ใน่ 2-3วันมานี้ บรรยากาศภายในกำแพง ดูจะเงียบเชียบผิดปกติ ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆจากนิวเวิร์ลเลย ครั้งล่าสุดที่ชาวเมืองได้รับทราบข่าวคราวก็เป็การออกมาแถลงการณ์เื่อุบัติเหตุของยานเฮลีออสเมื่อ 3 วันก่อน นั่นจึงเป็สาเหตุให้เริ่มมีข่าวลือต่างๆ ออกมามากขึ้น
เช้านี้ มีชาวเมืองหลายสิบคนไปปักหลักประท้วงที่หน้าตึกของนิวเวิร์ลโดยแกนนำในครั้งนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็ศาสตราจารย์นั่นเอง
ข้อเรียกร้องของชาวเมืองมีั้แ่ขอให้นิวเวิร์ลออกมาแถลงให้ชัดเจนเกี่ยวกับภารกิจที่แท้จริง รวมไปถึงการยกเลิกข้อกำหนดที่ไม่ให้ชาวเมืองออกไปข้างนอกกำแพง ซึ่งถือว่า ทั้งสองเื่นี้เป็กฏเหล็กที่นิวเวิร์ลได้วางไว้ั้แ่ต้นอยู่แล้ว
ศาสตราจารย์ ยืนอยู่หน้ากลุ่มผู้ประท้วง พลางชูป้ายเรียกร้องข้อเสนอ ตรงข้ามของเขาคือแถวของกองกำลังรักษาการณ์ของนิวเวิร์ล ที่มีอาวุธครบมือ
สถานการณ์เริ่มตึงเครียดมากยิ่งขึ้นเมื่อกลุ่มผู้ประท้วงเริ่มพยายามที่จะบุกเข้าไปในอาคารของนิวเวิร์ล
แม้สถานการณ์ภายนอกจะดูตึงเครียดเพียงใดแต่หากมองขึ้นไปที่หน้าต่างบนชั้น 21 มาดามแคทเธอรีน กับผู้พันวาซีลียืนเฝ้ามองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ โดยไม่ได้มีความรู้สึกสะทกสะท้านอะไรเลย
มาดามกลับมานั่งจิบกาแฟบนที่โต๊ะรับแขกพลางจ้องมองไปที่ผู้พันวาซีลี โดยไม่ได้สนใจเหตุการณ์ข้างล่างสักเท่าไหร่เธอยังคงมีสีหน้านิ่งเรียบ ผิดกับลูกน้องคนสนิทที่แสดงความวิตกกังวลออกมาอย่างชัดเจน
“คุณเป็คนบอกว่าจะให้เป็แบบนี้แล้วยังจะกังวลอะไร” มาดามเอ่ยถามเมื่อเห็นสีหน้าของลูกน้องคนสนิท
“ผมไม่ได้กังวลเื่นั้นครับมาดามแต่ผมห่วงคือ กลัวว่าเราจะไม่ได้ปลาตัวใหญ่”
“ที่ยืนอยู่นั่นยังไม่ใหญ่พอเหรอ” มาดามถามด้วยความสงสัย
“ท่านหมายถึงศาสตราจารย์ใช่มั้ยครับ คนนั้นเรารู้กันอยู่แล้วว่าเค้าคิดอะไรแต่ผมยังหวังว่าจะได้เห็นคนอื่นออกมาบ้าง แต่เท่าที่เห็นก็มีแค่พวกเดิมๆ ที่ไม่ใช่คนที่ผมคาดหวัง”ผู้พันวาซีลีกล่าวออกมาด้วยความผิดหวัง
“ถ้าคุณอยากจะเห็นเบนออกมาละก็ฉันว่าคุณคิดผิดซะแล้วละ” มาดามเหมือนจะอ่านใจอีกฝ่ายได้ออก
“นอกจากสองคนนี้แล้วผมมองไม่ออกเลย ว่าจะมีใครที่กล้าพอที่จะกล้าลุกขึ้นมาต่อกรเราได้”
“ไม่มีใครคิดจะต่อกรกับเราทั้งนั้น ที่เห็นอยู่ก็แค่พวกอวดเก่ง อวดดีเดี๋ยวพอเหนื่อยแล้วก็จะหยุดไปเอง”
ผู้พันวาซีลี เดินกลับไปที่กระจกมองลงไปข้างล่าง ภาพที่เห็นเป็ภาพที่กลุ่มผู้ประท้วงพยายามจะบุกเข้ามาในอาคาร โดยมีศาสตราจารย์คอยห้ามอยู่ แต่ดูเหมือนจะไม่เป็ผล
เมื่อกลุ่มผู้ประท้วงเข้าถึงตัวของกองกำลังรักษาการณ์การปะทะเริ่มรุนแรงขึ้น เมื่อชายคนหนึ่งใช้ไม้ฟาดเข้าไปที่เ้าหน้าที่จนเป็เหตุให้เ้าหน้าที่ต้องใช้ความรุนแรงตอบโต้จนชายคนนั้นล้มลงไปกองกับพื้น จนเพื่อนคนอื่นๆ ต้องมาช่วยกันลากออกไป สร้างความโกรธแค้นให้กับผู้ประท้วงที่เหลืออยู่เป็อันมาก
เหตุการณ์มาถึงตอนนี้ทำให้ศาสตราจารย์ ที่ถือ่าเป็แกนนำในการประท้วงเริ่มเล็งเห็นว่าหากปล่อยให้มันบานปลายไปกว่านี้การนองเือาจจะเกิดขึ้นก็ได้ จึงได้มีคำสั่งให้ผู้ชุมนุมถอยออกมา และตั้งแนวให้ห่างจากเ้าหน้าที่พอสมควร
ตอนนี้เริ่มมีผู้ประท้วงบางคนเดินออกจากที่ตรงนั้นเพื่อกลับบ้าน ทำให้ศาสตราจารย์ต้องคิดวางแผนใหม่เพราะคนที่เหลืออยู่ ก็เริ่มไม่ค่อยมีความมั่นใจสักเท่าไหร่แล้ว
“เราจะเอายังไงดีครับท่าน” ใครคนหนึ่งจากกลุ่มผู้ประท้วงถามมา
ศาสตราจารย์ใช้ความคิดอย่างหนัก ก่อนจะโบกมือให้ทุกคนเงียบแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ดังเพื่อให้ทุกคนได้ยิน
“พี่น้องทุกคนวันนี้พวกเราได้แสดงพลังให้พวกนั้นได้เห็นแล้วว่า เาาวเมืองจะไม่อดทนกับสิ่งที่พวกเค้าทำกันอีกแล้ว เราไม่ใช่นักโทษที่จะมาขังเราไว้ในนี้ต่อให้เลี้ยงดูพวกเราดียังไงก็ตาม แต่ความอิสระเสรีต่างหาก คือสิ่งพวกเรา้า”
“เราเข้ามาอยู่ในนี้เพื่อหวังจะเดินทางไปยังดาวดวงใหม่ แต่สิบกว่าปีมาแล้ว ที่เรายังไม่ได้ไปไหน เรายังถูกขังอยู่ที่นี่โดยไม่ได้มีคำบอกกล่าวใดๆ ออกมาว่าอนาคตของพวกเราจะเป็ยังไง เพราะฉะนั้นถึงเวลาแล้วที่พวกเราจะต้องออกมาเรียกร้องสิทธิของพวกเราไม่มีเหตุผลอะไรอีกแล้ว ที่จะขังเราไว้ที่นี่ พวกเรา้าอิสระ”ศาสตราจารย์พูดพลางชูกำปั้นขึ้น เป็สัญญลักษณ์ให้ทุกคนต้องพูดตาม
“พวกเรา้าอิสระพวกเรา้าอิสระ พวกเรา้าอิสระ” เสียงของผู้ประท้วงเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ
สิ้นเสียงของกลุ่มผู้ประท้วงศาสตราจารย์ ก็กล่าวต่อไป
“วันนี้พวกเราเหนื่อยกันมามากหลายคนต้องได้รับาเ็ ผมไม่อยากเห็นพวกเราต้องสูญเสียมากไปกว่านี้ผมขอขอบคุณพวกเราทุกคนที่ออกมาต่อสู้เพื่อทุกคนในกำแพง และเราจะออกมาอีกครั้งในเร็วๆ นี้และเราจะได้รับชัยชนะในไม่ช้า”
สิ้นเสียงของศาสตราจารย์กลุ่มผู้ประท้วงต่างพากันแยกย้ายกลับบ้านมีเพียงศาสตราจารย์เพียงคนเดียวเท่านั้นที่ยังคงยืนอยู่ตรงนั้นจนเหลือเป็คนสุดท้าย
ที่จะเดินจากไปศาสตราจาย์ไม่ลืมไปที่แหงนมองไปที่ชั้น 21 พร้อมกับชูนิ้วโป้งเพื่อเป็การทักทายคนที่ยืนมองอยู่บนนั้น
..............................................
ซีรีสยืนกระวนกระวายอยู่ตรงหัวมุมถนนที่จะตัดออกไปยังริมกำแพงพื้นที่ตรงนี้เป็บริเวณต้องห้าม ที่ไม่อนุญาติให้ชาวเมืองได้เข้ามาอยู่ มีเพียงบ้านร้าง 4-5 หลังที่มีมาก่อนที่กำแพงจะถูกสร้างขึ้น
รออยู่ไม่นาน ไอรีนกับวิลก็มาสมทบ
“นายนัดพวกเรามาที่นี่ทำไม ใครมาเห็นเข้าจะถูกจับได้นะ” วิลโวยวายทันที่ที่มาถึง
“ฉันจะพาพวกนายออกไปข้างนอกกำแพง” ซีรีสพูดออกมาสั้นๆแต่ทำเอาอีกสองคนถึงกับต้องตะลึง
“นายจะบ้าไปแล้ว นายจะทำได้ยังไง แล้วรู้มั้ยข้างนอกนั่นมันอันตรายแค่ไหน” ไอรีนรีบพูดดัก
“เธอสองคนฟังฉันก่อน” ซีรีสอธิบาย
“หลายปีมาแล้วที่ฉันเฝ้าจับตาพ่อของฉัน ทุกครั้งที่ออกจากบ้าน พ่อจะมาที่นี่มาทำอะไรบางอย่างในบ้านหลังนั้น แล้วหายไปแบบไร้วี่แวว ฉันเชื่อว่าภายในบ้านหลังนั้น ต้องมีความลับอะไรแน่ๆ ฉันเคยคิดเป็อย่างอื่นจนวันที่พวกเราไปพบศาสตราจารย์ ถ้าสองคนนี้เป็เพื่อนกันจริงๆ ฉันเชื่อว่าพ่อของฉันต้องมีอะไรปิดบังฉันแน่ๆ และมันต้องสำคัญมากด้วย”
“นายก็เลยคิดว่าพ่อนายแอบหนีออกไปนอกกำแพงเหรอ” วิลถามด้วยความสงสัย
“เหมือนที่ใครๆ เค้าคุยกัน”ไอรีนพึมพำเบาๆ
“ถ้านายไม่ไปก็กลับไปเลยแต่ฉันจะลองเสี่ยงดู” ซีรีสพูดพลางออกเดินไปยังบ้านร้างหลังนั้น
วิลมีท่าที่ลังเลเล็กน้อยแต่เมื่อเห็นไอรีนออกเดินตามซีรีสไป วิลก็ไม่ลังเลที่จะตามไปด้วย
ซีรีสงัดประตูเข้าไป ภายในบ้านหลังนั้นเหมือนกับบ้านร้างทั่วไป ข้าวของถูกวางไว้ระเกะระกะ โซฟาเก่าๆไม่มีร่องรอยการใช้งานมานานมากแล้ว
“นี่เหรอที่นายพาพวกฉันมา” วิลสบถออกมาเบาๆ
ซีรีสกับไอรีนเดินสำรวจรอบๆ บ้านก็ไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ
“ฉันว่านายคงเข้าใจพ่อนายผิดแล้วละ”ไอรีนเอ่ยออกมาด้วยความอ่อนใจ
“มันต้องมีสิ” ซีรีสยังคงเดินค้นหาไปทั่วบ้าน
“ซีรีส มาดูนี่สิ” เสียงไอรีนะโเรียกมาจากอีกซีกหนึ่งของบ้านซีรีสรีบวิ่งไปดู ก็พบกับประตูลับที่แอบอยู่หลับตู้เสื้อผ้า
ทั้งสามคนช่วยกันขยับตู้เสื้อผ้าออกก็พบกับประตูที่ถูกปิดล็อคด้วยกุญแจที่มีรหัส ซีรีสยืนคิดอยู่สักพัก ก่อนจะลองกดตัวเลข 6 หลักลงไป ฉับพลัน ประตูก็เปิดออก
และสิ่งที่ปรากฏตรงหน้า ทำเอาทั้ง3 ยืนตัวสั่น ตกตะลึงกับสิ่งที่พบเห็น
.................................................
แพทริคเดินวนไปวนมาอยู่ในห้องรังหนูของโดมินิคนานจนเ้าของห้องทนไม่ได้ต้องะโสั่ง
“นายจะเดินไปมาทำไมวะเ้าหนูนั่งลงก่อน มีไรก็มาพูดกัน”
“ผมไม่รู้จะพูดยังงัย” แพทริคมีสีหน้าที่เคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัดก่อนจะเริ่มคุยต่อ
“ก่อนหน้านี้ผมคือนักกีฬาซุปเปอร์สตาร์ของโรงเรียนแล้วผมก็โชคดี ได้ร่วมงานกับนิวเวิร์ลแต่อีกหนึ่งวันต่อมาผมก็ต้องมาอยู่กับฝ่ายต่อต้านนิวเวิร์ลที่นอกกำแพงนี่มันบ้าสิ้นดี ผมต้องทำอะไรสักอย่าง”
“นายไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้นและนายก็ไม่มีสิทธิ์จะทำอะไรด้วย ฉันช่วยให้นายรอดความตายมาได้ตอนนี้นายก็ต้องเป็คนของฉัน เข้าใจมั้ย” อเล็กซ์ขู่
“ผมไม่ได้หมายความอย่างนั้นผมสัญญาแล้วว่าจะอยู่กับคุณ แต่ผมเพียงแค่เครียด สับสนและไม่รู้จะเอายังไงดีก็เท่านั้น” แพทริคตอบกลับ
“งั้นเอางี้” โดมินิคเอ่ยออกมาหลังจากที่นิ่งฟังอยู่ได้สักพัก “ฉันจะให้คนของฉันพานายออกไปข้างนอกไปเปิดหูเปิดตาหน่อย เผื่อนายจะคิดได้”
อเล็กซ์หันมามองโดมินิคด้วยสายตาที่เป็คำถามเหมือนไม่เชื่อว่าสิ่งที่โดมินิคพูดมาจะเป็จริง
“ไม่มีอะไรให้ต้องห่วงหรอกนา”โดมินิคตอบพลางหันไปบอกอะไรบางอย่างกับแพทริค
“แต่ก่อนอื่นนายจะต้องจัดการตัวเองซะก่อนไอ้ผมแดงๆ ของนายนั่น คงต้องเอาไอ้นี้ไปปิดซะ มันออกจะโดดเด่นเกินไป” โดมินิคหยิบหมวกใบหนึ่งกับเสื้อคลุมให้กับแพทริคพลางล้วงมือลงไปในกระเป๋ากางแล้วหยิบบางอย่างออกมายื่นให้
“เอาเงินติดตัวไปด้วยนะอย่าเผลอใช้เงินในกำแพงของนายนั่นละ ข้างนอกนี่เราไม่ใช้เงินเหมือนพวกนายข้างในนั่นหรอก แล้วอย่าไปก่อนเื่อะไรละเข้าใจมั้ย” โดมินิคกำชับกับแพทริค ก่อนที่อีกฝ่ายจะพยักหน้ารับคำแล้วเดินตามลูกน้องของแพทริคออกไป ท่ามกลางความไม่สบายใจของอเล็กซ์ ที่ได้แต่นั่งนิ่งๆ ไม่มีสิทธิออกความเห็นใดๆ
.............................................
หลังจากที่ยืนตะลึงอยู่นาน ซีรีสก็รวบรวมความกล้าออกไปเดินไปตามอุโมงค์ที่แอบอยู่ภายในประตูนั้น อุโมงค์ขนาดพอที่คนตัวใหญ่ๆจะแทรกตัวเดินผ่านไปได้ ซีรีสลองหยิบไฟฉายที่วางอยู่ในห้อง เมื่อส่องไป ทำให้รู้ว่าอุโมงค์นี้ทอดยาวออกไปสุดลูกหูลูกตา มีทางเดียวเท่านั้นที่จะรู้ว่ามันจะไปสิ้นสุดที่ไหน ก็คือต้องลองเดินลอดอุโมงค์ไปเท่านั้น
ซีรีสเดินถือไฟฉายนำหน้าวิลและไอรีนที่เดินตามไปติดๆ
“ฉันว่าเรากลับกันเถอะน่ากลัวจังเลย” วิลออกความเห็น
“เงียบเถอะนา” ซีรีสตอบกลับมา
เมื่อเห็นเพื่อนอีกสองคนไม่ยอมหยุดวิลก็จำใจเดินตามไปโดยไม่ได้พูดอะไรอีก
ทั้งสามเดินมาได้สักพักก็พบว่าอุโมงค์ได้สิ้นสุดลงแล้ว มีบางอย่างเหมือนบันไดวางติดกำแพงดินอยู่ เมื่อเงยหน้าขึ้นก็พบว่ามีแสงสว่างรำไรอยู่เล็ดลอดเข้ามาจากผนังเพดาน
ซีรีสปีนบันไดขึ้นไปก่อนที่จะใช้มือดันเบาๆ ให้เพดานเปิดออก
“เดี๋ยวก่อน”เสียงไอรีนห้ามไว้ ทำให้ซีรีสต้องหยุดชะงักลง
“มีอะไร” วิลทำเสียงใ
“เราไม่รู้ว่าข้างนอกนั่นเป็ยังไงหรือมีใครอยู่หรือเปล่า ฉันว่า เราลองเงี่ยหูฟังสักนิด ว่าข้างนอกนั่นมีอะไรเคลื่อนไหวหรือเปล่าบางทีอาจจะมีคนอยู่ก็ได้” ไอรีนบอก
“ใช่ๆๆๆ ฉันเห็นด้วย”วิลเห็นด้วยกับไอรีน
ซีรีสพยายามเงี่ยหูฟังเสียงข้างนอกเมื่อเห็นว่าไม่มีสิ่งใดผิดปกติ จึงค่อยๆ แง้มเพดานขึ้นช้าๆพลางส่องสายตามองไปรอบๆ ก่อนที่ผลักเพดานให้เปิดขึ้น จากนั้นจึงปีนขึ้นไป้าก่อนที่จะก้มลงมาส่งสัญญาณให้วิลกับไอรีนปีนตามไป
เมื่อทั้งสามปีขึ้นมาจากปากอุโมงค์ได้แล้วสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า คือป่าทึบ ที่ไม่มีร่องรอยส่งมีชีวิตใดๆ อาศัยอยู่เลย
“นี่มันคืออะไร” ไอรีนเอ่ยออกมาด้วยความสงสัย
“มันคือนอกกำแพงไง” ซีรีสตอนพลางชี้มือให้อีกสองคนมองไปด้านหลัง
สิ่งที่เห็นอยู่นอกแนวป่าคือกำแพงขนาดใหญ่สูงเสียดฟ้า ที่เคยเป็ที่อยู่ของพวกเขามาก่อนซีรีสออกเดินไปตรงแนวป่า พบว่า ระหว่างแนวป่ากับกำแพง จะมีพื้นว่างๆเตียนโล่งกั้นอยู่ เมื่อมองไปทางขวามือไกลออกไป จะพบว่ามีถนนเชื่อมระหว่างแนวป่า กับกำแพง
“ตรงนั้นคงจะเป็ประตูทางออกสินะ”ไอรีนเอ่ยขึ้นมา
ซีรีสหันกลับออกเดินเข้าไปในป่าอีกครั้ง
“นายจะไปไหน” วิลถาม
“ถ้าตรงนั้นคือเขตของนิวเวิร์ลฉันอยากจะรู้ว่า เลยแนวป่านี่ไป จะเป็อะไร”
ซีรีสออกเดินลึกเข้าในป่าทึบ เขาพยายามแกวกกิ่งไม้ที่ระเกะระกะให้พ้นทาง โดยมีวิลและไอรีนเดินบ่นอุบอยู่ด้านหลังผ่านไปได้ไม่นานก็พบกับเนินเตี้ยๆ พอจะให้ปีนป่ายขึ้นไปได้ เมื่อมาถึงจุดสูงสุดของเนินภาพที่ปรากฏตรงหน้าเบื้องล่าง คือเมืองใหญ่ ที่มีบ้านเรือนปลูกกันอยู่อย่างหนาแน่นแม้จะไม่ได้มีความเจริญและสวยงามเท่ากับภายในเขตกำแพงที่พวกเขาเติบโตมาแต่ก็มีร่องรอยความเจริญให้เห็นอยู่ทั่วไป
“เราจะเข้าไปในนั้นจริงๆเหรอ” วิลถามด้วยสีหน้าเป็กังวล
ไม่มีคำตอบจากซีรีสและไอรีนเพราะสองคนนั่นรีบเดินลงไปยังเบื้องล่างอย่างรวดเร็ว
...............................................
ศาสตราจารย์กลับมาถึงบ้านในสภาพที่อ่อนระโหยโรยแรงเค้าไม่นึกเลยว่าเหตุการณ์จะบานปลายไปถึงเพียงนี้แต่ในเมื่อกลุ่มผู้ประท้วง้าที่จะรุกคืบ ก็เกินกำลังที่จะห้ามปรามได้ ยังโชคดีที่มีการปะทะเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ถึงตอนนี้เค้าคงต้องวางแผนการทำงานเสียใหม่แล้ว
ในขณะที่กำลังนั่งคิดอะไรเพลินๆอยู่นั้น ก็มีเสียงโทรศัพท์ดังแทรกเข้ามา
“ฮัลโหล” ศาสตราจารย์เอ่ยคำทักทายลงไปก่อนที่การสนทนาจะเริ่มขึ้น
“ฮ่าๆ เห็นฝีมือผมหรือยังผมบอกแล้ว ว่าผมจัดการได้ ................................. ไม่ๆๆผมควบคุมสถานการณได้นา.........................ผมไม่ได้รู้เื่อะไรเกี่ยวกับข้อเสนอนั่นเลยนะพวกนั้นเค้าคิดกันเอง ผมแค่ตามน้ำไปเท่านั้น.................. ไม่เลยผมไม่เคยรู้จักกับหมอนั่นมาก่อนเลย ไม่ใช่คนของผมนะ ..........................ผมให้เค้าพาไปส่งโรงพยาบาลแล้ว คิดว่าตอนนี้คงจะปลอดภัยแล้วละ ไม่ต้องห่วง...................... ได้ พรุ่งนี้นี้ผมจะไปเยี่ยมเค้าอีกที........................ ไม่มี ไม่ใครมาทั้งนั้น ไม่รู้ว่าหายหัวไปไหน ..................................ดีแล้วแหละ ที่เด็กๆ พวกนั้นไม่มายุ่มย่าม เดี๋ยวจะบานปลายกันไปเปล่าๆ............................ คุณไม่ต้องห่วงหรอก ทางนี้ผมเอาอยู่............................. คุณก็ห่วงจริงๆ เลยนะ ผมบอกไปแล้วว่าผมไม่รู้อะไรทั้งนั้นเกี่ยวกับเบนจามิน ...................... อ้อเมื่อวันก่อนลูกชายเค้ามาหาผมที่บ้าน ดูท่าทางเอาเื่ไม่แพ้พ่อเลยนะฮ่าๆๆๆๆ................................. คุณไม่ต้องย้ำหรอกนา ผมรับปากไปแล้วว่าจะจะไม่ให้เด็กๆ นั่นอันตราย ผมก็ต้องทำได้อยู่แล้ว..................................ได้ไม่มีปัญหา ..................... อีก 2-3วัน ผมคงจะระดมพลอีกครั้ง คุณคอยดูละกัน..................................แล้วเจอกัน”
ศาสตราจารย์วางหูโทรศัพท์ก่อนที่จะนอนหลับตา คิดวางแผนขึ้นต่อไปเงียบๆ คนเดียว
............................................................
ผู้พันวาซีลีหยุดชะงักนิดนึงเมื่อเห็นมาดามแคทเธอรีนกำลังคุยโทรศัพท์อยู่แต่เมื่อเห็นลูกน้องคนสนิทยืนอยู่หน้าประตู เธอก็รีบวางหูแล้วเรียกให้เขาเข้ามา
“ข้างล่างนั่นเป็ไงบ้าง” มาดามถามทันทีที่ผู้พันวาซีลีเข้ามา
“ไม่มีอะไรร้ายแรงครับคนของเราได้รับาเ็แค่ฟกช้ำเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น”
“ดีแล้ว บอกพวกเค้าให้ใจเย็นและระวังให้มากๆ และเตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลา ฉันเชื่อว่า 2-3นี้พวกนั้นต้องมาอีกแน่”
“ตอนนี้ผมสั่งให้เ้าหน้าที่ผลัดเวรกันมาเฝ้าเวรยามตลอด24 ช.ม. ถ้าไม่จำเป็ห้ามลาห้ามขาด คิดว่าคงไม่มีปัญหาหาอีกอย่างหากมีเหตุรุนแรงบานปลายเรามีกองกำลังรักษาการณ์ที่พร้อมจะมาเป็กำลังเสริมให้ตลอดครับ”
“ดีมากแต่ขอว่าอย่าใช้ความรุนแรงกับพวกเค้าก็แล้วกัน โดยเฉพาะกับ” ก่อนที่มาดามจะเอ่ยต่อไปผู้พันก็ชิงพูดขึ้นมาก่อน
“แต่พวกนั้นมันยั่วยุเราตลอดเพราะมันรู้ว่าเราไม่ทำอะไรมันแน่ ปล่อยไว้แบบนี้พวกนั้นก็จะได้ใจนะครับ
“เอาเถอะนา พวกนั้นมันก็ได้แค่นั้นแหละเราอย่าไปหลงกลพวกเค้าก็พอ” มาดามย้ำอีกที
“มีอะไรอีกหรือเปล่า”มาดามถามเมื่อเห็นว่าลูกน้องคนสนิทยังมีท่าทางไม่สบายใจ
“ผมมองว่ารอบนี้ศาสตราจารย์ทำเกินไปนะครับ” ผู้พันเอ่ยความในใจ
“ฉันก็คิดแบบคุณเหมือนกันแต่เค้าก็มีวิธีของเค้า เราก็มีวิธีของเรา ยังไงเสียเขาก็ยังจำเป็กับเราอยู่แต่ถ้าเอาไม่อยู่จริงๆ ค่อยไปพาเค้าเข้ามาอยู่ในนี้ซะ”
“ถ้าทำแบบนั้นได้งานของเราคงจะสบายขึ้นเยอะ”
“มันก็ไม่แน่หรอก” มาดามกล่าว