เด็กชายมองดูอาวุธลับที่อยู่ในมือตนเองด้วยความไม่เข้าใจ “มันบังเอิญนะท่านอาจารย์ ข้าไม่ได้มีความสามารถอะไรทั้งนั้น” เขารีบยื่นมีดสั้นในมือคืนให้กับท่านเป่าจง
“เ้าถ่อมตัวเกินไป” เป่าจงเดินไปหยิบมีดสั้นที่ตกกระจัดกระจายตามพื้น ใส่เก็บคืนลงในกล่องไม้ที่เขาถือมา “บางทีทั้งหมดนี้เ้าอาจมีพร์เพียงแค่ไม่รู้ตัว ข้าวของที่เ้าเตรียมมา ข้าให้หวังหยงพาพวกเขาไปจัดเก็บยังห้องพักของเ้าแล้ว เพียงแต่แม่นางลู่เสี่ยน เห็นจะไม่ค่อยเหมาะสมนัก หากนางจะอยู่ด้วยกันกับเ้าที่นี่”
“แต่…ท่านอาจารย์ แต่นางอยู่กับข้ามานาน ข้าของร้อง อนุญาตให้นางอยู่กับข้าที่นี่เถอะนะ”
“เฉิงวั่งซู มารดาของเ้า นางตั้งความหวังให้เ้าเป็ผู้ที่มีความรู้ความสามารถ แม้เ้าจะเป็บุตรคนเล็ก แต่เ้ารู้บ้างหรือไม่ ว่านางรักและเป็ห่วงเ้าเป็ที่สุด”
เด็กชายก้มหน้า พยายามจดจำทุกอย่างที่เป็มารดา แต่ในหัวของเขากลับว่างเปล่า “พวกเขาทิ้งข้าไปนาน นานจนข้าลืมจนสิ้น แม้ครอบครัวเฉิงจะเป็ตระกูลใหญ่ มีท่านย่าเป็ประมุขของบ้าน แต่ข้ากลับไม่สนิทใจต่อญาติมิตรแม้แต่คนเดียว ข้าเก็บตัวอยู่แต่บ้านเล็กกับพี่ลู่เสี่ยน ทุกวันคืนข้ามีเพียงนาง หากต่อจากนี้ไม่มีนางข้าคง…”
“เ้าหนู ยามเ้าเกิดมา เ้าเอาใครมาเกิดได้ด้วยเล่า วันหนึ่งแม่นางลู่เสี่ยนอาจได้พบคู่ครองที่นางพอใจ แล้วแต่งออกไป เ้าเองก็เช่นกัน ตอนนี้เ้ารับข้าเป็อาจารย์แล้วต่อจากนี้ก็ต้องตั้งใจฝึกฝนตนเอง อยู่ที่นี่เถอะนะ อย่างน้อยที่นี่แม่ของเ้าเองนางก็เคยอยู่มาก่อน อีกไม่นานนางจะมาพบเ้าที่นี่”
“ไม่ท่านอาจารย์ ข้า้าแค่พี่ลู่เสี่ยน ได้โปรดให้นางอยู่กับข้า ไม่เช่นนั้นข้าก็ไม่ยอมรับท่าน” เฉิงวั่งซูยืนรออยู่ชั่วอึดใจ ก็ไม่มีคำตอบใดออกจากปากของเป่าจง เด็กชายหันหลังตั้งใจเดินออกจากสำนัก เป่าจงเพียงหยิบเชือกบนโต๊ะขว้างไปที่ขาของเขา มันก็ทำการมัดตวัดรวบรัดขาทั้งคู่เอาไว้ วั่งซูไม่ทันระวัง ขาก้าวไม่ออกล้มลงฝาดกับพื้น ถึงกับจุกลุกไม่ขึ้น
“เ้าเป็ศิษย์ข้าแล้ว คิดจะไปก็ไปง่าย ๆ เช่นนั้นรึ”
“ปล่อยข้านะ ก็ท่านไม่ทำตามที่ข้าขอ”
“เ้ามีสิทธิ์อันใดมาต่อรอง แม่เ้ายกเ้าให้ข้าแล้ว ท่านแม่เฒ่าเองก็ด้วย ได้ยินมาว่า คุณชายเฉิงวั่งซู ถูกพี่เลี้ยงตามใจจนเสียคน วัน ๆ เอาแต่เก็บตัว พบประผู้ใดก็พูดจามิเข้าหูคน วิชาการศึกษากวีอักษรอาจเก่งกาจแต่วิชายุทธอ่อนด้อย อนาคตเกรงจะขายหน้าวงตระกูล พวกเขาเลยให้ข้าเป่าจง มาเป็ผู้กำราบเ้า”
“ไม่จริง คนพวกนั้นพูดไม่ดีกับข้าก่อน ข้าก็คนจะให้นิ่งเงียบไม่เอาคืนได้เช่นไร ปล่อยข้านะ ท่านทำกับข้าเช่นนี้ไม่ได้ พี่ลู่เสี่ยน ช่วยข้าด้วย” เฉิงวั่งซูร้องเรียกหานางพี่เลี้ยงอยู่เป็นาน แต่ก็ไร้เงาของนาง เด็กชายเริ่มรู้ตัวแล้วว่า ชีวิตของตนต่อจากนี้จะต้องพบกับสิ่งใด
แม่ทัพไป่เยว่สั่งการให้ทหารในสังกัดคัดเลือกม้าดีมาหนึ่งตัว เพื่อมอบให้กับจ้าวตงหยาง เด็กชายเมื่อเห็นม้าสีดำสนิทที่ไป่เยว่มอบให้ก็ดีใจมาก เอาแต่ลูบคลำหัวเราะและพูดคุยกับเ้าม้านั่น เหมือน้าสร้างความคุ้นเคยต่อกัน
“ท่านพี่ไป่ ข้าเอาเ้ามืดไปอาบน้ำได้ไหม”
“เอาไว้พรุ่งนี้เช้าเถอะ นี่ใกล้เย็นแล้ว อากาศ่นี้ชื้นเย็น ครึ้มฟ้าครึ้มฝน เ้าไม่กลัวสหายใหม่จะเป็หวัดหรืออย่างไรตงหยาง มานี่เถอะ วันนี้ข้าจะทำไก่อบ เ้ามาช่วยข้าทางนี้จะดีกว่า ว่าแต่เห็นพี่สาวเ้าไหม”
จ้าวตงหยางมองซ้ายมองขวา แต่กลับไม่พบคนที่ท่านแม่ทัพถามถึง “เมื่อครู่ข้าเห็นนางเย็บปะเสื้อผ้าของท่านอยู่ตรงนั้น แต่ตอนนี้ข้าไม่รู้”
ไป่เยว่วางมีดสับไก่ เดินออกมายืนข้างตงหยาง มองหาหญิงคนรัก แต่กลับไร้วี่แวว ท้องฟ้ามืดครึ้มมีเสียงคำรามมาแต่ไกล “ตงหยางพาม้าของเ้าไปเก็บในโรงพักสัตว์ก่อน ข้าจะไปตามหานาง ฝนใกล้ตกแล้ว แผลที่ขายังไม่หายดี ถูกน้ำเข้าจะมีปัญหา”
เด็กชายพยักหน้า แล้วจูงม้าของตนไปเก็บในโรงเลี้ยงสัตว์ข้างบ้าน แต่ในใจของเด็กชายกลับรู้สึกแปลก ๆ กับบรรยากาศรอบตัวอย่างอธิบายไม่ถูก เมื่อครู่ฟ้ายังสว่างไร้เมฆฝน เวลานนี้กลับมืดครึ้มและยังมีเสียงฟ้าร้องอีก หลังคาบ้านก็ยังซ่อมไม่เสร็จ คืนนี้คงต้องนอนฟังเสียงน้ำหยดลงถังทั้งคืนอีกเช่นเคย
ไป่เยว่เดินออกไปตามหาหลิวหยุนทุกที่ที่คิดว่านางจะไป แต่กลับไร้วี่แวว เหมือนนางไม่ได้ออกมาจากบ้านเสียด้วยซ้ำ ฝนเริ่มลงเม็ดแล้ว ชายหนุ่มตัดสินใจวิ่งกลับบ้าน หลิวหยุนเองนางก็โตแล้ว คงไม่ปล่อยให้ตัวเองตากฝนจนเจ็บไข้หรอกนะ
“เจอพี่หลิวหยุนหรือไม่”
“ไม่เลย แปลกจริง ขานางเจ็บขนาดนั้น ปกติหากนางหายไปก็ไปแค่แถวนี้ นี่ข้าตามหาไปจนถึงศาลเ้ากลางหมู่บ้านก็ยังไม่พบ เวลาก็เย็นจวนค่ำแล้ว ปกตินางจะไม่ออกจากบ้าน แล้วทำไมถึงเป็แบบนี้ไปได้ ข้าอดเป็ห่วงไม่ได้จริง ๆ”
"ข้าว่าท่านพี่ไป่ใจเย็นก่อนเถอะ นางอาจติดฝนอยู่บ้านใครสักแห่ง ท่านเลยไม่เห็นนาง เดี๋ยวฝนหยุด นางคงกลับมาเอง ท่านทำอาหารต่อเถอะ ข้าล้างผักรอนานแล้ว
ไป่เยว่แยกตัวเข้าครัว ส่วนตงหยางก็จัดถังไม้มารองน้ำฝน แต่ก็อดหวั่นใจ มองออกไปภายนอกประตูบ้าน ที่เวลานี้เต็มไปด้วยม่านน้ำจากสายฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก ฝนตกขนาดนี้คงไม่ยอมหยุดตกง่าย ๆ หากเป็เช่นนี้ แม่ทัพหนุ่มไป่เยว่ คงไม่เป็อันทำอะไร เกณฑ์กำลังพลออกตามหาคนรักของเขาทั้งคืนเป็แน่
ชายหนุ่มจัดอาหารขึ้นโต๊ะ แต่หญิงคนรักก็ยังไม่กลับเข้าบ้าน เขาดูมีความกระวนกระวาย จนแม้แต่ตงหยางเองก็พลอยไม่สบายใจไปด้วย
สุดท้ายไป่เยว่ก็ตัดสนใจเคาะเกราะไม้เรียกกำลังพลที่อยู่อาศัยในระยะใกล้เคียงกัน ไม่ถึงอึดใจ ชายฉกรรจ์นับสิบคนก็วิ่งฝ่าสายฝนมายังลานกลางบ้าน
แม่ทัพไป่เยว่ออกไปสั่งการกลางสายฝน แล้วทุกคนก็แยกย้ายกันออกไป ไป่เยว่หันมามองเด็กชายที่ยืนอยู่หน้าประตูบ้าน แล้วพยักหน้าให้เขา เป็เชิงเข้าใจกันว่าให้เขารั้งรออยู่ที่นี่
ั้แ่ศึกประชิดเมืองจนล่มสลาย บิดามารดาเป็ตายก็หาทราบข่าวไม่ เหตุการณ์วันนี้ก็เป็อีกครั้งที่ทำให้จ้าวตงหยางรู้สึกอ่อนแอและหวาดกลัว เด็กชายได้แต่กอดเสื้อของหลิวหยุน ภาวนาให้นางปลอดภัย แม้ว่าหลิวหยุนจะเป็เพียงนางกำนัน แต่นางเป็คนจิตใจดี ไม่ละโมบโลภมาก มาถึงเวลานี้ไม่ว่าผลของมันจะดีหรือร้าย ในใจของตงหยางได้แต่ภาวนาให้พี่สาวคนนี้ปลอดภัยกลับมา
จ้าวตงหยางนอนกอดเสื้อของนางพี่เลี้ยงจนเผลอหลับไป มารู้สึกตัวอีกครั้ง เมื่อมีเสียงเคาะประตูดังขึ้น ดูเหมือนฝนจะหยุดตกแล้ว หรือผู้ที่เคาะประตูจะเป็หลิวหยุน
“พี่หลิวหยุนนั่นท่านใช่หรือไม่”
เงียบ ไม่มีเสียงตอบกลับ เด็กชายยืนรออยู่สักพักเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“นั่นใครกัน ข้าถาม เ้าตอบข้าซิ ดึกดื่นขนาดนี้มาเคาะประตูบ้านข้าทำไม”
“ขออภัยพ่อหนุ่ม ข้าตาบอด ไม่รู้ว่าเวลานี้คือยามใด เมื่อครู่ฝนตกหนัก ข้าไม่มีที่หลบฝน พอดีข้าหลงไปหลบฝนในโรงเลี้ยงสัตว์ของเ้า ทำให้เนื้อตัวสกปรก ไม่ทราบว่าพ่อหนุ่มพอจะเปิดประตูให้ข้าเข้าไปล้างเนื้อล้างตัวได้หรือไม่”
ตงหยางตัดสินใจเปิดประตู ภาพตรงหน้า ทำให้เด็กชายถึงกับหยุดนิ่งตัวชาและรู้สึกเหมือนหยุดหายใจ หน้าประตูปรากฏภาพของชายชรา เส้นผมของเขาขาวทั้งศีรษะ มันถูกรวมมัดเป็มวยผม ปักปิ่นหยกขาวลายเมฆา หนวดเคราบาง ๆ กับรอยยิ้มละมัย ทำให้เขาดูใจดี ตงหยางมองเห็นดวงตาคู่งามของเขา เป็สีขาวทั้งสองข้าง และชายชราผู้นี้ยังสามารถเดินเหินได้ราวกับว่าตาคู่นั้นเป็ปกติ เหมือนมิได้มืดบอดเลยแม้แต่น้อย
- มี e book - https://shorturl.asia/mT8gu