สายตาของเยี่ยนเจาเจาเหลือบมองไปยังด้านข้างเด็กสาวเองก็มองมาที่นาง ทำให้เห็นสี่สิ่งล้ำค่าของห้องหนังสือที่อยู่ตรงมุมห้อง
แต่น่าเสียที่ดูเหมือนเด็กสาวจะไม่รู้หนังสือเมื่อได้ยินเยี่ยนเจาเจากล่าวเช่นนั้นใบหน้าก็ยิ่งแสดงความอับอายมากขึ้น
“เช่นนั้นเจ้าก็ทำท่าทางให้ข้าดูหน่อยก็แล้วกันนานมากแล้วที่ข้ามิได้พูดคุยกับผู้อื่น เจ้าทำท่าทาง ข้าเองก็จะได้รู้สึกว่าได้พูดคุยกับผู้คนเสียหน่อยพูดคุยแก้ความกลัดกลุ้มน่ะ”
น้ำเสียงของเยี่ยนเจาเจาเบาและเร็วทว่าเด็กสาวก็พอจะฟังออกจากคำพูดว่า เชลยผู้นี้มีความโศกเศร้าและความหวาดกลัวแฝงอยู่
มิรู้ว่าเด็กสาวเข้าใจความรู้สึกของเยี่ยนเจาเจาหรืออย่างไรหลังจากที่เข้าใจสิ่งที่เยี่ยนเจาเจาสื่อถึง นางก็ทิ้งของที่อยู่ในมือทันทีเดินตรงไปยังด้านหน้าของเยี่ยนเจาเจาและเริ่มทำท่าทางร่ายรำ
เยี่ยนเจาเจาถามอยู่หลายครั้งในที่สุดนางก็เข้าใจความหมายที่เด็กสาวผู้นี้ต้องการจะเอ่ย
ตามที่กล่าว หลายวันก่อนนางถูกซื้อตัวมาจากหมู่บ้านที่อยู่ไม่ไกล
ครอบครัวของนางมีอยู่แปดคนนอกจากท่านยายและบิดามารดา ในครอบครัวก็มีบุตรอีกห้าคน
บิดามารดาของนางให้ความสำคัญของบุรุษมากกว่าพวกเขามีบุตรสาวถึงสามคนถึงได้มีบุตรชายสองคน น่าเสียดายที่ครอบครัวชาวนามิอาจเลี้ยงดูบุตรที่ร้องไห้ขออาหารอย่างอดอยากปากแห้งได้เพื่อเลี้ยงดูน้องชายทั้งสองคนและผู้อาวุโสของครอบครัว จึงขายผู้ที่มิอาจพูดได้อย่างนางให้กับพวกค้ามนุษย์เพื่อแลกกับเงินเพียงเล็กน้อย
ลูกค้าประจำของที่นี่ซื้อตัวนางมาจากคนค้ามนุษย์บอกกับนางว่าให้ไปรับใช้หญิงสาวที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับนาง
พวกนางถูกซื้อตัวมาเป็นสาวใช้ไหนเลยจะสามารถคัดค้านคำสั่งที่ให้ไปทำสิ่งใดได้กัน?
หลังจากที่ร่างกายของนางถูกทำความสะอาดจนสะอาดก็ถูกส่งให้มารับใช้เยี่ยนเจาเจา
สิ่งที่นางรู้ก็คือเยี่ยนเจาเจาเป็นคุณหนูจากตระกูลร่ำรวยแต่สุขภาพไม่แข็งแรง มักจะอาละวาดอย่างคลุ้มคลั่งดังนั้นจึงจำเป็นต้องใช้ยาทำให้นางสลบ เพื่อให้นางมิอาจไปทำร้ายผู้อื่นได้สิ่งที่บรรจุอยู่ในขวดนั้นก็คือยา เยี่ยนเจาเจาจะต้องได้รับมันทุกวัน
ทุกๆ วันจะมีผู้รับหน้าที่ส่งยานี้มาถึงมือนางโดยเฉพาะหน้าที่หลักของนางก็คือรับผิดชอบดูแลเรื่องกิจวัตรประจำวันของเยี่ยนเจาเจาทั้งยังป้องกันไม่ให้นางเสียสติจนไม่มีความสุข
บุรุษรูปร่างผอมสูงที่ดูแลนางกล่าวว่าหากนางรับใช้คุณหนูได้ไม่ดีจะโดนลากออกไปตัดคอ
เมื่อแสดงท่าทางมาถึงตรงนี้ใบหน้าของสาวใช้ใบ้ก็เต็มไปด้วยความหวาดกลัว
แววตาของเยี่ยนเจาเจาหม่นลงแต่ก็มิได้ขัดคำพูดของสาวใช้แต่อย่างใด
ใต้หล้านี้มีผู้ใดบ้างที่ไม่เสียดายชีวิตเยี่ยนเจาเจาเองก็เสียดายชีวิตเช่นกัน ดังนั้นจึงเข้าใจความรู้สึกของสาวใช้ผู้นี้มือบางโบกไปมาเป็นสัญญาณให้พูดต่อ
ทว่านอกจากเรื่องพวกนี้สาวใช้ใบ้ก็ไม่รู้อะไรอีก
เรื่องราวฟังแล้วดูสมเหตุสมผลไม่น้อยราวกับไม่มีช่องโหว่ใดให้จับผิดได้เลย
การที่สาวใช้ใบ้ผู้นี้กล่าวว่าเยี่ยนเจาเจาเป็นโรคคลุ้มคลั่งช่างเป็นเรื่องที่น่าขบขันยิ่งนักทว่าหากนางถูกซื้อตัวมาได้ไม่นาน ก็เป็นเรื่องปกติที่นางจะมิรู้ว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น
สาเหตุที่แท้จริงของเรื่องนี้เป็นอย่างไรนั้นไม่มีความจำเป็นต้องบอกนางอย่างไรเสียการไม่รู้ก็ถือว่าปลอดภัยมากที่สุด เยี่ยนเจาเจาคิดว่าหากนางเป็นผู้บริสุทธิ์จริงตนก็ไม่จำเป็นต้องลากนางเข้ามาสู่ปัญหานี้ด้วย
ยามที่แสดงท่าทางสายตาของสาวใช้ที่มองมายังเยี่ยนเจาเจาฉายความประหม่าออกมา กลัวว่าคำพูดที่ตนกล่าวออกมาจะทำให้ผู้เป็นนายรู้สึกขุ่นเคือง
นางได้เป็นบ่าวรับใช้ครั้งแรกรู้ดีว่าสัญญาการซื้อขายชีวิตของตนอยู่ในมือของผู้อื่น ชะตากรรมน้อยๆโดนควบคุมตามใจผู้อื่น เพราะเหตุนั้นจึงแสดงความระมัดระวังออกมาอย่างคนขลาด
เยี่ยนเจาเจาคิดว่าความคิดเช่นนี้คล้ายกับตนตอนมาถึงสถานศึกษาตระกูลหยวนครั้งแรกทว่าย่ำแย่ยิ่งกว่าตรงที่เด็กสาวผู้นี้โดนบิดามารดาของตนเองขายออกมา
ที่ยิ่งกว่านั้นเมื่อพูดถึงการเป็นใบ้เยี่ยนเจาเจาก็นึกถึงตอนที่ตนโดนพิษและทำให้เป็นใบ้ในช่วงเวลาสั้นๆ อีกทั้งยังนึกขึ้นได้ว่าพี่รองเองก็เป็นใบ้อยู่นานปีสายตาของนางจึงเต็มไปด้วยความอ่อนโยนและความรัก
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้แววตาของเยี่ยนเจาเจาก็อ่อนโยนลง คำพูดที่กล่าวก็มีความหมายของการใกล้ชิดสนิทสนม “เช่นนั้นเจ้าก็เป็นคนน่าสงสารเจ้าชื่ออะไร? ข้าเองก็มีพี่ชายที่เคยเป็นใบ้มาก่อน น่าสงสารเป็นอย่างยิ่งเจ้ามิต้องกังวล ข้ามิใช่คนที่เห็นว่าเจ้าพูดมิได้แล้วจะมิต้องการเจ้าหรอกนะ”
ใบหน้าของสาวใช้แสดงอาการดีใจออกมาอย่างชัดเจนคิดว่าการที่เยี่ยนเจาเจาถามชื่อของตน อีกทั้งยังพูดจาทำนองนั้น ก็น่าจะเต็มใจรับตัวนางไว้รับใช้ข้างกายแล้วนางจึงใช้เรี่ยวแรงที่มีแสดงท่าทางเป็นรูปร่างดอกไม้
“เจ้าชื่ออาฮวา?”
เยี่ยนเจาเจาคิดว่าชื่อนี้เป็นชื่อที่จดจำได้ง่ายเมื่อเห็นสาวใช้ใบ้พยักหน้าทำท่าทางเห็นด้วยออกมา นางจึงยิ้มและกล่าวว่า “อาฮวาต่อจากนี้ไปข้าเรียกเจ้าด้วยชื่อนี้ก็แล้วกัน”
สาวใช้ใบ้ยิ้มออกมาอย่างมีความสุขยามมองเห็นแววตาของเยี่ยนเจาเจาที่เป็นดังที่พึ่งพิงของเด็กสาว
อาฮวาเห็นว่าผมของเยี่ยนเจาเจาแห้งแล้วและดูเหมือนสีท้องฟ้าด้านนอกก็เปลี่ยนเป็นค่ำแล้วเช่นกันจึงทำท่าทางถามเยี่ยนเจาเจาว่าต้องการเข้านอนแล้วหรือยัง
ตลอดทั้งวันเยี่ยนเจาเจารู้สึกได้เพียงความมึนงงไหนเลยจะมีจิตใจคิดเรื่องการนอน พอได้อาบน้ำก็ทำให้รู้สึกสมองปลอดโปร่งไม่น้อยตอนนี้จึงไม่มีความคิดเรื่องการพักผ่อนเลยแม้แต่น้อย “ยาที่เจ้าต้องเอาให้ข้าเล่าเหตุใดถึงมิใช้มันกับข้า?”
ใบหน้าของเยี่ยนเจาเจาเต็มไปด้วยความประหลาดใจที่ซุกซ่อนอยู่ส่วนใบหน้าของสาวใช้ผู้นั้นแสดงอาการ “อึกๆ อักๆ”
เรื่องที่นางมิกล้าพูดเป็นสิ่งที่เยี่ยนเจาเจาต้องการฟังถามมาครึ่งค่อนวัน นางถึงได้เริ่มแสดงท่าทางอับอายออกมา
เยี่ยนเจาเจามองอยู่ครู่หนึ่งก็เข้าใจนางต้องการจะบอกว่ายานี้มิน่าจะเป็นของที่ดีอะไร ยิ่งไปกว่านั้นตอนนี้คุณหนูยังมิได้รับยาแต่ใบหน้าและท่าทางก็ปกติยิ่ง แล้วเหตุใดถึงต้องรับยาด้วยเล่า
นอกจากนี้นางยังคิดว่าเยี่ยนเจาเจาและคนพวกนั้นมิใช่พวกเดียวกันหากว่าเป็นคุณหนูของพวกเขาจริง แล้วเหตุใดถึงต้องนำตัวใส่ไว้ในหีบใบใหญ่นั้นด้วย เกรงว่าจะเป็นพวกโจรที่ลักพาตัวคุณหนูจากตระกูลใหญ่ที่ไหนมาเสียมากกว่า
เยี่ยนเจาเจาคิดมิถึงว่านางจะตอบเช่นนั้นใบหน้าที่เมื่อครู่เพิ่งแสดงรอยยิ้มก็เปลี่ยนเป็นฝืนใจ ขยับนิ้วมือพร้อมกล่าว “ใช่แล้วอาฮวาคาดมิถึงว่าเจ้าจะคิดถึงเรื่องนี้ได้”
ขณะที่กำลังเอ่ย นางเอ่ยเสียงเบาราวกับครุ่นคิด “เจ้ามาหาข้านี่ข้ามีเรื่องจะพูดกับเจ้า”
สาวใช้ผู้นั้นพยักหน้าพร้อมกับเดินเข้าไปใกล้เยี่ยนเจาเจา
เยี่ยนเจาเจาทำท่าบอกให้นางก้มตัวลงรอจนนางเงี่ยหูเข้ามาใกล้ปาก เยี่ยนเจาเจาจึงกล่าวด้วยเสียงกระซิบ “ของนั่นมิได้เป็นของที่ดีหากเจ้ามิได้ใช้มันก็ช่วยเอามันไปทิ้งให้ข้า บอกพวกเขาไปเพียงว่าใช้ยากับข้าแล้วก็พอ”
สาวใช้ผู้นั้นรู้สึกประหลาดใจใบหน้าเต็มไปด้วยร่องรอยของความมิเต็มใจ
นางทำท่าขึ้นมาอีกครั้งเยี่ยนเจาเจาเข้าใจในสิ่งที่นางต้องการจะสื่อ และรู้ว่านางกลัวว่าคนพวกนั้นจะจับได้จึงดึงตัวนางเข้ามาบอกเรื่องราวบางอย่าง บอกกับนางว่าควรทำอย่างไรถึงจะสามารถปิดบังคนเหล่านั้นได้
สาวใช้พยักหน้าอย่างเลื่อมใส
นางหยิบขวดลายครามเล็กๆที่อยู่ในแขนเสื้อออกมาหยิบกลีบดอกไม้ที่อยู่ด้านในแล้วแบ่งมันออกเป็นสองส่วนต่อหน้าเยี่ยนเจาเจา เพียงชั่วครู่ก็ทำให้นางสลบไปจากนั้นก็นำกลีบดอกไม้ที่เหลือเทใส่แจกันดอกไม้ที่อยู่ไม่ไกล
แจกันใบนี้ทั้งใหญ่และสูงนำเศษกลีบดอกไม้โยนลงไปด้านในก็ไม่มีใครล่วงรู้อย่างแน่นอน แม้แต่เง็กเซียนฮ่องเต้เสด็จมาเองก็มิอาจสังเกตเห็นได้
แน่นอนว่าหลังจากนั้นไม่นานก็ถึงเวลาที่เยี่ยนเจาเจาคำนวณเอาไว้มีองครักษ์ลับเข้ามาตรวจสภาพของเยี่ยนเจาเจาเมื่อแน่ใจว่าเยี่ยนเจาเจานอนแน่นิ่งอยู่บนเตียง มิเคลื่อนไหว ไร้การตอบสนองใดๆเขาจึงจากไปโดยไม่นึกสงสัยแม้แต่น้อย
หลังจากเวลาครึ่งก้านธูปที่พวกเขาออกไปเยี่ยนเจาเจาก็ตื่นขึ้นมาโดยสมบูรณ์
จำนวนของกลีบดอกไม้และช่วงเวลาในการสลบเป็นสิ่งที่เยี่ยนเจาเจาคำนวณมาเนิ่นนาน ปริมาณของมันมิได้ต่างจากที่เยี่ยนเจาเจาคำนวณเอาไว้ในใจเลย
ประตูและหน้าต่างของห้องด้านข้างห้องโถงถูกปิดตายมีเพียงยามส่งอาหารวันละสามครั้งเติมน้ำร้อนและเปลี่ยนเสื้อผ้าเท่านั้นประตูถึงจะเปิดออก เห็นได้ชัดว่าคนที่นำของมาส่งเป็นผู้ที่มีวรยุทธ์สูงแม้เยี่ยนเจาเจาจะมีปีกก็มิอาจหลบหนีออกไปได้
แต่แม้จะเป็นเช่นนั้นคนที่มาตรวจดูว่าเยี่ยนเจาเจาสลบไปแล้วหรือยังก็เป็นคนพวกนี้การลงมือของเยี่ยนเจาเจาและอาฮวาเป็นไปได้ด้วยดีสามารถปกปิดความลับได้อย่างง่ายดาย
ไม่รู้ว่าช่วงนี้คนเหล่านี้ได้พบกับเรื่องราววุ่นวายหรือไม่หลายวันมานี้ถึงได้ดูมิค่อยรีบร้อน เยี่ยนเจาเจาเองก็รู้ว่าตนนั้นหนีออกไปมิได้ เช่นนั้นก็ขอพักผ่อนสบายๆในโรงเตี๊ยมแห่งนี้สักสองสามวันก็แล้วกัน
ระยะเวลาสองสามวันนี้อาฮวาได้ทำตามคำพูดของเยี่ยนเจาเจา นำกลีบดอกไม้ส่วนใหญ่ที่จำเป็นต้องใช้กับเยี่ยนเจาเจาไปใส่ในแจกันใบใหญ่
ในช่วงเวลานี้ได้เกิดเรื่องที่น่าสนใจขึ้นวันหนึ่งเยี่ยนเจาเจาพบกลีบดอกไม้ที่ดูเหมือนจะสมบูรณ์ชิ้นหนึ่งตกอยู่ใต้เตียงนอนของนาง
ตอนนี้กลิ่นบนกลีบดอกไม้หายไปเกือบหมดแล้วรูปร่างไร้ความชุ่มชื้น ทั้งยังดูหดลงแล้วด้วย
น่าจะเป็นองครักษ์ลับที่ตัดกลีบดอกไม้ไม่ละเอียดทำให้ปลาลอดผ่านอวน [1] เช่นนี้ไปได้ อีกประการตอนที่อาฮวาเทมันก็ขาดความระมัดระวังจึงทำให้เยี่ยนเจาเจาเก็บมันขึ้นมาได้
เยี่ยนเจาเจาหยิบมันขึ้นมาดูจากนั้นก็โยนมันทิ้งไปด้วยความเบื่อหน่าย
อาฮวายังคงสงสัยว่าเจ้าสิ่งนี้มันคืออะไรกันแน่จะว่าไปเจ้าของสิ่งนี้ก็ดูเหมือนกับเศษกลีบดอกไม้ สำหรับนางมันมิได้ส่งผลข้างเคียงอะไรแต่จำนวนเพียงน้อยนิดกลับทำให้เยี่ยนเจาเจาหลับสนิทไปกว่าค่อนวันช่างน่ากลัวเสียจริง
นางเห็นเยี่ยนเจาเจามองมันด้วยความสนใจอยู่นานจึงถามเยี่ยนเจาเจาว่าพอจะดูออกหรือไม่ว่าเจ้าของเล่นนี่คือสิ่งใดใบหน้าของเยี่ยนเจาเจาเต็มไปด้วยความสงสัย บอกว่าตัวนางเองก็จำไม่ได้
แต่ก็ต้องยอมรับว่าเจ้ากลีบดอกไม้นี่น่ากลัวมากจริงๆกลิ่นของมันเก่งฉกาจแม้ว่ากลีบส่วนใหญ่จะโดนเอาออกไปและใช้กับเยี่ยนเจาเจาน้อยสักเพียงใดจมูกของเยี่ยนเจาเจาก็มิอาจสูดดมและจำแนกถึงกลิ่นหอมอื่นได้ รู้สึกได้เพียงอาการเวียนศีรษะเท่านั้น
แต่ก็เห็นได้อย่างชัดเจนว่าสภาพของตนตอนนี้ดีกว่าก่อนหน้านี้ยิ่งนัก
หลังจากใช้กลีบดอกไม้ในปริมาณน้อยมาสองสามวันเยี่ยนเจาเจาก็รู้สึกได้ว่าเรี่ยวแรงบริเวณแขนขาที่เคยอ่อนล้าดีขึ้นพอสมควรมีบางครั้งที่สามารถขยับมือและเท้าได้ด้วยตนเอง
อาฮวาเชื่อฟังคำพูดและปฏิบัติตามเยี่ยนเจาเจาราวกับนางมองออกว่าเยี่ยนเจาเจาเปิดเผยและไม่มีเล่ห์เหลี่ยมอย่างที่ผู้อยู่เบื้องหลังเหล่านั้นกล่าวแต่เจ้าดอกไม้นั่นเป็นสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่ามันช่างน่าเคียดแค้นและรู้สึกไม่เป็นธรรม ทำให้เยี่ยนเจาเจาต้องทุ่มเทไปไม่น้อยความสัมพันธ์ของทั้งสองคนก็ดียิ่งนัก
อาฮวามักจะขอให้เยี่ยนเจาเจาเล่าเรื่องให้นางฟังในตอนที่เยี่ยนเจาเจาเล่า นางก็มักจะยืนบีบนวดไหล่อยู่ด้านหลังของเยี่ยนเจาเจาด้วยท่าทีเงียบสงบ
------------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] ปลาลอดผ่านอวนหมายถึง ขาดการระมัดระวัง