ควีนยังไม่ทานอาหารจากแม่ที่ตั้งใจทำขึ้นมาให้เขากินจนเวลาล่วงเลยเข้าสู่วันที่ 2 ควีนยังคงปฏิเสธการกินอาหารและน้ำจากแม่ โดยที่ไม่พูดจาโต้ตอบ และไม่มีเสียงใดๆ หลุดออกจากปาก เขาเอาแต่ส่ายหัวไปมาตามคำวอนจากคนเป็แม่
สิ่งที่ควีนกำลังเผชิญอยู่นี้ทำให้แม่รู้สึกเสียใจและสงสารเขาไม่น้อยกว่าอาการที่เขาเป็อยู่ เธอพยายามพูดและหาเหตุผลต่างๆ นานามาอธิบายให้ลูกฟังแต่ควีนกลับไม่รับฟังเหตุผลอะไรเลย เขาพูดแต่เพียงว่า ้าให้เขมกลับมาอยู่กับเขาเหมือนเดิมเท่านั้นเอง ยิ่งทำให้เจ๊หยกร่ำไห้เพราะความสงสารลูกแต่เธอก็ไม่รู้จะช่วยลูกด้วยวิธีใดในเมื่ออีกฝ่ายยืนยันว่า้าจะตัดขาดจากลูกชายของเธอแล้ว
ควีน ณพงศ์
น้ำตาของควีนยังคงรินไหลจวนแทบจะหมดตัวเพื่อรอใครคนนั้นที่เขา้าทุกวินาที นับั้แ่วันที่เขมก้าวขาออกจากบ้านของเจ๊หยก ผู้เป็ลูกชายเพียงคนเดียวที่ยังอยู่ในอารมณ์ของความรู้สึกสูญเสียคนที่ไว้ใจและรู้ใจเขามากที่สุดไปยังคงตกอยู่ในภวังค์ของความเศร้าหมอง ในทุกๆ วันเจ๊หยกจะนำอาหารพร้อมน้ำดื่มและขนมที่โปรดปรานขึ้นมาป้อนจนไม่เป็อันทำงานอย่างอื่น เธอยังทำหน้าที่แม่ที่ดีแต่คนเป็แม่ก็ถูกลูกชายปฏิเสธความหวังดีจากเธอโดยสิ้นเชิง
อาการที่ดูเศร้าหมองของควีนยิ่งรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งยังไม่ยอมแตะอาหารเลยแม้แต่น้ำที่เป็เครื่องดื่มที่ดื่มกินได้ง่ายก็ยังปฏิเสธ เป็เวลาเกือบ 4 วันเต็มที่เขาไม่ยอมทำอะไรเอาแต่พร่ำเพ้อถึงเขมเพียงคนเดียว ช่างเป็ภาพที่น่าสงสารและหดหู่ใจเหลือเกินสำหรับคนเป็แม่ เธอรู้สึกเสียใจที่ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรลูกชายได้ เจ๊หยกร้องไห้ทุกครั้งที่ขึ้นมาพบกับสภาพของควีน
วันนี้ก็เป็อีกวันหนึ่งที่เธอนำอาหารขึ้นมาให้ลูกตามปกติ ลูกชายของเธอยังคงมีอาการเช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลงไม่ดีขึ้นหรือแย่ลงแต่อย่างใด สำหรับวันนี้ควีนดูอ่อนแรงลงมากเพราะขาดอาหารและน้ำที่เป็ปัจจัยสำคัญต่อร่างกาย เมื่อคนเป็แม่ได้เห็นสภาพที่ลูกชายทนทุกข์ทรมานต่อหน้าต่อตาก่อนที่เธอจะโผเข้าสวมกอดลูกชายด้วยความสงสาร แต่เธอกลับต้องชะงักกับท่าทีของลูกชายที่ถือรูปของใครสักคนหนึ่งอยู่ในมือ พอเธอตั้งใจดูให้ดีก็ทราบว่าเป็รูปของลูกจ้างคนที่เพิ่งลาออกไปนั่นเอง แต่รูปใบนั้นเป็รูปคู่ระหว่างลูกชายของเธอกับลูกจ้างหนุ่ม ที่ในรูปแสดงถึงความน่ารักความทะเล้นของเด็กหนุ่มทั้งสองคน
ควีนเริ่มมีรอยยิ้มขึ้นที่มุมปากอย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อนตลอดระยะเวลาสี่วันที่ผ่านมา สีหน้าแววตาของลูกชายเธอเริ่มมีประกายที่บ่งบอกถึงความสุข
ขณะที่เธอกำลังชื่นใจและกำลังจะมีรอยยิ้มเพื่อเป็กำลังใจให้กับลูกชายอยู่นั้น ควีนกลับมีสีหน้าเปลี่ยนไปกะทันหันจนเธอรู้สึกหวาดกลัวในแววตาดุดันที่ยังจับจ้องรูปในมืออย่างไม่ละสายตาพร้อมกับแสยะยิ้มอย่างน่ากลัวจนเธอผงะและรีบดึงตัวเองให้ลุกขึ้นจากเตียงของลูกชายทันที เธอรู้สึกว่าเด็กหนุ่มคนที่นอนอยู่บนเตียงคนนั้นไม่ใช่ลูกชายที่เธอคุ้นเคยอีกแล้ว
"แม่เป็อะไรหรอครับ ทำไมทำท่าทางเหมือนกลัวผมแบบนั้น?"
น้ำเสียงเข้มบวกกับสายตาดุดันมองมาที่เธอและเอ่ยถามเธอที่ยังอยู่ในอาการหวาดกลัวไม่หาย
"เปล่าจ้ะ แม่เพียงรู้สึกใเท่านั้น หนูเป็อะไรหรือเปล่า ทำไมมองแม่แบบนั้น"
ความน่ากลัวของลูกชายเธอทำให้เจ๊หยกกลับมาพูดสำเนียงภาษาไทยอย่างชัดเจนไม่หลงเหลือสำเนียงจีนสักคำ
"หนูไม่เป็อะไรหรอกครับ แม่เอาข้าวขึ้นมาให้หนูใช่ไหม พอดีเลยหนูกำลังหิว ขอบคุณแม่มากนะครับ"
เจ๊หยกไม่ทันได้พูดโต้ตอบอะไรลูกชายก็ถูกมือทั้งสองของลูกชายยื่นมารับสำรับข้าวที่วางอยู่ข้างโต๊ะหัวเตียงขึ้นไปตักกินอย่างเอร็ดอร่อยจนหมดเกลี้ยงไปในพริบตา
ควีนยังถามถึงอาหารเพิ่มอีก เจ๊หยกจึงรีบลงไปจัดแจงอาหารอีกสำรับขึ้นมาให้กับลูกชายได้กินต่อด้วยความแปลกใจระคนสงสัยและมีข้อกังขาอีกมากมายภายในใจของเธอ แต่ไม่สามารถที่จะถามลูกชายในสิ่งที่เธอเห็นอยู่นี้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับลูกชายของเธอกันแน่
หลังจากที่ควีนทานอาหารสำรับที่สองเสร็จเรียบร้อย ไม่นานเจ๊หยกก็ต้องใอีกรอบเมื่อควีนลงมาจากชั้นบนด้วยชุดไปรเวทสบายๆ พร้อมกับกระเป๋าเป้สะพายหลังหนึ่งใบ
"ควีนจะไปไหนลูก หนูเพิ่งอาการดีขึ้นเองนะแม่ว่าหนูกลับขึ้นไปพักผ่อนดีกว่าจ้ะ" เจ๊หยกถามลูกชายด้วยน้ำเสียงที่ยังคงรู้สึกหวาดกลัวอยู่ไม่น้อย
"ไม่เป็ไรครับแม่ หนูมีธุระต้องทำและหนูต้องทำให้เสร็จภายในวันนี้ แม่ไม่ต้องถามหนูหรอกนะว่าหนูจะไปไหน หนูจะไปทวงคนของหนูคืนไม่ว่าใครก็มาห้ามหนูไม่ได้ หมดข้อสงสัยแล้วใช่ไหมครับ ถ้างั้นหนูขอตัวนะครับแม่..."
แต่เจ๊หยกก็ถูกลูกชายปฏิเสธขึ้นมาทันควันด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างดุดันเช่นเดิม เธอกลับใในคำพูดของลูกชายมากกว่าความน่ากลัวทางสีหน้าและน้ำเสียง ทำให้เธอต้องรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดเบอร์ของใครคนหนึ่งทันที หลังจากที่ลูกชายของเธอเดินก้าวออกจากประตูบ้านไปอย่างรวดเร็ว