตัดหางปล่อยวัดอย่างสมบูรณ์แบบ
"อ้อ... ก็ดีนะลูก!" เ้าสัวสิรินทร์พยักหน้ารับอย่างกระตือรือร้น รอยยิ้มกว้างปรากฏบนใบหน้าที่เหี่ยวย่น "หนุ่มสาวได้อยู่ใกล้ชิดและสนิทสนมกันไวๆ ก็ดีเหมือนกัน เพราะปู่เองก็แก่มากแล้ว... ปู่ก็อยากจะอุ้ม 'เหลน' จะแย่อยู่แล้วเหมือนกัน!"
คำประกาศิตของประธานใหญ่แห่งสิรินทรา กรุ๊ป ทำเอาธีร์ถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ชายหนุ่มสบถในใจอย่างหัวเสีย 'นี่มันเื่บ้าอะไรกันวะเนี่ย?! นี่ตกลงตาแก่คนนี้มาตามหาหลานชาย หรือมาตามหาพ่อพันธุ์กันแน่?! ทั้งสองคนนี้จะใจร้อนและข้ามขั้นตอนกันเกินไปแล้ว!'
เพียงฟ้าได้ยินคำอนุญาตจากผู้มีพระคุณก็คลี่ยิ้มหวานรับ "ได้เลยค่ะคุณปู่ เื่นี้... ไว้ใจฟ้าได้เลยค่ะ"
หญิงสาวหันกลับมามองใบหน้าที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกของชายหนุ่ม ั์ตาสีเข้มของเธอฉายแววพึงพอใจอย่างประหลาดกับปฏิกิริยาของเขา
ตลอดชีวิตที่ผ่านมาของเพียงฟ้า เธอรายล้อมไปด้วยผู้ชายมากหน้าหลายตาที่พยายามเข้ามาตีสนิทและตามจีบ ทั้งกฤต เพื่อนวัยเด็กที่พยายามใช้ความสุภาพบุรุษเข้าหา หรือวศิน นักธุรกิจจอมละโมบที่จ้องจะฮุบกิจการ ผู้ชายพวกนั้นล้วนเหมือนกันหมด... หากไม่หมายตาในความงามและรูปลักษณ์อันเย้ายวนของเธอ ก็ล้วนแต่หวังผลประโยชน์ในความสามารถและทรัพย์สินมหาศาลของสิรินทรา กรุ๊ป ที่เธออยู่
แต่กับผู้ชายคนนี้... ธีรภัทร
ทั้งๆ ที่เขาได้รับรู้ว่าตนเองมีสิทธิ์ขาดในตัวเธอในฐานะคู่หมั้น และเธอก็เป็ฝ่ายเปิดทางทอดสะพานให้ถึงขนาดนี้ แต่เธอกลับรับรู้ได้อย่างชัดเจนถึง 'ความไม่ไว้ใจ' และ 'กำแพง' อันสูงชันที่เขาก่อขึ้นมากั้นกลางเอาไว้ ธีร์ไม่ได้แสดงท่าทีหื่นกระหาย ไม่ได้ดีใจจนเนื้อเต้นที่ได้คู่หมั้นเป็สาวสวยระดับนางพญา และไม่ได้แสดงความโลภในทรัพย์สมบัติใดๆ ออกมาเลยแม้แต่น้อย
ปฏิกิริยาที่ผิดคาดและตรงกันข้ามกับผู้ชายทั้งโลกเช่นนี้... กลับยิ่งกระตุ้นความรู้สึกท้าทายในตัวของเพียงฟ้า หญิงสาวผู้รักความสมบูรณ์แบบเริ่มรู้สึกว่า ผู้ชายดิบเถื่อนที่นั่งอยู่ตรงหน้านี้ 'น่าสนใจ' ขึ้นมาไม่น้อยเลยทีเดียว
เพื่อไม่ให้บรรยากาศตึงเครียดและกดดันจนเกินไป เพียงฟ้าจึงตัดสินใจที่จะลดระดับรังสีอำมหิตของตนเองลง และพยายามหาหัวข้อสนทนาที่ดูผ่อนคลายขึ้น เพื่อเจาะทำลายกำแพงน้ำแข็งของเขาให้ค่อยๆ ละลายลง
"จริงสิคะ คุณธีร์..." เพียงฟ้าเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลและเป็มิตรมากขึ้น "ฟ้าอยากรู้เื่ราวส่วนตัวของคุณให้มากกว่านี้จังเลยค่ะ"
ธีร์วางถ้วยกาแฟลงบนโต๊ะ เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเป็เชิงรอฟัง
"เมื่อเช้านี้... ตอนที่ฟ้าคุยกับผู้บัญชาการอีวาน่า หัวหน้าหน่วยสาวชาวรัสเซียของคุณ เธอเล่าให้ฟ้าฟังว่า..." เพียงฟ้ายิ้มบางๆ "ถึงแม้ภายนอกคุณจะดูดุดันและเป็ทหารที่เก่งกาจ แต่เวลาว่าง คุณกลับชอบอ่านหนังสือการ์ตูน แล้วก็ชอบเล่นวิดีโอเกมเป็ชีวิตจิตใจ... จริงหรือเปล่าคะ?"
ธีร์ที่ถูกเปิดโปงงานอดิเรกสุดเนิร์ดที่ขัดกับลุคทหารเดนตาย ชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนที่ชายหนุ่มจะยอมพยักหน้ารับช้าๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้.
แม้ภายนอกเขาจะถูกหล่อหลอมให้กลายเป็อาวุธสังหารที่เยือกเย็นและไร้ความปรานี แต่ในเวลาที่ได้พักจากการจับปืนหรือมีดพก การได้จดจ่ออยู่กับหน้าจอเกมหรือหน้ากระดาษการ์ตูน ก็เป็เพียงไม่กี่วิธีที่ช่วยให้เขาสามารถตัดขาดจากโลกแห่งความจริงที่เต็มไปด้วยกลิ่นคาวเื และหลีกหนีจากฝันร้ายในอดีตได้ชั่วคราว
เมื่อเห็นท่าทีพยักหน้ารับอย่างซื่อๆ ของหมาป่าหนุ่ม เพียงฟ้าก็คลี่ยิ้มบางๆ ออกมา
"พอดีว่า... ฟ้าไม่ค่อยชอบเล่นเกมสักเท่าไหร่น่ะค่ะ" เพียงฟ้าเริ่มบทสนทนาด้วยการเปิดเผยเื่ราวของตัวเองบ้างเพื่อสร้างความคุ้นเคย "ถึงแม้ว่าตอนเด็กๆ คุณปู่ท่านจะไม่ได้เข้มงวดกับฟ้ามากนัก แถมยังเคยซื้อเครื่องเล่นเกมคอนโซลรุ่นใหม่ล่าสุดให้เป็ของขวัญวันเกิดด้วยก็เถอะ... แต่ฟ้าก็ยังรู้สึกไม่ค่อยชอบมันอยู่ดี"
ทว่า ประโยคบอกเล่าแสนธรรมดาของหลานสาวบุญธรรม กลับไปสะกิดต่อมความทรงจำของชายชราที่นั่งจิบแชมเปญอยู่ฝั่งตรงข้ามเข้าอย่างจัง
"อ้าว?" เ้าสัวสิรินทร์ละสายตาจากหน้าต่างเครื่องบิน หันมาเลิกคิ้วทำหน้าประหลาดใจสุดขีด "นี่หนูฟ้าไม่ได้ชอบเล่นเกมหรอกรึ? แต่ปู่จำได้แม่นเลยนะ ว่าตอนที่ปู่ซื้อเครื่องเกมเครื่องนั้นให้ใหม่ๆ ปู่เห็นหนูนั่งจ้องหน้าจอ กดจอยสติ๊กเล่นเกมอะไรสักอย่างอยู่ตั้งหลายวัน... เล่นหนักเสียจนลืมกินข้าวกินปลา ลืมนอนไปเลยด้วยซ้ำนะลูก!"
สิ้นคำทักท้วงของคุณปู่ เพียงฟ้าผู้มาดมั่นและสมบูรณ์แบบก็ถึงกับชะงักกึก ร่างระหงของนางพญาแข็งทื่อไปชั่วขณะ หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่นเพราะเธอไม่เคยปริปากบอกเหตุผลที่แท้จริงเื้ัเหตุการณ์ในวัยเด็กนั้นให้เ้าสัวสิรินทร์ฟังมาก่อนเลย
เพียงฟ้าสูดลมหายใจเข้าลึก หันไปมองหน้าผู้มีพระคุณ ก่อนจะยอมสารภาพความจริงออกมาด้วยน้ำเสียงที่เจือความอับอายเล็กๆ
"คือว่า... ที่ฟ้าเล่นจนลืมกินลืมนอนตอนนั้น มันไม่ใช่เพราะฟ้าชอบเล่นเกมหรอกนะคะคุณปู่..." เพียงฟ้าหลบสายตาเล็กน้อย ใบหน้าสวยสง่าซับสีเืขึ้นมาจางๆ "แต่เป็เพราะ... ฟ้ามีความรู้สึก 'รับไม่ได้' น่ะค่ะ ที่ตัวเองจะต้องเป็ฝ่ายพ่ายแพ้ให้กับบอสด่านนั้น... ฟ้าก็เลยฝืนนั่งเล่น ฝืนสู้กับมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อที่จะเอาชนะมันให้ได้ก็แค่นั้นเองค่ะ"
คำสารภาพนั้นสะท้อนให้เห็นถึงแก่นแท้ของนิสัย 'นางพญา' อย่างชัดเจน เธอเป็ผู้หญิงที่มีความมั่นใจในตัวเองสูงลิบลิ่ว เด็ดขาด และมีสัญชาตญาณของการเป็ผู้ชนะที่ไม่ยอมก้มหัวให้กับความพ่ายแพ้ ไม่เว้นแม้กระทั่งกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในวิดีโอเกม
เมื่อได้ยินเหตุผลที่แท้จริง เ้าสัวสิรินทร์ก็ทำหน้าเหมือนเพิ่งนึกเื่สำคัญขึ้นมาได้ ชายชราตบเข่าตัวเองฉาดใหญ่พลางหัวเราะร่วน
"ฮ่าๆๆ! มิน่าล่ะ! ปู่ก็ว่าอยู่ ว่าทำไมพอผ่านไปได้แค่ไม่กี่วัน หลังจากที่หนูเล่นจนตาโหล... ปู่ก็ไม่เคยเห็นหนูฟ้าแตะต้องเครื่องเกมเครื่องนั้นอีกเลย ที่แท้ก็เพราะเอาชนะไอ้ตัวบอสนั่นได้แล้วนี่เอง!"
ธีร์ที่นั่งฟังบทสนทนาของสองปู่หลานเงียบๆ อดไม่ได้ที่จะคลี่ยิ้มบางๆ ออกมาที่มุมปาก
แม้ชายหนุ่มจะไม่ได้เอื้อนเอ่ยคำพูดใดๆ ออกมาเสริม แต่ในฐานะของคนที่ชื่นชอบการเล่นเกมเป็ชีวิตจิตใจ เขาสามารถเข้าใจความรู้สึก 'คาใจ' นั้นได้อย่างถ่องแท้ มันคือความหงุดหงิดเวลาที่ต้องติดแหง็กอยู่กับบอสตัวใดตัวหนึ่งนานๆ จนทำให้สมองคิดเื่อื่นไม่ออก หยิบจับทำอะไรก็ไม่เป็สุข และต้องหวนกลับมาจับจอยสติ๊กเพื่อสู้กับมันจนกว่าจะเห็นตัวอักษรคำว่า 'Victory' ปรากฏขึ้นบนหน้าจอ
เพียงฟ้าสังเกตเห็นรอยยิ้มเล็กๆ ที่ประดับอยู่บนใบหน้าหล่อเหลาดิบเถื่อนของธีร์ เธอก็รู้สึกใจชื้นขึ้นมานิดหน่อย หญิงสาวพยายามสานต่อบทสนทนาเพื่อไม่ให้ขาดตอน
"แล้วปกติ... ธีร์ชอบเล่นเกมแนวไหนเป็พิเศษเหรอคะ?" เธอลองตั้งคำถามในสิ่งที่เขาชื่นชอบ
"ปกติผมก็... เล่นได้ทุกแนวนั่นแหละครับ" ธีร์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบและสั้นกระชับตามสไตล์คนพูดไม่เก่ง
"อ๋อ... อย่างนั้นเหรอคะ" เพียงฟ้าทำหน้าเข้าใจพลางพยักหน้ารับ
แล้วหลังจากนั้น... ความเงียบงันก็โรยตัวเข้าปกคลุมบรรยากาศระหว่างคนทั้งสองอีกครั้ง
เพียงฟ้านั่งนิ่ง ริมฝีปากเม้มเข้าหากันเล็กน้อย ภายในหัวของซีอีโอสาวที่ปกติมักจะเต็มไปด้วยกลยุทธ์ทางธุรกิจและหัวข้อการประชุมนับร้อยพัน บัดนี้กลับว่างเปล่า เธอไม่รู้เลยว่าจะสรรหาเื่อะไรขึ้นมาพูดคุยต่อดี ความจริงแล้ว เธออยากจะใช้เวลานี้เพื่อทำความรู้จักตัวตนของหมาป่าหนุ่มให้ลึกซึ้งมากกว่านี้ แต่ประเด็นก็คือ... เขาชอบเล่นเกม ในขณะที่เธอไม่มีความรู้และไม่ชอบเื่เกมเลยแม้แต่น้อย มันเหมือนพวกเขายืนอยู่บนเส้นขนานที่หาจุดร่วมกันไม่ได้
เมื่อความเงียบเริ่มทอดยาวออกไปเรื่อยๆ เพียงฟ้าก็เริ่มรู้สึก 'อึดอัด' ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก หญิงสาวขยับตัวไปมาบนเบาะหนังอย่างเก้อเขิน
ทว่า ในขณะที่เธอกำลังใช้ความคิดอย่างหนักว่าจะชวนเขาคุยเื่อะไรดีนั้นเอง ั์ตาสีเข้มของเธอก็เหลือบไปเห็นว่า ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ไม่ได้มีท่าทีอึดอัดหรือกระสับกระส่ายกับความเงียบนี้เลยแม้แต่น้อย
ธีร์กำลังนั่งพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่วงท่าที่ผ่อนคลาย ใบหน้าคมคายหันมองออกไปนอกหน้าต่างกระจกใสของเครื่องบินเจ็ต ั์ตาสีเข้มดุจพญาเหยี่ยวของเขาทอดมองลงไปยังทิวทัศน์ของบ้านเมืองและผืนทรายที่อยู่เบื้องล่างอย่างเงียบเชียบและเหม่อลอย
ภาพนั้นทำให้เพียงฟ้านึกหัวข้อสนทนาขึ้นมาได้ทันที
"ปกติแล้ว... คุณได้ออกบินบ่อยไหมคะ?" เพียงฟ้าเอ่ยถามขึ้นเพื่อทำลายความเงียบ
ธีร์ละสายตาจากวิวทิวทัศน์เบื้องล่าง หันกลับมามองหน้าหญิงสาวแล้วเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย "อะไรนะครับ?"
"ฟ้าสงสัยน่ะค่ะ..." เพียงฟ้าขยายความ "ว่าในฐานะทหารรับจ้าง คุณน่าจะได้ขึ้นเครื่องบินบ่อยใช่ไหมคะ? อย่างเช่นตอนที่ต้องออกเดินทางไปรบ หรือย้ายฐานปฏิบัติการไปทำภารกิจตามประเทศต่างๆ อะไรแบบนี้น่ะค่ะ"
ธีร์พยักหน้ารับเบาๆ "ก็... พอบ่อยอยู่ครับ"
ด้วยลักษณะงานของวูลฟ์แฟง (Wolf Fang) ที่รับงานระดับ S-Class ทั่วทุกมุมโลก การนั่งเครื่องบินลำเลียงพลทางยุทธวิธี หรือเฮลิคอปเตอร์แบล็กฮอว์ก จึงกลายเป็เื่ปกติในชีวิตประจำวันของเขาไปเสียแล้ว
เพียงฟ้าสังเกตเห็นแววตาที่ยังคงเหลือบมองออกไปด้านนอกของเขา หญิงสาวจึงถามต่อด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "คุณชอบมองออกไปนอกหน้าต่างเครื่องบินเหรอคะ?"
ธีร์นิ่งเงียบไปอึดใจหนึ่ง ดวงตาของเขาฉายแววซับซ้อนที่ยากจะคาดเดา ก่อนที่ชายหนุ่มจะตอบคำถามนั้นด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ หากแต่แฝงความหนักอึ้งเอาไว้ในทุกถ้อยคำ
"ผมไม่ได้ชอบหรอกครับ..." ธีร์ตอบสายตายังคงจับจ้องไปยังกลุ่มอาคารเบื้องล่าง "ผมก็แค่... อยากจะ 'จดจำ' มันเอาไว้ให้ได้มากที่สุดต่างหาก"
"จดจำ?" เพียงฟ้าทวนคำด้วยความแปลกใจ
"ครับ..." ธีร์พยักหน้าช้าๆ "เพราะผมไม่มีทางรู้ได้เลยว่า... เมื่อไหร่ที่เมืองที่สวยงามที่ผมกำลังมองเห็นอยู่นี้ จะต้องพังทลายและเปลี่ยนสภาพกลายเป็ซากปรักหักพัง... เพราะไฟของ 'า'"
คำตอบที่แสนเ็าทว่ากรีดลึกลงไปในจิตใจ ทำเอาเพียงฟ้าถึงกับชะงักและเงียบงันไปในทันที
ทว่าความเงียบในครั้งนี้ มันไม่ใช่ความรู้สึกอึดอัดจากการหาเื่คุยไม่ได้เหมือนอย่างเมื่อสักครู่นี้ แต่มันคือความเงียบที่เกิดจากความ 'จุก' อยู่ในอก... เป็ความรู้สึกสะท้อนใจและเวทนาอย่างสุดซึ้ง
หญิงสาวผู้บริหารระดับสูงที่คุ้นชินกับการมองลงมาจากตึกระฟ้าใจกลางมหานคร เวลาที่เธอมองไปยังผังเมืองเบื้องล่าง สิ่งที่เธอเห็นคือโอกาสทางธุรกิจ การลงทุน และเส้นทางโลจิสติกส์ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
แต่สำหรับผู้ชายคนนี้... ผู้ชายที่ถูกแม่ทิ้งและต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดข้างถนนใน่ที่โลกกำลังลุกเป็ไฟจากากวาดล้างลัทธินิวอีเดน ผู้ชายที่เริ่มต้นชีวิตด้วยการปลอมอายุเข้าสู่หน่วยรบแนวหน้าั้แ่วัยเยาว์... เวลาที่เขามองลงมาจากท้องฟ้า สิ่งที่เขามองเห็น กลับมีเพียงแค่ความเปราะบางของสิ่งปลูกสร้าง ที่พร้อมจะถูกะเิทำลายล้างให้กลายเป็เถ้าถ่านได้ทุกเมื่อ
เพียงฟ้าทอดสายตามองใบหน้าด้านข้างของธีร์ด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไป เธอไม่รู้เลยว่าตลอดชีวิตที่ผ่านมา ผู้ชายคนนี้ต้องเคยเห็นอะไรผ่านสายตามามากขนาดไหนกันแน่? ทุกๆ วันที่เขาตื่นขึ้นมา เขาต้องทนเห็นการสูญเสีย ความตาย และความพินาศย่อยยับมานับครั้งไม่ถ้วน จนหล่อหลอมให้เขากลายเป็คนที่คาดหวังถึงความพินาศของเมืองที่ยังตั้งตระหง่านอยู่เช่นนี้เลยหรือ?
ความคุ้นชินกับภาพเมืองที่ล่มสลายและเศษซากของาที่ฝังรากลึกอยู่ในจิติญญาของเขา... มันทำให้เพียงฟ้าหวนนึกไปถึงประโยคสั้นๆ ที่เขาเอ่ยปฏิเสธคุณปู่สิรินทร์อย่างไร้เยื่อใยที่ฐานทัพเมื่อวานนี้
'ขอโทษด้วยครับ... าคือบ้านของผม'
บัดนี้... นางพญาแห่งสิรินทรา กรุ๊ป เริ่มเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วว่า คำว่า 'บ้าน' ในความหมายของเขา มันไม่ได้หมายถึงสถานที่ที่ให้ความอบอุ่น แต่มันคือสถานที่เดียวในโลก... ที่เขารู้สึกว่าตนเองคู่ควรที่จะยืนอยู่