กลิ่นคาวเืจางหายไปพร้อมกับสายลมยามเช้า แสงแดดอ่อนๆ สาดส่องลงมายังลานดินหน้าเรือนร้าง เผยให้เห็นซากหมาป่าหนังเหล็กกว่ายี่สิบตัวที่นอนเกลื่อนกลาด
"รวย! รวยเละ!"
เสียงของหงเหลียนดังเจื้อยแจ้วอย่างอารมณ์ดี นางกำลังใช้มีดสั้นคว้านเอา "แก่นอสูร" (Monster Core) ออกมาจากหน้าผากของจ่าฝูงหมาป่า มันเป็ลูกแก้วสีเงินวาวขนาดเท่าหัวแม่มือ "แก่นอสูรระดับ 2 เชียวนะ! ขายได้ตั้ง 50 เหรียญทอง แถมพวกระดับ 1 อีกกองพะเนิน คืนนี้เรามีเงินไปกินเหลาแล้ว!"
หลี่จงไม่ได้สนใจเื่เงินทองมากนัก เขานั่งพิงเสาหินคู่ใจ พลางใช้ผ้าเช็ดคราบเืออกจากผิวขรุขระของมัน อักขระตัว "หนัก" ที่เคยเรืองแสงสีแดงเมื่อคืน ตอนนี้กลับเลือนหายไปกลายเป็รอยขีดข่วนธรรมดาอีกครั้ง แต่เขาััได้ว่า ความเชื่อมโยงระหว่างเขากับเสาหินนั้นแน่นแฟ้นขึ้น
"หลี่จง! เ้าไม่ดีใจหน่อยเหรอ?" หงเหลียนโยนแก่นอสูรเล่นในมือ "ด้วยเงินพวกนี้ เราซื้อโอสถฟื้นฟูดีๆ มาซ่อมแซมร่างกายเ้าได้นะ"
"ก็ดี" หลี่จงตอบสั้นๆ "แต่ข้าสงสัยว่าทำไมเมื่อคืนถึงมีหมาป่ามาเยอะผิดปกติ"
"เพราะกลิ่นอายของจารึกโบราณเ้าค่ะ"
เสียงหวานใสแต่แ่เบาดังขึ้นจากทางเข้าเรือนร้างที่พังเสียหาย หลี่จงและหงเหลียนหันขวับไปพร้อมกัน หงเหลียนตั้งท่าเตรียมสู้ทันที "ใครน่ะ!?"
ผู้ที่เดินเข้ามาไม่ใช่ศัตรูที่น่ากลัว แต่เป็หญิงสาวร่างบางระหงในชุดคลุมยาวสีขาวสะอาดตา ใบหน้าของนางงดงามดุจภาพวาดพู่กันจีน ผิวขาวซีดเหมือนกระดาษ ริมฝีปากสีชมพูอ่อนดูสุขภาพไม่ค่อยดีนัก ในมือถือพู่กันหยกด้ามยาวและม้วนตำรา
"ข้าชื่อ ซูหว่าน" หญิงสาวแนะนำตัวด้วยกิริยานอบน้อมแต่สง่างาม "ข้าพักอยู่ที่หอตำราเก่า... เห็นแสงสีแดงเมื่อคืน จึงถือวิสาสะตามมาดู"
"อ้อ... ยัยขี้โรคแห่งหอตำรานี่เอง" หงเหลียนลดการ์ดลง นางรู้จักชื่อเสียงของซูหว่านดี ศิษย์สายในที่ร่างกายอ่อนแอจนฝึกวรยุทธ์ไม่ได้ แต่มีความรู้เื่ทฤษฎีแน่นปึ๊ก
ซูหว่านยิ้มบางๆ ไม่ถือสาคำเรียกขานนั้น นางเดินตรงเข้ามาหาหลี่จง... หรือพูดให้ถูกคือ เดินเข้ามาหา "เสาหิน" ของเขา ดวงตาของนางเป็ประกายระยิบระยับยามที่ปลายนิ้วเรียวยาวััลงบนรอยขีดข่วนบนเสา
"มหัศจรรย์..." ซูหว่านพึมพำ "นี่ไม่ใช่รอยขีดข่วนธรรมดา แต่มันคือ 'อักขระเทวะยุคา' ที่สูญหายไปนับหมื่นปี"
หลี่จงเลิกคิ้ว "เ้ารู้จักมันรึ?"
"ข้าศึกษาภาษาโบราณมาทั้งชีวิต" ซูหว่านเงยหน้ามองหลี่จง "เสาต้นนี้ไม่ใช่ขยะ... แต่มันคือ 'ศิลาต้นกำเนิด' ว่ากันว่าในสมัยโบราณ ก่อนจะมีกระบี่หรือทวน มนุษย์ใช้อักขระจารึกลงบนหินเพื่อยืมพลังจากฟ้าดิน... เสาของท่านคือแม่พิมพ์ของศาสตราทั้งปวง"
คำพูดของนางทำให้หงเหลียนอ้าปากค้าง "แม่พิมพ์? เ้าแท่งหินขี้เหร่นี่อะนะ?"
"ถูกต้อง" ซูหว่านพยักหน้า "แต่มันผนึกตัวเองไว้ หากจะปลุกพลัง ท่านต้องใช้วิธีเฉพาะ... เืของท่านเมื่อคืนปลุกได้เพียงอักขระ 'หนัก' ซึ่งเป็พื้นฐานที่สุด"
"เ้ามีวิธีปลุกตัวอื่นไหม?" หลี่จงถามตรงประเด็น
"ข้ามี... ข้าอ่านรหัสพวกนี้ออก" ซูหว่านสบตาเขา แววตามั่นคง "แต่ข้ามีข้อแลกเปลี่ยน"
"ว่ามา"
"ข้าป่วยเป็โรค 'เส้นลมปราณเก้าเหมันต์' ร่างกายข้าเย็นจัดจนฝึกปราณไม่ได้ ข้า้าไออุ่นจากพลังธาตุหยางที่เข้มข้นในเสาหินของท่านเพื่อบรรเทาอาการเ็ป... และแลกกับการที่ข้าจะช่วยท่าน 'ถอดรหัส' และสร้าง 'ค่ายกล' สนับสนุนท่าน"
"หา!? จะมาขอเกาะแกะหลี่จงของข้าเหรอ!" หงเหลียนโวยวาย "ฝันไปเถอะ!"
"ข้าไม่ได้ขอเกาะแกะศิษย์น้องหลี่จง" ซูหว่านยิ้มอย่างใจเย็น "ข้าแค่ขอเกาะ 'เสา' เท่านั้น... หรือเ้าไม่อยากให้เสาของเขาทรงพลังขึ้นล่ะ? หงเหลียน"
หงเหลียนชะงัก เถียงไม่ออก
หลี่จงมองพิจารณาซูหว่าน เขาััได้ว่านางไม่มีเจตนาร้าย และความรู้ของนางคือสิ่งที่เขาขาด "ตกลง... ถ้าเ้าทำให้เสานี้แสดงพลังได้มากกว่าแค่ทุบ ข้ายินดีให้เ้าศึกษามัน"
ซูหว่านยิ้มกว้างขึ้นจนแก้มมีเืฝาด นางสะบัดพู่กันในมือกลางอากาศ วาดเป็วงเวทแสงสีทองเล็กๆ ประทับลงบนเสาหิน
วิ้ง!
"ลองยกดูสิเ้าคะ" นางบอก
หลี่จงลองยกเสาขึ้น... "เบาลง?" น้ำหนักมหาศาลเมื่อครู่ หายไปเกือบครึ่ง ทำให้เขาถือมันได้ด้วยมือเดียวอย่างสบายๆ
"ข้าใช้อักขระ 'ลอย' ช่วยพยุงน้ำหนักไว้ชั่วคราว เพื่อให้ท่านเดินทางสะดวก" ซูหว่านอธิบาย "แต่เมื่อถึงเวลาต่อสู้ ข้าสามารถปลดมันออกเพื่อให้ท่านทุบศัตรูได้เต็มแรง"
"เยี่ยม!" หลี่จงกระชับเสาในมือ รู้สึกเหมือนได้อัปเกรดอาวุธ "งั้นเราไปกันเถอะ"
"ไปไหน?" หงเหลียนงง
"ไป 'หอแลกเปลี่ยนภารกิจ'" หลี่จงกล่าวเสียงเข้ม "เอาแก่นอสูรไปขาย... แล้วหาซื้อของมาซ่อมบ้านผีสิงนี่ให้น่าอยู่ขึ้นต้อนรับสมาชิกใหม่"
...
ณ หอแลกเปลี่ยนภารกิจ สำนักบรรพตเมฆา
สถานที่นี้คึกคักไปด้วยศิษย์นับพันที่มาส่งภารกิจและแลกเปลี่ยนทรัพยากร ทันทีที่กลุ่มของหลี่จงเดินเข้ามา เสียงจอแจก็ค่อยๆ เงียบลง เปลี่ยนเป็เสียงซุบซิบ
ภาพที่เห็นมันช่างประหลาดตา ชายหนุ่มหน้าตายแบกเสาหินสีดำท่อนั์... ขนาบข้างด้วยดรุณีน้อยชุดแดงท่าทางนักเลง... และหญิงงามชุดขาวที่เดินไอค่อกแค่กถือตำรา...
"นั่นมัน 'กลุ่มขยะรวมมิตร' หรือเปล่า?" "หลี่จงคนแบกป้ายศพ... หงเหลียนคนบ้า... แล้วก็ซูหว่านขี้โรค... โอ้โห รวมตัวกันได้เหมาะสมจริงๆ"
หงเหลียนได้ยินเสียงนินทาก็หูผึ่ง กำหมัดไฟลุกพรึ่บ "ปากดีนักนะ! เดี๋ยวแม่ก็เผาปากให้!"
"ใจเย็นๆ" ซูหว่านแตะแขนหงเหลียนเบาๆ "สุนัขเห่า อย่าเห่าตอบ... ให้ดูที่การกระทำดีกว่า"
หลี่จงเดินตรงไปที่เคาน์เตอร์แลกเปลี่ยน "ข้ามาขายแก่นอสูร"
พนักงานรับแลกเปลี่ยนมองหน้าหลี่จงด้วยสายตาดูแคลน "ศิษย์สายนอกเหรอ? แก่นอสูรอะไรล่ะ? หนูนาหรือกระต่ายป่า? ถ้าต่ำกว่าระดับ 1 ข้าไม่รับนะ เสียเวลา..."
ตึง!
ถุงผ้าใบใหญ่ถูกวางกระแทกลงบนเคาน์เตอร์ ปากถุงเปิดออก เผยให้เห็นแก่นอสูรหมาป่าหนังเหล็กนับยี่สิบเม็ดที่ส่องประกายแวววาว และเม็ดใหญ่ที่สุดตรงกลางที่แผ่รังสีระดับ 2 ออกมา
"หมาป่าหนังเหล็ก... ยกรัง" หลี่จงกล่าวเสียงเรียบ "นับเงินมา"
พนักงานตาถลนอ้าปากค้าง ศิษย์รอบข้างที่กำลังนินทาเงียบกริบ การล่าหมาป่าหนังเหล็กระดับ 2 ต้องใช้ปาร์ตี้ศิษย์สายในอย่างน้อย 5 คน... แต่กลุ่มคนประหลาด 3 คนนี้กลับทำได้?
ขณะที่พนักงานกำลังมือสั่นนับเหรียญทอง เสียงปรบมือแปะๆ ก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
"ไม่เลว... ไม่เลวเลยสำหรับศิษย์ขยะ"
หลี่จงหันไปมอง ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา แต่แววตาเ้าเล่ห์ สวมชุดศิษย์เอกสีม่วง ในมือถือพัดจีบ เดินแหวกฝูงชนเข้ามา ข้างกายเขามี จางเหว่ย ที่กำลังทำหน้าเยาะเย้ยเดินตามหลังมาเป็ลูกสมุน
"ศิษย์พี่ 'อู๋เฟิง'!" เสียงฮือฮาดังขึ้น อู๋เฟิงคือยอดฝีมืออันดับ 5 ของศิษย์สายใน ผู้ใช้วิชาพัดวายุ
"ได้ข่าวว่าเ้าทำให้จางเหว่ยเสียหน้าเมื่อวาน" อู๋เฟิงหุบพัดดัง พรึ่บ ชี้มาที่เสาหินของหลี่จง "ข้าสนใจ 'ของเล่น' ชิ้นนี้ของเ้า... ขายให้ข้าไหม? ข้าจะเอาไปทำเป็ที่ทับกระดาษในห้องทำงาน สัก 10 เหรียญทองเป็ไง?"
หงเหลียนแยกเขี้ยวทันที แต่หลี่จงยกมือขวางไว้ เขามองอู๋เฟิงนิ่งๆ แล้วตอบกลับ
"เสียใจด้วย... ที่ทับกระดาษอันนี้หนักเกินไป" หลี่จงจ้องตาอีกฝ่ายกลับ "เกรงว่ากระดูกมือของศิษย์พี่... จะเปราะบางเกินกว่าจะรองรับมันไหว"
บรรยากาศในหอตึงเครียดขึ้นทันที... าประสาทเริ่มขึ้นแล้ว