อภินิหารมารฟ้า ภาคสอง

    บทที่ 3(100%)

    “กาลเวลาผันผ่านมาเนิ่นนานเพียงใดไม่มีใครรู้ แต่พวกเขาทั้งสิบหกคนสุดท้ายกลายเป็นตัวตนที่พวกเราชาวมนุษย์ให้ความเคารพนับถือยิ่ง เรื่องนี้แม้ว่าท่านขุดหลุมฝังตัวเองมานับหมื่นปีย่อมต้องเคยได้ยินมาบ้าง” ถิงหลางพูดจบก็หย่อนฟืนเข้าไปในกองไฟที่ดูท่าเหมือนจะมอดลงไปกว่าเดิมมากแล้วเปลวไฟวูบไหวไปมามากขึ้น แสงสว่างที่เคยมืดสลัวก่อนหน้าก็เปล่งแสงส่องสว่างมากขึ้นหลังจากที่ฟืนเริ่มติดไฟ เทียนฟางบิดตัวอย่างเกียจคร้านก่อนจะเอ่ยตอบถิงหลางไปว่า“เหล่าเทวาทั้งสิบหก ตัวตนที่ให้กำเนิดมนุษย์และสรรพสิ่ง เรื่องนี้มันก็แค่ตำนาน”“จริงของท่าน เรื่องนี้บางทีแล้ว...ท่านอาจจะพิสูจน์มันได้ในสักวัน”“วันใดกัน”“วันที่ท่านเป็นเทวา”“เพ้อเจ้อ”เทียนฟางลุกขึ้นยืนพร้อมกับปัดฝุ่นที่ติดอยู่ตามเสื้อผ้าออก ก่อนที่จะกระชากคอเสื้อของถิงหลาง จนร่างของเจ้าตัวลอยจากพื้นในทันที ความรู้สึกหวิว ๆ เกิดขึ้นภายในกระเพาะของถิงหลางจนเขาแทบจะอาเจียนออกมา กว่าจะเรียกสติกลับมาได้ เขาก็พบว่าตัวเองบัดนี้ได้มาอยู่บนยอดไม้ใหญ่ต้นหนึ่งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ในขณะที่ถิงหลางกำลังจะเผลอร้องตะโกนออกมาด้วยความตกใจนั้น เทียนฟางก็ได้ส่งสัญญาณให้เขาเงียบ จนถิงหลางถึงกับต้องรีบยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาปิดปาก สองขาผอมแห้งนั้นรัดรอบลำต้นของต้นไม้ไว้อย่างมั่นคง เทียนฟางเมื่อเห็นว่าถิงหลางตั้งสติได้แล้วก็ชี้มือไปยังเป้าหมายเบื้องหน้าตรงจุดนั้นมีคนกลุ่มหนึ่งกำลังพูดคุยกันอยู่ ท่าทางลับ ๆ ล่อ ๆ ที่กลุ่มคนน่าสงสัยแสดงออกมา บ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าเรื่องที่พวกเขาหารือกันหาใช่เรื่องดีงามนัก“เจ้ารู้จักพวกคนกลุ่มนั้นหรือไม่” เทียนฟางเอ่ยถาม“ในกลุ่มมีอย่างน้อยสองคนเป็นคนของสำนักคุ้มภัยประกายดารา ส่วนคนอีกกลุ่มหนึ่ง...เสื้อหนังหมาป่า ผูกผ้าสีม่วงขลิบทองไว้ที่แขนซ้าย เดี๋ยวนะ! อย่างบอกนะว่าเป็นพวกมัน!” ถิงหลางรีบทบทวนความจำอย่างเร่งด่วน ข้อมูลในหัวสมองหมุนเร็วรี่จนเส้นเลือดตรงขมับปูดโปน“ข้านึกออกแล้ว” ถิงหลางที่เงียบไปสักพักก็ได้หันมาพูดกับเทียนฟาง“พวกมันเป็นใครกัน” เทียนฟางถามออกไปด้วยความสงสัย“ในช่วงสองสามปีมานี้ มีข่าวลือไปทั่วเขตเมืองหลวง ว่าเส้นทางระหว่างเขตติดต่อระหว่างเมืองหลวงและเมืองชั้นนอก จู่ ๆ ก็มีกลุ่มโจรประหลาดขึ้นมาอย่างกะทันหัน พวกมันถูกขนานนามว่า ฝูงหมาป่าแพรม่วง  เนื่องเพราะพวกมันต่างสวมเสื้อหนังหมาป่าเป็นเอกลักษณ์ ทั้งยังผูกผ้าแพรสีม่วงขลิบทองไว้ที่แขนซ้ายเช่นเดียวกันอีก ว่าแต่ทำไมพวกมันถึงมายืนคุยกับสำนักคุ้มภัยอย่างกลุ่มประกายดาราได้ละ!”“นี่ถิงหลาง เจ้าบอกว่ากลุ่มโจรพวกนี้โผล่มาเมื่อใดนะ”“เมื่อสองปีที่แล้ว พวกมันเริ่มมีชื่อเสียงตั้งแต่ช่วงนั้น”“และสำนักคุ้มภัยประกายดาราละ”“สำนักคุ้มภัยประกายดาราเดิมเป็นสำนักคุ้มภัยขนาดเล็กเพียงแต่ว่าไม่นานมานี้ปรากฎผู้คนในสำนักล้วนฝีมือรุดหน้าอย่างพร้อมเพียง เพียงสองปีก็พุ่งทะยานเข้าสู่ทำเนียบของสำนักคุ้มภัยระดับกลาง...เดี๋ยวนะ! นี่ท่านกำลังจะบอกว่า สำนักคุ้มภัยประกายดาราร่วมมือกับกลุ่มโจรพวกนี้หรือ” ถิงหลางพูดออกมาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความตกใจเพราะแม้คนจากสำนักคุ้มภัยประกายดาราจะเย่อหยิ่งไปบ้างบางครา แต่อย่างไรก็เป็นสำนักฝ่ายธรรมะ เรื่องที่ฝ่ายธรรมะจะไปสบคบกับโจร นี่นับว่าสะเทือนสามัญสำนึกของถิงหลางไม่น้อยเพราะในฐานะของคนธรรมดาสามัญ ผู้ฝึกตนฝ่ายธรรมะนับเป็นตัวตนที่สูงส่งและมีเกียรติยิ่งในสายตาพวกเขา“หึ...ร่วมมือหรือ พวกเดียวกันละไม่ว่า ไปกันเถอะ...หายไปนานพวกมันอาจจะสงสัย ยังไงก็อย่าอยู่ห่างจากตัวข้า ถ้าเจ้าไม่อยากถูกฝังไว้ที่นี้ละนะ”พูดจบเทียนฟางก็กระชากคอเสื้อถิงหลางอีกครั้งก่อนที่ทั้งคู่จะมาโผล่บนพื้นด้านล่าง แต่ครั้งนี้ถิงหลางมิอาจทานทนได้อีก เขาทรุดร่างลงไปกับพื้นก่อนที่จะอาเจียนออกมากองใหญ่เทียนฟางที่เห็นดังนั้นถึงกับร้องยี้ออกมาอย่างช่วยไม่ได้ เขาบอกให้ถิงหลางตามไปที่เดิมหลังจากที่จัดการธุระเสร็จ เขาเดินลัดเลาะผ่านพุ่มไม้ไปไม่นานก็มาถึงจุดที่เขาเคยนั่ง กองไฟยังคงลุกไหม้อยู่เช่นเดิม ผ้าขนสัตว์ที่เขาปูรองกับขอนไม้ไว้ก็ยังคงอยู่ แต่กระเป๋าที่หมิงหมิงเตรียมให้เขาตอนนี้มันหายไปแล้ว! ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามีคนเอามันไปและคนที่กล้าทำเรื่องแบบนี้ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเขาเป็นศิษย์สายนอกของสำนักอัสนีครามก็มีเพียงกลุ่มเดียว สำนักคุ้มภัยประกายดารา!เทียนฟางขมวดคิ้วอย่างไม่สบอารมณ์ เขาไม่ใช่คนที่จะลงมือพร่ำเพรื่อ และที่สำคัญเขาได้เตือนคนพวกนั้นไปแล้วแต่จนแล้วจนรอด พวกมันก็ยังไม่วายมาวุ่นวายกับเขาอีกจนได้เทียนฟางกำหมัดแน่น พร้อมที่จะปะทุเพลิงโทสะที่โหมกระหน่ำอยู่ในใจได้ทุกเมื่อ และในขณะที่เขากำลังจะไปทวงของของเขาคืนนั่นเอง ถิงหลางที่หายไปนานก็วิ่งกลับมาด้วยสภาพสุดทุลักทุเล ก่อนที่จะร้องตะโกนด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความตื่นตะหนกว่า“จะ...โจรบุกกกกกก!”