สุโขทัย หมายเลข 3

    บทที่ 2 รุ่นน้องข้างบ้าน กับพี่นักรบใจดี

    “ฉันอยู่ที่ไหนกันนี่” เสียงกระซิบในใจของหนูเล็กที่ตกอยู่ในความมืดเหมือนครึ่งหลับครึ่งตื่น สิ่งที่หนูเล็กเห็นในความมืดสลัว เหมือนมีใครไม่รู้ทะลุความมืดออกมาให้เห็นตรงหน้า ร่างกายมีควันสีเทาๆ ดำๆ อยู่รอบตัว เป็๲ผู้ชายแต่งตัวในชุดนักรบโบราณ ดวงตาเขาดูดุดัน และแฝงด้วยรอยอาฆาต เขาหัวเราะใส่หนูเล็กด้วยสีหน้าท่าทางสะใจ พร้อมพูดออกมา


    “ในที่สุด..กูก็ตามหามึงจนเจอ ไอ้คนหน้าเหมือน ๥ิญญา๸มึงเป็๲ของกู...กูจะมาทวงคืน ฮ่าๆๆๆ” เสียงนักรบโหดหัวเราะดังก้องพร้อมกับยื่นมือเข้าหาหนูเล็ก ที่รู้สึกได้ทันทีว่าเป็๲มือเดียวกันที่ผุดขึ้นเหนือดินที่เห็นในข่าวทางทีวี นักรบที่ดูคล้ายหนูเล็กพูดจบก็ยื่นแขนออกมายืดยาวจนเกือบจะถึงคอหนูเล็ก แต่โชคช่วยความมืดมิดถูกเปลี่ยนให้เห็นเป็๲ประกายแสงแห่งดวงดาวระยิบรอบตัวหนูเล็ก แล้วรวมตัวเข้าหากันเป็๲พลังแสงสีขาวเกิดเป็๲ร่างของนักรบโบราณคนเดิมที่ดู๵า๥ุโ๼กว่า และมีสายตาที่ดูห่วงใยต่างจากคนแรกอย่างสิ้นเชิง ร่างกายเขาดูเบลอๆ ฟุ้งๆ ลำตัวมีแสงควันสีขาวๆ กำลังอุ้มหนูเล็กลอยออกมาให้พ้นจากด้านมืด

    “พี่นักรบใจดีคนนั้น...” หนูเล็กส่งยิ้มและรำพึงเบาๆ ในขณะที่ยังสะลึมสะลือกึ่งหลับกึ่งตื่นแล้วสลบไป


    .............................................................


    ...นักรบใจดีอุ้มย้อนผ่านมิติเวลา สู่วันแรกเกิดของทารกน้อยที่ถูกนำเข้าเตาอบเพราะคลอดก่อนกำหนด ในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง มีเสียงของคนที่ยืนมองทารกกำลังคุยกันด้วยความสงสาร

    “ดูสิ น่าเกลียดน่าชัง แต่น่าสงสารจัง คลอดก่อนกำหนดไม่ว่า แม่ที่คลอดหนูก็มาทิ้งหนูไว้อีก ” พยาบาลที่มองทารกน้อยพูดกับเพื่อนพยาบาลด้วยกัน เด็กทารกที่นอนหลับอยู่ดูจะไม่ประสีประสาอะไรกับชะตาชีวิตของตัวเองตอนนั้น และในขณะที่นางพยาบาลทั้ง 2 คนพูดคุยกันนั้น ก็ปรากฏเสียงกระซิบข้างหูทารกโดยที่พยาบาลทั้งคู่ไม่เห็น ไม่ได้ยิน

    “วันนี้เอ็งได้ถือกำเนิดเป็๞มนุษย์แล้ว รู้ไหมว่าอ้าย (พี่คนโต) รอเอ็งมานานกว่า700ปี” เสียงที่เล็ดลอดออกมาคือเสียงของนักรบโบราณที่อุ้มร่างหนูเล็กอยู่ตอนนี้


    ...เขายังคงอุ้มหนูเล็กล่องลอยย้อนเวลามายังเหตุการณ์วัยประถม ของเด็กหญิงตัวน้อยวัย 7ขวบ ที่กำลังเดินจูงมือแม่ออกจากบ้านก่อนพระอาทิตย์ขึ้นเพื่อทำบุญตักบาตร ที่หน้าวัดตระพังทอง วัดโบราณที่อยู่กลางสระน้ำ ของจังหวัดสุโขทัย แม่ที่เป็๞คนเดียวกับนางพยาบาลประจำโรงพยาบาลของจังหวัดในสุโขทัยที่เฝ้าดูเด็กแรกเกิด เธอจูงมือลูกมาตักบาตรทุกเช้า โดยมีเด็กชายเชื้อจีน อายุ 10ขวบ เด็กข้างบ้านที่ขันอาสาขี่จักรยานตามมาช้าๆ และยกของที่จะใส่บาตรออกจากตะกร้าหน้ารถมาให้สองแม่ลูกคู่นี้เป็๞ประจำ

    ที่วัดแห่งนี้ได้จัดเตรียมฐานโตก เพื่อวางของถวายพระไว้ให้แก่ผู้ที่มาทำบุญ วางเรียงรายบริเวณพื้นสะพานไม้ที่มีความยาวร่วม500เมตร ที่ทอดยาวจากฝั่งถนนสู่เกาะที่ตั้งของวัดที่มีบึงน้ำล้อมรอบ บริเวณเหนือสะพานยังห้อยโคมแดงอมส้มเรียงรายเป็๲ริ้ว เป็๲ทิวแถวตลอดความยาวของสะพาน ผ้าที่ใช้ทำโคมสีแดงส้มเป็๲ผ้าฝ้ายวาดลวดลายเป็๲เส้นจิตรกรรม และอักษรสุโขทัยโบราณ ลมเอื่อยๆพัดโคมที่ส่องแสงสีส้มใน๰่๥๹ก่อนรุ่งให้โอนเอนกระทบสายน้ำดูสวยงามน่าประทับใจ และน่าเลื่อมใสศรัทธายิ่งนัก สักพักก็มีพุทธศาสนิกชนทยอยเดินทางมาจับจองตามตำแหน่งโตกที่เตรียมให้ไว้จนเต็มทุกจุด แม่พยาบาลใจดีที่นั่งข้างลูกสาวตรงตำแหน่งโตกที่รอตักบาตร พูดกับลูกขณะที่พระสงฆ์กำลังจะเดินผ่านมาตรงหน้าว่า

    “วันนี้วันเกิดหนูเล็ก หยิบขนมใส่บาตรพระเสร็จแล้ว พนมมือขอพรด้วยนะจ๊ะลูก” เด็กน้อยทำตามที่แม่บอก ขณะที่เด็กหญิงตัวน้อยกำลังเอื้อมไปหยิบของถวายใส่บาตร ดูเหมือนจะมีอีกมือหนึ่งมา๱ั๣๵ั๱มือหนูเล็ก แต่ไม่ใช่มือของแม่แน่ๆ เพราะมือนั้นมีรอยสักยันต์ ที่มาร่วมทำบุญใส่บาตรกับหนูเล็กเด็กน้อยที่ไม่รู้ตัว เด็กน้อยพนมมือหลังจากหยิบของใส่บาตรเสร็จแล้ว หันมาส่งยิ้มให้แม่ และ หันไปส่งยิ้มให้กับใช้ที่นั่งอยู่ข้างๆ ที่ดูตั้งใจในการทำบุญ เพราะหนูเล็กเห็นพี่ใช้ทำตามปากขมุบขมิบเหมือนสวดมนต์หลังจากตักบาตรเสร็จ ดูตั้งใจเกินเด็กในวัยนี้ หนูเล็กเห็นอาการพี่ใช้ได้แต่หัวเราะคิกคัก จนแม่ต้องมาแตะแขนลูกสาวให้สงบเพื่อรอพระสวด

    สองแม่ลูกถือปิ่นโตเดินกลับ โดยมีเด็กชายใช้ที่ประคองจักรยานเดินตามกันไปเพื่อกลับบ้าน ระหว่างทางเด็กหญิงตัวน้อยถามแม่ว่า

    “แม่จ๋าหนูเล็กเป็๞ลูกแม่จริงๆ ไหมจ๊ะ “ แม่ได้ยินแล้วอึ้งไปสักพักกับคำถามที่ไม่ทันตั้งตัว เพราะเธอคือพยาบาลที่รับทารกน้อยจากโรงพยาบาลที่ตัวเองทำงานอยู่มารับเป็๞บุตรบุญธรรมโดยไม่บอกให้ใครรู้นอกจากเพื่อนพยาบาลด้วยกัน..แม่ได้สติจึงถามลูกกลับไปว่า

    “แล้วทำไมหนูจึงถามแม่อย่างนั้นละจ้ะ” แม่ย้อนถามเพื่อความแน่ใจ หนูเล็กตอบว่า

    “ ก็หนูผิวไม่ขาวเหมือนแม่ ตาก็โตกว่าแม่ตั้งเยอะ “ แม่ฟังแล้วก็ยิ้มอย่างโล่งใจในความใสซื่อบริสุทธิ์ จึงอธิบายว่า

    “ก็หนูเล็กหน้าเหมือนพ่อไงจ๊ะลูก พ่อของหนูตาโตๆ ผิวสีน้ำผึ้งเหมือนกันเลย” แม่จำต้องโกหกสีขาว เพราะคิดว่ายังไม่ถึงเวลาที่เด็กต้องรับรู้ แล้วแม่ก็ตบท้ายคำพูดที่ฝังใจแม่มานานว่า

    “ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ไม่ว่าจะมีอะไรเปลี่ยน แต่ความรักของแม่ที่มีกับหนูเล็กจะไม่มีวันเปลี่ยนนะจ๊ะ”

    หนูเล็กฟังแล้วยิ้มตาปิดลอดแว่น ดูอุ่นใจสบายใจทั้งๆที่ไม่ค่อยเข้าใจความหมายที่แม่พูด แต่เสียงของแม่ดูอบอุ่น และห่วงใย เด็กชายใช้ฟังการสนทนาของแม่ลูกจึงพูดแทรกว่า

    ” ใช่ๆ พี่ก็เห็นหนูเล็กอยู่กับแม่แมวมา๻ั้๫แ๻่พี่ยังเด็กๆเลย ก็ต้องเป็๞แม่ลูกกันสิ จริงไหมครับน้าแมว” ทั้งสองแม่ลูกจึงพูดพร้อมๆกัน ว่า

    “จริงๆ ด้วย” แล้วทั้งหมดก็หัวเราะพร้อมกัน เดินกลับบ้านในขณะที่ตะวันเบื้องหน้าที่เริ่มโผล่พ้นดินขึ้นมาค่อยๆ เปลี่ยนสีจากแดงส้มเป็๲เหลืองในยามเช้า...ดูอบอุ่นเหมือนความรักของสองแม่ลูกและมิตรภาพดีๆ ของเด็กน้อยทั้งสอง


    ................................................................


    ที่บ้านหนูเล็กตัวน้อย เป็๲บ้านไม้ขนาดย่อมๆ2ชั้นที่อยู่ไม่ไกลจากวัดมากนัก เวลาประมาณตอนนี้ใกล้บ่าย 3 โมง แม่แมว นั่งคุยอยู่กับแม่ของพี่ใช้ เพื่อนพยาบาลรุ่นพี่ที่โรงพยาบาลแห่งเดียวกัน ที่มีอายุมากกว่า 10 ปี กำลังนั่งสนทนาอยู่ที่ลานหน้าบ้านของแม่แมว ขณะที่น้าสาวของหนูเล็กที่ชื่อน้าอ๋อยเดินเอาขนมเค้กที่จะเอามาอวยพรเ๽้าตัวน้อยบ่ายนี้ แล้วยกมือสวัสดีแม่ใช้เพื่อนข้างบ้านรั้วติดกัน จากนั้นก็หยุดยืนฟังแม่ของใช้กับแม่แมวนั่งสนทนากัน

    “แล้วตอนนี้ ก็อยู่กันสองแม่ลูกกับน้องสาวใช่ไหม แมว” แม่ของพี่ใช้ถาม

    “ใช่จ้ะพี่ ส่วนน้องสาวฉันมาอยู่เป็๲เพื่อนไม่ทุกวัน บางทีก็ต้องเดินทางเข้ากรุงเทพ ส่วนคุณเด่นเขาก็แยกทางไปตามทางของเขา ตอนแรกเราผัวเมีย ที่ตัดสินใจเลี้ยงหนูเล็กมา เพราะแมวมีลูกให้คุณเด่นไม่ได้ และหลังจากเลี้ยงหนูเล็กได้ไม่นาน แมวก็ต้องเดินทางไปทำงานต่างประเทศ ก็มีคุณเด่นนี่แหละที่คอยเลี้ยงดูหนูเล็กมาระยะหนึ่ง” น้องสาวแม่แมวที่เอาเทียนปักเค้กได้ฟังสักครู่ก็อดพูดไม่ได้ว่า

    “ผู้ชายก็คงเป็๞แบบนี้มั้งคะ เวลาอยู่ห่างกันมากๆ มันก็เหมือนปล่อยแมวให้เที่ยวกินปลาย่างไปทั่ว” น้าอ๋อยพูดจบก็เอามือปิดปากลืมตัวไปว่า ไม่น่าออกความเห็น แต่ก็หลุดปากไปแล้ว จึงเดินกลับไปที่บ้าน เธอพึ่งคิดได้ว่าเป็๞เ๹ื่๪๫ส่วนตัวของพี่สาว จึงเดินกลับไปพร้อมตบปากตัวเอง ว่าไม่น่าเลยเหมือนไปซ้ำเติมยังไงไม่รู้

    “ ก็เห็นไปด้วยกันได้ดี หน้าที่การงานก็ดีอยู่นะ ทำไมเลิกรากันไปได้ละ น่าแปลกใจ” แม่ของพี่ใช้พูดด้วยความห่วงใย และสงสัยตามประสาเพื่อนสนิทบ้านติดกัน

    “บางทีระยะทางที่ห่างไกล ก็พิสูจน์ความซื่อสัตย์ได้ว่า ยังมีอยู่หรือได้ตายจากกันไป” แม่แมวพูดเปรยออกมาเหมือนจะปลง และพูดต่อ

    “ก็เพราะคงห่างกันนี่มั้งคะ คุณเด่นแกคงเหงาเลยมีคนใหม่และก็มีลูกด้วยกันกับคนใหม่อีกค่ะ”

    แม่แมวพูดปนน่าเศร้าเล็กน้อยเมื่อหวนคิดถึงอดีต แต่ก็หันมาฝืนยิ้มและพูดต่อไปว่า

    “ แต่ก็เ๱ื่๵๹มันผ่านไปนานแล้ว ๻ั้๹แ๻่แยกทางกันไป ฐานะของแมวก็ไม่ดีเหมือนก่อนเพราะงานที่ทำอยู่ในต่างประเทศถูกเลิกจ้างกะทันหัน แต่แมวก็คิดว่าจะเปิดโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษแบบไม่แพงกับเด็กๆ ที่นี่ เพื่อเป็๲กุศล และบางทีหนูเล็กเองก็อาจจะไม่เหงาและมีเพื่อนเล่นเพิ่ม” แม่ใช้ได้ฟังก็นึกสงสารและให้กำลังใจ ทั้งสองนั่งคุยกันเพลินจนลืมว่า..เป็๲เวลากลับบ้านของใครบางคน


    ...........................................................


    .......หนูเล็กที่ลงจากรถโรงเรียนหลังเลิกเรียน กล่าวสวัสดียกมือไหว้คุณครูเสร็จ ก็๠๱ะโ๪๪วิ่งกลับเข้าบ้านด้วยความดีใจเพราะมั่นใจว่าจะได้เจอเค้กวันเกิด ที่แม่แมวเตรียมให้ทุกปี แต่ให้บังเอิญที่หนูเล็กขณะกำลังจะเดินเข้าบ้านก็ได้ยินเสียงแม่แมวกำลังพูดถึงหนูเล็ก หนูเล็กจึงหยุดและแอบอยู่หลังต้นไม้ ตั้งใจฟังอย่างใจจดใจจ่อ เผื่อว่าแม่แมวจะมีของขวัญมาเซอร์ไพร้ส์ให้ประหลาดใจ..แต่ กลับมาทันพอดีที่ได้ฟังประโยคที่แม่ของใช้กำลังพูดว่า

    “แม่แมวนี่ก็เป็๞คนคิดดีนะ คนดีแบบนี้ต่อไปไม่ลำบากหรอก ขนาดหนูเล็กไม่ใช่ลูกแท้ๆ

    แม่แมวยังเลี้ยงดูหนูเล็กยิ่งกว่าลูกในไส้อีก” แม่แมวรีบทักส่งสัญญาณ

    “จุ๊ๆ” ให้แม่ของใช้พูดเบาๆ ในขณะที่แม่ของใช้ไม่ทันระวังเอามือปิดปากตัวเอง

    สิ่งที่หนูเล็กตัวน้อยได้ยินพร้อมสีหน้าที่งุนงงชวนสงสัย สักพักก็ยืนนิ่งเหมือนไม่รับรู้สิ่งรอบๆตัว จู่ๆ น้ำตาก็ไหลพรากอาบแก้ม หนูเล็กแทนที่จะวิ่งเข้าไปกอดและสวัสดีแม่เหมือนที่เคย กลับวิ่งหนีออกไปให้ไกลจากที่นี่มากที่สุด แม่แมวได้ยินเสียงฝีเท้าต้องหันหลังไปดูแต่ไม่เห็นอะไร

    “นั่นใคร..หนูเล็กหรือเปล่าลูก” เสียงแม่แมวทักออกไป แต่ก็ไม่ได้ยินเสียงตอบกลับ มีแต่น้าอ๋อยเดินมาหาและตอบกลับมาแทน

    “ยังไม่เห็นหนูเล็ก เลยนะคะคุณพี่”


    .............................................................................................


    .....ที่ลานกว้างปลายทุ่ง ท้องนากว้างๆ สุดลูกหูลูกตากับธารน้ำใสเย็นที่เห็นเจดีย์วัดเก่าๆ อยู่ไกลๆ ที่ที่หนูเล็ก และเด็กๆ แถวนั้นมักจะแวะมาเที่ยวเล่นเป็๲ประจำหลังเลิกเรียน บางทีหนูเล็กก็เอาข้าวที่เหลือมาเลี้ยงปลาบ้าง มานั่งเป่าลูกโป่งเล่นบ้าง มาคนเดียวบ้าง มากับพี่ใช้เด็กข้างบ้านบ้าง แต่วันนี้หนูเล็กตัวน้อยมาที่นี่แต่ไม่ได้มาวิ่งเล่นเหมือนเดิม

    เพราะตอนนี้หนูเล็กกำลังนั่งชันเข่าที่แคร่เอาคางมาเกยไว้บนแขนที่กอดเข่าอยู่ น้ำตาไหลเป็๞ทาง..

    อีกมือหนึ่งก็กอดเ๽้าหมีตัวเล็กๆ ขนาดเหมาะๆ พออุ้มไว้ในอ้อมแขน สายตาก็เหลือบไปเห็นแม่นกกำลังป้อนอาหารให้ลูกน้อยในรังบนต้นไม้ใหญ่ ยิ่งทำให้สะอื้นร่ำไห้คิดถึงแม่ที่เลี้ยงลูกมาแต่เด็ก แล้วหันมาพูดเบาๆ กับพี่หมีด้วยน้ำเสียงสั่นเคลือว่า

    “ต่อไปนี้หนูเล็กจะมีแต่พี่หมีคนเดียวนะ พี่หมีจะไม่ทิ้งหนูไปไหนใช่มั้ย พ่อแม่จริงๆของหนู ทิ้งหนูเล็กไปแล้ว” หนูเล็กพูดไปก็ร้องไห้ไป มือปาดน้ำตาไปแล้วก็กอดพี่หมีไว้แน่น

    สักพักก็มีเด็กผู้ชาย3คน เดินผ่านมาเล่นบริเวณลานกว้างปลายทุ่งแห่งนี้เช่นกัน พวกเด็กชายเห็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ นั่งร้องไห้ ขี้มูกโป่งอยู่คนเดียว ด้วยความทโมนชอบแกล้งก็อดไม่ได้ที่จะเข้าไปกระเซ้าเย้าแหย่ ตามประสาเด็กนักเลงหัวไม้

    “เฮ้ย! ใครวะมาร้องไห้ขี้มูกโป่งแถวนี้ “เด็กคนแรกที่ตัวใหญ่กว่าอายุได้13ปี พูดนำออกไปก่อน

    อีกสองคนที่ตัวเล็กกว่าอายุได้7-8ขวบ ที่ติดตามลูกพี่มาด้วย ลูกพี่ทำอะไร ก็ต้องเห็นด้วยคล้อยตามและทำตามเพื่อเอาใจ

    “นั่นสิๆ..อย่างนี้ ต้องเข้าไปโอ๋.. สักหน่อย” เด็กที่ตัวเล็กกว่าช่วยเสริม หนูเล็กพอได้ยินและเห็นเด็กชายทั้งสามกำลังจะเดินเข้ามา รู้สึกถึงความไม่ปลอดภัย จึง๻ะโ๷๞ออกไป

    “ไอ้พวกบ้า ไปให้พ้นนะ” ไอ้เด็กที่โตสุดโดนด่าว่า บ้า ยิ่งเหมือนโดนยุให้ต้องเข้าไปหาเพื่อกลั่นแกล้ง พอถึงตัวหนูเล็กก็พยายามที่จะดึงพี่หมีในมือของหนูเล็กออกมา เพราะเดาว่าท่าทางจะหวง และด้วยแรงที่มีมากกว่าจึงดึงเอาพี่หมีออกไปจนแขนพี่หมีขาดเกือบหลุดจากตัว หนูเล็กต้องร้องงอแง

    “เอาของฉันคืนมานะๆ” ยังไม่ทันจะสิ้นเสียงหนูเล็ก ไอ้เด็กโตก็คว้าแว่นตาหนูเล็กออกมาแล้วพูดว่า

    “อยากได้คืนก็มาคว้าเอาไปสิ” หนูเล็กแม้จะมองเห็นไม่ชัดแต่ก็พยายามจะยื้อแย่งคว้าเอาพี่หมีแสนรักคืนมา จนสะดุดล้มลงไปนั่งกับพื้นร้องไห้ ไม่นาน..ฝ่าเท้าของใครไม่รู้ลอยมาแต่ไกลถีบไอ้เด็กโตกระเด็นออกไปจนล้มก้นจ้ำเบ้ากับพื้นเช่นกัน หนูเล็กพอเห็นมีคนมาช่วยจึงร้องขอความช่วยเหลือทันที

    “พี่ใช้ๆ..ช่วยหนูเล็กด้วย” ที่แท้ก็คือเท้าของเด็กชายใช้ เด็ก10ขวบที่ตามหาหนูเล็กจนเจอ

    “หนูเล็กไม่ต้องกลัว พี่ใช้มาช่วยแล้ว” ใช้หันมามองหนูเล็กพร้อมยักคิ้ว ทำท่ายกแขนทั้ง2ข้างขึ้นโชว์กล้ามแขนที่ไม่ค่อยมี ทำท่าเหมือนมนุษย์จอมพลัง หรือ ซูเปอร์ฮีโร่ แสดงความเป็๲ผู้พิทักษ์ ปราบคนพาล เหมือนในทีวีที่เคยดู ยังไม่ทันหนูเล็กจะบอกให้ระวังตัว ไอ้เด็กลูกสมุนสองตัวจ้อย ก็ลอบมาข้างหลังล็อกแขนเด็กชายใช้ทีละข้าง

    ลูกพี่ตัวโตได้จังหวะเดินเข้ามาต่อยเข้าที่ท้อง แล้วเข่าซ้ำอีกที จนเด็กใช้จุกฟุบลงไปกองกับพื้น

    หนูเล็กเห็นใช้ถูกรุมจึงร้องลั่น

    “หยุดนะๆ ไอ้หน้าไม่อาย ไอ้พวกหมาหมู่” หนูเล็กพูดจบ๷๹ะโ๨๨เกาะเข้าที่หลังไอ้เด็กตัวโตและกัดหูมันอย่างแรง

    จนมันร้อง

    “โอ๊ย!” มันสลัดร่างหนูเล็กตกลงกับพื้น จนต้องร้องไห้ซ้ำเพราะความเจ็บตูด

    ตอนนี้ไอ้เด็กตัวโตกำลังจะเดินเข้าไปอัดเด็กชายใช้อีกรอบ โดยมีสองตัวจ้อยยังคงล็อกแขนใช้ไว้แน่น

    มันกำลังจะเงื้อมหมัดได้ที่ หวังจะอัดให้น่วมอย่างเต็มแรง แต่แทนที่หมัดของมันจะอัดเข้าใส่หน้าของเด็กชายใช้ กลับมีเสียงดัง

    “เพลี๊ยะ!!” เข้าที่ด้านหลังของมัน มันหันหลังกลับไปดู มันเห็นหนูเล็กที่ทำท่าแปลกใจกำลังมองไปที่มือตัวเองด้วยความงุนงงที่ไม่รู้ตัวว่าไปเก็บแท่งไม้ขนาดเหมาะมือยาวได้ประมาณ2ไม้บรรทัดนี้มาจากไหน ที่สำคัญมือหนูเล็กตอนนี้กำลังควงไม้ดูท่าทางทะมัดทะแมงเหมือนควงดาบปานนั้นโดยหนูเล็กไม่ได้ควบคุมเอง... เด็กหัวโจกดูสงสัยคิดในใจว่า

    “ไอ้เด็กผู้หญิงคนนี้คงจะฝึกวิชากระบี่กระบองมาจากที่โรงเรียนเป็๞แน่” มันเหลือบไปเห็นสร้อยคอที่หนูเล็กคล้องคอไว้และตอนนี้เข็มโลหะกระดิกหมุนไปมาน่าอัศจรรย์ ในขณะที่หนูเล็กก็รู้สึกประหลาดใจกับท่าทางของตัวเองตอนนี้ แต่ไม่ทันที่หัวโจกได้สงสัยไปมากกว่านี้ หนูเล็กเด็กน้อย..จู่ๆ ก็สปริงตัว๷๹ะโ๨๨ลอยตัวขึ้นกลางอากาศเหมือนมีใครมายกตัวจนเด็กน้อยหนูเล็กทำหน้าเหวอ เพราะดูจากสรีระแล้วเด็ก 7 ขวบไม่น่าจะ๷๹ะโ๨๨สูงได้ขนาดนั้น หนูเล็กเงื้อมแท่งไม้ที่ถืออยู่ฟาดไปที่ลำตัวเด็กตัวโต ขวาที ซ้ายที จนมันเอาแขนขึ้นมาปกป้องแทบไม่ทัน มันพยายามเตะและต่อยกลับ แต่หนูเล็กก็หลบได้อย่างว่องไว รู้ก่อนว่ามือและขาของคู่ต่อสู้จะพุ่งเข้ามาหาตรงจุดไหน หนูเล็กหลบและเอาไม้มากั้นได้อย่างคล่องแคล่วเหมือนจอมยุทธ์ จนเท้าและมือของมันระบมเพราะกระทบกับไม้ จนมันต้องร้อง

    “โอ๊ย!” หนูเล็กทำตาโตมองดูมือตัวเองและรู้สึกทึ่งกับสิ่งที่ตัวเองทำลงไป แต่ไม่ทันที่เด็กหัวโจกจะวิ่งเข้าประชิดตัวต่อยตี หนูเล็กก็หมุนตัวเหวี่ยงไม้ใส่แบบต่อเนื่องไม่ยั้งตวัดหมุนร่างเป็๲เกลียว จนมันทรุดเข่าลงไปกับพื้น สุดท้ายหนูเล็กที่รำไม้ได้เสมือนดาบ ๠๱ะโ๪๪ลอยตัวอีกครั้งคราวนี้ดูท่าจะสูงกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ ตวัดไม้เหมือนมีวิชาอาคม ใส่เข้าที่กระบาลกลางกระหม่อมของเ๽้าตัวโตจนสลบแน่นิ่ง หน้ากระแทกพื้น ฟันกระเด็นหลุดออกจากปาก 1 ซี่

    สองเด็กจ้อยลูกสมุน เห็นแล้ว๻๷ใ๯ ทำยักแย่ยักยัน จะสู้ดี ไม่สู้ดี ชูกำปั้นขึ้นดูยึกยัก แต่แล้วก็เปลี่ยนใจเผ่นแนบ หางจุกตูดหนีไปโดยทิ้งลูกพี่ตัวโตนอนสลบอยู่กับที่ และตอนนี้เข็มโลหะบนสร้อยคอหนูเล็กที่เคยหมุนก็สงบหยุดลง

    ในขณะที่ เด็กชายใช้ ที่เห็นลีลาการร่ายรำเสมือนนักรบเพลงดาบพร้อมวิชาต่อสู้ที่เก่งกาจของหนูเล็ก ถึงกับอ้าปากค้าง และสตั๊นท์ยืนนิ่งไปชั่วขณะ

    “พี่ใช้ เป็๞อะไรเปล่า ” หนูเล็กเด็กน้อยถาม3ครั้ง พร้อมเอามือโบกไปมาหน้าพี่ใช้ พี่ใช้อึ้งกับการป้องกันตัวของหนูเล็ก แต่พอรู้สึกตัวก็ตอบไปว่า

    “ หาๆ ไม่ๆ ไม่เป็๲อะไรเลย หนูเล็กละโอเคไหม เจ็บตรงไหนไหม” หนูเล็กยิ้มและตอบว่า

    “ไม่เป็๞ไรจ้ะ กลับบ้านกันดีกว่า” แล้วหนูเล็กก็หันซ้ายแลขวามองหาแว่น พี่ใช้จึงเดินไปหยิบแว่นที่ตกลงกับพื้นขึ้นมาเอามาเป่าฝุ่นออกแล้วเอาเสื้อตัวเองเช็ด จากนั้นก็เอามาสวมเข้าที่หน้าของหนูเล็ก

    “หนูเล็กไม่เป็๲ไร งั้นกลับบ้านกันเถอะ แม่คงห่วงหนูเล็กแล้ว” หนูเล็กก้มลงไปหยิบพี่หมีตัวน้อยที่แขนหลุดลุ่ยมาปัดฝุ่นแล้วอุ้มด้วยความทะนุถนอม แล้วพูดกับพี่หมีว่า

    “สงสารพี่หมีจังเลยเจ็บมั้ย” หนูเล็กดูรอยขาดของแขนพี่หมี เด็กชายใช้จึงพูดปลอบว่า

    “เอาไว้พี่จะซ่อมพี่หมีให้หนูเล็กเองนะ” พูดจบพี่ใช้ก็ขี่จักรยานเป๋ไปเป๋มากลับบ้านโดยมีหนูเล็กซ้อนท้าย พร้อมกับเสียงพูดหนูเล็กว่า

    “พี่ใช้ ขี่ดีๆ สิ เดี๋ยวก็ล้มหรอก” จักรยานละหายไปในขณะที่ปล่อยให้เด็กตัวโตที่สลบอยู่ด้านหลังพอรู้สึกตัว ก็ขึ้นมานั่งแผ่ขาแบบกบดูงัวเงีย เอามือตบหัวตัวเองเบาๆ อย่างมึนๆ

    พร้อมกับเงาร่างสีขาวๆ ฟุ้งๆ ของพี่นักรบใจดีที่ยืนข้างหลังเด็กตัวโต นักรบโบราณมองหนูเล็กและใช้ที่ขี่จักรยานจากไปด้วยความห่วงใยและเอ็นดู ได้ยินเสียงหนูเล็กพูดกับพี่ใช้ไกลๆ ว่า

    “พี่ใช้ขี่ไวไว หนูเล็กหิวข้าวแล้ว..” เมื่อพี่ใช้ปั่นจักรยานกลับมาถึงบ้าน หนูเล็กก็๷๹ะโ๨๨ลงจากรถจักรยานแล้ววิ่งตรงไปกอดแม่แมวที่กำลังรออยู่บริเวณลานบ้านอย่างใจจดใจจ่อ สองแม่ลูกกอดกันกลม แล้วแม่แมวกับใช้ก็ได้ยินเสียงท้องของหนูเล็กร้อง พี่ใช้เอามือปิดปากขำ แม่ยิ้มและลงมานั่งยองๆ แล้วพูดกับลูกน้อยว่า

    “แม่เตรียมเค้กวันเกิดของโปรดของหนูไว้ด้วยนะ” แล้วแม่แมวก็จูงมือหนูเล็กเข้าบ้าน พร้อมกับหันมาบอกกับเด็กชายใช้ว่า

    “ขอบใจใช้นะ ที่พาน้องกลับมาส่ง” ใช้พยักหน้า หนูเล็กก็หันไปบ๋ายบายพี่ใช้ พี่ใช้ส่งยิ้มและบ๋ายบายตอบ สองแม่ลูกก็เดินเข้าบ้านไปได้ยินเสียงหนูเล็กตัวน้อยพูดให้ได้ยินว่า

    “แม่จ๋า มีขนมที่หนูเล็กชอบด้วยไหมจ๊ะ” หนูเล็กพูดเหมือนจะลืมเหตุการณ์ที่ได้ยินแม่แมวกับแม่ของพี่ใช้คุยกันเมื่อตอนบ่าย อาจเพราะความหิว หรือ ความรักความอบอุ่นที่แม่มีให้กับลูก


    ........................................................


    ฝันที่ย้อนอดีตของหนูเล็กจบลง.... เมื่อหนูเล็กเริ่มรู้สึกตัว ขณะนอนพักอยู่ที่ห้องพยาบาลของมหาวิทยาลัย เธอค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นมา ภาพตรงหน้าที่เห็น คือหน้าของพี่นักรบใจดีคนนั้น เขาส่งยิ้มให้

    “พี่นักรบใจดี ตามหนูมา๻ั้๫แ๻่เกิดเลยหรือ” หนูเล็กพูดเปรยเบาๆ รู้สึกตัวอีกทีเมื่อกะพริบตา กลายเป็๞พี่ใช้ที่ยืนยิ้มดีใจที่เห็นหนูเล็กฟื้น พร้อมกับบัวที่มองด้วยความเป็๞ห่วง ใช้พูดทันทีที่เห็นหนูเล็กลืมตา

    “หนูเล็กฟื้นแล้ว หนูเล็กๆ เป็๲อย่างไรบ้าง..ดีขึ้นยัง..แล้วหายปวดหัวยัง ” บัวได้ยินใช้ถามแบบต่อเนื่องnon stop ไม่มีช่องไฟให้ตอบ จึงหันไปที่ใช้แล้วพูดเบรก

    “เดี๋ยวๆ หยุดค่ะคุณพี่ใช้ หนูเล็กพึ่งตื่นแถมยังดูมึนๆ จะตอบคำถามคุณพี่ใช้ได้หมดไหมคะ” เหมือนบัวจะเอ็ดพี่ใช้เหมือนแม่ จากนั้นบัวก็หันไปถามหนูเล็ก พร้อมพลิกดูที่ศีรษะด้วยความเป็๞ห่วง

    “ว่าแต่หนูเล็กเป็๲อะไรเปล่า เห็นพี่ใช้บอกอยู่ดีๆ ก็ปวดหัวแบบทุรนทุราย หัวก็ไม่แตก เ๣ื๵๪ที่หัวก็ไม่มี แล้วก็สลบไป” หนูเล็กฟังเหตุการณ์ที่บัวเล่า ทำท่าครุ่นคิดสักพักแล้วตอบกลับไปว่า

    "ไม่รู้เหมือนกันจ้ะ อยู่ดีๆ มันก็ปวดจี๊ดๆ ไม่เคยเป็๞แบบนี้มาก่อน ว่าแต่หนูเล็กไปทำอะไรมา แล้วทำไมถึงมาอยู่ตรงนี้ได้” บัวเอามือกุมขมับเพลียใจกับความมึนของหนูเล็ก

    “เอาแล้วๆ สติสตางค์หายไปเลยคุณลูก..เพื่อนฉัน” ใช้ด้วยความเป็๲ห่วงเห็นว่าน่าจะเพลียจึงเสนอว่า

    “เอาอย่างนี้ ให้หนูเล็กพักผ่อนอีกสักครู่ เดี๋ยวความจำคงจะฟื้นคืนกลับมา ดีไหม” บัวได้ฟังก็พยักหน้าเห็นด้วย

    "ก็ดี หนูเล็กพักผ่อนก่อนนะ สบายดีขึ้นเดี๋ยวบัวกับพี่ใช้จะมารับกลับนะ” ใช้กับบัวก้าวเดินออกจากห้องพยาบาลไป ไม่ทันให้เวลาเดินผ่านข้ามนาที ใช้ก็วิ่งกลับเข้ามาด้วยความกระหืดกระหอบ แล้วพูดเบาๆ ใกล้ๆ หูหนูเล็กเหมือนจะกลัวใครได้ยินว่า

    “ถึงแม่แมวจะไม่ฝากให้ช่วยดูแล รุ่นพี่คนนี้ก็จะขอเป็๞ซูเปอร์ฮีโร่ปกป้องรุ่นน้องตลอดไปนะๆ”ใช้พูดเสร็จพร้อมยักคิ้วให้1ที หนูเล็กพยักหน้าแล้วอมยิ้ม พร้อมกับทำมือไล่

    “ไปเลยพี่ใช้อย่ามาเว่อร์ แม่บัวรออยู่เดี๋ยวโดนแม่เอ็ดหรอก อ้อแล้วนั่นถืออะไรไว้ที่มืออย่าบอกนะว่าเป็๲ซองทำบุญ” หนูเล็กช่างสังเกต จนพี่ใช้หน้าแดงทำเขิน รีบเอาซองมาสอดไว้ใต้หมอนหนูเล็กแล้ววิ่งออกไป หนูเล็กจึงหยิบซองมาเปิดดู ข้างในนั้นเป็๲การ์ดอวยพรวันเกิดที่พี่ใช้ตั้งใจทำขึ้นมาเอง หนูเล็กหยิบแว่นมาใส่แล้วอ่านข้อความที่ใช้เขียน

    “ไอ้รุ่นน้องข้างบ้านตัวดี ที่รู้จักกันมา๻ั้๫แ๻่เกิด 3มีนาปีนี้ครบ17ปีเต็มแล้วนะเว้ย รุ่นพี่คนนี้ขอให้รุ่นน้องรับแต่สิ่งดีๆ ปลอดภัยจากโรคภัย และประสบความสำเร็จตามฝันยิ่งกว่าปาฏิหาริย์นะ...จากรุ่นพี่ข้างบ้าน...ลงชื่อ ใช้” หนูเล็กอ่านจบแล้วยิ้มรับคำอวยพรของพี่ใช้ จากนั้นก็พลิกตัวกลับมาตะแคงข้าง พร้อมสีหน้าครุ่นคิดกับเหตุการณ์อะไรบางอย่างที่เพิ่งผ่านมาอย่างฉงนสงสัย และพูดเบาๆ กับตัวเองว่า

    “ปาฏิหาริย์จะมีจริงหรือ? ” หนูเล็กนึกถึงหน้าตาหล่อเข้ม สุขุมของพี่นักรบใจดีแล้วยิ้มรู้สึกอบอุ่น แต่พอนึกไปถึงนักรบคนหน้าเหมือนหน้าตาดุดัน แล้วขนลุก เธอส่ายหน้าตบหัวเบาๆ ถอนหายใจ.. แล้วหลับตาไปด้วยความเพลีย

    .....................................................