“ลู่เซิ่ง นาย... นายเป็นผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุดจริงๆ งั้นเหรอ?”
ในตอนนั้นเองเฉาอวี่เป็นคนแรกที่ไม่อาจระงับความตื่นตะลึงในใจเอาไว้ได้เขามองไปที่ลู่เซิ่งพร้อมเอ่ยถามด้วยเสียงเคร่งขรึม
“ไอ้ผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุด นี่มันคือตัวอะไรกันแน่?” ลู่เซิ่งถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“เฮ้ย! นี่นายไม่รู้แม้กระทั่งเรื่องนี้เลยเหรอ?” เฉาอวี่เห็นท่าทางแบบนั้นก็ถึงกับอึ้งไป
“เอ่อ... ไม่รู้จริงๆ นั่นแหละ...” ลู่เซิ่งพยักหน้าพร้อมกับเผยยิ้มเจื่อนๆ
“ตอนเรียนนายไปทำอะไรอยู่เนี่ย...”
ในที่สุดเฉาอวี่ก็อดไม่ได้ที่จะโพล่งคำถามแทงใจดำออกมา
“เรื่องนั้น...แน่นอนว่าก็ต้องตั้งใจเรียนเพื่อความก้าวหน้าขึ้นทุกวันน่ะสิ...”
ลู่เซิ่งหน้าแดงก่ำพลางเกาจมูกแก้เก้อพร้อมกับฝืนพูดออกไปทั้งที่ในใจหวิวๆ
“นายนี่มัน...”
เมื่อเห็นปฏิกิริยาของลู่เซิ่งเฉาอวี่ก็ได้แต่ส่ายหน้าขำๆ พอจะมองออกแล้วว่าไอ้หมอนี่ตอนเรียนคงไม่ได้ตั้งใจเลย
เพราะความรู้รอบตัวพื้นฐานแบบนี้แทบจะเป็นเรื่องที่ผู้ใช้อาชีพทุกคนต้องเคยได้ฟังผ่านหูมาบ้าง
แต่ลู่เซิ่งกลับไม่รู้เรื่องอะไรเลยสักนิด
ถ้าหมอนี่ตั้งใจเรียนเพื่อความก้าวหน้าจริงๆ ก็คงเจอเรื่องอัศจรรย์แล้วล่ะ...
“ช่างเถอะ เดี๋ยวฉันอธิบายให้ฟังเอง”
เฉาอวี่ส่ายหน้าแล้วกล่าวต่อ“จริงๆ แล้วในดาวสีน้ำเงินทุกวันนี้ผู้ใช้อาชีพจะแบ่งตามความแข็งแกร่งของพรสวรรค์การต่อสู้นอกจากผู้ใช้อาชีพระดับอัจฉริยะแล้ว ยังมีอีกสามระดับที่เหนือชั้นยิ่งกว่า”
“อะไรนะ? ยังมีอีกสามระดับงั้นเหรอ?” ลู่เซิ่งได้ยินดังนั้นรูม่านตาก็หดเกร็งขึ้นมาทันที
“ถูกต้อง!”
เฉาอวี่พยักหน้าแล้วกล่าวด้วยเสียงหนักแน่น“สามระดับที่ว่านั่นก็คือ ผู้ที่มีพรสวรรค์การต่อสู้ระดับ S หรือผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุด ผู้ที่มีพรสวรรค์การต่อสู้ระดับ SS หรือผู้ใช้อาชีพระดับสุดยอด และผู้ที่มีพรสวรรค์การต่อสู้ระดับ SSSหรือที่เรียกว่าผู้ใช้อาชีพระดับเทพเจ้าซึ่งแทบจะมีตัวตนอยู่แค่ในตำนานเท่านั้น”
“ผู้ใช้อาชีพระดับเทพเจ้า!”
เมื่อได้ยินชื่อเรียกนี้หัวใจของลู่เซิ่งก็กระตุกวูบ ยังไม่ทันจะสงบใจ เฉาอวี่ก็พูดต่อว่า“เพียงแต่ผู้ใช้อาชีพที่มีพรสวรรค์การต่อสู้ตั้งแต่ระดับ S ขึ้นไปมีน้อยมากจริงๆในคนสิบล้านคนอาจจะไม่มีโผล่มาให้เห็นแม้แต่คนเดียวเลยก็ได้จนทำให้ตอนนี้ผู้คนมากมายพากันลืมเลือนการมีอยู่ของพวกเขาไปแล้ว”
“ที่แท้ก็เป็นแบบนี้เอง”
เมื่อได้ฟังลู่เซิ่งก็ถึงบางอ้อทันทีเห็นได้ชัดว่าเขาคาดไม่ถึงเลยว่าเหนือผู้ใช้อาชีพระดับอัจฉริยะขึ้นไปจะยังมีการแบ่งระดับที่ละเอียดขนาดนี้
“ลู่เซิ่ง พรสวรรค์การต่อสู้ของนาย ถึงระดับ S จริงๆใช่ไหม?”
ในตอนนั้นเองเฉาอวี่ก็มองตรงมา จ้องลู่เซิ่งด้วยสายตาเป็นประกายแล้วเอ่ยถาม
สิ้นคำถามลู่เซิ่งยังไม่ทันจะได้ตอบ เฉาอวี่ก็สีหน้าเปลี่ยนไป รีบเปลี่ยนคำพูดทันควัน“ช่างเถอะ ฉันไม่ถามแล้วดีกว่า นายไม่ต้องพูดหรอกพวกเราไม่อยากรู้แล้ว”
“ใช่ๆ ลู่เซิ่งก็แค่พาลาดินธรรมดาๆ คนหนึ่ง ผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุดอะไรกันพูดจาเลอะเทอะไม่เข้าเรื่องจริงๆ” สวี่ซาซาเองก็รีบพูดสมทบทันที
แต่สีหน้าของเธอและเฉาอวี่ต่างก็ดูไม่ค่อยเป็นธรรมชาตินัก
ก็เพราะลู่เซิ่งที่เลเวลแค่54กลับเอาชนะทาเคดะ จิโร่ ที่มีเลเวลสูงถึง 150 คนนั้นได้
แถมทาเคดะจิโร่ ยังมีอาชีพเฉพาะตัวอย่าง ‘นินจาแห่งฝูซาง’ที่มีพลังต่อสู้เหนือกว่าผู้ใช้อาชีพระดับอัจฉริยะไปอีกขั้นหนึ่งด้วยซ้ำ
ที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือถ้าทาเคดะ จิโร่ ไม่รีบเอ่ยปากขอชีวิตเสียก่อน เขาคงถูกลู่เซิ่งฆ่าตายคาที่ไปแล้ว
พลังต่อสู้ที่หลุดโลกเข้าขั้นบั๊กขนาดนี้นอกจากผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุดที่มีพรสวรรค์การต่อสู้ระดับ Sในตำนานแล้ว ทั้งสองคนก็นึกถึงความเป็นไปได้อย่างอื่นไม่ออกจริงๆ
ด้วยเหตุนี้ทั้งคู่จึงรีบเปลี่ยนคำพูดทันที
เพราะผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุดเพียงหนึ่งคนก็มีค่าต่อประเทศมหาศาลหากสามารถเติบโตขึ้นได้อย่างราบรื่น ในอนาคตเมื่อเข้าสู่สนามรบของสงครามระหว่างประเทศเขาจะเป็นตัวตนที่ไล่สังหารศัตรูได้ทุกสารทิศเทียบกับระเบิดนิวเคลียร์เดินได้เลยทีเดียว
และหากข่าวนี้หลุดไปถึงหูประเทศศัตรูสถานการณ์ของลู่เซิ่งย่อมต้องตกอยู่ในอันตรายแน่
ดังนั้นสวี่ซาซาและเฉาอวี่จึงรีบเปลี่ยนประโยคสนทนาไม่เพียงแต่จะไม่ให้ลู่เซิ่งพูดต่อ แต่ยังช่วยหาทางลงให้เขาอีกด้วย
“คือว่า...”
เมื่อเห็นปฏิกิริยาของทั้งคู่คนฉลาดอย่างลู่เซิ่งย่อมเดาเจตนาของพวกเขาออกได้ในพริบตา
ขนาดผู้ใช้อาชีพระดับอัจฉริยะทั่วไปของประเทศเสินเซี่ย ยังถูกพวกคนขายชาติที่รับใช้ศัตรูไล่ล่าสังหารอย่างไม่ลดละเลย แล้วถ้าเป็นผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุดที่แข็งแกร่งกว่าผู้ใช้อาชีพระดับอัจฉริยะล่ะ?
ยิ่งไปกว่านั้นเขาไม่ใช่แค่ผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุดอะไรนั่นด้วย
เพราะหากแบ่งระดับตามที่เฉาอวี่เพิ่งบอกมาพรสวรรค์การต่อสู้ระดับ SSS ของเขาตัวเขาคือผู้ใช้อาชีพระดับเทพเจ้าในตำนานต่างหาก
หากข่าวนี้รั่วไหลออกไปจริงๆมันคงไม่ต่างอะไรกับดาวหางพุ่งชนโลก
เมื่อคิดได้ดังนี้ลู่เซิ่งจึงปิดปากเงียบอย่างระแวดระวัง
และเขาจะไม่ขุดคุ้ยเรื่องนี้ต่ออีก
ในตอนนั้นเองลู่เซิ่งก็ค่อยๆ ก้าวเดินอย่างไม่รีบร้อน เขาเดินทอดน่องมุ่งหน้าไปยังทาเคดะ จิโร่ที่สภาพสะบักสะบอมและลมหายใจรวยรินอยู่เบื้องหน้า เดินไปพลางเยาะเย้ยว่า“จะว่าไปพวกเดรัจฉานประเทศวอหนูอย่างพวกแกชอบคว้านท้องฆ่าตัวตายไม่ใช่เหรอ? ทำไมแกถึงไม่คว้านท้องล่ะ อ้อนวอนขอชีวิตงั้นเหรอ?”
“คะ... คว้านท้องฆ่าตัวตาย?”
ทาเคดะจิโร่ ได้ยินดังนั้นก็ถึงกับอึ้งไป ก่อนจะรีบฝืนยิ้มประจบ“ท่าน... ท่านคงล้อเล่น ถ้าเลือกที่จะมีชีวิตอยู่ได้ใครจะอยากตายกันล่ะครับ...”
“หือ? แกนี่ก็เป็นเดรัจฉานที่รู้จักเอาตัวรอดเหมือนกันนะ”
ลู่เซิ่งเลิกคิ้วขึ้นก่อนจะถามด้วยเสียงเย็นชาว่า “งั้นฉันขอถามหน่อยแกอยากตาย หรือว่าไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อแล้วกันแน่?”
ฟืด!
พอลู่เซิ่งเอ่ยคำถามนี้ออกมาทาเคดะ จิโร่ ก็รู้สึกเหมือนหายใจไม่ออกไปชั่วขณะ เกือบจะสำลักตายไปเสียให้ได้
สวี่ซาซาและเฉาอวี่ที่อยู่ข้างๆต่างก็ทำสีหน้าแปลกๆ
ก็คำถามของลู่เซิ่งมันพิลึกเกินไปน่ะสิ
ไอ้ที่ว่าอยากตายกับไม่อยากมีชีวิตอยู่เนี่ย...
แม่-เอ๊ยมันต่างกันตรงไหนวะ?
แต่ก็เห็นได้ชัดว่าทาเคดะจิโร่ เป็นพวกกลัวตายขึ้นสมอง
ถึงแม้ว่าพวกผู้ใช้อาชีพจากประเทศวอหนูจะถูกปลูกฝังแนวคิดเกี่ยวกับศาสตร์การต่อสู้อู่ซู[*] ที่ว่า ‘นักรบฆ่าได้แต่หยามไม่ได้’ มาตั้งแต่เด็ก และหลังจากถูกล้างสมองมานานปีส่วนใหญ่จะกลายเป็นพวกบ้าคลั่งและยึดติดหากพ่ายแพ้ก็มักจะเลือกการคว้านท้องฆ่าตัวตายมากกว่าจะยอมก้มหัวให้ศัตรู
แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นทุกคนที่สามารถเผชิญหน้ากับความตายได้อย่างสงบ
และทาเคดะจิโร่ ก็คือคนประเภทที่ว่านั่นอย่างชัดเจน
ตุ้บ!
ทาเคดะจิโร่ คุกเข่าลงกับพื้นทันทีโดยไม่ลังเล เขาโขกหัวให้ลู่เซิ่งรัวๆพลางตะโกนบอกด้วยความร้อนรนว่า “นายท่านได้โปรดไว้ชีวิตผมด้วยเถอะครับ ขอเพียงยอมปล่อยผมไปผมยินดีจะเป็นสุนัขรับใช้ให้...”
“เอ่อ... บทพูดนี้ เหมือนฉันเพิ่งจะได้ยินมาจากที่ไหนสักแห่งนะ?”
เมื่อได้ยินคำพูดประหลาดแบบนี้ลู่เซิ่งก็มองไปทางหลี่ว์อันที่อยู่ไม่ไกลด้วยสายตาแปลกๆ
ส่วนหลี่ว์อันที่เห็นเหตุการณ์นี้เข้าสีหน้าก็เปลี่ยนเป็นดูไม่ได้เพราะความอับอาย จนแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนีไปให้พ้นๆจากตรงนั้นทันที
เชิงอรรถ
[*]ศาสตร์การต่อสู้อู่ซู (武术道) คือการต่อสู้ที่พัฒนามาจากวิถีชีวิตของชาวจีนยุคโบราณโดดเด่นในเรื่องของศิลปะความสมดุล ชั้นเชิงที่มุ่งเน้นการประสานกำลังภายใน (จิตใจ)และภายนอก (ร่างกาย) เป็นหัวใจสำคัญ