“โจ เธอรดน้ำต้นไม้บ้างรึเปล่าเนี่ย ดูซิหน้าดินแห้งต้นไม้ตายหมดแล้วนะ” พี่ใหญ่ทักพลางใช้นิ้วจิ้มหน้าดินในกระถางข้างโต๊ะทำงานของเขา“แล้วเ้าของต้นไม้นี่ก็เหมือนกัน เป็อะไรอ่ะ ทำไมทำหน้าซังกะตายแบบนั้น”เธอมองหน้าเขา เลิกคิ้วสูงด้วยความสงสัย “คุณวิสูตรขอคุยตอน 10 โมงนะ พี่ส่งนัดไปแล้วนะ ฟังพี่อยู่รึเปล่าเนี่ยโจ ิญญาออกจากร่างรึไงนะเธอนี่”เธอเน้นย้ำเพราะกลัวเขาจะลืม
“ครับพี่ ผมลงนัดไว้แล้วครับ เดี๋ยว 10 โมงผมไปหาแกที่ห้องครับ” เขาตอบอย่างเลื่อนลอย ่นี้เขาไม่มีเป้าหมายอะไรทั้งระยะยาวระยะสั้น ไม่ได้วางแผนว่าจะทำอะไร่เสาร์อาทิตย์ ไม่มีตารางซ้อมวิ่ง ไม่มีกำหนดการวิ่งรายการไหนที่จะลงสมัครเขาก็เหมือนกับต้นไม้ในกระถางข้างโต๊ะทำงานของเขา มันค่อย ๆ ตายลงอย่างช้าๆ
“คุณเป็อะไรรึเปล่า สีหน้าไม่ค่อยดีเลย ไม่สบายรึเปล่า”คุณวิสูตรถามเมื่อโจเดินเข้ามาในห้องและนั่งลงที่โต๊ะกลางห้อง โจฝืนยิ้มและตอบกลับว่าเขาไม่ได้เป็อะไรแค่รู้สึกเหนื่อยและเพลียนิดหน่อย
“ขอบคุณมากนะ เดือนที่ผ่านมาเรายุ่งกันมากแต่ก็ส่งมอบงานซ่อมบำรุงให้คุณหญิงเขาไปทำเองได้ครบถ้วนตามกำหนดเวลา”คุณวิสูตรตบไหล่โจเบา ๆ “แต่คุณเองก็คงรู้ว่ามันหมายความว่างานเราลดลงไปอีกหนึ่งเมื่อลูกค้ารายใหญ่เลือกที่จะไม่ต่อสัญญา” แววตาของคุณวิสูตรหม่นลง
“โปรเจคใหม่ ๆ เราก็ยังขายไม่ได้ งานซ่อมบำรุงก็ไม่ได้ต่อสัญญาเป็แบบนี้มาจะครบปีแล้ว” คุณวิสูตรถอนหายใจแรง “ผมเสียใจจริง ๆ นะครับโจแต่เราคงจำเป็ต้องขอให้คุณพักงานไปก่อนอย่างไม่มีกำหนด ผมจำเป็ที่จะต้องทำแบบนี้เพื่อที่จะไม่ต้องเลิกจ้างคุณ แต่บริษัทจำเป็ต้องตัดค่าใช้จ่ายทุกทาง ผมสัญญานะว่าหากสถานการณ์ดีขึ้นจะรีบเรียกให้คุณกลับมาทำงานเลย ่พักงานมันอาจทำให้คุณขาดรายได้แต่ผมหวังว่ามันจะไม่นานไปกว่า 6 เดือนนะขอโทษจริง ๆ ที่ผมต้องบอกคุณอย่างตรงไปตรงมา”
“เอ่อ...ครับ” โจรับคำสั้น ๆ ไม่ได้มีทีท่าตระหนกใด ๆ หัวใจของเขายังรับมันไม่ไหวต่อเมื่อเดินกลับมานั่งที่โต๊ะ เขาจึงค่อย ๆ เรียบเรียงความเข้าใจ เขาถูกพักงานอย่างไม่มีกำหนดจะไม่มีเงินเดือนอีกแล้ว นี่สินะที่พี่ทศหมายถึง ‘ตำแหน่งที่หก เป็คำทำนายเื่อนาคตที่จะเกิดขึ้น ไพ่เดอะทาวเวอร์หรือไพ่ตึกพังทลายนี้หมายถึงกำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงในชีวิตครั้งใหญ่ เป็เื่ไม่ดี อาจจะแย่เอามาก ๆ ด้วยเช่นการเปลี่ยนงานหรือตกงานแบบไม่คาดคิด ด้านความรักอาจหมายถึงการทะเลาะกันอย่างรุนแรงถึงขั้นแยกทางกัน’
“กริ๊งงง” เสียงกระดิ่งแจ้งเตือนสัญญาณการซ้อมหนีไฟปลุกเขาจากภวังค์เหมือนเคยทุกปี เขาเดินเข้าแพนทรีเพื่อไปรับป้าแม่บ้าน
“ดีจังเลยนะคะ ที่มีคุณโจเดินลงบันไดกับป้า ป้าก็กลัวเผื่อเป็ลมไประหว่างทางไอ้เราก็แก่ลงทุกปี” ป้าพูดประโยคเดิม ๆ ทุกครั้งในระหว่างเดินลงบันไดหนีไฟ โจใจลอยไม่ได้จดจ่ออยู่กับสิ่งรอบตัวเขารู้สึกเหมือนชีวิต่นี้ดิ่งลงเหมือนแต่ละก้าวขั้นบันได ต่ำลงเรื่อย ๆ จากชั้น36 ลงมาจนถึงชั้นล่าง
“ปีนี้มีการเปลี่ยนแปลงจุดลงทะเบียนนะครับ ต้องข้ามถนนไปที่จุดรวมพลจริงๆ นะครับ ไม่ใช่ใต้ตึกเหมือนปีที่แล้วนะครับ” ผู้จัดการอาคารประกาศผ่านโทรโข่งซ้ำๆ โจคิดในใจว่าอย่างน้อยที่สุด ในวันที่เขาได้รับข่าวร้ายเื่การถูกพักงานเื่ที่เขาผลักดันั้แ่ต้นจนประสบความสำเร็จก็คือการใช้จุดรวมพลจริงในการซ้อมหนีไฟและความเห็นของเขาก็ได้รับการพิจารณาจากผู้บริหารอาคาร หาให้เจอเื่ดี ในวันแย่ๆ ก็คงเป็เื่นี้นี่แหล่ะ
ผู้คนยืนรอข้ามทางม้าลายกันหนาแน่นที่หน้าตึก อาสาจราจรทำหน้าที่อย่างแข็งขันคอยหาจังหวะกั้นรถให้คนข้ามทางม้าลายเป็ครั้งคราว โจเดินเคียงข้างป้าข้ามทางม้าลายไปยังฝั่งตรงข้าม
“เห้อ ปีนี้ให้เราเดินไกลกว่าปีที่แล้วอีกเน้อใครไปย้ายจุดลงทะเบียนกันนะ อยู่ใต้ตึกแบบปีที่แล้วก็สะดวกดีนะ คุณโจว่ามั้ย?”ป้าหันมาบ่นเมื่อเดินข้ามมาถึงกลางถนนดีนะที่เขาไม่เคยบอกป้าว่ามันเป็ความคิดของเขาเอง
ทันใดนั้น มอเตอร์ไซด์ที่ขี่มาด้วยความเร็วในเลนซ้ายสุดพุ่งตรงเข้ามาไม่มีทีท่าว่าจะหยุดตรงทางม้าลาย
“ป้าระวังครับ!”โจเอื้อมสุดแขนไปคว้าป้า ดึงกระชากอย่างแรงให้ป้าหลบทัน มอเตอร์ไซค์คันนั้นไม่หยุดเพียงแค่ชลอและวิ่งฝ่าทางม้าลายไปในขณะที่รถทุกคันในเลนอื่น ๆ หยุดอยู่ โจเสียหลักล้มลง
“คุณโจ!” ป้าะโด้วยความใเอื้อมมือฉุดแขนโจให้ลุกขึ้น
“โอ้ย” โจร้องด้วยความเ็ปเขาเสียวแปลบที่ข้อเท้าขวาในขณะลงน้ำหนักเพื่อลุกขึ้นยืน เขาจึงะโกระต่ายขาเดียวด้วยขาซ้ายเคลื่อนไปข้างหน้าจนถึงขอบทาง
“ผมไม่เป็ไรครับป้า นั่งพักเดี๋ยวเดียวก็คงดีขึ้นสงสัยข้อเท้าแพลง” โจหวังให้มันเป็เช่นนั้น แต่จนแล้วจนรอด ทุกครั้งที่พยายามลงน้ำหนักเพื่อลุกขึ้นยืนความเ็ป ร้าวที่ข้อเท้าทำให้เขาเดินแทบไม่ได้
กว่าชั่วโมงผ่านไปจนเ้าหน้าที่อาคารให้สัญญาณกลับขึ้นตึกได้แต่เขายังลงน้ำหนักที่ขาเพื่อลุกขึ้นยืนไม่ได้ เขาตัดสินใจไปโรงพยาบาลแทนที่จะกลับขึ้นไปออฟฟิศ
“ข้อเท้าแพลง” คุณหมอหนุ่มกล่าวสรุป “เส้นเอ็นฟกช้ำไปหมดดีนะที่ยังไม่ถึงขนาดเอ็นฉีกขาด แต่มันจะบวม และปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ คุณห้ามเดินลงน้ำหนักในระยะนี้ต้องฝึกใช้ไม้เท้าค้ำยันนะ ผมจะใส่เฝือกอ่อนให้ คุณก็กินยาต้านการอักเสบลดปวดลดบวม และก็กลับบ้านเลย ประคบเยนให้บ่อยที่สุดใน่ 2 วันแรก วันนี้และพรุ่งนี้พยายามยกขาสูงเพื่อลดการบวมนะ ถ้านั่งเก้าอี้ก็หาที่วางขาให้มันสูงหน่อยนะครับ”
อุบัติเหตในวันนี้คงไม่เกิดกับเขา ถ้าเขาไม่ผลักดันให้มีการเปลี่ยนจุดลงทะเบียนซ้อมหนีไฟเป็ฝั่งตรงข้ามของถนนหากจุดลงทะเบียนยังอยู่ใต้ตึกเหมือนเดิม ทั้งเขาและป้าก็คงไม่ต้องข้ามถนน
อีกครั้งที่คำพยากรณ์ของทศพลแว่วเข้ามาในความคิด ‘โดยสรุปนะโจ จะมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ไม่ค่อยดีเกิดขึ้นอาจต้องพลัดพรากจากสิ่งที่ไม่อยากจากไป เช่นตำแหน่งงาน และความรักความรู้สึกที่เก็บซ่อนไว้อาจทำให้เกิดปัญหา จะมีผู้ชายใจดีก้าวเข้ามาในชีวิตอย่าประมาท เขาอาจจะเป็คนพรากสิ่งที่โจหวนแหนไป และให้ระวังอุบัติเหตุเื่ที่อาจจะทำให้เจ็บตัว’
ไม้เท้าค้ำยันคู่นี้กลายเป็เพื่อนสนิทคู่กาย โจพาตัวเองกลับมาที่ห้องอย่างทุลักทุเล เขาค่อย ๆหย่อนก้นลงโซฟาหน้าทีวี ยกขาขวาที่หุ้มด้วยเฝือกอ่อนวางบนโต๊ะกลางหน้าทีวีประคบเย็นตามที่หมอสั่ง ปล่อยใจล่องลอย มันยากเหลือเกินที่เขาจะมองโลกในแง่ดี อรเพิ่งจะขอให้เขาคิดกับเธอแค่เพื่อนแม้เขาจะไม่ประมาท แต่ทศพลคนเก่าที่กลับมาใหม่กลายเป็ม้านอกสายตาที่เขาสู้ไม่ได้จริงๆ
เขาจะเอาอะไรไปสู้คนที่เคยผ่านการบายศรีสู่ขวัญด้วยกันมากว่าสิบปีที่แล้ววันนี้มันวันพระเ้าแกล้งชัด ๆ เขาโดนพักงาน โชคยังดีที่มีรายได้ค่าเช่าห้องจากอร แต่ขาใส่เผือกอ่อนแบบนี้คงไม่ต้องไปวิ่งรายการไหนกับอรอีกแล้วแต่จะว่าไป แม้ขาจะยังดีอยู่ เขาก็ไม่มั่นใจว่าเขาจะยังมีอรเป็บัดดี้ในงานวิ่งอีกรึเปล่าเขาคิดถึงบูมทีมปลุกใจ ‘โจอรสู้มั้ย โจอรสู้ไม่ถอย โจอรสู้ ๆ’ บูมทีมนี้คงไม่จำเป็อีกแล้ว ถ้าคนสองคนไม่ได้มีเส้นชัยเดียวกัน สิ่งที่ยังคงเหลือและยังคงดีอยู่คงมีแค่เพียง... ต้นพริกขี้หนูที่ระเบียง
เขาไม่ชอบการแข่งขัน แต่หากมันจำเป็ต้องแข่งเขาก็ไม่อยากที่จะแพ้ ‘ยังพอจะมีอะไรที่เราทำได้อีกมั้ย?’เขาถามตัวเอง
***************