บทที่ 9 หนิงเซวียนออกหน้า
ไม่คาดคิดว่าเพียงสิ้นเสียงของแม่เฒ่า หนิงเวยก็ทิ้งตัวลงคุกเข่า โขกศีรษะลงกับพื้นจนเกิดเสียง ‘ปึงๆ!’ นางร้องไห้สะอึกสะอื้นพลางกล่าวว่า “ท่านย่า ข้าขอร้อง ช่วยน้องชายของข้าด้วย เขากำลังมีไข้สูง หากไม่ช่วยตอนนี้อาจไม่ทันกาล ข้าสัญญา ขอเพียงท่านช่วยน้องชายของข้า ไม่ว่าท่านจะให้ข้าทำอะไร ข้ายินดีทำทั้งสิ้น”
บางทีคำพูดสุดท้ายนี้อาจทำให้แม่เฒ่าหวั่นไหว นางสำรวจร่างกายที่เริ่มเติบโตของหนิงเวย หากเลี้ยงดูอีกสักระยะ ไม่แน่นางเด็กนี่อาจเติบโตเป็หญิงงาม บางทีราคาที่ขายได้อาจจะสูงกว่าคนโต
เพิ่งจะขายคนโตไปหนึ่ง เด็กคนนี้ยังไม่รู้เื่อะไร ไม่ต้องรีบร้อนบีบคั้นมากนัก วันนี้ก็ทำตามนางไปก่อน แสดงท่าทีมีเมตตาสักหน่อยก็สิ้นเื่แล้ว เมื่อแม่เฒ่าตัดสินใจได้ดังนั้น สีหน้าจึงดูอ่อนโยนลงเล็กน้อย ก่อนจะหันไปถามหนิงเวยว่า “เ้าพูดจริงหรือว่ายินดีทำทุกอย่าง จะฟังข้าทุกคำ”
“ขอเพียงท่านย่าช่วยรักษาอาการป่วยของน้องชายข้า ข้ายอมทำทุกอย่าง” หนิงเวยกล่าวขณะคุกเข่า เสียงของนางสั่นเครือจนแทบจับความไม่ได้
“แล้วเ้าเล่า นางเด็กเหลือขอ เ้ายังกล้าขัดคำข้าหรือไม่ เื่วันนี้เ้ารู้หรือไม่ว่าตัวเองผิด” แม่เฒ่าหันมาถามหนิงลั่ว
เฉินซื่อที่อยู่ข้างๆ ไม่วายเติมเชื้อไฟ “ท่านแม่ เช่นนี้ก็ถือว่ายกประโยชน์ให้เ้าสามน่ะสิ หากเป็เช่นนี้ วันหน้านางคงจะยิ่งกำแหง ควรจะให้บทเรียนนางเสียบ้าง”
แม่เฒ่ามีแผนการของตัวเองอยู่แล้ว จึงรีบกล่าวว่า “ดูท่าทีของนางก่อนแล้วกัน ว่านางจะเลือกเป็คนหรือเป็แมวเป็หมา นั่นขึ้นอยู่กับตัวนางเอง”
แม่เฒ่าคิดว่าในสถานการณ์เช่นนี้ หนิงลั่วต้องยอมอ่อนข้อแน่ นางเพียง้าเห็นหนิงลั่วคุกเข่าขอโทษและร้องขอความเมตตา เพื่อให้นางได้ระบายความโกรธที่อัดแน่นอยู่ในอก
แต่เื่กลับไม่เป็อย่างที่คิด หนิงลั่วยืนหยัดมั่นคงอยู่กับที่ ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น แล้วกล่าวทีละคำอย่างชัดเจนว่า “ให้ข้าขอร้องท่าน? ชาตินี้เป็ไปไม่ได้ ชาติหน้าก็ไม่มีวันเป็ไปได้”
กล่าวจบ หนิงลั่วก็ดึงแขนของหนิงเวยแล้วกล่าวว่า “พี่รอง ถูกคนรังแกถึงขนาดนี้แล้วยังยอมคุกเข่าอีกหรือ ท่านคิดว่าหากผ่านวันนี้ไปแล้วจะไม่มีครั้งหน้าอีกหรือไร หากเป็ผู้ใหญ่ที่มีจิตสำนึกสักนิดคงไม่เพิกเฉยต่ออาการป่วยของน้องชายเช่นนี้ พวกเราเข้าเมืองกันเถอะ ไปแจ้งความต่อท่านนายอำเภอ ให้ท่านนายอำเภอช่วยตัดสินความเป็ธรรมให้พวกเรา”
“อกตัญญู เ้ามันเด็กอกตัญญู พวกเ้าทั้งหลายได้ยินหรือไม่ เด็กคนนี้คิดจะทำลายตระกูลหนิงของพวกเรา ข้าจะตีให้ตาย!” เมื่อแม่เฒ่าได้ยินคำพูดที่โอหังของหนิงลั่ว ก็โกรธจนลมหายใจสะดุด มือยังกำก้อนหินขนาดใหญ่เอาไว้ หากหนิงเซวียนมาถึงช้ากว่านี้ เกรงว่าหินก้อนนี้คงจะทุบลงบนศีรษะของหนิงลั่วไปแล้ว
“ท่านย่า ท่านจะก่อเื่อะไรอีก ท่านอยากให้หลานชายต้องถูกผู้คนชี้นิ้วนินทาทุกวันหรือ” ระหว่างที่กล่าว หนิงเซวียนก็ปรายตามองหนิงลั่วเพียงครู่เดียว เห็นนางกำหมัดแน่น ตัวสั่นสะท้านไปด้วยความโกรธ ราวกับลูกเสือที่อ้าปากขู่คำราม ทั้งน้อยใจ ทั้งโกรธแค้น ทำให้ผู้คนอดรู้สึกสงสารไม่ได้
สีหน้าของเด็กสาวเต็มไปด้วยความเศร้าอย่างสุดซึ้ง แววตาเศร้าโศกเกินกว่าจะพรรณนา ทำให้หนิงเซวียนเผลอรับรู้ถึงความรู้สึกของนางอย่างช่วยไม่ได้
เหมือนนางจะเสียใจอย่างแท้จริง
“พวกเ้าทั้งสองลุกขึ้นเถอะ กลับไปก่อน อีกสักครู่ข้าจะนำเงินค่ายาไปให้” คำพูดนี้ของหนิงเซวียนมุ่งตรงไปที่หนิงลั่วกับหนิงเวย ทว่าทั้งสองกลับไม่มีทีท่าว่าจะขยับแม้แต่น้อย
“เซวียนเอ๋อร์? ไอ้หยา หลานชายคนโตของข้า เหตุใดเ้าไม่อยู่ทบทวนบทเรียนในบ้าน ออกมาทำไม ข้างนอกหนาวนัก มีเื่อะไรก็เข้าไปพูดกันข้างในเถิด” ไฟโทสะที่แม่เฒ่ามีอยู่ก่อนหน้านี้รุนแรงเพียงใด ยามนี้ก็สงบลงมากเพียงนั้น ก้าวที่เดินก็แทบไม่มีเสียง แววตาที่มองไปยังหนิงเซวียนก็แฝงความเมตตาอยู่หลายส่วน
เฉินซื่อที่อยู่ข้างๆ ส่งสายตาให้บุตรชายหลายครั้ง พร้อมกับดึงแขนของเขา “ลูกแม่ เ้าจะออกมายุ่งเื่นี้ทำไม รีบกลับไปเถอะ เื่นี้เป็เื่ของผู้ใหญ่ ไม่เกี่ยวกับเ้า”
หนิงเซวียนมองพวกนาง ในั์ตาลุกวาวไปด้วยไฟโทสะ “แต่เดิมเื่นี้ไม่เกี่ยวข้องกับข้า แต่น้องสามจะไปแจ้งความต่อทางการแล้ว พวกท่านคิดว่าเกี่ยวหรือไม่ หากให้นางไปแจ้งความเพราะเงินค่ายาแค่ร้อยกว่าเหวิน เช่นนั้นข้าจะไปพบหน้าผู้คนได้อย่างไร”
“ได้ๆๆ พวกเราจะจ่าย พวกเราจะจ่ายให้ หลานรัก เ้ากลับไปก่อนเถอะ ระวังลมด้วย อย่าให้เป็หวัดเชียว” เวลานี้แม่เฒ่าช่างดูเมตตาและอ่อนโยนยิ่ง หากมีใครมองผิดไปเพียงแวบเดียว คงยากจะเชื่อว่าคนตรงหน้านี้จะเป็คนเดียวกับแม่เฒ่าผู้ใจแคบ เหี้ยมโหด ไร้เมตตาเมื่อครู่นี้
“ก็เพราะเ้าเป็คนจิตใจดี ถึงขั้นนี้แล้วเ้ายังจะพูดแทนพวกนางอีก จะให้พวกนางได้ใจไปมากกว่านี้ไม่ได้นะ” กล่าวจบ แม่เฒ่าก็โยนเงินยี่สิบกว่าเหวินให้หนิงเวยกับหนิงลั่วด้วยสีหน้าขัดใจ “เอ้า เอาไป ข้ามีเท่านี้ บ้านพวกข้ายังต้องกินต้องใช้กันทั้งบ้าน เ้าทั้งสองวันๆ ไม่ทำงาน ซ้ำยังป่วยกระเสาะกระแสะ ตอนนี้ยังจะมาขอเงินอีก อยากได้มากกว่านี้ก็เหลือแค่ชีวิตแก่ๆ ของข้าแล้วแหละ!”
เงินในมือของแม่เฒ่าไม่ได้ตกใส่มือเด็กสาวทั้งสอง เงินเ่าั้ตกลงบนพื้นโคลนชื้นแฉะตรงหน้า
หนิงเวยน้ำตาคลอเบ้า ก้มเก็บเงินทีละเหวินๆ ก่อนจะหันไปเอ่ยกับหนิงลั่ว “น้องสาม เ้ากลับไปดูแลเสี่ยงเสี่ยงก่อน ข้าจะไปซื้อยาเดี๋ยวนี้”
เดิมทีหนิงลั่วตั้งใจจะรั้งหนิงเวยไว้ ไม่อยากให้อีกฝ่ายรับเงินจากคนเหล่านี้ นางยอมขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพรเองดีกว่ารับทานจากพวกเขา ทว่าก่อนที่ปากจะเอื้อนเอ่ยอะไรออกไป สายตาพลันมืดดำ ทั้งร่างโอนเอนไปมา นางพยายามทรงตัวเดินไปข้างหน้า แต่เดินไปได้ไม่กี่ก้าว ตรงหน้าก็มืดสนิท ร่างทั้งร่างล้มลงกระแทกพื้นดัง ‘ตึง!’
หนิงเวยไม่ทันได้สังเกตว่าน้องสาวเป็ลมไปแล้ว นางเร่งรีบตรงไปตามหมอมา
“น้องลั่ว!” หนิงเซวียนอยู่ไกลเกินไปจึงรับตัวนางไม่ทัน แต่ก็ยังรีบก้าวเท้าวิ่งพรวดเข้าไปหา
แม่เฒ่าเห็นเช่นนั้นก็ขมวดคิ้วแน่น พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงรำคาญ “เซวียนเอ๋อร์ เ้าจะไปยุ่งกับนางเด็กโสโครกนั่นทำไม นางแค่แกล้งทำเป็ล้มไปเท่านั้นเอง หญิงชาวบ้านที่ไหนจะอ่อนแอเช่นนี้”
“นั่นสิ มิใช่คุณหนูผู้สูงศักดิ์เสียหน่อย โดนฝนแค่นี้จะเป็ลมไปได้อย่างไร เซวียนเอ๋อร์ เ้าอย่าไปหลงกล” เฉินซื่อกล่าวเสริม พลางเอื้อมมือไปรั้งแขนบุตรชายไว้ “เซวียนเอ๋อร์ เ้าอย่าลืมว่าแม่ของนางเป็คนเช่นไร นางเป็นางจิ้งจอกที่เกิดมาเพื่อล่อลวงบุรุษ อย่าได้ถูกนางล่อลวงเชียว”
“ปล่อยข้า ข้ารู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่” หนิงเซวียนรู้สึกเพียงขมับเต้นตุบๆ ความไม่พอใจท่วมท้นในอก เป็คนในครอบครัวเดียวกันแท้ๆ เหตุใดพวกนางถึงปฏิบัติต่อเขาและพี่น้องของหนิงลั่วต่างกันราวฟ้ากับเหว หรือว่าแท้จริงแล้วมีเหตุผลอื่นใดแอบแฝงอยู่
เมื่อเห็นบุตรชายโกรธจัด เฉินซื่อก็เริ่มร้อนใจ รีบกล่าวว่า “เอาละๆ เ้าไปส่งนางกลับเถิด แต่รีบกลับมาเข้าใจหรือไม่”
หนิงเซวียนเม้มปากแน่น อุ้มหนิงลั่วขึ้นจากพื้น นางตัวเล็กนิดเดียว ทั้งร่างมีแต่หนังหุ้มกระดูก คิดแล้วก็รู้สึกสะท้อนใจขึ้นมา
“ดูสิ บุตรชายของข้าช่างดีกับเหล่าน้องๆ เหลือเกิน นี่แหละบุตรชายของข้า จิตใจดีจริงๆ” เฉินซื่อกล่าวด้วยความภาคภูมิใจ
“ดีอะไร ดีตรงไหน หากนางเด็กนั่นตื่นขึ้นมาแล้วรู้ว่าเซวียนเอ๋อร์ทำดีด้วย นางจะไม่ได้ใจไปใหญ่หรือ คนเช่นนี้ห้ามตามใจเป็อันขาด เ้ารีบให้ฮวนเอ๋อร์ตามไปดูเสีย อย่าให้นางเด็กนั่นก่อเื่วุ่นวายอะไรอีก” แม่เฒ่ารีบเตือน
ก่อเื่วุ่นวาย? เมื่อเฉินซื่อได้ยินเช่นนี้ นางก็สะดุ้งโหยง เมื่อนึกถึงความสิ้นหวังของหนิงลั่ว เฉินซื่อก็กลัวว่านางจะมาเกาะบุตรชายของตน หนังตากระตุกไม่หยุด รีบะโเสียงดังลั่นไปทางเรือน “ฮวนเอ๋อร์ๆ เร็วเข้า ออกมาเดี๋ยวนี้ เกิดเื่ใหญ่แล้ว!”
“เกิดอะไรขึ้นหรือ ท่านแม่ ะโโหวกเหวกไปได้” หนิงฮวนกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์
“พี่ชายของเ้าไปส่งนางเด็กชั้นต่ำกลับบ้าน เ้ารีบตามไปดู อย่าให้เขาอยู่ที่นั่นนานนัก เื่วันนี้ทั้งหมดก็เป็เพราะเ้านั่นแหละ พวกเรากำลังช่วยเก็บกวาดปัญหาให้เ้านะ ข้าบอกแล้วว่าอย่าไปยุ่งกับพวกนาง ทีหลังก็อย่าหาเื่อีก คนพวกนั้นเหมือนหมาบ้า!” เฉินซื่อพูดพลางขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน นี่มันเื่บ้าบออะไรกัน ครอบครัวที่สงบสุขกลับถูกนางเด็กโสโครกทำให้วุ่นวายไปหมด ซ้ำยังกล้าถึงขนาดจะไปแจ้งทางการอีก
หากเื่ไปถึงหูทางการ แล้วพวกเขาถูกจับได้ว่าทารุณบ้านรอง ย่อมส่งผลต่ออนาคตของลูกชาย นี่เป็เื่ที่ยอมให้เกิดขึ้นไม่ได้เด็ดขาด!
“หึ! ก็พี่ชายของข้านั่นแหละเื่มาก จะสงสารนางนั่นทำไม” หนิงฮวนปรายตามองมารดากับท่านย่าของตนอย่างไม่สบอารมณ์ พลางพึมพำเบาๆ
หากไม่ได้เห็นด้วยตาตัวเอง หนิงเซวียนคงไม่อยากเชื่อว่าบ้านของอารองจะทรุดโทรมถึงเพียงนี้ อารองกับอาสะใภ้รองเป็คนขยันขันแข็ง ต่อให้ลำบากเพียงใดในบ้านก็ไม่น่าจะถึงขั้นไม่มีอะไรเลย
นอกจากทำไร่ไถนาแล้ว อารองยังขึ้นเขาล่าสัตว์อีก เขาเคยเห็นกับตาหลายครั้ง อารองล่าสุนัขจิ้งจอก เสือดาวตัวเล็ก กระต่ายป่า นกกระทา และนกเขาป่ามาไม่น้อย ครั้งหนึ่งยังเคยล่าหมาป่าได้อีกด้วย แค่หนังหมาป่าตัวเดียวก็มีค่าถึงสิบกว่าตำลึงแล้ว
แต่ตอนนี้ ภายในบ้านแห่งนี้เต็มไปด้วยความทรุดโทรม ไม่มีแม้แต่โต๊ะเก้าอี้ที่ดูสมบูรณ์ หลังคายังมีรูรั่วหลายจุด ฝนตกมาทั้งวัน พื้นโถงกลางมีน้ำขังอยู่หลายแห่ง
ตอนเดินเข้ามา หนิงเซวียนเกือบลื่นล้มไปแล้ว เขาพยายามอย่างยิ่งที่จะพาหนิงลั่วเข้ามาในห้อง แต่กลับเห็นว่าบนเตียงยังมีเด็กน้อยอีกคนที่กำลังมีไข้จนหน้าแดงก่ำ ทั้งห้องเย็นเฉียบราวกับถ้ำน้ำแข็ง ถ่านในกระถางก็เผาไหม้หมดไปนานแล้ว
“เสี่ยงเสี่ยง? เสี่ยงเสี่ยง...?”
หนิงเซวียนเรียกหนิงเสี่ยงเสี่ยงที่อยู่บนเตียง แต่พบว่าอีกฝ่ายทำได้เพียงอ้าปากหายใจ ใบหน้าน้อยๆ แดงจัดเพราะพิษไข้ ตอนนั้นเองเขาถึงนึกขึ้นได้ว่าก่อนหน้านี้พี่น้องคู่นี้เพิ่งขอเงินค่ารักษาจากแม่เฒ่า
หนิงเซวียนจัดแจงให้หนิงลั่วนอนลงบนเตียง ดึงเศษผ้าเก่าขาดที่แทบไม่นับว่าเป็ผ้าห่มมาห่มให้พวกเขาสองพี่น้อง จากนั้นล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ หยิบถุงเงินเล็กๆ ออกมาแล้วยัดไว้ใต้หมอนของหนิงลั่ว กลัวว่านางจะไม่เห็น เขาจึงตั้งใจให้มุมหนึ่งของถุงเงินโผล่ออกมาเล็กน้อย
เงินเหล่านี้เป็เงินค่าขนมของหนิงเซวียนเอง แค่หยิบออกมาก็มีเกือบหนึ่งตำลึงแล้ว เมื่อนึกถึงก่อนหน้านี้ที่พวกนางต้องอ้อนวอนแม่เฒ่าเพื่อขอเงินค่าหมอ แต่แม่เฒ่ากลับให้เพียงไม่กี่สิบเหวิน ก็มองออกแล้วว่าชีวิตของครอบครัวอารองลำบากมากเพียงใด
เมื่อคิดถึงความแตกต่างระหว่างบ้านใหญ่กับบ้านรอง หนิงเซวียนพลันรู้สึกไม่สบายใจอย่างยิ่ง เขาตัดสินใจว่าหลังกลับไปจะพูดเื่นี้กับแม่เฒ่า เพราะอย่างไรอารองกับอาสะใภ้ก็ไม่อยู่แล้ว ลูกๆ ของพวกเขาจะต้องไม่ลำบากไปมากกว่านี้
ขณะที่กำลังคิดอยู่ หนิงเซวียนก็ได้ยินเสียงเรียกของหนิงฮวนดังมาจากหน้าประตูให้เขากลับบ้าน