หลงเย่าไม่ได้มีท่าทีกับคำพูดของเสวี่ยฉิน นัยน์แววตาดูเหมือนคนที่กำลังยิ้ม พลางกอดอกทอดถอนหายใจราวกับว่าเป็นเรื่องน่าผ่อนคลาย เสวี่ยฉินถอยหลังเล็กน้อย เพียงพริบตากระบี่ในมือก็จ่อที่ลำคอของหลงเย่าเสียแล้ว
“ทำไม? จะฆ่าข้าตอนนี้เลยอย่างนั้นหรือ?”
“...”
“เสวี่ยฉิน เจ้าเองก็รู้ว่าอะไรเป็นอะไร มิอย่างนั้นคงไม่อยู่รอดมาจนถึงวันนี้ หากเจ้าไม่มีข้าที่คอยอยู่ข้างกายแล้ว เชื่อหรือว่าจะเป็นหนึ่งในยอดยุทธ์ได้”
“หุบ!ปาก!”
“หืม...”
“หลงเย่าอยู่ที่ไหน? บอกข้ามาว่าเจ้าเอาเข้าไปไว้ที่ใด!!!” เสวี่ยฉินเค้นเสียงตะคอกใส่คนที่ทำหน้าระรื่น ทว่าคนผู้นั้นไม่ตอบคำถามแต่กลับหัวเราะขบขันแทน
“ช่างเป็นคนใสซื่อเสียจริง ก็ข้านี่อย่างไรหลงเย่า!”
“โกหก!!”
“ไม่เอาน่าเสวี่ยฉิน เจ้าอย่าทำเป็นไม่ยอมรับความจริง หลงเย่ามีตัวตนเสียเมื่อไรกัน? เด็กคนนั้นตายไปตั้งแต่ที่สำนักเทียนฉีบุกมาวางเพลิงแล้ว!”
“อึก!”
“ข้ามาเพื่อบรรเทาความผิดบาปของเจ้าอย่างไร! ข้ายอมเป็นหลงเย่าให้กับเจ้า ก็เพื่อให้เจ้านั้นมีชีวิตดังคนปกติทั่วไป เป็นภาพหลอนที่เจ้ามองเห็นมาตลอด”
หัวคิ้วของเสวี่ยฉินขมวดเข้าหากัน ภาพก่อนหน้าย้อนกลับมาในหัว วันที่บิดาเขาพาเด็กคนหนึ่งมาที่สำนักเทียนฉี เด็กคนนั้นอยู่ในสภาพมอมแมม
‘ลูกพ่อ นี่คือหลงเย่า สหายที่ลูกกำลังตามหา’
‘หลงเย่า...’
เสวี่ยฉินคล้ายตกอยู่ในภวังค์ เด็กคนนี้คือหลงเย่าที่นอนจมกองเพลิง ในที่สุดหลงเย่าก็กลับมาหาเขาอีกครั้ง และมันก็ทำให้เสวี่ยฉินกลับมาเป็นผู้เป็นดังเดิม
“แท้จริงแล้ว...” เสวี่ยฉินเงยหน้ามองอีกฝ่าย “แท้จริงแล้วเจ้าคือใครกัน เจ้าไม่ใช่หลงเย่า”
รอยยิ้มของคนถูกถามผุดขึ้น เขาอยากหัวเราะออกมาอีกสักครั้ง เสวี่ยฉินที่เป็นหนึ่งในยุทธภพ มีผู้คนมากมายห้อมล้อมเอาใจ ในขณะที่เขารับหน้าที่เป็นทาสเยี่ยงสุนัข ภาพที่น้องชายฝาแฝดของเขาสิ้นใจในกองเพลิงยังคงติดตา
ในขณะที่เสวี่ยฉินเสียสติ กลายเป็นเด็กจิตตกจากเหตุการณ์วันนั้น ส่วนเขาก็กลายเป็นพวกร่อนเร่เพราะเสียคนในครอบครัว ทว่าสุดท้ายเขาก็ได้กลับมาที่สำนักเทียนฉีอีกครั้ง ราวกับโชคชะตาและฟ้าเป็นใจอย่างยิ่ง
“ข้าเป็นพี่ชายฝาแฝดของเขาไง! ข้าคือ ซิงเยี่ย หรือ ไป๋ซิงเยี่ย! ที่สำนักเทียนฉีทรยศหักหลัง!”
“สกุลไป๋...”
“ถูกแล้วเสวี่ยฉิน แท้จริงแล้วความสัมพันธ์ของเราทุกคนเกี่ยวข้องกันหมด หากเจ้าขุดให้ลึกลงไปก็จะรู้ว่าความหลังนั้นน่าสมเพชเพียงใด บิดาเจ้ากระทำการชั่วช้าอันใดลงไปบ้าง”
“ไม่จริง!”
“ทำไมเจ้าไม่ลองกลับไปตามตาแก่นั่นเล่า! จวนสกุลไป๋ไฉนจึงถูกวางเพลิงหลังท่านลุงของข้าสิ้นใจ ทั้งที่ท่านลุงข้าเป็นเจ้าสำนักเทียนฉีตัวจริง บิดาเจ้าแค่เด็กกำพร้าสวมรอย”
“...”
“ที่ข้ายังปราณีกับเจ้า เพราะว่าในตอนนั้นเจ้าเสียใจกับการจากไปของหลงเย่า จงขอบคุณจิตสำนึกพวกนั้นเอาไว้เถิดเสวี่ยฉิน ที่ทำให้เจ้ารอดพ้นความตายมาได้”
“เหตุใดจึงต้องใส่ร้ายเว่ยหนาน เหตุใดจึงต้องสร้างเรื่องมากมาย!”
“คำถามพวกนี้ไฉนจึงไม่ไปถามสหายรักของเจ้าดูล่ะ?”
“...”
“กำลังตามหาอยู่มิใช่หรือความจริงของเรื่องทั้งหมด คิดว่าเคล็ดวิชานั้นอยู่ที่ใด มันเป็นของท่านลุง และมันไม่ใช่ของเจ้า!! สำนักเทียนฉีก็ไม่ใช่ของเจ้าเช่นกันเสวี่ยฉิน”
“ข้าไม่เคยมองว่าสำนักเทียนฉีเป็นของผู้ใด ในเมื่อลุงของเจ้าข้องเกี่ยวกับมนต์ดำและความชั่วร้าย”
“ฮ่าฮ่าฮ่า...” ซิงเยี่ยนึกขันกับคำพูดของจอมยุทธ์มือหนึ่ง “เอะอะพวกเจ้าก็กล่าวอ้างว่าสกุลไป๋ยุ่งเกี่ยวกับมนต์ดำ แท้จริงแล้วเป็นเพียงความอิจฉาริษยา ท่านลุงของข้าสร้างเคล็ดวิชาขึ้นมาสำเร็จ เป็นบิดาเจ้าที่อยากครอบครองจนตัวสั่น”
“เจ้า!”
“บิดาเจ้าต่างหากที่ลอบสังหารประมุขเผ่ามาร ทั้งหมดเป็นแผนการชั่วช้าของบิดาเจ้า”
“ผิดแล้ว!!”
เสียงของใครบางคนตะโกนขึ้นมา เมื่อมองไปก็พบว่าเป็นไป๋เยว่ชิง ศิษย์ของพุทธองค์หลี่จิ้งหยางแห่งวิหารระฟ้า เยว่ชิงมองทั้งสองที่กำลังปะทะฝีปาก โดยที่เสวี่ยฉินเอากระบี่จ่อหลงเย่าอยู่
“เป็นเฉียนซือที่บอกเรื่องพวกนี้กับเจ้า และก็ยังเป็นเจ้าที่ทำให้จื่อหลิงปางตาย”
“ท...ท่านลุง”
“...!”
“สำนักเทียนฉีไม่เคยทำเช่นนั้นกับลุงของเจ้า แต่เป็นคำลวงของเฉียนซือที่ปั่นสมองเจ้า” เยว่ชิงเอ่ยขึ้นด้วยท่าทีสงบ ความจริงเขาเองก็เพิ่งรับรู้มาจากพุทธองค์หลี่จิ้งหยาง
“ท่านโกหก!”
“ไป๋ซื่ออิงที่เจ้ากำลังช่วยเหลือ เป็นเจ้าแห่งมนต์ดำ และเจ้าเองก็คงไม่รู้ว่าเคล็ดวิชานพเคราะห์เจ็ดดารานั้นร้ายแรงเพียงใด ซื่ออิงโดนเฉียนซือลวงหลอก ทั้งที่ความจริงการเป็นจอมยุทธ์ในสำนักเทียนฉีก็ดีอยู่แล้ว”
“เจ้ารู้ได้อย่างไรเยว่ชิง!”
“คนที่อยู่ในทุกช่วงเหตุการณ์เป็นคนบอกข้าเอง และข้าก็เป็นจิตอีกครึ่งของไป๋ซื่ออิง”
“...!” ทุกอย่างตกอยู่ในความสงบ เสวี่ยฉินค่อยลดกระบี่ที่จ่อคอลง ความเสียใจแล่นเข้ามาในอกจนปวดหนึบไปหมด เขาเสียกหลงเย่าอย่างที่ไม่มีวันได้กลับคืน ที่ผ่านมาเป็นซิงเยี่ย พี่ชายฝาแฝดของหลงเย่าที่คอยเคียงข้างเขา และสวมรอยเป็นหลงเย่าเพื่อให้เสวี่ยฉินใช้ชีวิตต่อไปได้
ซิงเยี่ยนั้นเริ่มเปิดปากเล่าเรื่องราวให้ฟัง เขานั้นพบเจอเฉียนซือเมื่อหลายปีก่อน โดยชายผู้นี้อ้างว่าสนิทสนมกับซื่ออิงมากที่สุด ทั้งยังคอยเล่าเรื่องราวของท่านลุงให้ซิงเยี่ยฟังอยู่บ่อยครั้ง
ในตอนนั้นเขาเป็นเพียงคนที่ไร้ครอบครัว หมดที่พึ่งพา เขาจมอยู่กับความแค้นที่มีต่อสำนักเทียนฉี มันเลยกลายเป็นเขาที่ต้องปลอมตัวสวมรอยแทนหลงเย่าที่ตายไป
ต่อมาเขาได้พบเจอกับจื่อหลิงโดยบังเอิญ ทั้งสองจึงแอบติดต่อกันมาอยู่เป็นระยะ ซิงเยี่ยเล่าเรื่องราวในวันวานมให้จื่อหลิงฟัง และจื่อหลิงก็บอกเขาว่าตนเองนั้นเป็นมาร ความแค้นที่เฉียนซือเคยเล่าว่าเผ่ามารทำสิ่งใดกับท่านลุงเอาไว้ก็ถาโถม ยิ่งเห็นว่าจื่อหลิงภักดีและไม่ยอมช่วยเหลือเขา ซิงเยี่ยก็ยิ่งโกรธแค้นราวกับกองเพลิงรอวันปะทุ
ทำให้เขาขาดสติยับยั้งชั่งใจตนเอง เผลอพลั้งทำร้ายจื่อหลิงไปโดยไม่ตั้งใจ ทว่าจื่อหลิงกลับไม่ยอมปริปากบอกความจริงกับใคร และเก็บเรื่องคนร้ายให้เป็นความลับอยู่กับตนเอง
“จื่อหลิงบอกข้าว่ามิอาจทรยศพุทธองค์ได้”
“...”
“เป็นข้าเองที่กระทำการชั่วช้า ทั้งที่ปากของข้าก็พร่ำบอกอยู่เสมอว่าเกลียดคนที่ทำลายผู้อื่น”
ซิงเยี่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แสดงถึงความหม่นหมอง จื่อหลิงนั้นนับว่าเป็นสหายที่ดีกับเขา ทว่ามันผิดที่เขามีความแค้นบดบังสายตา เขามีเพียงแต่ความคิดที่จะทำลายทุกสิ่งให้สิ้นซาก
“เวลานี้จื่อหลิงนั้นถูกซื่ออิงสิงสู่”
“หะ!”
“ว่าอย่างไรนะ!!”
“ซื่ออิงเหลือเพียงดวงจิตหลังจากที่สิ้นใจ ฝึกฝนวิชามนต์ดำฝันลวง และเลื่อนระดับจิตจนกระทั่งสามารถสะกดจิตจื่อหลิงและนำไปขังเอาไว้ ก่อนที่ตนเองนั้นจะเข้ามาอยู่ในร่างแทน”
“...”
“และที่สำคัญ” เยว่ชิงถอนหายใจพลางส่ายหน้าอย่างเหนื่อยหน่าย “ซื่ออิงได้พบกับเฉียนซือแล้ว ความจริงที่เฉียนซือหลอกใช้ซื่ออิงนั้น ยังไม่มีผู้ใดล่วงรู้”
“ป...แปลว่า...”
“เมื่อครั้งที่สกุลไป๋โดนวางเพลิง เจ้าสำนักเทียนฉีเสวี่ยซางเป็นคนไปช่วย แต่นั่นมันก็สายไปเสียแล้วกว่าที่จะมีใครทราบข่าว เฉียนซือกระทำการล้างบางเพื่อไม่ให้เรื่องมาถึงตน”
“เจ้ารู้ทั้งหมดได้อย่างไร? ใครกันที่อยู่ในเหตุการณ์ครั้งนั้น”
“พุทธองค์หลี่จิ้งหยาง” ซิงเยี่ยพูดขึ้นเป็นเชิงตอบกลับเสวี่ยฉิน สองมือกำเข้าหากันอย่างคับแค้นใจ เขานั้นโง่งมเชื่อคนเลวอย่างเฉียนซือ จนกระทั่งทำให้เรื่องวุ่นวายมาถึงจุดนี้
“หือ!”
เยว่ชิงยกยิ้มน้อยพรูลมหายใจของตนเอง ความลับที่พุทธองค์บอกเขานั้นทำตาลุกวาวไม่น้อย
“ถูกต้องอย่างที่ซิงเยี่ยบอก เวลานั้นพุทธองค์หลี่จิ้งหยางเป็นอาจารย์อยู่ในสำนักเทียนฉี”
สดับเพียรหมื่นภพชาติ