กรงรักพยัคฆ์ร้อน (1)
เสียงกีบม้าดังถี่ๆบ่งบอกถึงความเร่งรีบของผู้ควบขี่ ฝุ่นคลุ้งตลบอบอวลตลอดเส้นทางที่ฝูงอาชาทะยานผ่าน กลุ่มคนชุดดำกว่ายี่สิบคนเข้าตีกรอบล้อมรอบรถม้าคันใหญ่ ชายผู้กำบังเหียนฟาดแส้เร่งฝีเท้าม้า ด้วยเวลาไล่ล่ามีจำกัดนัก
"ย๊า!!! เสี่ยวไป๋ข้าต้องขอแรงเ้าอีกแล้ว" เสียงหวานแผดลั่น ขณะมือน้อยกำบังเหียนบังคับอาชาเืร้อนสีขาวปลอดท่าทางสง่างามนามว่า 'เสี่ยวไป๋' มุ่งหน้าไปอย่างมิมีลดละ
"คุณหนูกลับไปก่อนเถิดขอรับ ตรงชายแดนอันตรายยิ่งนัก ข้าน้อยจะปล่อยให้คุณหนูไปเสี่ยงได้อย่างไร" เสียงชายหนุ่มที่ควบม้าไล่ตามมาตีขนาบข้างร้องห้าม ทว่าหญิงสาวหาได้มีท่าทีใส่ใจสีหน้าร้อนรนของผู้ติดตามไม่
"ข้าจะตามไปเด็ดหัวพวกที่กล้าข้ามแดนมา อาหยิน! อาหยาง! ตามไปเร็วเข้า" หญิงสาวส่งเสียงสั่งการ ทำให้หมาป่าตัวใหญ่มิต่างเสือโคร่งเต็มวัยสองตัว พุ่งทะยานวิ่งนำหน้านางไปหลาย่ตัว
"ทูลองค์ชายมีกลุ่มคนมิทราบที่มากำลังไล่หลังมาพะย่ะค่ะ ท้ายขบวนเริ่มถูกสังหารแล้ว สถานการณ์ดูเหมือนจะมิเป็อย่างที่คาดคิดแล้วพะย่ะค่ะ" เสียงหนึ่งในกลุ่มชายชุดดำร้องบอกบุรุษในรถม้า
"ให้คนรีบสกัดพวกมันไว้! ต้องส่งข้าข้ามแดนให้ได้"
สิ้นเสียงคำสั่ง ชายชุดดำจำนวนหนึ่งก็ได้รับสัญญาณมือ ให้หันไปรับมือกับกลุ่มคนที่ตามมาทันที
ในขณะที่หมาป่าสองตัวผลัดกันกระโจนฝังเขี้ยวลงบนคอของเหล่าชายชุดดำ จนตกลงจากม้าคนแล้วคนเล่า ขณะที่ม้าสีขาวพาร่างอิสตรีภายใต้ผ้าคลุมหน้าสีดำทะยานมาเบื้องหน้า เข็มพิษนับร้อยเล่มถูกซัดออกจากฝ่ามือนาง ก่อนกระจายเป็วงกว้างปักลงบนร่างของชายชุดดำเ่าั้ ทำให้ผู้ที่ถูกเข็มพิษตกจากหลังม้า บ้างดิ้นรนหนีบ้างถูกหมาป่าไล่ขย้ำ แต่สุดท้ายก็มิอาจฝืนทนต่อพิษที่กระจายตัวในร่างอย่างรวดเร็ว
"ย๊า!! องค์ชายใหญ่จะรีบร้อนไปที่ใดเล่า เหตุใดไม่มิหยุดพูดคุยกันก่อน" น้ำเสียงหวานกังวานะโถาม ขณะเบี่ยงกายหลบกระบี่ที่พุ่งมาตรงหน้า เพียงนางสะบัดฝ่ามือกระบี่เล่มนั้นก็ตีกลับไปยังคนถือ นางพลิกฝ่ามืออีกครั้งก็มีมีดสั้นปรากฏในมือราวกลมายา เพียงพริบตาร่างของหญิงสาวก็ลอยไปยืนบนหลังม้าของชายชุดดำคนหนึ่ง ยังมิทันได้หายใจเข้ามีดสั้นในมือนางก็ตัดเข้าที่หลอดเืใหญ่บริเวณลำคอ ส่งผลให้เืพุ่งออกมาจากปากแผลไม่หยุด ผู้เคราะห์ร้ายขาดใจตายอย่างฉับพลัน
"อ๊าก!!" เสียงร้องโหยหวนก่อนสิ้นลมของเหล่าชายชุดดำที่ถูกหมาป่าลากไปขย้ำช่างน่าหดหู่ยิ่งนัก
ภาพที่ฝ่ายของตนถูกสังหารโดยที่ยังมิทันได้มีโอกาสตอบโต้อย่างเต็มกำลัง สร้างความหวาดหวั่นพรั่นพรึงแก่ชายฉกรรจ์ที่เหลือเป็อย่างมาก จะต้องเป็สตรีแบบไหนกันถึงได้แผ่จิตสังหารออกมาได้มากมายเช่นนี้ นางเป็นักล่าค่าหัวหรือคนของฮ่องเต้แห่งหลินหลางกันแน่
"บังอาจนัก! เ้าเป็คนของผู้ใดถึงได้กล้าตามล่าข้ามาถึงที่นี่" เสียงคนในรถม้าร้องถาม หัวคิ้วขมวดมุ่นด้วยขุ่นเคืองในใจนัก
เพียงฟังจากน้ำเสียงหวานๆที่เปล่งสั่งการแล้ว คนด้านนอกหาใช่บุรุษไม่ แต่เหตุใดเล่าแคว้นหลินหลางจึงส่งสตรีมาตามล่าเขา ทำเช่นนี้จะมิเป็การดูถูกกันเกินไปหรอกหรือ
"ไยมิออกมาดูคนขององค์ชายก่อน มิว่าข้าจะเป็คนของผู้ใด สิ่งที่ท่านควรรู้ไว้คือต่อให้ข้าต้องข้ามแดนไป ข้าก็จะลากตัวท่านกลับมาให้ได้" หญิงสาวส่งเสียงตอบ
ในขณะที่สนทนากันเสียงกระบี่และดาบยังคงกระทบกระทั่งกันมิหยุด มีทั้งาเ็สาหัสและล้มตายตลอดเส้นทาง ในที่สุดคนของหญิงสาวเพียงมิกี่สิบคน ก็สามารถตีขนาบเข้าล้อมรอบรถม้า และยับยั้งกลุ่มชายชุดดำที่เหลือไว้ได้ ก่อนที่พวกเขาจะถึงเขตชายแดน
"องค์ชายจะมิออกมาเจอกันหน่อยหรือ" นางเอ่ยถาม ขณะบังคับม้าให้เดินขึ้นหน้ามา
ได้ยินอีกฝ่ายท้าทายม่านหน้ารถม้าจึงถูกเปิดออก บุรุษร่างสูงแต่งกายด้วยอาภรณ์เนื้อดี เดินลงมาจากรถม้าด้วยท่าทางสุขุม ทั้งที่ในใจจะหวั่นเกรงภัยตรงหน้ามิน้อย
บุรุษหนุ่มมองตรงไปยังสตรีบนหลังม้าสีขาวสง่างาม ที่มองเพียงปราดเดียวก็รู้ว่าเป็ม้าชั้นยอดที่มิได้หาซื้อมาได้ง่ายๆ ท่าทางอวดดีของนางแผ่กระจายภายใต้ผ้าปิดหน้าอย่างชัดเจน บัดนี้เขารู้แล้วว่านางมาเพื่อยับยั้งเขาจริงๆ
"แม่นาง! เ้าถูกว่าจ้างหรือรับคำสั่งผู้ใดมา บอกข้าได้รึไม่" องค์ชายใหญ่แห่งแคว้นเป่ยิเอ่ยถาม หากต้องตายอยู่ต่างแคว้นจริงๆ อย่างน้อยเขาก็สมควรรู้ว่าผู้ใดสั่งการลงมา
หญิงสาวขยับยิ้มภายใต้ผืนผ้า ทว่ายังมิทันได้เอ่ยตอบ ผู้ติดตามของนางก็เข้ามารายงาน
"คนของชินอ๋องกำลังมาที่นี่ขอรับ เกรงว่าข่าวคงไปถึงวังหลวงเรียบร้อยแล้ว"
“ชินอ๋องรึ…” หญิงสาวทวนคำพูด นางเคยได้ยินชื่อเสียงของพระอนุชาในองค์ฮ่องเต้ ทว่ายังมิเคยพบบุรุษผู้เก่งกาจลือเลื่องผู้นั้นสักครั้ง
"คนของจ้าวเว่ยหลงกำลังมารึ เช่นนั้นแม่นางเองก็เป็คนของตำหนักชินอ๋องด้วยสินะ"
ถ้อยคำรายงานระยะเพียงมิถึงหนึ่งจั้ง องค์ชายใหญ่ผู้ฝึกวรยุทธ์ั้แ่ยังเยาว์จึงสามารถจับใจความได้ และทึกทักเื่ราวเองเสียเสร็จสรรพ
เขามิคิดเลยว่านอกจากองครักษ์พยัคฆ์จันทราแล้ว ชินอ๋องแห่งหลินหลางยังมีสตรีฝีมือดีไว้ใช้งานอีกด้วย
"น่าเสียดายที่องค์ชายเดาผิด มิมีผู้ใดสั่งการ แต่ข้าพาคนมาด้วยตัวข้าเอง" หญิงสาวเอ่ยขัดก่อนที่องค์ชายจะโยงนางไปข้องเกี่ยวกับบุรุษผู้นั้นไปมากกว่านี้ นางมิได้มาเพราะฮ่องเต้หรือชินอ๋องอะไรนั่น เพราะคนเ่าั้หาได้สำคัญพอที่นางจะเสี่ยงภัยมาถึงที่นี่ไม่
“มิใช่คนของชินอ๋องจริงๆรึ” องค์ชายใหญ่ยังแคลงใจมิหาย
“บอกว่าไม่ ย่อมแปลว่าไม่”
หญิงสาวให้ความกระจ่างเพียงแค่นั้น ด้วยมิคิดเอ่ยสิ่งใดให้มากความ ก่อนจะขยับพลิกฝ่ามือซัดเข็มพิษใส่ชายชุดดำที่เหลือ เพื่อจัดการอีกฝ่ายให้สิ้นเื่ก่อนที่คนจากวังหลวงจะมาถึง ทำให้บัดนี้เหลือเพียงองค์ชายใหญ่แห่งเป่ยิที่ยืนรอความตายเพียงลำพัง
บุรุษหนุ่มมองคนของตนที่ถูกสังหารลงในพริบตาก็ถึงกับหน้าซีด อาวุธลับที่สตรีนางนี้ใช้ช่างร้ายกาจยิ่งนัก
"หากแม่นางมาด้วยตัวเอง บอกได้รึไม่ว่าข้าทำสิ่งใดให้แม่นางมิพอใจ" องค์ชายใหญ่แสร้งตีสีหน้ามิร้อนรน ทั้งที่ในใจเต็มไปด้วยไฟโทสะ เมื่อเห็นว่าการใช้อาวุธลับของนางนั้นแม่นยำนัก นั่นหมายถึงนางมีพลังปราณและวรยุทธ์ที่ค่อนข้างดีทีเดียว เพียงลำพังตัวเขาจึงมิอาจทำการบุ่มบ่ามได้
"แค่องค์ชายก้าวขามาเหยียบเมืองเฟิ่งเซียงก็นับว่าผิดมหันต์แล้ว เด็กๆจับองค์ชายมัดไว้" นางตอบและสั่งการในคราเดียว ทำให้องค์ชายมิอาจดิ้นรนขัดขืนได้
หญิงสาวมองดูองค์ชายใหญ่แห่งเป่ยิถูกจับมัดติดกับรถม้า พลันใบหูนางขยับไหวเล็กน้อย เมื่อมีเสียงกีบม้าจำนวนมิต่ำกว่าสิบตัวกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้
"ถอย!" นางส่งเสียงสั่งอีกครั้ง เพราะมิคิดจะสังหารองค์ชายเป่ยิด้วยมือตนเอง
อีกด้านหนึ่งมิไกลจากจุดที่องค์ชายเป่ยิถูกจับมัดไว้เท่าไรนัก สายตาคมประดุจคมกริชของชินอ๋องหรี่ลงเล็กน้อย เมื่อการออกไล่ล่าตัวสายลับต่างแคว้นครั้งนี้ ทำให้บุรุษยอดนักรบพบศพชายชุดดำน่าสงสัยนอนตายเกลื่อนกลาด เมื่อควบม้านำคนของตนผ่านศพเ่าั้มา ก็พบกับองค์ชายใหญ่จากแคว้นเป่ยิถูกจับมัดไว้กับรถม้า ในปากมีผ้าสีดำอุดไว้มิให้ส่งเสียงร้อง
"ทูลท่านอ๋อง! ชายเหล่านี้ถูกเข็มพิษปักตามร่างกายจนถึงแก่ชีวิต ส่วนที่ตายอยู่ด้านโน้นตรงคอมีาแฉกรรจ์คล้ายถูกคมเขี้ยวสัตว์ป่าทำร้ายพะย่ะค่ะ" องครักษ์ประจำกายเข้ามารายงานด้วยสีหน้าตึงเครียด
"เป็ฝีมือผู้ใดกัน…" น้ำเสียงราบเรียบเอ่ย มององค์ชายใหญ่ที่มีสีหน้าหวาดกลัวจนเหงื่อกาฬหลั่งไหลออกมามิหยุด
สุดท้ายองค์ชายใหญ่แห่งเป่ยิได้ถูกควบคุมตัวกลับไปยังวังหลวงโทษฐานลอบเข้าแคว้นหลินหลางทำตนเป็สายลับ โดยที่คนของชินอ๋องยังมิทันได้ลงมือล่า ก็ได้ตัวสายลับคนสำคัญมาเสียแล้ว
เดิมที่บุรุษหนุ่มได้รับคำสั่งจากฮ่องเต้ให้ติดตามสายลับข้ามแดน เพราะสายสืบที่แฝงตัวอยู่ทั่วแคว้นได้รายงานมาว่า องค์ชายใหญ่ 'เซียงเฟยเหยา' แห่งเป่ยิได้แฝงตัวเข้ามาในแคว้นหลินหลางด้วยตนเอง และกำลังจะทำการหลบหนีกลับไปทางชายแดนเมืองเฟิ่งเซียง บุรุษหนุ่มจึงรีบนำกำลังตามมาจับตัว
"เหวินห้าวพาคนของเ้าไปสืบมาว่าผู้ใดที่ตัดหน้าเปิ่นหวางเช่นนี้" จ้าวเว่ยหลงสีหน้ามืดครึ้มลง
เป็ผู้ใดกันที่ไล่ล่าและสังหารคนขององค์ชายเซียงเฟยเหยาจนหมด แถมยังส่งมอบตัวองค์ชายให้เขา ราวกับรู้ว่าเขาจะมาที่นี่
อีกด้านหนึ่ง...หลังส่งมอบคนให้ชินอ๋องผู้มาจากวังหลวงแบบมิตั้งใจแล้ว หญิงสาวเ้าของหมาป่าทั้งสองก็มุ่งหน้ามายังหัวเมืองเฟิ่งเซียง ซึ่งมี 'แม่ทัพใหญ่ลั่วจินหลง' บัญชาการดูแลหัวเมืองหน้าด่านแห่งนี้ เมื่อเสี่ยวไป๋มาถึงประตูเมือง ทหารที่อยู่บนกำแพงเมืองก็ร้องบอกคนด้านล่างให้เปิดประตูให้นางทันที
หญิงสาวภายใต้อาภรณ์ขาวบริสุทธิ์โพกผ้าปิดหน้าสีดำบังคับม้าให้เข้าไปหยุดตรงทหารยามหน้าประตู คงมีเพียงนางที่สามารถเข้าเมืองมาอย่างง่ายดายโดยที่ยังมีผืนผ้าปิดบังใบหน้าอยู่ หากเป็ผู้อื่นคงถูกทหารล้อมไว้หมดแล้ว
"แม่นางน้อยมาหาท่านแม่ทัพหรือขอรับ" ทหารเล็กๆนายหนึ่งเอ่ยถาม เขามิจำเป็ต้องให้นางเปิดหน้า เพราะเพียงแค่กลิ่นหอมละมุนของผิวกายที่เป็เอกลักษณ์หนึ่งเดียวในแคว้น ก็เพียงพอแล้วที่จะยืนยันตัวตนของนางได้
"แม่ทัพลั่วอยู่รึไม่" นางเอ่ยถาม
"ท่านแม่ทัพอยู่ที่จวนขอรับ เชิญแม่นางน้อยไปพบได้ที่นั่น" นายทหารตอบ นางจึงยื่นขวดกระเบื้องเคลือบเนื้อดีขวดหนึ่งส่งให้เขา นายทหารรับมาถือไว้อย่างนอบน้อมปนสงสัยยิ่งนัก
"เป็ยาบำรุงครรภ์ ภรรยาของเ้ากำลังตั้งครรภ์ลูกคนแรกอยู่ เ้าเองก็มาประจำอยู่หน้าประตูเมือง คงมิมีเวลาพานางไปโรงหมอใช่รึไม่ เ้าให้นางกินยาบำรุงนี้วันละเม็ด เด็กจะได้แข็งแรง" หญิงสาวคลายข้อสงสัย นายทหารได้ฟังก็ถึงกับน้ำตาคลอหน่วย เขาจำได้ว่าคราวที่แล้วตอนนางมาถึงหน้าประตู เขาคุยกับเพื่อนทหารอีกนายอย่างตื่นเต้นว่าภรรยาของเขาได้ตั้งครรภ์ลูกคนแรกแล้ว มิคิดเลยว่าเพียงแค่การคุยกันของพวกเขานั้น จะทำให้นางใส่ใจและนำยามาให้เขาในวันนี้
"ขอบคุณแม่นางน้อย ขอบคุณขอรับ!" นายทหารหนุ่มเอ่ยอย่างซาบซึ้ง น้ำตาที่คลออยู่ในดวงตาของชายชาติทหารซึมไหลออกมาเล็กน้อย จนทำรุ่นพี่ทหารด้วยกันขบขันออกมาอย่างเอ็นดู
นายทหารของหัวเมืองเฟิ่งเซียงแห่งนี้มิมีผู้ใดมิรู้จัก 'แม่นางน้อยแห่งหลินหลาง' นางเก่งกาจเื่ยาสมุนไพรและการใช้พิษ มักจะนำยารักษาาแมาให้ที่กองทัพอยู่เสมอ ทหารทุกคนในค่ายต่างเข้าใจว่านางเป็สตรีคนสำคัญของท่านแม่ทัพใหญ่ลั่วจินหลง และคาดหวังว่าจะได้เห็นทั้งสองครองคู่กันในอนาคต
“แม่นางน้อยช่างมีน้ำใจยิ่งนัก”
“นั่นสิ! ท่านแม่ทัพของพวกเรานับว่าวาสนาดียิ่ง ทั้งสู้รบเก่งกาจ รูปโฉมงดงาม แถมยังมีแม่นางน้อยเป็ว่าที่ภรรยาอีก”
หญิงสาวได้ฟังก็ขยับยิ้มอย่างขบขันกับถ้อยคำเยินยอนั้น นางบังคับม้าเข้ามาในจวนแม่ทัพ และปล่อยให้คนพาเสี่ยวไป๋ไปกินน้ำกินหญ้าตรงบริเวณที่ถูกจัดไว้ให้โดยเ้าของจวน
ภายในห้องหนังสือบุรุษหนุ่มรูปงามติดอันดับหนึ่งในห้าของแคว้นหลินหลางนามลั่วจินหลง แม่ทัพใหญ่ประจำหัวเมืองเฟิ่งเซียง กำลังนั่งอ่านม้วนรายงานที่กองอยู่บนโต๊ะด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
"ท่านพี่! งานยุ่งรึเ้าคะ" เสียงหวานกังวานของหญิงสาวเรียกสายตาของชายหนุ่มให้มาหยุดอยู่ที่นาง
"หลิงเอ๋อร์! จะมาทำไมไม่บอกพี่ นี่เ้ามาคนเดียวรึ เหตุใดมิให้เจี้ยนหาวมาด้วย" ลั่วจินหลงรีบลุกมาหานาง สายตากวาดมองไปทั่วดวงหน้าสวยของผู้เป็น้องสาว
"คนของน้องรออยู่นอกเมือง ที่มาเพราะจะคุยเื่สายลับเป่ยิเท่านั้น" นางมิอ้อมค้อม รีบเปิดประเด็นที่เดินทางมาหาผู้เป็พี่ชายทันที