อีกครั้ง
สายตาของทั้งสองคนจ้องมองซึ่งกันและกัน ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายมันทำให้ทั้งสองคนมองเห็นหน้ากันไม่ค่อยชัดเจนนัก ชัยกรลงจากหลังม้าแล้วเดินเข้าไปหาภาวิดาที่กำลังยืนอยู่ เขาค่อยๆเดินเข้าไปหาเพราะในใจก็ยังลังเลว่าทำไมถึงมีผู้หญิงมาเดินอยู่แถวนี้คนเดียว แถมเธอยังเปียกโชกไปทั้งตัว “เป็นอะไรรึเปล่าครับ?” เขาถามด้วยความสงสัยพร้อมทั้งรักษาระยะห่างจากผู้หญิงคนนั้นไว้ “ช่วยด้วยค่ะพี่ พอดีรถหนูเสีย...ตอนนี้จอดทิ้งไว้อยู่ตรงนู้นค่ะ” ภาวิดาพูดด้วยความเหนื่อยอ่อน ตัวเธอสั่นเพราะความหนาวเนื่องจากการที่เธอตากฝนอยู่นาน และเธอก็ยังเจ็บแผลอยู่ด้วย ชัยกรเห็นว่าเธอมีแผลที่หัวเข่าและยืนไม่ค่อยไหว เขาจึงรีบเดินเข้าไปประคองเธอก่อนที่เธอจะล้มลง “เรื่องรถไม่เป็นไรครับ จอดทิ้งไว้ตรงนั้นก่อนก็ได้ แต่ตอนนี้...ผมจะพาคุณไปที่บ้านของผมและทำแผลให้คุณก่อน ว่าแต่...นี่คุณมาคนเดียวเหรอครับ?” “ใช่ค่ะ” เขาประคองพาเธอเดินไปที่ม้าและอุ้มเธอขึ้นไปนั่งบนหลังม้า ก่อนที่เขาจะขึ้นตามมานั่งข้างหลังเธอและพาขี่กลับไปที่บ้านของเขา จากนั้นไม่นานพวกเขาทั้งสองก็มาถึงที่ทางเข้าของโรงแรม ภาวิดาไม่ทันสังเกตเห็นป้ายชื่อของโรงแรมแห่งนี้เพราะฝนที่กำลังตกลงมาและเธอก็อ่อนเพลียมาก เขาพาเธอขี่เข้าไปในโรงแรมและทะลุไปด้านหลังเพื่อไปยังที่บ้านของเขา ในขณะเดียวกันนั้นพรวลัยก็ได้เห็นเหตุการณ์ทุกอย่างผ่านหน้าต่างของร้านกาแฟและเธอก็สงสัยว่าชัยกรพาผู้หญิงที่ไหนขี่ม้าเข้าไปที่บ้านกันนะ เมื่อมาถึงที่บ้านชัยกรประคองภาวิดาลงจากหลังม้าและพาเธอเดินเข้าไปในบ้าน เธอเดินตามเข้าไปอย่างเก้ๆกังๆ ใจหนึ่งก็สงสัย แต่อีกใจหนึ่งก็ไว้ใจอย่างบอกไม่ถูก เขาพาเธอไปยังห้องนอนห้องหนึ่ง มันเป็นห้องนอนที่มีไว้สำหรับแขกที่มาเยี่ยมได้ใช้เพื่อพักผ่อน “ไม่ต้องเกรงใจนะ นี่บ้านของผมเอง คุณเข้าไปอาบน้ำและเช็ดตัวให้แห้งเถอะก่อนที่จะเป็นหวัดเอา แล้วเดี๋ยวผมจะไปเอายาสำหรับทำแผลมาให้ และในตู้เสื้อผ้ามีผ้าเช็ดตัวกับเสื้อคลุมอาบน้ำอยู่ คุณเอาไปใช้ได้เลยนะ ส่วนพวกสบู่ แปรงสีฟัน ยาสีฟันและยาสระผมก็อยู่ในห้องน้ำแล้ว” พอพูดจบเขาก็เดินออกไป “เป็นพนักงานต้อนรับหรือยังไงกันนะ?” ภาวิดาบ่นพึมพำในระหว่างที่เธอกำลังมองไปรอบๆและเดินสำรวจดูสิ่งของต่างๆภายในห้อง เธอสงสัยว่าผู้ชายคนนี้เป็นใคร บ้านหลังนี้ใหญ่โตมาก ใหญ่โตมากเกินไปที่จะอยู่คนเดียว สักพักเธอก็พึ่งจะนึกขึ้นได้ว่าต้องโทรบอกเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ให้กับที่บ้านได้รับรู้ เธอรีบล้วงกระเป๋าและหยิบเอามือถือขึ้นมาเพื่อจะเปิดเครื่อง แต่มันก็ไม่ติด เธอถอนหายใจและยืนเซ็งกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในตอนนี้เธอเริ่มทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้ว่าควรจะทำอะไรก่อนหรือหลังดี และเธอเองก็เป็นห่วงรถที่จอดทิ้งไว้บนถนน เธอยืนคิดอยู่สักพักก่อนที่จะไปอาบน้ำ ชัยกรเดินไปที่ห้องของเขาและโทรบอกให้ลูกน้องไปลากรถของภาวิดามาไว้ที่บ้าน จากนั้นก็หยิบเอาชุดฟุตบอลของเขาที่ผู้หญิงพอจะใส่ได้พร้อมทั้งกล่องปฐมพยาบาลลงไปวางไว้ที่หน้าห้องของภาวิดา เพราะเขาเห็นว่าเธอไม่ได้เอาอะไรมาด้วยเลยนอกจากกระเป๋าสะพายเล็กๆใบเดียว และเขาก็เดินกลับขึ้นไปอาบน้ำเช่นเดียวกัน หลังจากที่ภาวิดาอาบน้ำเสร็จเธอก็พึ่งนึกได้ว่าเธอไม่ได้เตรียมเอาเสื้อผ้ามาด้วย เธอไม่รู้ว่าจะทำยังไงดี เสื้อผ้าและชุดชั้นในที่ใส่มาก็เปียกหมดแล้ว และเธอก็เกรงใจไม่กล้าที่จะบอกเรื่องนี้กับชัยกร เธอเดินไปเดินมา ในหัวก็ครุ่นคิดว่าจะทำยังไงดี และสุดท้ายเธอก็ตัดสินใจที่จะไปขอความช่วยเหลือจากเขา เธอสวมชุดชั้นในที่ยังชื้นอยู่และสวมเสื้อคลุมอาบน้ำเดินไปเปิดประตูเพื่อที่จะขอความช่วยเหลือ เธอพยายามค่อยๆแง้มประตูเพื่อดูว่าชัยกรอยู่ข้างนอกรึเปล่า เพราะสำหรับเธอการใส่เพียงแค่เสื้อคลุมอาบน้ำแค่ตัวเดียวมันเป็นอะไรที่จะโป๊เกินไปและมันก็ดูไม่ดีอีกด้วย แต่พอเปิดประตูไปเธอก็เห็นว่ามีเสื้อผ้าพร้อมทั้งกล่องพยาบาลวางอยู่ที่หน้าห้องของเธอ เธออึ้งนิดหน่อย เพราะไม่คิดว่าชัยกรจะใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆน้อยๆแบบนี้ เธอจึงเปิดประตูแล้วรีบหยิบของพวกนั้นเข้ามาในห้อง จากนั้นเธอก็จัดการเปลี่ยนเสื้อผ้าและสวมชุดคลุมอาบน้ำทับอีกชั้น เพราะเธอไม่ได้สวมชุดชั้นใน ส่วนชุดชั้นในเธอก็เอาไปผึ่งกับพัดลมไว้ จากนั้นก็ทำความสะอาดแผลเอง แต่เธอก็ทำแผลไม่ค่อยเป็นและมันก็ดูไม่ค่อยจะเรียบร้อยดีสักเท่าไหร่ ในขณะเดียวกันชัยกรที่อาบน้ำเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาก็เดินไปนั่งอ่านหนังสือที่โต๊ะทำงานที่อยู่ในห้องของเขา สักพักเขาก็มองออกไปข้างนอกผ่านกระจกบานใหญ่ที่อยู่ด้านหน้าของโต๊ะทำงาน เขาก็สังเกตเห็นว่าลูกน้องของเขาได้ลากรถของภาวิดามาถึงที่บ้านแล้ว เขาเห็นดังนั้นจึงเดินลงมาด้านล่างเพื่อไปหาภาวิดาและบอกกับเธอทันที “ก๊อกๆ!” เสียงชัยกรเคาะห้องของภาวิดา “มีอะไรเหรอคะ?” ภาวิดาแง้มประตูนิดเดียวแล้วชะโงกหน้าออกมาเพราะกลัวว่าชัยกรจะเห็นการแต่งตัวของเธอ “เอ่อ พอดีผมจะมาบอกว่าลูกน้องของผมได้ไปลากรถของคุณมาถึงที่บ้านเรียบร้อยแล้วนะครับ คุณอยากไปดูรถกับผมมั้ย?” “ไปค่ะ แต่หนูขอสวมชุดคลุมที่เอาไว้อาบน้ำออกไปด้วยนะคะ” “ก็ได้ครับ” ชัยกรตอบตกลงแต่เขาก็สงสัยว่าเธอจะใส่ชุดคลุมอาบน้ำออกมาด้วยทำไม เพราะเขาเองก็ได้เอาเสื้อผ้าของเขามาให้เธอใส่แล้ว จากนั้นชัยกรก็พาภาวิดาเดินไปที่โรงรถ ซึ่งมันตั้งอยู่ด้านหลังของบ้าน พอชัยกรกับภาวิดามาถึง ก็มีชายสูงวัยคนหนึ่งเดินมาต้อนรับพวกเขา ส่วนลูกน้องคนอื่นๆก็กำลังตรวจเช็ครถของภาวิดากันอย่างขะมักเขม้น “เป็นยังไงบ้างครับลุงจอม สรุปรถมันเป็นอะไรเหรอครับ?” ชัยกรเริ่มถามถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับอาการของรถทันที “หม้อน้ำรั่วครับคุณกร ซ่อมไม่ได้แล้วครับ ต้องเปลี่ยนอย่างเดียว” ลุงจอมช่างประจำบ้านและโรงแรมคนสนิทของชัยกรตอบกลับอย่างฉะฉาน ภาวิดาได้ยินแบบนั้นเธอก็เกิดอาการร้อนใจ จึงรีบถามต่อทันที “แล้วต้องใช้เวลากี่วันเหรอคะ?” “เอ่อ เราไม่มีอะไหล่สำรองอยู่ที่นี่ครับ ถ้าจะทำการเปลี่ยนต้องสั่งมาใหม่ ซึ่งจะใช้เวลาสั่งของประมาณสองถึงสามวันกว่าจะมาถึงครับ” “สองถึงสามวันเลยเหรอคะ?” ภาวิดาถามด้วยความตกใจ สีหน้าของเธอบ่งบอกถึงความกังวลเพราะเธอไม่คิดว่าจะต้องใช้เวลานานขนาดนี้ และถ้าต้องใช้เวลาหลายวันแบบนี้เธอเองก็ไม่รู้จะไปพักอยู่ที่ไหน แถมเธอเองก็มีเงินเหลืออยู่ไม่มากนัก “ถ้าอย่างนั้น ผมฝากลุงจัดการให้หน่อยนะครับ” “ได้ครับคุณกร” ลุงจอมตอบรับและเดินกลับไปทำงานต่อทันที ชัยกรแอบสังเกตเห็นท่าทางของภาวิดา เขาก็รู้ได้ทันทีว่าเธอกำลังมีปัญหาและดูเครียดกับเรื่องที่เกิดขึ้น ชัยกรจึงตัดสินใจที่จะช่วยเธอ แต่ในขณะที่เขากำลังจะเอ่ยปากชวนให้เธอพักอยู่ที่บ้านของเขาในระหว่างที่รอซ่อมรถนั้น ก็ได้มีรถกระบะสี่ประตูสีน้ำตาลคันหนึ่งขับตรงเข้ามายังที่โรงรถที่พวกเขากำลังยืนอยู่