BEWARE เด็กอันตราย (จบแล้ว)

    75 : หนทางอื่น

    75 : หนทางอื่น


            โรงแรมระดับกลางแห่งหนึ่งที่ไม่ได้อยู่ใกล้ชายหาดมากนักเมื่อเทียบกับโรงแรมหรูอื่นๆมีตึกอื่นมาบังทำให้คนที่อยู่ชั้นล่างมองไม่เห็นวิว  แต่สำหรับคนที่พักอยู่ชั้นสูงๆจนเลยพ้นตึกที่บังก็สามารถมองเห็นชายทะเลได้อย่างไม่เป็นปัญหา  ยิ่งในช่วงเวลาพลบค่ำมีโอกาสได้ชมพระอาทิตย์กำลังตกดินยิ่งน่ามอง  ทว่าบางห้องกลับไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ เมื่อมีสิ่งดึงดูดใจมากไปกว่าการชมวิวเฉยๆอย่างห้องของพวกผู้หญิงจากโรงเรียนเทพาพิทักษ์

            ห้องที่ควรจะมีแต่ผู้หญิงพักอยู่  ตอนนี้กลับมีผู้ชายหนึ่งหน่อโผล่มา

            เอมกับดีมนั่งบนพื้น มีตารางเล่นโกะวางคั่นกลางระหว่างพวกเขา  ข้างๆมีหนังสือสอนเล่นอยู่มากมายไม่ใช่แค่การเล่นโกะ  แต่ยังมีเกมอื่นๆอีกวางเรี่ยราดเต็มไปหมด 

            ตอนนี้หนุ่มที่มักขี้เล่นอย่างดีมกลับตกที่นั่งลำบาก หัวแทบจมอยู่ในหนังสือคู่มือในมือตนพร้อมเหงื่อแตกพลั่ก  ขณะมืออีกข้างจับตัวหมากสีดำจดๆ จ้องๆจะวางลงตรงช่องว่างที่เหลืออยู่อย่างกล้าๆ กลัวๆ

            “เอ่อ...ฉันว่าวางตรงนั้นไม่ดีเท่าไหร่นา” คนโดนเชือกมัดมือนั่งอยู่บนเตียงอดไม่ได้ที่จะแนะนำ “ถ้าให้ดีวางตรงมุมขวาบนที่ว่างอยู่ตรงนั้นดีกว่านะ”

            “จะฟังคำแนะนำของยัยหนูน้อยนั่นก็ได้นะ  ฉันไม่ถือ”  เอมยิ้มเยาะเย้ยหากเพื่อนคิดพึ่งคำแนะนำของคนที่พวกเธอลงความเห็นว่าเป็น‘หนูน้อย’ ในสายตาพวกเขาเอง ซึ่งเป็นคำราวกับจะดูถูกอยู่กลายๆ ยิ่งทำให้ดีมตัดสินใจลำบาก  นิ้วที่กะวางตรงจุดที่โมแนะนำเป็นต้องถอยกลับมาตั้งหลักใหม่  และคิดวางตรงที่ตั้งใจไว้เมื่อเริ่มแรก

            “หวา วางตรงนั้นมีหวังโดนล้อมเรียบเลยน้า”  โมร้องเตือนด้วยความหวาดเสียว  แต่ครั้นจะให้ทำตามคำบอกเธอ ดีมก็ถูกสายตาของเด็กสาวผมหยิกยาวตรงหน้ากดดันเข้ามาอีกว่าจะทำตามที่ยัยหนูนี่พูดจริงเหรอ  จนในที่สุดดีมก็ทนไม่ไหว

            “หนวกหูน่า! ฉันจะวางตรงไหนมันก็เรื่อง...!!”

            เขาพูดไม่จบ เพราะจู่ๆ เสียงโครมของประตูที่ถูกเปิดอย่างแรงก็ดังคั่น  เรียกให้สามคนนั้นหันมองไปที่ต้นเสียงอย่างตกใจ และสิ่งแรกที่ยื่นมาให้เห็นคือพื้นรองเท้าใครบางคนที่ใช้เปิดประตูเมื่อกี้นั่นเอง  และพอเห็นว่าใครทำ  ดีมก็แทบจะว้ากออกมา และโมก็เงียบไป

            “ปัดโธ่! มือมีดีๆทำไมไม่ใช้กันวะครับ”

            “’โทษที”  คนใช้เท้าเปิดพูดน้ำเสียงหาความจริงใจไม่ได้ เดินเข้ามาในห้องอย่างไม่คิดถอดรองเท้า  “เผอิญมือมันไม่ว่างน่ะ”

            พูดจบก็โยนสัมภาระที่ทำให้มือไม่ว่างลงมาตรงพื้นห้องกลิ้งมาชนโต๊ะกระดานที่พวกดีมใช้เล่นพอดี  และนั่นทำให้ทั้งสามคนเบิกตากว้าง เมื่อมันเป็นร่างของเด็กหนุ่มคนหนึ่ง

            “กิล!?” โมตกใจที่จู่ๆ ก็เห็นคนคุ้นเคยมาปรากฏอยู่ตรงหน้า  ส่วนเอมเพียงเห็นว่าเป็นใครก็ตาเป็นประกาย

            ความขุ่นเคืองฉายชัดอยู่บนหน้าเนียร์  เธอยกมือกอดอกพร้อมกับหันหน้ามามองดีม  “ตอนกแรกก็กะเอาไปไว้ห้องนายอยู่หรอก แต่กลับหายหัวไปไหนหมดไม่รู้...เลยต้องมาห้องนี้จนได้” ประโยคหลังพูดเบาลง  สายตาเห็นชัดว่าจงใจไม่มองโมที่นั่งบนเตียง

            “ก็พวกฉันต้องผลัดกันเฝ้ายัยหนูนี่นี่นา จะให้ไปกินข้าวกันหมดแล้วปล่อยทิ้งไว้ในห้องคนเดียวมั้ยล่ะ”  ดีมย้อน  เขายักไหล่สายหน้าเอือมๆ “ไม่ไหวๆ  หรือเธอจะมาเฝ้าให้กันล่ะ”

            “คอยดูหมอนี่ด้วยละกัน” เนียร์ทำเป็นไม่ได้ยิน  กำลังจะหมุนตัวออกจากห้อง ก็ถูกเสียงเอมดึงไว้

            “งั้นฉันขอ...”

            “ห้ามเธอแตะต้องกิลเด็ดขาด”  เนียร์ห้ามราวกับจะรู้ว่าเอมคิดทำอะไร

            คนถูกขัดความสุขส่วนตัวหันมองตาขวาง  “ว่าไงนะ! คิดว่าเป็นตัวแทนของท่านตนัยแล้ว นึกอยากจะสั่งอะไรก็ได้รึไงห๊ะ”  เอมแหวใส่

            ชีวิตก่อนหน้านี้ของพวกเธอยังดูสบายดีอยู่เลย  จนกระทั่งเมื่อสองวันก่อน  จู่ๆ ตนัยก็มาบอกว่าให้เนียร์เป็นตัวแทนของเขา ทั้งที่ที่ผ่านมาพวกเอมยังเห็นเนียร์เป็นแค่หุ่นเดินได้อยู่เลย  ทำไมจู่ๆ ตนัยก็เกิดไว้ใจเนียร์ขึ้นมาก็ไม่รู้ 

            แต่แปลก...บางครั้งเอมกลับรู้สึกว่าเนียร์มีบรรยากาศคล้ายกับตนัยขึ้นมา  ทั้งความคิดและการพูด  บางทีเอมก็เห็นเนียร์เป็นเหมือนตนัยจริงๆ...ก็แค่บางทีเท่านั้นแหละนะ

            “ความคิดของฉันก็เหมือนของตนัย  และตนัยก็ไม่อยากให้หมอนี่เจ็บหนัก”

            เอมรู้สึกได้ว่าความเหมือนนั้น  ไม่ใช่กับตอนนี้

            “งี้นี่เอง”  เด็กสาวโคลงหัวช้าๆจนห่วงที่จมูกส่ายไปมา  “ความจริงแล้ว  เธอก็แค่หวงใช่มั้ยล่ะ  โธ่เอ๊ย  มาทำเป็นพูดดี”

            หวง?...โมเป็นอึ้งจนเกือบอ้าปากค้างไปแล้ว  ขนาดเธอกับเพียวช่วยกันผลักพี่ฟิวส์แทบตาย  เนียร์มันยังไม่เห็นจะสนใจเลย  แล้วจะมาบอกว่าเนียร์หวงกิลเนี่ยนะ!

            ยังไม่ทันจะหายตะลึงเรื่องนั้น โมก็แทบช็อกเมื่อกระดานเล่นโกะลอยเฉียดหน้าเธอไปไม่กี่เซนฯ ชนเข้ากับกำแพง เสียงหมากร่วงกราว  และในเวลาไล่เลี่ยกัน  บางสิ่งที่ก็เข้ามากระแทกขาเตียงที่โมนั่งอยู่จนเกือบคิดว่าเกิดแผ่นดินไหวขึ้นชั่วขณะ  ก่อนเสียงร้องโอยจากเด็กหนุ่มที่ใกล้ได้สติจะดังขึ้นเรียกให้โมก้มมอง  และพบว่าเป็นกิลนั่นเอง  ที่ถูกเตะมาพร้อมกับกระดานโกะ...ไม่สิ  ต้องบอกว่ากระดานโกะเป็นลูกหลงจากการที่เตะกิลต่างหาก

            ส่วนคนที่เหวอสุดคือเอมกับดีม ที่ตรงหน้าทั้งคู่นั้นมีเท้าคนเตะยังลอยค้างอยู่กลางอากาศ  ประดุจนักฟุตบอกที่เพิ่งเตะลูกเข้าโกลอย่างงดงามก็ไม่ปาน  คนตั้งสติได้ก่อนคือเอมที่เกือบหาเสียงตัวเองไม่เจอ

            “นะ..ไหนเธอบอกว่าห้ามทำอะไรไง!”

            “ฉันบอกว่าไม่ให้ ‘เจ็บหนัก’ แค่นี้มันเด็กๆ”  เนียร์พูดเสียงเรียบพอๆกับใบหน้า  เหมือนไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับการเตะคนคนหนึ่ง  นั่นทำให้ความคิดก่อนหน้านี้ของเอมและโมถูกขจัดไปอย่างรวดเร็ว  “ถ้าเธอเอาไปเล่นแบบคราวก่อน  คงมีเลือดตกยางออกหนักกว่านี้แน่ๆ ฉันไม่อยากให้มันถึงขั้นนั้น”

            ขณะเดียวกัน  เนียร์ก็ได้ยินเสียงโมถามกิลที่เพิ่งได้สติอย่างเป็นห่วง

            “เธอ...” กิลมองโม  รู้สึกเจ็บแปลบแผ่ไปทั้งผืนหลังและช่วงท้อง เขาพยายามรวบรวมสติและปล่อยให้ความทรงจำช่วงสุดท้ายก่อนหมดสติไหลผ่านเข้ามา  กำลังจะสำรวจว่าตัวเองอยู่ที่ใด  แต่ทันทีที่หันมาด้านหลัง  ดาบที่เคยเป็นอาวุธคู่กายก็ถูกนำมาจ่อเข้าที่คอ

            “อยู่เฉยๆ ดีกว่านะ  ถ้าไม่อยากเจ็บตัว” เนียร์เตือน

            ทว่าปฏิกิริยาของกิลกลับไวกว่า  เขาใช้มือซ้ายผลักคมดาบไปด้านข้างอย่างรวดเร็ว  ขณะมือขากระแทกใบดาบตรงกลางขึ้นจนหลุดจากมือเนียร์  แรงเหวี่ยงนั้นทำให้ด้ามดาบหันมาฝั่งเขา ซึ่งกิลจับมันไว้และใช้จ่อคอเนียร์แทน 

            จากคนขู่กลายเป็นคนถูกขู่ในชั่วพริบตา  สามคนที่เหลือในห้องแอบตะลึง  เมื่อกิลยังคุกเข่าบนพื้นไม่ได้ขยับไม่ไหนเลยด้วยซ้ำ  แต่เนียร์เพียงมองด้วยสายตานิ่งเฉย

            “ไม่ได้พกไว้เล่นๆ สินะ ดาบนี่”

            กิลไม่สนใจคำหยอก  เขาเชิดปลายดาบขึ้นจนสุดปลายคมนั้นจิ้มเนื้อเนียร์เข้าไป หากยังไม่เข้าเนื้อ  หวังคาดคั้นเอาคำตอบ

            “เธอคิดจะทำอะไรกันแน่ ถึงยอมรับใช้ท่านตนัยแบบนี้”

            “รับใช้...เหรอ”  เนียร์ทวน ก่อนแยกยิ้มเล็กน้อย  เอมที่อยู่ใกล้ๆสะดุ้งขึ้นน้อยๆ กับบรรยากาศที่ราวกับจะเปลี่ยนไปของเนียร์

            นี่ต่างหาก...ความเหมือนที่เธอสัมผัสได้ เอมรู้อย่างนั้นแล้วจึงนิ่งเฉยรอคอยเวลาอยู่ด้านหลังเนียร์  พอมองเพื่อนในกลุ่มตน  ก็รู้ได้ว่าดีมคงรู้สึกได้ไม่ต่างจากเธอ

            “ฉันไม่ได้รับใช้ตนัยหรอกนะ  เปล่าเลย  ไม่เหมือนตระกูลของนายหรอกที่ต้องรับใช้คนจากตระกูลวงศ์วลายุ”

            กิลชะงัก มั่นใจว่าตนไม่เคยบอกถึงเรื่องนั้น ถึงอีกฝ่ายจะรู้ว่าเขากับเกลมีหน้าที่รับใช้ท่านเดสิต แต่ก็ไม่เคยบอกมาก่อนว่าเป็นเพราะตระกูลของเขาต้องคอยรับใช้ตระกูลท่านเดสิต...แล้วทำไมเนียร์ถึงรู้เรื่องนี้

            เนียร์ถือโอกาสตอนที่กิลกำลังอึ้งและอยู่ในตำแหน่งต่ำกว่า  เตะมือกิลจนดาบหลุดกระเด็นไปอีกทางอย่างง่ายดาย  พร้อมกันนั้นลูกเตะอีกลูกก็ฟาดเข้าใส่หัวกิลมาติดๆ  แต่คราวนี้กิลยกแขนขึ้นมากันไว้ทัน  แม้จะช่วยไม่ให้โดนหัว  แต่แรงกระแทกนั้นก็ทำให้เขาเสียหลักไถลไปกับพื้นอยู่ดี

            ขณะที่กิลเอามือยันพื้นหวังจะลุก  ก็มีฝ่าเท้าที่ยังสวมรองเท้าอยู่เหยียบมือที่ใช้ยันนั้นพร้อมกับขยี้ไปมา  กระนั้นกิลก็ยังข่มฟันแน่นไม่ร้องออกมาให้ได้ยินสักแอะ  จนโมที่อยากเข้าไปช่วยแต่ก็ทำไม่ได้ร้องเหมือนเจ็บแทนเอง

            “ก็บอกแล้วไงว่าให้อยู่เฉยๆ ถ้าไม่อยากเจ็บตัว”  เนียร์หรี่ตาลงอย่างระอา  แล้วกดแรงขยี้เพิ่มเข้าไปอีกจนกิลเผลอร้องออกมาอย่างช่วยไม่ได้  เป็นภาพที่ดูน่าหวาดหวั่นแม้กระทั่งกับพวกเดียวกัน

            “อ่า คุณเนียร์ครับ”  ดีมเรียกอย่างเกรงๆ  หลังได้เห็นการทรมานที่ถึงแม้เลือดไม่ตกยางไม่ออก  แต่ดูน่ากลัวเสียยิ่งกว่าตอนเห็นเอมทรมานคนเสียอีก

            “มีอะไร”  เนียร์ถามโดยสายตายังจดจ้องเด็กหนุ่มที่อยู่แทบเท้า

            “เดี๋ยวคนจากเผ่าเอดีวาสนี้  พวกผมจะรับช่วงต่อเองครับ  คุณเนียร์ไปพักผ่อนเถอะ” ไม่รู้เพราะหมายความตามนั้นจริง หรือกลัวไอ้คนที่รองมือรองเท้าจะช้ำในตายก่อนกันแน่  แต่เนียร์ก็ไม่ปฏิเสธ  เธอปล่อยให้ดีมเข้ามาจัดการต่อแทน  ก่อนมองหน้าเอม  คล้ายจะถามว่าอีกฝ่ายมีปัญหาอะไรรึเปล่า แน่นอนว่าเอมไม่กล้ามีปัญหาด้วยอยู่แล้ว  หลังสัมผัสได้ถึงความโหดของเธอ  ที่มันคงมีมากกว่าที่เห็นนี้แน่

            เนียร์ตรวจความเรียบร้อย  เห็นกิลถูกมัดมือไพล่หลังแน่นหนากว่าโมเสียอีกก็พอใจ  คิดจะออกจากห้อง  พลันสายตาก็ไปสะดุดลงตรงที่ดวงตากลมโตของคนที่นั่งบนเตียงเข้าเสียก่อน

            ไร้ซึ่งความชิงชัง ไร้ซึ่งความแค้นในดวงตาคู่นั้น มีเพียงความสงสัยด้วยใจบริสุทธิ์ไม่คิดเป็นอื่น ทั้งที่แต่ก่อนก็เคยถูกจ้องด้วยสายตาอย่างนั้นจนชิน แต่บัดนี้เนียร์กลับเบี่ยงหลบทำเป็นไม่เห็นเท่านั้น ราวกับกำลังกลัวบางอย่างอยู่

            “ยังตัดใจเรื่องเพื่อนไม่ได้งั้นเหรอ  นิศาชล”  คนทักคนแรกคือชายหนุ่มที่ยืนรออยู่ตรงหน้าประตู ตนัยมีโอกาสได้เห็นเด็กหนุ่มเผ่าเอดีวาสในห้องชั่วแวบหนึ่งก่อนประตูจะปิดลง

            น่าแปลกที่เนียร์ไม่ได้ฉุนเฉียวใส่  เธอก้าวมาเหมือนจะสวนทางกัน  แต่กลับหยุดข้างตัวเขา

            “นายต่างหาก  เลิกหวังเรื่องคนจากตระกูลดราอูเกฟิสเถอะ นายก็รู้ว่าเป็นไปไม่ได้”

            ตนัยถอนหายใจ คลี่ยิ้มบางอย่างเหนื่อยอ่อน  มองตรงไปข้างหน้า ทางทอดยาวและประตูห้องพักเรียงรายสลับกับโคมไฟสีเหลืองนวลที่ถูกเปิดในยามกลางคืน

            “ให้มันเป็นไฟดวงเล็กเหลือประดับโลกอันแสนมืดมนนี้สักหน่อยไม่ได้หรือ”

            “...ความฝันลมๆ แล้งๆ” เนียร์พูดขณะก้าวไปต่อ  “โลกที่ควรจะเป็นน่ะ มีไฟส่องสว่างเฉพาะบนฟ้าอย่างเดียวก็พอแล้ว”

            เบื้องหลังที่เพิ่งผ่านมา เนียร์ได้ยินเสียงหัวเราะคลอมาเบาๆ พร้อมกับเสียงพึมพาว่า ‘นั่นสินะ’

            เพราะมีเป้าหมายเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น  และทั้งหมดนั้นก็มีไว้เพื่อ ‘เธอ’

        




            “พี่กิลล่วงหน้าไปตั้งแต่เมื่อวานแล้วเหรอคะ!?”

            เกลร้องเสียงดังภายในรถตู้ที่เต็มไปด้วยเด็กหนุ่มและเด็กสาวหลายคน ทั้งพวกฟิวส์และพวกเล็ทที่นัดเจอกันที่คอนโดของเดสิตเมื่อเช้านี้  สีหน้าเกลตื่นตระหนกเหมือนเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย  ในขณะที่คนบอกเรื่องนี้ให้รู้อย่างทินซึ่งนั่งอยู่ตรงเบาะเดี่ยวข้างหลังเธอกลับตอบด้วยท่าทีเหมือนเป็นเรื่องปกติที่สุดว่า

            “ใช่”

            ถ้าไม่ติดว่าอีกฝ่ายเป็นพี่ชายของเนียร์ที่เธอชื่นชมแล้วล่ะก็  เกลคงอยากเข้าไปบีบคอนั่นแล้ว  แต่จะโทษเขาก็ไม่ได้ เพราะเธอไม่ยอมถามให้เร็วกว่านี้เอง ในเมื่อปกติพี่กิลก็ชอบไปนู่นไปนี่อยู่แล้ว  เธอก็คิดว่าเขาคงตามมาทีหลัง  ที่ไหนได้...ทำไมเธอถึงไม่นึกสงสัยเลยนะว่าพี่ชายไปไหน

            เรื่องใหญ่ขนาดนี้ พี่กิลกลับไม่บอกเธอสักคำ  เกลเริ่มน้อยใจในตัวพี่ชายฝาแฝดขึ้นมา  ทั้งที่ปกติเวลามีอะไรก็จะบอกก่อนแท้ๆ แสดงว่า...มีเรื่องที่บอกเธอไม่ได้อยู่อย่างนั้นเหรอ

            ฟิวส์นั่งอยู่ตรงเบาะคู่กับโชล  เห็นเกลที่นั่งอยู่ใกล้ๆ เริ่มท่าจะไม่ได้ รีบพูด

            “เฮ้ยๆ มันแค่ล่วงหน้าไปก่อน  ไม่ได้จะไปตาย  อย่าเพิ่งคิดมาก”

            “แต่...ทำไมถึงไม่อบกเกลล่ะ”  เกลกำมือแน่น  ความร้อนรนเริ่มแผ่ออกมาจนคนในรถสัมผัสได้  แม้แต่พวกเล็ทห้าคนที่ไม่ได้สนิทอะไรด้วยยังนึกเห็นใจ

            เอลที่นั่งอยู่ตรงสามเบาะด้านหน้า  คั่นกลางระหว่างเพียวกับวาลหันมามอง คิดจะพูดอะไรสักอย่างเพื่อปลอใจ แต่ฟิวส์กลับเอื้อมมือไปวางไว้บนหัวเกลพลางลูบเบาๆ ฟิวส์เคยเห็นกิลทำแบบนี้อยู่บ่อยครั้งเลยคิดว่ามันอาจช่วยได้  ซึ่งมันก็ไม่ผิดจากที่คิดไว้เลย  เมื่อใบหน้าที่ขมวดมุ่นนั้นผ่อนคลายลง

            มองดูเหมือนการลูบหัวนี้จะเป็นใครก็ทำได้  แต่จริงๆแล้วคนที่ทำให้แล้วเกลรู้สึกสบายใจมีเพียงไม่กี่คน นั่นคือท่านตนัย  พี่กิล  เนียร์ และ...

            “ขะ..ขอบคุณค่ะ ฉันไม่เป็นไรแล้ว”  เกลรีบจับมือฟิวส์ออกห่าง  ก้มหน้าลงหันไปอีกทางหวังซ่อนแก้มที่ขึ้นสีเรื่อ  ฟิวส์ไม่เห็นเพราะแขนเกลบังอยู่ แต่คนที่อยู่ด้านหน้าหันมามองอย่างเอลกับเพียวเห็นเข้าอย่างจัง

            “โอ๊ะโอ  หรือว่าเกลจะ...”

            มือเพื่อนสนิทรีบตะครุบปากเพียงอย่างรวดเร็ว  ยังดีที่ไม่ใช่โม  เพราะรายนั้นคงแหกปากจนรู้กันไปทั่วด้วยความตกใจแน่ แต่แค่นั้นเอลก็เห็นคนช่างสังเกตอย่างโชลเลิกคิ้วขึ้นด้วยความสงสัยว่าเธอทำอะไร  เอลเลยคิดเปลี่ยนเรื่อง

            “แล้วพอจะหาทางติดต่อกิลได้รึเปล่าล่ะ  เกล”

            “อ๊ะ  ค่ะ ตอนนี้พี่กิลมีโทรศัพท์มือถือแล้วค่ะ” เกลดีใจที่มีเรื่องเบี่ยงความสนใจไปได้  รีบตอบอย่างกระตือรือร้น  เหมือนได้ยินเสียงผู้หญิงที่นั่งอยู่เบาะหลังฟิวส์กับโชลบ่นขึ้นมาเบาๆ  “มือถือก็มี  เอาเวลาจิตตกไปโทรหาไม่ดีกว่ารึไงยะ” แต่ไม่พ้นหูเกลไปได้ 

            “ก็...ก็ท่านเดสิตเพิ่งซื้อให้นี่คะ  บอกว่าไว้เผื่อฉุกเฉิน  ถึงจะมีแค่เครื่องเดียวแล้วให้พี่กิลไปแล้วก็เถอะ  แต่ฉันเพิ่งเคยมีของแบบนี้นะคะ  ต้องมีลืมกันบ้างสิ” เกลแก้ตัว นึกอายที่ไม่ทันนึกถึงเรื่องนี้ซะก่อน

            “บ้านนอกคอกนาก็งี้ละน้า”

            “ริส!!” เล็ทกับซีลเรียกพร้อมกัน  ริสทำเฉไฉด้วยการเอานิ้วอุดหูตัวเอง ทำเป็นไม่ได้ยินอะไรทั้งสิ้น

            “บอกเบอร์มา” คนที่นั่งเงียบตลอดพูดขึ้น  มือหยิบโทรศัพท์ตัวเองออกมาพร้อมแล้ว  ขนาดเอลที่นั่งอยู่ข้างๆ ยังตกใจที่เห็นเธอส่งเสียง  นึกว่าวาลจะหลับไปแล้วซะอีก  แต่ก็ให้อีกฝ่ายเป็นคนโทรไป

             


     

            เชือกที่เคยมัดมือถูกแก้ออกทั้งกิลและโม พร้อมกับถาดอาหารเช้าที่ดีมกับเลียนไปเอามาจากบุฟเฟ่ต์มื้อเช้าที่โรงแรมจัดไว้ให้  มีทั้งข้าวต้มทรงเครื่อง  ขนมปังปิ้งทาเนย ไข่ดาว  ไส้กรอกกับแฮมอีกหลายชิ้น  และยังมีอาหารอย่างอื่นอีกที่กิลไม่รู้ว่ามันคืออะไร  แต่รู้อย่างเดียวว่าปริมาณมันเยอะเกินไปกว่าจะกินหมดในมื้อเดียว

            ขนาดโมยังมองตาค้าง  บ่งบอกว่านี่เป็นครั้งแรกที่ได้เจอมื้อเช้าสุดอลังการอย่างนี้

            “กินซะ  ก่อนจะไม่มีโอกาสให้กินอีก” ดีมว่า  พอเห็นสายตาสงสัยจากทั้งสองคน ดีมก็ทำพูด  “นี่ไง  ที่เขาพูดกันว่า  The Last Sipper...ล่ะมั้ง”

            “The Last Supper* ต่างหาก”  เด็กสาวตรงประตูขัดขึ้น  สีหน้าคล้ายจะระอากับทุกสิ่ง  “ถ้านายเตรียมตัวเสร็จแล้วก็ไปรอที่รถได้เลย  ตรงนี้เดี๋ยวฉันจัดการต่อเอง”

            “Sir, yes sir.”  ดีมทำท่าตะเบ๊ะแบบทหารมาให้เนียร์ก่อนจะออกจากห้องไป  ไม่ลืมที่จะปิดประตูให้

            เนียร์นั่งตรงโซฟาเฝ้าทั้งคู่  ซึ่งโมตั้งหน้าตั้งตาทานอาหารแบบจงใจหลายสายตาเธอสุดฤทธิ์ ในขณะที่กิลยังนิ่งเฉย

            “เช้าขนาดนี้  พวกเธอจะรีบไปไหนกัน”

            “ไปทำในสิ่งที่ควรทำ” เนียร์ตอบ  แต่ไม่ให้ความกระจ่าง  “ถ้านายรู้ว่าพวกเราอยู่ที่นี่...ไม่สิ  ก็ตั้งใจให้รู้แต่แรกแล้วล่ะ  ไม่งั้นสายของท่านเดสิตคงไม่รู้ว่าพวกฉันอยู่ไหนหรอก  จริงมั้ย”

            ตั้งใจโผล่ออกมาให้เห็นเองสินะ  กิลคิด

            “ก็ไม่คิดหรอกนะว่านายจะบุกคนเดียวแบบนี้  แต่ก็ทำให้รู้ว่าพวกที่เหลือต้องตามมาติดๆ แน่  พวกฉันก็แค่จะจัดเตรียมอะไรสักหน่อยเพื่อเป็นการต้อนรับไงล่ะ”

            “ไปไหน”

            เนียร์ลุกไปตรงหน้าต่าง แหวกผ้าผ่านออกเห็นทะเลที่อยู่ไกลออกไป  เนียร์ชี้ไปที่จุดๆหนึ่ง  “ที่นั่นไงล่ะ”

            กิลกับโมมองตาม  จุดที่เนียร์ชี้เป็นเชิงผายื่นหน้าออกมาเหนือทะเล เป็นสถานที่ที่ทั้งคู่ไม่เข้าใจว่าจะไปทำไม

            “ไปถ่ายรูปที่ระลึกเก็บไว้ใช่ปะนั่น”  โมเผลอพูดล้อออกมา  เพราะในห้องมีแต่คนสนิท  ก่อนเพิ่งรู้ตัวเมื่อในห้องมันเงียบผิดปกติ โมมองเนียร์ที่ตอนนี้ทำเพียงแค่จ้องเธอเฉยๆ ด้วยสายตาอ่านยาก  เศร้า?...เวทนา?...โมไม่อยากเดาต่อ  เลยหันไปตั้งหน้าตั้งตาทานอาหารปริมาณมหาศาลต่อ

            ในขณะที่กิลไม่คิดแตะของตรงหน้า

            “ไม่ได้วางยาอะไรไว้หรอกน่า”  เนียร์พูด  แต่กิลยังคงนิ่ง เธอเลยเข้าไปยันยันคำพูดตัวเองด้วยการตักข้าวต้มขึ้นมาใส่ปากตัวเองคำหนึ่ง  “เห็นมั้ย  ไม่มีอะไร”  เนียร์ยื่นช้อนคืน  แต่อีกฝ่ายไม่รับกลับ

            “เธอไม่ได้ถูกท่านตนัยควบคุมอยู่จริงๆ เหรอ”

            โมชะงักช้อนที่กำลังจะตักใส่ปาก  สายตาเลื่อนไปทางเขา

            เนียร์ถอนหายใจกับคำถามที่ดูซ้ำซาก  “ถ้าฉันตอบแล้ว  นายก็อย่าให้อาหารพวกนี้เสียของล่ะ”

            กิลพยักหน้า

            “ตอนนี้ฉันไม่ได้ถูกตนัยควบคุมอยู่หรอก”  เนียร์ตอบอย่างชัดเจน  ราวกับถ้าเขาคิดถามอีกนี่คงไม่ยอมจบแค่พูดเฉยๆ แน่  “ฉันก็แค่...มีเป้าหมายที่ต้องการไปให้ถึงใหม่เท่านั้น”

            “นั่นคือการทำลายโลกนี้รึไง  เนียร์”

            “...ใช่” แล้วเนียร์ก็แค่นยิ้มออกมา  “เพราะโลกนี้มันเกินกว่าจะเยียวยา  และนี่ก็เป็นความต้องการของ...เธอ”  เนียร์หลับตาลง  นึกถึงใบหน้าของหญิงสาว...ห้วงเวลาสุดท้ายที่เธอยังมีชีวิตอยู่

            ทั้งที่เธอไม่สมควรตายแท้ๆ แต่ก็ยังถูกพรากไป...โลกที่แม้แต่ความปรารถนาสุดท้ายของเธอยังให้ไม่ได้ โลกแบบนั้นน่ะ...

            “ไม่มีทางให้อภัยหรอก”  เนียร์ข่มเสียง  มือกำแน่นสะกดกลั้นอารมณ์ แต่แล้วมันก็ระเบิดออกมา ความแค้นและชิงชังแผ่กระจายไปทั่วทุกส่วนของร่างกายจนไม่มีพื้นที่เหลือให้สิ่งอื่นใดอีก  “ฉันรู้แล้วว่ามันเป็นยังไง  ฉะนั้นไม่มีทางให้อภัยหรอก  ไม่มีทางให้อภัยที่มันพรากเธอไปเด็ดขาด!”

            กิลหายใจเฮือก เมื่อคนตรงหน้านี้เขาเห็นเป็นใครอีกคนหนึ่งไปแล้ว ไม่ใช่เพียงภาพซ้อนทับแบบคราวที่แล้วมาอีก  แต่เพียงชั่วอึดใจเดียว  เนียร์ปิดตา  อดกลั้นบางอย่างไม่ให้มันคลุ้มคลั่ง อารมณ์พุ่งพล่านเหล่านั้นก็หายไปเร็วจนเหมือนเมื่อกี้นี้เกือบเป็นเรื่องโกหก

            ช้อนถูกยื่นมาตรงหน้ากิล “รีบกินได้แล้ว”

            กิลรับมาถือไว้ ตักข้าวต้มกำลังจะเอาเข้าปาก  แต่มือกลับชะงักไว้  ดวงตาสีน้ำเงินเข้มจ้องช้อนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้ามองคนให้จนอีกฝ่ายเลิกคิ้ว  “มีอะไรอีก”

            “...เปล่า  ไม่มีอะไร” กิลเอาช้อนเข้าปากตัวเองอย่างไม่ลังเลอะไรอีก  จนคนข้างตัวเขาเป็นฝ่ายอ้าปากค้างแทน

            โมทำหน้าเลิ่กลั่ก  มองช้อนกิลที มองเนียร์ทีเหมือนอยากพูดอะไรสักอย่าง

            “มีปัญหาอะไรรึเปล่า”  กิลถามเสียงเรียบเหมือนไม่รู้ว่าโมตกใจอะไรอยู่ แต่บางอย่างในน้ำเสียงนั้นทำให้โมส่ายหน้าแรงจนหัวแทบหลุด

            ไม่ว่าจะด้วยความบังเอิญ  ความเคยชินหรืออะไรก็ตาม  โมรู้สึกว่ากิลจะใช้ช้อนกินมากกว่าปกติ  แม้แต่ขนมปังที่สามารถหยิบด้วยมือได้เลย  เขาก็ยังใช้ช้อนตัดเป็นคำมากิน

            ใช้เวลาอยู่ครู่หนึ่งทั้งคู่ก็ทานอาหารปริมาณเกินปกตินั้นจนหมด  เนียร์ยืนพิจารณาทั้งคู่อยู่พักหนึ่งแล้วบ่นพึมพำ

            “จริงๆ ก็อยากมัดมือมัดเท้าอุ้มไปที่รถอยู่หรอกนะ  แต่นั่นคนต้องสังเกตเห็นแน่”

            อย่าว่าแต่สังเกตเลย ฉากกระแทกตาขนาดนั้นใครไม่เห็นก็แย่แล้ว  โมแย้งเพื่อนตัวเองเบาๆ  ถ้าเป็นเนียร์ตอนปกติก็อยากจะโพล่งออกไปให้ได้ยินอยู่หรอก

            “งั้นก็ไม่มัดละกัน” เนียร์ตัดสินใจได้ในที่สุด  “ขอเตือนว่าอย่าหนีให้เสียแรงเปล่าเลยนะ”  เนียร์เตือนพลางเดินนำออกประตูมา และได้เจอกับเด็กหนุ่มที่ทำผมปิดดวงตาข้างซ้ายยืนล้วงกระเป๋าพิงผนังรออยู่

            ทั้งคู่สบกันเพียงชั่วอึดใจ  ก่อนเนียร์เป็นฝ่ายเริ่ม

            “มาเฝ้าเหรอ”

            “ก็ไม่มีอะไรรับประกันว่าเธอจะไม่พาพวกนี้หนีไปนี่”  อั๊คเป็นคนเดียวที่ยังไม่ไว้ใจเนียร์เต็มร้อย

            “งั้นนายพา...ผู้มีจิตใจบริสุทธิ์ไปขึ้นรถคันนายละกัน”  เนียร์ส่งตัวโมไปให้  แล้วเธอก็จับแขนกิลให้เดินตาม แต่เนียร์กลับหยุดกึก  หันมาพูดกับอั๊คอีกรอบเหมือนเพิ่งนึกอะไรขึ้นได้

            “ฉันรู้นะว่านายไม่ชอบฉัน  และก็ไม่อยากให้นายต้องฝืนมาชอบฉันด้วย แต่ตอนนี้เรามีเป้าหมายเดียวกันอยู่ อย่าให้อคติของนายมาทำให้แผนเสียก็แล้วกัน”

            “เรื่องนั้นไม่บอกก็รู้” อั๊คว่า  สายตาข้างเดียวส่อชัดว่ายังไงก็เกลียดเธอ

            เนียร์วางมือลงบนบ่าอั๊ค  ดวงตาสีดำเลื่อนมาจับตาขวาของเขาที่จ้องเธออยู่เช่นกัน  ราวกับไม่ชอบการกระทำของเธอ  เนียร์เหยียดยิ้ม “วางใจได้ เพราะฉันก็ไม่ชอบขี้หน้านายเหมือนกัน”

            และแล้วบรรยากาศที่กำลังตึงเครียดกำลังดีก็ถูกใครบางคนทำลายแบบขวานผ่าซาก

            “เอ่อ  ฉันขอเข้าห้องน้ำก่อนได้มั้ย”

            เนียร์ถึงกับชะงัก แม้แต่อั๊คยังทำหน้าเครียดกว่าเดิม เมื่อชายข้างตัวเธอเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าคล้ายอยากหนีให้พ้นจากสายตาของแต่ล่ะคนใจจะขาด  เนียร์มองหน้ากิลก่อนจะเลื่อนไปแถวท้อง  แล้วพยักหน้าอนุญาตคล้ายเข้าใจ  ที่กิลไม่อยากให้เข้าใจเลยสักนิด

            แล้วเนียร์กับอั๊คก็หันมองโมพร้อมกัน  คล้ายจะถามว่าเธออยากเข้าด้วยมั้ย ทำเอาโมส่ายหน้าเต็มพิกัด  ร้องเสียงหลง “ฉันไม่ได้ไส้ตรงขนาดยัดเข้าไปปุ๊ปก็ออกปั๊ปแบบนั้นน้า!”

            กิลนึกอยากจะปฏิเสธสุดใจว่าเขาไม่ได้ปวดท้องหนักอย่างที่พวกเธอคิด แต่ดูเหมือนสถานการณ์จะบีบบังคับอย่างช่วยไม่ได้  เมื่อจู่ๆโทรศัพท์ที่เขาพกไว้เกิดสั่นขึ้นมา โชคดีที่เขาปิดเสียงและเปิดระบบสั่นไว้แทน ไม่อย่างนั้นพวกเนียร์ต้องได้ยินแน่

            ทันทีที่ได้เข้าห้องน้ำ  กิลก็กดตัดสายนั้นทิ้ง  เขาไม่อยากให้คนข้างนอกได้ยินว่ามีการพูดกันในนี้  จึงเลือกที่จะส่งข้อความกลับไปแทน  เพื่อบอกถึงสถานการณ์ในตอนนี้  อย่างน้อยนั่นก็ทำให้เขาโล่งใจอยู่บ้างที่การมาของเขาไม่สูญเปล่า  แต่ทันทีที่ออกมาจากห้องน้ำ สายตาคนสามคู่ที่จ้องมองมาช่างทิ่มแทงซะนี่กระไร จนกิลต้องเป็นฝ่ายเอ่ยปากถามเสียเอง

            “ไปกันเลยได้มั้ย”

             





     

            “ ‘ถูกท่านตนัยจับตัวไว้ สถานที่เปลี่ยนเป็นภูเขาใกล้ทะเล  รีบมาด่วน’ “  วาลอ่านข้อความที่กิลส่งมาให้ทุกคนในรถได้ยิน เกิดคำถามขึ้นในความของแต่ละคนทันที

            “ภูเขาเหรอ  ไปที่นั่นทำไมกันน่ะ” เล็ทสงสัย

            “นี่ๆ หมอนั่นไม่ได้บอกอะไรเพิ่มเลยเหรอยะ”  ริสตะโกนถามคนนั่งเบาะหน้าสุด

            “แต่ถูกจับตัวได้จะเป็นอะไรรึเปล่านะ”  เอลเป็นห่วง  แต่หลังจากติดต่อกับกิลได้แล้ว เกลก็สงบลงขึ้นเยอะ ถึงกับถอนหายใจโล่งอกเลยด้วยซ้ำที่เขายังมีชีวิตอยู่

            “งั้น  โชเฟอร์!”  ทินร้องบอกชายคนขับด้วยรอยยิ้มกว้างจนไม่ว่าใครที่ได้เห็นเริ่มรู้สึกได้ถึงลางร้าย “ฝากซิ่งเร็วด่วนจี๋เลยนะ”

            “เฮ้ย!!”  คนที่เหลือร้องเป็นเสียงเดียวกัน เมื่อตอนนี้เข็มมันก็จะเลยหนึ่งร้อยแหล่ไม่เลยแหล่อยู่แล้ว  แต่คุณพี่ชายขับรถกลับร้องบอกเสียงใสด้วยความยินดีเป็นอย่างยิ่ง

            “จัดให้เลยครับ!”

            และเลข 140 ก็คือตัวเลขที่อยากจะกระดิกให้เลยไปมากที่สุด

       

     

            รถที่จะพาพวกเนียร์ไปยังจุดหมายถูกแยกออกเป็นสามคัน  คันแรกที่ออกนำเป็นรถลีมูซีนคันยาวสีดำของตนัย มีเนียร์และกิลอยู่ คันที่สองและสามเป็นรถปกติที่มีนิกร  กลุ่มเด็กโรงเรียนเทพาพิทักษ์ห้าคน  และคนของตนัยที่เหลือ  ตามกันไปเป็นขบวน

            รถที่เนียร์นั่งคงเรียกว่าหรูสูดในบรรดาคันที่เหลือ ด้านคนขับรถและผู้โดยสารมีแผ่นกั้นปิดแยกไว้จากกันให้อย่างเป็นส่วนตัว  เบาะยาวสองเบาะหันหน้าชนกัน  เนียร์กับตนัยนั่งคู่กัน  มีกิลนั่งอยู่ตรงข้าม  ข้างเนียร์มีดาบของเขาวางไว้อยู่ด้วย

            “ดูเครียดๆ นะ  กีเลนอล” ตนัยทักหลังจากรถแล่นมาได้สักพักแล้ว  เด็กหนุ่มนั่งตัวเกร็งกำมือแน่น แผ่ความเครียดออกมาอย่างชัดเจน

            “ท่านกำลังจะทำลายโลกนี้ แล้วจะไม่ให้ผมเครียดได้ยังไงล่ะ”

            “ถึงบอกทำลาย  แต่ก็ไม่ได้หมายความตรงตัวไปซะหมดหรอกนะ” ตนัยแย้ง “สิ่งที่ฉันทำลายคือสิ่งที่เป็นภัยต่อการไปสู่เป้าหมายของฉัน  ใช่  มันอาจสร้างความเสียหายร้ายแรง แต่ก็ไม่ถึงกับล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์หรอก”

            กิลเงยหน้าเล็กน้อยอย่างสนใจ  เมื่อตลอดมาเขานึกว่าอีกฝ่ายต้องการทำลายทุกสิ่งบนโลกนี้เสียอีก

            “ฉันจะยังเหลือบางสิ่งไว้  นั่นคือข้อตกลงระหว่างฉันกับเด็กโรงเรียนเทพาพิทักษ์  ที่จะให้พวกเขาเปลี่ยนแปลงให้เป็นไปอย่างที่พวกเขาต้องการ  นั่นหมายถึง...เธออาจจะได้มาเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงก็ได้นะ”

            “หมายความว่าไงครับ”  กิลงงไปชั่วขณะ แม้แต่เนียร์ยังทำตาโตเมื่อตนัยยื่นข้อเสนอที่เธอไม่เคยรู้มาก่อนให้เขา

            “มาร่วมมือกับพวกเราสิ  กีเลนอล  ทำให้โลกนี้เป็นไปตามที่ต้องการ ถ้าทำอย่างนั้น  ทั้งเธอ  ทั้งเกลลีนา  พวกเราสามคนจะได้อยู่ร่วมกันอีกครั้ง  เธอจะไม่ต้องเห็นเกลลีนาร้องไห้อีก  นั่นคือสิ่งที่เธอต้องการไม่ใช่เหรอ  ไม่มีคำว่าตระกูล  ไม่มีคำว่าทาสรับใช้อีกต่อไป”

            ข้อเสนออันคาดไม่ถึง ทำให้กิลตะลึงไปชั่วขณะ  มองตนัยเหมือนไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายพูดอะไรออกมา  ทั้งเขาทั้งเกลจะได้อยู่กับตนัย  อยู่กับ...ท่านพ่ออีกครั้งงั้นเหรอ  นั่นมันเป็นไปได้เหรอ

            “ตนัย! เราตกลงกันแล้วไม่ใช่เหรอว่า...” เนียร์ค้างคำ  เมื่อตนัยยกมือขึ้นเป็นเชิงให้เธอหยุด

            “ก็คงดีหากมันเป็นจริงไม่เหรอ  เธอเองก็ไม่อยากฆ่ากีเลนอลหรือเกลลีนาใช่มั้ยล่ะ”

            เนียร์ปฏิเสธไม่ออก ทั้งที่เธอตัดสินใจไปแล้วว่าจะตัดใจ แต่ตัวเลือกนี้ของตนัยช่วยลดความยากของแผนนี้ไปได้อีกหากกิลตอบตกลง  ถึงเธอยังไม่เห็นด้วยกับตนัยก็ตาม  แต่กระนั้น...

            กิลมองเห็นสายตาที่เนียร์มองมา  มันคล้ายกับกำลังคัดค้าน...ลังเล...และคาดหวัง? 

            แม้เพียงน้อยนิด  แต่เธอก็หวังให้เขาตอบตกลงอย่างนั้นเหรอ

            ไม่ต้องฆ่าเธอ? หรือนี่คืออีกทางเลือกที่เขากำลังตามหาอยู่กันนะ ในเมื่อตอนนี้เนียร์ไม่ได้อยากให้ฆ่าอีกแล้ว  และเขาก็ไม่ได้อยากฆ่าเธอ  ถ้าอย่างนั้นเกลก็จะไม่เสียใจ...ทั้งหมดนี้มันเกินกว่าที่หวังไว้

            “ฉัน...” กิลคิดตอบตกลง  แต่บางอย่างกลับหยุดไว้  เมื่อเขาเห็นใบหน้าของทั้งสองคนตรงหน้า  ก่อนจะเลื่อนมองเนียร์  ภาพเมื่อเช้าผุดขึ้นมา  ตัวเนียร์ที่มีความแค้นอยู่เต็มหัวใจ  และภาพในอดีตที่ไกลกว่านั้นก็โผล่มาแทน

            รอยยิ้มที่ดูเศร้านั้น กับสายตาที่คล้ายจะสั่นไหวยามเอ่ยขอ

            ‘ฆ่าฉัน  นั่นล่ะคือการปกป้องฉันที่ดีที่สุด’

            ..........

            “...ไม่”  กิลตอบออกไปได้ในที่สุด หลังรับรู้คำตอบจากใจตัวเองแน่ชัดแล้ว  “ฉันจะไม่ร่วมมือกับพวกเธอ”

            แม้จะไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของตนัย  แต่เนียร์กลับโกรธขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุเมื่อกิลปฏิเสธ “ทำไม”

            ดวงตาสีน้ำเง้นเข้มจ้องเธอ “เพราะเธอไม่ใช่เนียร์  นี่ไม่ใช่สิ่งที่เนียร์ต้องการ เนียร์ที่ฉันรู้จักไม่มีวันต้องการโลกแบบนั้นแน่!”  กิลพูดใส่หน้าเนียร์อย่างจัง

            ปฏิเสธตัวตน  จนบางอย่างในใจคนถูกปฏิเสธนั้นสั่นไหว

            “ฉันจะหยุดเธอให้ได้  ต่อให้ไม่เหลือทางอื่น ต่อให้ต้องฆ่าเธอก็ตามที!”  หากพูดยังไม่ทันจบ  บางอย่างก็แทงสวนเข้ามาตรงท้องกิล หยุดค้างทุกสิ่งให้สัมผัสได้แต่ความเจ็บจนไม่อาจอธิบายได้เท่านั้น

            ดาบของเขาถูกเนียร์แทงเข้าท้องอย่างจัง ทั้งยังดันลึกเข้ามาอีกอย่างไร้ความปรานีให้กิลกระอักไอเอาเลือดออกมา  เขาพยายามจับคมดาบยึดไว้  หากไม่ช่วยอะไร  จนกระทั่งเขารู้สึกว่ามันทะลุไปถึงเบาะพนักด้านหลังจนดันเข้ามามากกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว

            เนียร์จับไหล่เขายึดไว้ โน้มหน้าเข้ามาใกล้เส้นผมสีดำยาวปรกใบหน้า  เอ่ยเสียงเบา  “น่าเสียดายนะ”

            กิลรู้สึกเหมือนตัวเองหายใจติดขัด  เงยหน้าขึ้นสบตาเนียร์แล้วต้องเบิกตากว้างขณะเธอพูดต่อว่า “นี่คือความต้องการของฉัน”

            “นิศาชล” ตนัยเรียก  น้ำเสียงคาดไม่ถึงว่าเธอจะทำแบบนี้  ได้แต่นั่งมองเด็กหนุ่มกระอักเลือดออกมาอีกระลอก  และเสื้อที่เลือดซึมแผ่เป็นวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ

            “ขอโทษนะ  ตนัย” เนียร์ปล่อยดาบให้มันค้างอยู่ในร่างกิลอยู่อย่างนั้น

            “ความฝันสุดท้ายของนายน่ะ ให้มันมอดดับไปเถอะ”