เมื่อรถม้าของสกุลซูเดินทางมาถึงหน้าประตูพระราชวังก็พบว่ามีคนของจวนเสียนอ๋องมารออยู่ก่อนแล้ว
“หมอหลวงซู เหตุใดพวกท่านถึงได้เดินทางมาช้าเช่นนี้ อีกไม่นานฝ่าาก็จะเสด็จมาแล้วนะเ้าคะ” ซุ่ยมามาทักทายพร้อมกับตำหนิซูจิ้นจงอย่างไม่เกรงใจ นางเป็มามาาุโทั้งยังเป็แม่นมของเสียนอ๋อง หมอหลวงตำแหน่งเล็กๆ อย่างซูจิ้นจงจึงไม่ได้อยู่ในสายตา หากไม่เพราะเสียนอ๋องพึงพอใจในตัวซูชิงหว่านที่จะได้เป็ผู้สืบทอดวิชาแพทย์ของตระกูลซูคนต่อไป รวมถึงข่าวลือที่ว่าซูชิงหว่านกำลังศึกษาวิชาแพทย์อันล้ำเลิศของตระกูลลั่วโดยมีฮูหยินใหญ่ลั่วเจินเจินเป็ผู้ถ่ายทอดวิชาความรู้ให้ด้วยตนเอง นางที่เป็ถึงมามาาุโของตำหนักเสียนอ๋องจะลดตัวลงมาสนทนากับคนตระกูลเล็กๆ เช่นนี้ได้อย่างไร แต่เพื่อผลประโยชน์ของท่านอ๋อง แม้จะขัดใจอยู่บ้างแต่นางก็ต้องยอมฝืนใจ
“มามาอย่าได้ตำหนิท่านพ่อเลยเ้าค่ะ” ซูชิงหว่านเดินเข้าไปทักซุ่ยมามาอย่างอ่อนหวาน “หากไม่เพราะมีคนทำให้ล่าช้า พวกเราคงมาถึงนานแล้วเ้าค่ะ”
“คุณหนูน้อยที่น่ารักยังรู้จักออกรับแทนบิดา” ซุ่ยมามาฉีกยิ้มเมื่อเห็นซูชิงหว่าน “คุณหนูพอจะบอกข้าได้หรือไม่ว่าเป็ผู้ใดที่ทำให้พวกท่านเสียเวลา เดี๋ยวข้าจะช่วยจัดการให้”
ซูชิงหว่านมองไปที่ซูหยุนหรานด้วยท่าทางขลาดกลัว “เป็พี่หญิงของข้าที่ทำให้พวกเราเสียเวลาเ้าค่ะ”
ซุ่ยมามาได้ยินชื่อเสียงที่ไม่ดีและความไร้ประโยชน์ของซูหยุนหรานมาพอสมควร นางหันไปมองซูหยุนหรานอย่างไม่พอใจ “เ้าถือว่าตัวเองเป็คุณหนูใหญ่จึงทำอะไรได้ตามใจสินะ ในพระราชวังอันยิ่งใหญ่แห่งนี้มีกฎระเบียบให้ปฏิบัติอยู่มากมาย เช่นเื่ง่ายๆ อย่างการรักษาเวลาเ้าก็ไม่รู้หรือ ช่างขาดการอบรมยิ่งนัก”
“ขออภัยซุ่ยมามา เป็ข้าที่อบรมบุตรสาวไม่ดีเองเ้าค่ะ” ฮูหยินใหญ่รีบออกรับ ไม่ใช่ว่านางจะออกรับแทนลูกสาว แต่นางกลัวว่าหากปล่อยให้ซุ่ยมามาตำหนิลูกสาวของตนเองต่อ คนที่จะเสียหน้าก็คือคนสกุลซูทั้งหมด โดยเฉพาะสามี เขาคงจะตำหนิและไม่มาค้างที่เรือนของนางอีก
ซุ่ยมามาไม่ได้สนใจคำพูดของฮูหยินใหญ่แม้แต่น้อย นางมองไปที่ซูหยุนหรานด้วยสายตาดูถูก “เ้าคิดจะแต่งกายเช่นนี้เข้าไปในงานเลี้ยง? คงเบื่อชีวิตเต็มทีแล้วสินะ”
ซูหยุนหรานไม่โต้ตอบเพราะนางมองเห็นรถม้าของจวนฉิงอ๋องกำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้แล้ว
ซุ่ยมามาโมโหเมื่อเห็นว่าซูหยุนหรานไม่สนใจคำพูดของตน นางยกมือขึ้นชี้หน้าซูหยุนหราน “เ้ามันไม่มีมารยาทและไร้การอบรม ได้ยินคำของผู้าุโแต่กลับเมินเฉย วันนี้ข้าจะถือโอกาสสั่งสอนเ้าแทนมารดาของเ้าเอง”
“ผู้ใดกล้าก็ลองดู!”
ทุกคนหันไปมองตามเสียงเรียกด้วยความใ น้ำเสียงทรงพลังเช่นนี้จะเป็ใครไปไม่ได้นอกจากเทพาฉิงอ๋อง คนสุดท้ายที่ทำให้เขาพูดด้วยน้ำเสียงเช่นนี้ได้ เวลานี้คนผู้นั้นกลายเป็ร่างไร้ิญญาที่นอนอยู่ในหลุมลึกของสุสานไร้ญาติไปแล้ว
ซุ่ยมามารีบลดมือลงแล้วเปลี่ยนเป็พูดประจบ แม้ฉินจื่อฉิงจะไม่ใช่คนในราชวงศ์ แต่เขาก็ยังมีตำแหน่งเป็ถึงท่านอ๋อง ต่อให้นางจะเป็มามาของเสียนอ๋อง นางก็ไม่มีความกล้าพอที่จะไปกำเริบกับเทพาผู้นี้ได้
“ซุ่ยมามาแห่งจวนเสียนอ๋องขอคารวะฉิงอ๋องเ้าค่ะ” ซุ่ยมามาย่อกายทักทายแบบเต็มมารยาท “เมื่อครู่ไม่ทราบว่าท่านอ๋องเสด็จมาจึงได้เสียมารยาทไป บ่าวขออภัยและหวังว่าฉิงอ๋องจะให้อภัยด้วยนะเ้าคะ”
“อ้อ...ที่แท้ก็ยังรู้ตัวว่าตนเองเสียมารยาท” ฉินจื่อฉิงพูดเสียงเรียบ “เมื่อครู่ข้าได้ยินไม่ชัดว่าเ้า้าสั่งสอนผู้ใด”
ซุ่ยมามายังไม่รู้เื่สมรสพระราชทานระหว่างฉินจื่อฉิงกับซูหยุนหราน นางจึงชี้นิ้วไปที่ซูหยุนหรานอีกครั้ง “คุณหนูใหญ่ซูเ้าค่ะ นางแต่งกายไม่สุภาพมาร่วมงานเลี้ยง ทั้งนางยังไม่เคารพผู้าุโ บ่าวจึงคิดจะสอนมารยาทให้นางสักเล็กน้อยเ้าค่ะ”
“นางแต่งกายมาร่วมงานเลี้ยงไม่เรียบร้อยย่อมต้องมีเหตุผล” ฉินจื่อฉิงเดินไปหยุดตรงข้างซูหยุนหราน “แต่ที่เ้าพูดถึงผู้าุโนั้นเ้าหมายถึงผู้ใด นางไปล่วงเกินใครอย่างนั้นหรือ”
“ล่วงเกินบ่าวเองเ้าค่ะ” ซุ่ยมามาตอบอย่างลืมตัว “เอ่อ...ไม่ใช่...ไม่ใช่เช่นนั้นเ้าค่ะ”
“หรานหราน ข้าจะยังไม่ถามว่าเหตุใดเ้าถึงสวมเสื้อผ้าชุดนี้มาร่วมงาน แต่ข้าอยากถามว่าเพราะเหตุใดซุ่ยมามาจึงอยากอบรมสั่งสอนเ้า”
“คงเป็เพราะนางตำหนิข้าแต่ข้าเลือกที่จะเงียบเ้าค่ะ”
ฉินจื่อฉิงได้ยินคำตอบ เขาหันไปมองซุ่ยมามาอีกครั้ง “เ้าคงคิดว่าเ้าเป็แม่นมของเสียนอ๋องถึงได้กล้าวางอำนาจกับตระกูลซู แต่เ้าคงไม่รู้ว่าคุณหนูใหญ่ซูที่เ้าตำหนิอยู่นั้นเป็ว่าที่พระชายาของข้า หากจะถามว่าผู้ใดที่ควรถูกอบรมสั่งสอนย่อมต้องเป็เ้าที่เป็เพียงบ่าวแต่กล้ามาขึ้นเสียงกับว่าที่พระชายาอ๋อง”
ซุ่ยมามามองไปที่ซูหยุนหรานอย่างงงงัน “นางคือว่าที่พระชายาอ๋องหรือเ้าคะ เป็ไปไม่ได้...วันนี้ฝ่าาจะมีประกาศสมรสพระราชทานระหว่างเสียนอ๋องกับคุณหนูรองซูไม่ใช่หรือเ้าคะ”
“หยวนจื่อ! ตบปากนางสามสิบที ต่อไปนางจะได้รู้ว่าสิ่งใดควรพูดสิ่งใดไม่ควรพูด จากนั้นเ้าค่อยพานางกลับไปส่งให้เสียนอ๋อง เ้าต้องกำชับเสียนอ๋องด้วยว่าให้เขาอบรมสั่งสอนคนของเขาให้ดี หากมีผู้ใดกล้ามาดูิ่ว่าที่พระชายาของข้าอีก ครั้งหน้าข้าจะดึงลิ้นมันออกจนมันพูดไม่ได้ไปตลอดชีวิต” ฉินจื่อฉิงมองไปที่ซูหยุนหราน “เ้าเข้างานไปพร้อมข้าเลยก็แล้วกัน”
“เ้าค่ะ” ซูหยุนหรานเดินตามฉินจื่อฉิงเข้างานไป
ปล่อยให้คนตระกูลซูทั้งหมดยืนอึ้งอยู่ด้านนอก แต่เมื่อทุกคนได้ยินเสียงกรีดร้องของซุ่ยมามา พวกเขาก็รีบก้มหน้าแล้วเดินเข้าไปในงาน ซุ่ยมามาได้แต่มองตามซูชิงหว่านด้วยความโกรธ
เสียนอ๋องที่ไม่รู้ว่าเกิดเื่อะไรขึ้นกับคนของตนที่ด้านนอก เมื่อเห็นฉินจื่อฉิงเดินนำซูหยุนหรานที่สวมเสื้อผ้าทั้งเก่าทั้งซีดเข้ามา เขาจึงรีบเข้าไปทักทายเพื่อหวังจะทำให้ทั้งคู่ขายหน้า
“จื่อฉิง เ้าไม่รู้หรือว่าวันนี้เสด็จพ่อมีเื่ดีจะประกาศ เหตุใดเ้าจึงปล่อยให้คุณหนูใหญ่ซูแต่งกายมาอย่างน่าสมเพชเช่นนี้เล่า” เสียนอ๋องปรายตามองซูหยุนหราน “คุณหนูใหญ่ซู ข้าเข้าใจว่าเ้าไม่ค่อยได้ไปร่วมงานเลี้ยงบ่อยนัก แต่เื่นี้นับเป็เื่พื้นฐาน แม้ไม่มีผู้ใดคอยบอกคอยสอน แต่เ้าก็น่าจะรู้ว่าอะไรควรอะไรไม่ควรกระมัง”
“แน่นอนว่านางย่อมรู้ว่าอะไรควรอะไรไม่ควร” ฉินจื่อฉิงชิงพูดขึ้นก่อน จากนั้นเขาก็หันไปมองซูชิงหว่านที่เดินมาหยุดอยู่ข้างเสียนอ๋อง “แต่มีการกระทำของคนบางคนที่ข้าไม่เข้าใจ ข้าจึงคิดว่าจะนำเื่นี้ไปสอบถามจากฝ่าา คุณหนูรองซู ข้าหวังว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าฝ่าา เ้าจะมีคำตอบดีๆ ให้ข้านะ”
ซูชิงหว่านไม่เข้าใจคำพูดของฉิงอ๋อง เพียงแต่สายตาของเขาทำให้นางรู้สึกกลัว นางจึงเบี่ยงตัวไปยืนหลบอยู่ด้านหลังเสียนอ๋อง
เสียนอ๋องเห็นท่าทางหวาดกลัวของคนรักจึงอยากปกป้อง “หว่านเอ๋อไม่ต้องกลัว เสด็จพ่อเป็คนมีเหตุผล ขอแค่เ้าตอบไปตามความจริงย่อมไม่มีผู้ใดมารังแกเ้าได้”
ฉินจื่อฉิงไม่คิดจะต่อความ เขาพาซูหยุนหรานไปนั่งยังที่นั่งของตน
เมื่อถึงเวลา ฮ่องเต้ ฮองเฮา เสียนกุ้ยเฟย และพระสนมฉินก็เดินเข้ามาในงาน งานเลี้ยงจึงเริ่มขึ้นอย่างเป็ทางการ บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความคึกคัก ทุกคนรอฟังว่าฝ่าาจะประกาศข่าวดีเื่อะไร
“ขุนนางที่รักทุกท่าน วันนี้เรามีข่าวดีจะแจ้งให้ทุกท่านทราบอยู่สองเื่ หนึ่งคือเราจะพระราชทานสมรสให้เสียนอ๋องและคุณหนูรองซู กำหนดจัดงานจะมีขึ้นในอีกหกเดือนข้างหน้า ซึ่งเป็ฤกษ์ที่ดีที่สุดของปีนี้” ฮ่องเต้ประกาศต่อหน้าทุกคน
ทุกคนต่างก็หันไปแสดงความยินดีกับเสียนอ๋อง โดยเฉพาะขุนนางที่มีสายสัมพันธ์อันดีก็เริ่มยกจอกสุราเพื่อร่วมแสดงความยินดีกับซูจิ้นจง ยังมีขุนนางบางส่วนที่้าประจบเอาใจ ทุกคนต่างก็เข้ามายกจอกสุราเพื่อแสดงความยินดีกับซูจิ้นจงจนซูจิ้นจงเริ่มเมา
“ส่วนข่าวดีอีกเื่หนึ่งเราจะให้พระสนมฉินเป็ผู้ประกาศออกไปก็แล้วกัน” ฮ่องเต้พูดขึ้นพร้อมกับหันไปยิ้มให้พระสนมฉิน
ทุกคนที่อยู่ในงานเงียบเสียงลงอีกครั้ง
“เวลานี้ฉิงอ๋องถึงวัยที่ต้องออกเรือน เพราะเกิดมาพร้อมคำสาปจึงยากที่จะหาสตรีมาเป็คู่ชีวิต แต่เมื่อไม่นานมานี้เขาได้ทำให้ชื่อเสียงของคุณหนูใหญ่ซูเสียหาย เพื่อไม่ให้แม่นางผู้หนึ่งถูกผู้คนนินทา ข้าจึงได้ขอสมรสพระราชทานให้ฉิงอ๋องกับคุณหนูใหญ่ซู โดยพิธีแต่งงานจะจัดขึ้นในอีกสิบสามวันข้างหน้า หวังว่างานมงคลครั้งนี้จะทำให้ฉิงอ๋องพ้นจากคำสาปไปได้” พระสนมฉินพูดโดยที่ไม่หันไปมองฉินจื่อฉิงแม้แต่น้อย เป็เพราะบุตรชายเกิดมาพร้อมคำสาป นอกจากวันคลอดนางจะตกเืจนเกือบจะเอาชีวิตไม่รอด ฝ่าาก็เลิกโปรดปรานและหันไปโปรดเสียนกุ้ยเฟยแทน และเป็เพราะไม่ได้รับความโปรดปราน ฝ่าาจึงไม่เคยเลื่อนตำแหน่งและให้นางอยู่แค่ตำแหน่งผิน[1] มาจนถึงทุกวันนี้ ด้วยเหตุผลนี้พระสนมฉินจึงเกลียดฉินจื่อฉิงจนไม่ยอมนับเขาเป็บุตรชาย
ซูหยุนหรานได้ยินคำพูดของพระสนมฉินก็เอื้อมมือไปกุมมือใหญ่ไว้โดยไม่รู้ตัว “ท่านอย่าไปฟังคำพูดของนางเลยเ้าค่ะ ต่อให้ไม่มีสมรสพระราชทานหรือไม่มีคำนินทาที่ท่านลงน้ำไปช่วยข้าในวันนั้น ข้าก็ต้องหาทางแต่งงานกับท่านให้ได้อยู่ดี”
ฉินจื่อฉิงบีบมือน้อยแล้วหันมายิ้มกับนาง “คำพูดพวกนั้นข้าได้ยินมาั้แ่เล็กจนโต หากจะถามว่าเสียใจไหม เอาเป็ว่าข้าไม่สนใจกับคำพูดเ่าั้มานานแล้ว”
“ยังไม่รีบมาขอบพระทัยอีก!” พระสนมฉินส่งสายตาตำหนิไปให้ฉินจื่อฉิงกับซูหยุนหรานที่กระซิบกระซาบกันอยู่
ฉินจื่อฉิงไม่ได้สนใจสายตาของมารดา เขาพาซูหยุนหรานไปคุกเข่าเพื่อขอบพระทัยต่อหน้าพระพักตร์ “ขอบพระทัยฝ่าาที่พระราชทานสมรสพ่ะย่ะค่ะ”
“ซูหยุนหรานขอบพระทัยฝ่าาที่มอบสมรสพระราชทานในครั้งนี้เช่นกันเพคะ” ซูหยุนหรานกล่าวตาม
ฝ่าาไม่ใช่ไม่ชอบบุตรชายคนนี้ เพียงแต่คำทำนายเมื่อตอนแรกเกิดของเขาทำให้พระองค์กลัว หากต้องเลือกระหว่างชีวิตของบุตรชายและความมั่นคงของแคว้น คนที่เป็เ้าเหนือหัวเช่นเขาย่อมต้องเลือกแคว้นก่อนเป็ธรรมดา แต่พระองค์ก็ยังห่วงใยบุตรชายคนนี้อยู่ไม่น้อย
เพียงแต่พระองค์ถูกสตรีข้างกายเป่าหูให้เกลียดชังฉินจื่อฉิง โดยเฉพาะเสียนกุ้ยเฟยที่กลัวว่าฉินจื่อฉิงจะมีความสามารถเหนือกว่าเสียนอ๋อง นางจึงอาศัยความโปรดปรานพูดจาใส่ร้ายฉินจื่อฉิงอยู่ทุกวัน ทั้งยังมีพระสนมฉินซึ่งเป็มารดาแท้ๆ ของฉินจื่อฉิงคอยพูดสนับสนุน เพียงเพราะพระสนมฉินเกลียดลูกชายแล้วเลือกที่จะยืนอยู่ข้างเสียนกุ้ยเฟยและสนับสนุนให้เสียนอ๋องขึ้นเป็รัชทายาท
ฝ่าาที่ได้ยินคำพูดไม่ดีเ่าั้มานานหลายปี พระองค์ยังจะเหลือความรักความห่วงใยให้ฉินจื่อฉิงได้อย่างไรกัน หากไม่นึกถึงว่าฉินจื่อฉิงมีความสามารถในการรบจนแคว้นข้างเคียงไม่กล้าก่อา พระองค์คงเนรเทศหรือไม่ก็สั่งปะาลูกชายหายนะผู้นี้ไปนานแล้ว
“พวกเ้าพอใจกับการตัดสินใจของเราอย่างนั้นรึ แล้วเหตุใดจึงได้แต่งกายเช่นนี้” ฮ่องเต้พูดขึ้นด้วยโทสะเมื่อเห็นเครื่องแต่งกายที่ซูหยุนหรานสวมใส่
“เราสองคนซาบซึ้งกับพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ทรงพระราชทานสมรสให้เราเป็อย่างยิ่งพ่ะย่ะค่ะ แต่หากจะพูดถึงเื่การแต่งกายของว่าที่พระชายาของกระหม่อม กระหม่อมก็อยากขอความเป็ธรรมจากพระองค์ในเื่นี้ด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
“ขอความเป็ธรรม? เ้าหมายความว่าอย่างไร”
“เื่นี้เกี่ยวข้องกับคนตระกูลซูพ่ะย่ะค่ะ”
__________________
[1] ตำแหน่งผินคือตำแหน่งพระสนมเอก ซึ่งอยู่เหนือตำแหน่งสนมชั้นล่างเพียงตำแหน่งเดียวเท่านั้น