75 : หนทางอื่น
โรงแรมระดับกลางแห่งหนึ่งที่ไม่ได้อยู่ใกล้ชายหาดมากนักเมื่อเทียบกับโรงแรมหรูอื่นๆมีตึกอื่นมาบังทำให้คนที่อยู่ชั้นล่างมองไม่เห็นวิว แต่สำหรับคนที่พักอยู่ชั้นสูงๆจนเลยพ้นตึกที่บังก็สามารถมองเห็นชายทะเลได้อย่างไม่เป็นปัญหา ยิ่งในช่วงเวลาพลบค่ำมีโอกาสได้ชมพระอาทิตย์กำลังตกดินยิ่งน่ามอง ทว่าบางห้องกลับไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ เมื่อมีสิ่งดึงดูดใจมากไปกว่าการชมวิวเฉยๆอย่างห้องของพวกผู้หญิงจากโรงเรียนเทพาพิทักษ์
ห้องที่ควรจะมีแต่ผู้หญิงพักอยู่ ตอนนี้กลับมีผู้ชายหนึ่งหน่อโผล่มา
เอมกับดีมนั่งบนพื้น มีตารางเล่นโกะวางคั่นกลางระหว่างพวกเขา ข้างๆมีหนังสือสอนเล่นอยู่มากมายไม่ใช่แค่การเล่นโกะ แต่ยังมีเกมอื่นๆอีกวางเรี่ยราดเต็มไปหมด
ตอนนี้หนุ่มที่มักขี้เล่นอย่างดีมกลับตกที่นั่งลำบาก หัวแทบจมอยู่ในหนังสือคู่มือในมือตนพร้อมเหงื่อแตกพลั่ก ขณะมืออีกข้างจับตัวหมากสีดำจดๆ จ้องๆจะวางลงตรงช่องว่างที่เหลืออยู่อย่างกล้าๆ กลัวๆ
“เอ่อ...ฉันว่าวางตรงนั้นไม่ดีเท่าไหร่นา” คนโดนเชือกมัดมือนั่งอยู่บนเตียงอดไม่ได้ที่จะแนะนำ “ถ้าให้ดีวางตรงมุมขวาบนที่ว่างอยู่ตรงนั้นดีกว่านะ”
“จะฟังคำแนะนำของยัยหนูน้อยนั่นก็ได้นะ ฉันไม่ถือ” เอมยิ้มเยาะเย้ยหากเพื่อนคิดพึ่งคำแนะนำของคนที่พวกเธอลงความเห็นว่าเป็น‘หนูน้อย’ ในสายตาพวกเขาเอง ซึ่งเป็นคำราวกับจะดูถูกอยู่กลายๆ ยิ่งทำให้ดีมตัดสินใจลำบาก นิ้วที่กะวางตรงจุดที่โมแนะนำเป็นต้องถอยกลับมาตั้งหลักใหม่ และคิดวางตรงที่ตั้งใจไว้เมื่อเริ่มแรก
“หวา วางตรงนั้นมีหวังโดนล้อมเรียบเลยน้า” โมร้องเตือนด้วยความหวาดเสียว แต่ครั้นจะให้ทำตามคำบอกเธอ ดีมก็ถูกสายตาของเด็กสาวผมหยิกยาวตรงหน้ากดดันเข้ามาอีกว่าจะทำตามที่ยัยหนูนี่พูดจริงเหรอ จนในที่สุดดีมก็ทนไม่ไหว
“หนวกหูน่า! ฉันจะวางตรงไหนมันก็เรื่อง...!!”
เขาพูดไม่จบ เพราะจู่ๆ เสียงโครมของประตูที่ถูกเปิดอย่างแรงก็ดังคั่น เรียกให้สามคนนั้นหันมองไปที่ต้นเสียงอย่างตกใจ และสิ่งแรกที่ยื่นมาให้เห็นคือพื้นรองเท้าใครบางคนที่ใช้เปิดประตูเมื่อกี้นั่นเอง และพอเห็นว่าใครทำ ดีมก็แทบจะว้ากออกมา และโมก็เงียบไป
“ปัดโธ่! มือมีดีๆทำไมไม่ใช้กันวะครับ”
“’โทษที” คนใช้เท้าเปิดพูดน้ำเสียงหาความจริงใจไม่ได้ เดินเข้ามาในห้องอย่างไม่คิดถอดรองเท้า “เผอิญมือมันไม่ว่างน่ะ”
พูดจบก็โยนสัมภาระที่ทำให้มือไม่ว่างลงมาตรงพื้นห้องกลิ้งมาชนโต๊ะกระดานที่พวกดีมใช้เล่นพอดี และนั่นทำให้ทั้งสามคนเบิกตากว้าง เมื่อมันเป็นร่างของเด็กหนุ่มคนหนึ่ง
“กิล!?” โมตกใจที่จู่ๆ ก็เห็นคนคุ้นเคยมาปรากฏอยู่ตรงหน้า ส่วนเอมเพียงเห็นว่าเป็นใครก็ตาเป็นประกาย
ความขุ่นเคืองฉายชัดอยู่บนหน้าเนียร์ เธอยกมือกอดอกพร้อมกับหันหน้ามามองดีม “ตอนกแรกก็กะเอาไปไว้ห้องนายอยู่หรอก แต่กลับหายหัวไปไหนหมดไม่รู้...เลยต้องมาห้องนี้จนได้” ประโยคหลังพูดเบาลง สายตาเห็นชัดว่าจงใจไม่มองโมที่นั่งบนเตียง
“ก็พวกฉันต้องผลัดกันเฝ้ายัยหนูนี่นี่นา จะให้ไปกินข้าวกันหมดแล้วปล่อยทิ้งไว้ในห้องคนเดียวมั้ยล่ะ” ดีมย้อน เขายักไหล่สายหน้าเอือมๆ “ไม่ไหวๆ หรือเธอจะมาเฝ้าให้กันล่ะ”
“คอยดูหมอนี่ด้วยละกัน” เนียร์ทำเป็นไม่ได้ยิน กำลังจะหมุนตัวออกจากห้อง ก็ถูกเสียงเอมดึงไว้
“งั้นฉันขอ...”
“ห้ามเธอแตะต้องกิลเด็ดขาด” เนียร์ห้ามราวกับจะรู้ว่าเอมคิดทำอะไร
คนถูกขัดความสุขส่วนตัวหันมองตาขวาง “ว่าไงนะ! คิดว่าเป็นตัวแทนของท่านตนัยแล้ว นึกอยากจะสั่งอะไรก็ได้รึไงห๊ะ” เอมแหวใส่
ชีวิตก่อนหน้านี้ของพวกเธอยังดูสบายดีอยู่เลย จนกระทั่งเมื่อสองวันก่อน จู่ๆ ตนัยก็มาบอกว่าให้เนียร์เป็นตัวแทนของเขา ทั้งที่ที่ผ่านมาพวกเอมยังเห็นเนียร์เป็นแค่หุ่นเดินได้อยู่เลย ทำไมจู่ๆ ตนัยก็เกิดไว้ใจเนียร์ขึ้นมาก็ไม่รู้
แต่แปลก...บางครั้งเอมกลับรู้สึกว่าเนียร์มีบรรยากาศคล้ายกับตนัยขึ้นมา ทั้งความคิดและการพูด บางทีเอมก็เห็นเนียร์เป็นเหมือนตนัยจริงๆ...ก็แค่บางทีเท่านั้นแหละนะ
“ความคิดของฉันก็เหมือนของตนัย และตนัยก็ไม่อยากให้หมอนี่เจ็บหนัก”
เอมรู้สึกได้ว่าความเหมือนนั้น ไม่ใช่กับตอนนี้
“งี้นี่เอง” เด็กสาวโคลงหัวช้าๆจนห่วงที่จมูกส่ายไปมา “ความจริงแล้ว เธอก็แค่หวงใช่มั้ยล่ะ โธ่เอ๊ย มาทำเป็นพูดดี”
หวง?...โมเป็นอึ้งจนเกือบอ้าปากค้างไปแล้ว ขนาดเธอกับเพียวช่วยกันผลักพี่ฟิวส์แทบตาย เนียร์มันยังไม่เห็นจะสนใจเลย แล้วจะมาบอกว่าเนียร์หวงกิลเนี่ยนะ!
ยังไม่ทันจะหายตะลึงเรื่องนั้น โมก็แทบช็อกเมื่อกระดานเล่นโกะลอยเฉียดหน้าเธอไปไม่กี่เซนฯ ชนเข้ากับกำแพง เสียงหมากร่วงกราว และในเวลาไล่เลี่ยกัน บางสิ่งที่ก็เข้ามากระแทกขาเตียงที่โมนั่งอยู่จนเกือบคิดว่าเกิดแผ่นดินไหวขึ้นชั่วขณะ ก่อนเสียงร้องโอยจากเด็กหนุ่มที่ใกล้ได้สติจะดังขึ้นเรียกให้โมก้มมอง และพบว่าเป็นกิลนั่นเอง ที่ถูกเตะมาพร้อมกับกระดานโกะ...ไม่สิ ต้องบอกว่ากระดานโกะเป็นลูกหลงจากการที่เตะกิลต่างหาก
ส่วนคนที่เหวอสุดคือเอมกับดีม ที่ตรงหน้าทั้งคู่นั้นมีเท้าคนเตะยังลอยค้างอยู่กลางอากาศ ประดุจนักฟุตบอกที่เพิ่งเตะลูกเข้าโกลอย่างงดงามก็ไม่ปาน คนตั้งสติได้ก่อนคือเอมที่เกือบหาเสียงตัวเองไม่เจอ
“นะ..ไหนเธอบอกว่าห้ามทำอะไรไง!”
“ฉันบอกว่าไม่ให้ ‘เจ็บหนัก’ แค่นี้มันเด็กๆ” เนียร์พูดเสียงเรียบพอๆกับใบหน้า เหมือนไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับการเตะคนคนหนึ่ง นั่นทำให้ความคิดก่อนหน้านี้ของเอมและโมถูกขจัดไปอย่างรวดเร็ว “ถ้าเธอเอาไปเล่นแบบคราวก่อน คงมีเลือดตกยางออกหนักกว่านี้แน่ๆ ฉันไม่อยากให้มันถึงขั้นนั้น”
ขณะเดียวกัน เนียร์ก็ได้ยินเสียงโมถามกิลที่เพิ่งได้สติอย่างเป็นห่วง
“เธอ...” กิลมองโม รู้สึกเจ็บแปลบแผ่ไปทั้งผืนหลังและช่วงท้อง เขาพยายามรวบรวมสติและปล่อยให้ความทรงจำช่วงสุดท้ายก่อนหมดสติไหลผ่านเข้ามา กำลังจะสำรวจว่าตัวเองอยู่ที่ใด แต่ทันทีที่หันมาด้านหลัง ดาบที่เคยเป็นอาวุธคู่กายก็ถูกนำมาจ่อเข้าที่คอ
“อยู่เฉยๆ ดีกว่านะ ถ้าไม่อยากเจ็บตัว” เนียร์เตือน
ทว่าปฏิกิริยาของกิลกลับไวกว่า เขาใช้มือซ้ายผลักคมดาบไปด้านข้างอย่างรวดเร็ว ขณะมือขากระแทกใบดาบตรงกลางขึ้นจนหลุดจากมือเนียร์ แรงเหวี่ยงนั้นทำให้ด้ามดาบหันมาฝั่งเขา ซึ่งกิลจับมันไว้และใช้จ่อคอเนียร์แทน
จากคนขู่กลายเป็นคนถูกขู่ในชั่วพริบตา สามคนที่เหลือในห้องแอบตะลึง เมื่อกิลยังคุกเข่าบนพื้นไม่ได้ขยับไม่ไหนเลยด้วยซ้ำ แต่เนียร์เพียงมองด้วยสายตานิ่งเฉย
“ไม่ได้พกไว้เล่นๆ สินะ ดาบนี่”
กิลไม่สนใจคำหยอก เขาเชิดปลายดาบขึ้นจนสุดปลายคมนั้นจิ้มเนื้อเนียร์เข้าไป หากยังไม่เข้าเนื้อ หวังคาดคั้นเอาคำตอบ
“เธอคิดจะทำอะไรกันแน่ ถึงยอมรับใช้ท่านตนัยแบบนี้”
“รับใช้...เหรอ” เนียร์ทวน ก่อนแยกยิ้มเล็กน้อย เอมที่อยู่ใกล้ๆสะดุ้งขึ้นน้อยๆ กับบรรยากาศที่ราวกับจะเปลี่ยนไปของเนียร์
นี่ต่างหาก...ความเหมือนที่เธอสัมผัสได้ เอมรู้อย่างนั้นแล้วจึงนิ่งเฉยรอคอยเวลาอยู่ด้านหลังเนียร์ พอมองเพื่อนในกลุ่มตน ก็รู้ได้ว่าดีมคงรู้สึกได้ไม่ต่างจากเธอ
“ฉันไม่ได้รับใช้ตนัยหรอกนะ เปล่าเลย ไม่เหมือนตระกูลของนายหรอกที่ต้องรับใช้คนจากตระกูลวงศ์วลายุ”
กิลชะงัก มั่นใจว่าตนไม่เคยบอกถึงเรื่องนั้น ถึงอีกฝ่ายจะรู้ว่าเขากับเกลมีหน้าที่รับใช้ท่านเดสิต แต่ก็ไม่เคยบอกมาก่อนว่าเป็นเพราะตระกูลของเขาต้องคอยรับใช้ตระกูลท่านเดสิต...แล้วทำไมเนียร์ถึงรู้เรื่องนี้
เนียร์ถือโอกาสตอนที่กิลกำลังอึ้งและอยู่ในตำแหน่งต่ำกว่า เตะมือกิลจนดาบหลุดกระเด็นไปอีกทางอย่างง่ายดาย พร้อมกันนั้นลูกเตะอีกลูกก็ฟาดเข้าใส่หัวกิลมาติดๆ แต่คราวนี้กิลยกแขนขึ้นมากันไว้ทัน แม้จะช่วยไม่ให้โดนหัว แต่แรงกระแทกนั้นก็ทำให้เขาเสียหลักไถลไปกับพื้นอยู่ดี
ขณะที่กิลเอามือยันพื้นหวังจะลุก ก็มีฝ่าเท้าที่ยังสวมรองเท้าอยู่เหยียบมือที่ใช้ยันนั้นพร้อมกับขยี้ไปมา กระนั้นกิลก็ยังข่มฟันแน่นไม่ร้องออกมาให้ได้ยินสักแอะ จนโมที่อยากเข้าไปช่วยแต่ก็ทำไม่ได้ร้องเหมือนเจ็บแทนเอง
“ก็บอกแล้วไงว่าให้อยู่เฉยๆ ถ้าไม่อยากเจ็บตัว” เนียร์หรี่ตาลงอย่างระอา แล้วกดแรงขยี้เพิ่มเข้าไปอีกจนกิลเผลอร้องออกมาอย่างช่วยไม่ได้ เป็นภาพที่ดูน่าหวาดหวั่นแม้กระทั่งกับพวกเดียวกัน
“อ่า คุณเนียร์ครับ” ดีมเรียกอย่างเกรงๆ หลังได้เห็นการทรมานที่ถึงแม้เลือดไม่ตกยางไม่ออก แต่ดูน่ากลัวเสียยิ่งกว่าตอนเห็นเอมทรมานคนเสียอีก
“มีอะไร” เนียร์ถามโดยสายตายังจดจ้องเด็กหนุ่มที่อยู่แทบเท้า
“เดี๋ยวคนจากเผ่าเอดีวาสนี้ พวกผมจะรับช่วงต่อเองครับ คุณเนียร์ไปพักผ่อนเถอะ” ไม่รู้เพราะหมายความตามนั้นจริง หรือกลัวไอ้คนที่รองมือรองเท้าจะช้ำในตายก่อนกันแน่ แต่เนียร์ก็ไม่ปฏิเสธ เธอปล่อยให้ดีมเข้ามาจัดการต่อแทน ก่อนมองหน้าเอม คล้ายจะถามว่าอีกฝ่ายมีปัญหาอะไรรึเปล่า แน่นอนว่าเอมไม่กล้ามีปัญหาด้วยอยู่แล้ว หลังสัมผัสได้ถึงความโหดของเธอ ที่มันคงมีมากกว่าที่เห็นนี้แน่
เนียร์ตรวจความเรียบร้อย เห็นกิลถูกมัดมือไพล่หลังแน่นหนากว่าโมเสียอีกก็พอใจ คิดจะออกจากห้อง พลันสายตาก็ไปสะดุดลงตรงที่ดวงตากลมโตของคนที่นั่งบนเตียงเข้าเสียก่อน
ไร้ซึ่งความชิงชัง ไร้ซึ่งความแค้นในดวงตาคู่นั้น มีเพียงความสงสัยด้วยใจบริสุทธิ์ไม่คิดเป็นอื่น ทั้งที่แต่ก่อนก็เคยถูกจ้องด้วยสายตาอย่างนั้นจนชิน แต่บัดนี้เนียร์กลับเบี่ยงหลบทำเป็นไม่เห็นเท่านั้น ราวกับกำลังกลัวบางอย่างอยู่
“ยังตัดใจเรื่องเพื่อนไม่ได้งั้นเหรอ นิศาชล” คนทักคนแรกคือชายหนุ่มที่ยืนรออยู่ตรงหน้าประตู ตนัยมีโอกาสได้เห็นเด็กหนุ่มเผ่าเอดีวาสในห้องชั่วแวบหนึ่งก่อนประตูจะปิดลง
น่าแปลกที่เนียร์ไม่ได้ฉุนเฉียวใส่ เธอก้าวมาเหมือนจะสวนทางกัน แต่กลับหยุดข้างตัวเขา
“นายต่างหาก เลิกหวังเรื่องคนจากตระกูลดราอูเกฟิสเถอะ นายก็รู้ว่าเป็นไปไม่ได้”
ตนัยถอนหายใจ คลี่ยิ้มบางอย่างเหนื่อยอ่อน มองตรงไปข้างหน้า ทางทอดยาวและประตูห้องพักเรียงรายสลับกับโคมไฟสีเหลืองนวลที่ถูกเปิดในยามกลางคืน
“ให้มันเป็นไฟดวงเล็กเหลือประดับโลกอันแสนมืดมนนี้สักหน่อยไม่ได้หรือ”
“...ความฝันลมๆ แล้งๆ” เนียร์พูดขณะก้าวไปต่อ “โลกที่ควรจะเป็นน่ะ มีไฟส่องสว่างเฉพาะบนฟ้าอย่างเดียวก็พอแล้ว”
เบื้องหลังที่เพิ่งผ่านมา เนียร์ได้ยินเสียงหัวเราะคลอมาเบาๆ พร้อมกับเสียงพึมพาว่า ‘นั่นสินะ’
เพราะมีเป้าหมายเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น และทั้งหมดนั้นก็มีไว้เพื่อ ‘เธอ’
“พี่กิลล่วงหน้าไปตั้งแต่เมื่อวานแล้วเหรอคะ!?”
เกลร้องเสียงดังภายในรถตู้ที่เต็มไปด้วยเด็กหนุ่มและเด็กสาวหลายคน ทั้งพวกฟิวส์และพวกเล็ทที่นัดเจอกันที่คอนโดของเดสิตเมื่อเช้านี้ สีหน้าเกลตื่นตระหนกเหมือนเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย ในขณะที่คนบอกเรื่องนี้ให้รู้อย่างทินซึ่งนั่งอยู่ตรงเบาะเดี่ยวข้างหลังเธอกลับตอบด้วยท่าทีเหมือนเป็นเรื่องปกติที่สุดว่า
“ใช่”
ถ้าไม่ติดว่าอีกฝ่ายเป็นพี่ชายของเนียร์ที่เธอชื่นชมแล้วล่ะก็ เกลคงอยากเข้าไปบีบคอนั่นแล้ว แต่จะโทษเขาก็ไม่ได้ เพราะเธอไม่ยอมถามให้เร็วกว่านี้เอง ในเมื่อปกติพี่กิลก็ชอบไปนู่นไปนี่อยู่แล้ว เธอก็คิดว่าเขาคงตามมาทีหลัง ที่ไหนได้...ทำไมเธอถึงไม่นึกสงสัยเลยนะว่าพี่ชายไปไหน
เรื่องใหญ่ขนาดนี้ พี่กิลกลับไม่บอกเธอสักคำ เกลเริ่มน้อยใจในตัวพี่ชายฝาแฝดขึ้นมา ทั้งที่ปกติเวลามีอะไรก็จะบอกก่อนแท้ๆ แสดงว่า...มีเรื่องที่บอกเธอไม่ได้อยู่อย่างนั้นเหรอ
ฟิวส์นั่งอยู่ตรงเบาะคู่กับโชล เห็นเกลที่นั่งอยู่ใกล้ๆ เริ่มท่าจะไม่ได้ รีบพูด
“เฮ้ยๆ มันแค่ล่วงหน้าไปก่อน ไม่ได้จะไปตาย อย่าเพิ่งคิดมาก”
“แต่...ทำไมถึงไม่อบกเกลล่ะ” เกลกำมือแน่น ความร้อนรนเริ่มแผ่ออกมาจนคนในรถสัมผัสได้ แม้แต่พวกเล็ทห้าคนที่ไม่ได้สนิทอะไรด้วยยังนึกเห็นใจ
เอลที่นั่งอยู่ตรงสามเบาะด้านหน้า คั่นกลางระหว่างเพียวกับวาลหันมามอง คิดจะพูดอะไรสักอย่างเพื่อปลอใจ แต่ฟิวส์กลับเอื้อมมือไปวางไว้บนหัวเกลพลางลูบเบาๆ ฟิวส์เคยเห็นกิลทำแบบนี้อยู่บ่อยครั้งเลยคิดว่ามันอาจช่วยได้ ซึ่งมันก็ไม่ผิดจากที่คิดไว้เลย เมื่อใบหน้าที่ขมวดมุ่นนั้นผ่อนคลายลง
มองดูเหมือนการลูบหัวนี้จะเป็นใครก็ทำได้ แต่จริงๆแล้วคนที่ทำให้แล้วเกลรู้สึกสบายใจมีเพียงไม่กี่คน นั่นคือท่านตนัย พี่กิล เนียร์ และ...
“ขะ..ขอบคุณค่ะ ฉันไม่เป็นไรแล้ว” เกลรีบจับมือฟิวส์ออกห่าง ก้มหน้าลงหันไปอีกทางหวังซ่อนแก้มที่ขึ้นสีเรื่อ ฟิวส์ไม่เห็นเพราะแขนเกลบังอยู่ แต่คนที่อยู่ด้านหน้าหันมามองอย่างเอลกับเพียวเห็นเข้าอย่างจัง
“โอ๊ะโอ หรือว่าเกลจะ...”
มือเพื่อนสนิทรีบตะครุบปากเพียงอย่างรวดเร็ว ยังดีที่ไม่ใช่โม เพราะรายนั้นคงแหกปากจนรู้กันไปทั่วด้วยความตกใจแน่ แต่แค่นั้นเอลก็เห็นคนช่างสังเกตอย่างโชลเลิกคิ้วขึ้นด้วยความสงสัยว่าเธอทำอะไร เอลเลยคิดเปลี่ยนเรื่อง
“แล้วพอจะหาทางติดต่อกิลได้รึเปล่าล่ะ เกล”
“อ๊ะ ค่ะ ตอนนี้พี่กิลมีโทรศัพท์มือถือแล้วค่ะ” เกลดีใจที่มีเรื่องเบี่ยงความสนใจไปได้ รีบตอบอย่างกระตือรือร้น เหมือนได้ยินเสียงผู้หญิงที่นั่งอยู่เบาะหลังฟิวส์กับโชลบ่นขึ้นมาเบาๆ “มือถือก็มี เอาเวลาจิตตกไปโทรหาไม่ดีกว่ารึไงยะ” แต่ไม่พ้นหูเกลไปได้
“ก็...ก็ท่านเดสิตเพิ่งซื้อให้นี่คะ บอกว่าไว้เผื่อฉุกเฉิน ถึงจะมีแค่เครื่องเดียวแล้วให้พี่กิลไปแล้วก็เถอะ แต่ฉันเพิ่งเคยมีของแบบนี้นะคะ ต้องมีลืมกันบ้างสิ” เกลแก้ตัว นึกอายที่ไม่ทันนึกถึงเรื่องนี้ซะก่อน
“บ้านนอกคอกนาก็งี้ละน้า”
“ริส!!” เล็ทกับซีลเรียกพร้อมกัน ริสทำเฉไฉด้วยการเอานิ้วอุดหูตัวเอง ทำเป็นไม่ได้ยินอะไรทั้งสิ้น
“บอกเบอร์มา” คนที่นั่งเงียบตลอดพูดขึ้น มือหยิบโทรศัพท์ตัวเองออกมาพร้อมแล้ว ขนาดเอลที่นั่งอยู่ข้างๆ ยังตกใจที่เห็นเธอส่งเสียง นึกว่าวาลจะหลับไปแล้วซะอีก แต่ก็ให้อีกฝ่ายเป็นคนโทรไป
เชือกที่เคยมัดมือถูกแก้ออกทั้งกิลและโม พร้อมกับถาดอาหารเช้าที่ดีมกับเลียนไปเอามาจากบุฟเฟ่ต์มื้อเช้าที่โรงแรมจัดไว้ให้ มีทั้งข้าวต้มทรงเครื่อง ขนมปังปิ้งทาเนย ไข่ดาว ไส้กรอกกับแฮมอีกหลายชิ้น และยังมีอาหารอย่างอื่นอีกที่กิลไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่รู้อย่างเดียวว่าปริมาณมันเยอะเกินไปกว่าจะกินหมดในมื้อเดียว
ขนาดโมยังมองตาค้าง บ่งบอกว่านี่เป็นครั้งแรกที่ได้เจอมื้อเช้าสุดอลังการอย่างนี้
“กินซะ ก่อนจะไม่มีโอกาสให้กินอีก” ดีมว่า พอเห็นสายตาสงสัยจากทั้งสองคน ดีมก็ทำพูด “นี่ไง ที่เขาพูดกันว่า The Last Sipper...ล่ะมั้ง”
“The Last Supper* ต่างหาก” เด็กสาวตรงประตูขัดขึ้น สีหน้าคล้ายจะระอากับทุกสิ่ง “ถ้านายเตรียมตัวเสร็จแล้วก็ไปรอที่รถได้เลย ตรงนี้เดี๋ยวฉันจัดการต่อเอง”
“Sir, yes sir.” ดีมทำท่าตะเบ๊ะแบบทหารมาให้เนียร์ก่อนจะออกจากห้องไป ไม่ลืมที่จะปิดประตูให้
เนียร์นั่งตรงโซฟาเฝ้าทั้งคู่ ซึ่งโมตั้งหน้าตั้งตาทานอาหารแบบจงใจหลายสายตาเธอสุดฤทธิ์ ในขณะที่กิลยังนิ่งเฉย
“เช้าขนาดนี้ พวกเธอจะรีบไปไหนกัน”
“ไปทำในสิ่งที่ควรทำ” เนียร์ตอบ แต่ไม่ให้ความกระจ่าง “ถ้านายรู้ว่าพวกเราอยู่ที่นี่...ไม่สิ ก็ตั้งใจให้รู้แต่แรกแล้วล่ะ ไม่งั้นสายของท่านเดสิตคงไม่รู้ว่าพวกฉันอยู่ไหนหรอก จริงมั้ย”
ตั้งใจโผล่ออกมาให้เห็นเองสินะ กิลคิด
“ก็ไม่คิดหรอกนะว่านายจะบุกคนเดียวแบบนี้ แต่ก็ทำให้รู้ว่าพวกที่เหลือต้องตามมาติดๆ แน่ พวกฉันก็แค่จะจัดเตรียมอะไรสักหน่อยเพื่อเป็นการต้อนรับไงล่ะ”
“ไปไหน”
เนียร์ลุกไปตรงหน้าต่าง แหวกผ้าผ่านออกเห็นทะเลที่อยู่ไกลออกไป เนียร์ชี้ไปที่จุดๆหนึ่ง “ที่นั่นไงล่ะ”
กิลกับโมมองตาม จุดที่เนียร์ชี้เป็นเชิงผายื่นหน้าออกมาเหนือทะเล เป็นสถานที่ที่ทั้งคู่ไม่เข้าใจว่าจะไปทำไม
“ไปถ่ายรูปที่ระลึกเก็บไว้ใช่ปะนั่น” โมเผลอพูดล้อออกมา เพราะในห้องมีแต่คนสนิท ก่อนเพิ่งรู้ตัวเมื่อในห้องมันเงียบผิดปกติ โมมองเนียร์ที่ตอนนี้ทำเพียงแค่จ้องเธอเฉยๆ ด้วยสายตาอ่านยาก เศร้า?...เวทนา?...โมไม่อยากเดาต่อ เลยหันไปตั้งหน้าตั้งตาทานอาหารปริมาณมหาศาลต่อ
ในขณะที่กิลไม่คิดแตะของตรงหน้า
“ไม่ได้วางยาอะไรไว้หรอกน่า” เนียร์พูด แต่กิลยังคงนิ่ง เธอเลยเข้าไปยันยันคำพูดตัวเองด้วยการตักข้าวต้มขึ้นมาใส่ปากตัวเองคำหนึ่ง “เห็นมั้ย ไม่มีอะไร” เนียร์ยื่นช้อนคืน แต่อีกฝ่ายไม่รับกลับ
“เธอไม่ได้ถูกท่านตนัยควบคุมอยู่จริงๆ เหรอ”
โมชะงักช้อนที่กำลังจะตักใส่ปาก สายตาเลื่อนไปทางเขา
เนียร์ถอนหายใจกับคำถามที่ดูซ้ำซาก “ถ้าฉันตอบแล้ว นายก็อย่าให้อาหารพวกนี้เสียของล่ะ”
กิลพยักหน้า
“ตอนนี้ฉันไม่ได้ถูกตนัยควบคุมอยู่หรอก” เนียร์ตอบอย่างชัดเจน ราวกับถ้าเขาคิดถามอีกนี่คงไม่ยอมจบแค่พูดเฉยๆ แน่ “ฉันก็แค่...มีเป้าหมายที่ต้องการไปให้ถึงใหม่เท่านั้น”
“นั่นคือการทำลายโลกนี้รึไง เนียร์”
“...ใช่” แล้วเนียร์ก็แค่นยิ้มออกมา “เพราะโลกนี้มันเกินกว่าจะเยียวยา และนี่ก็เป็นความต้องการของ...เธอ” เนียร์หลับตาลง นึกถึงใบหน้าของหญิงสาว...ห้วงเวลาสุดท้ายที่เธอยังมีชีวิตอยู่
ทั้งที่เธอไม่สมควรตายแท้ๆ แต่ก็ยังถูกพรากไป...โลกที่แม้แต่ความปรารถนาสุดท้ายของเธอยังให้ไม่ได้ โลกแบบนั้นน่ะ...
“ไม่มีทางให้อภัยหรอก” เนียร์ข่มเสียง มือกำแน่นสะกดกลั้นอารมณ์ แต่แล้วมันก็ระเบิดออกมา ความแค้นและชิงชังแผ่กระจายไปทั่วทุกส่วนของร่างกายจนไม่มีพื้นที่เหลือให้สิ่งอื่นใดอีก “ฉันรู้แล้วว่ามันเป็นยังไง ฉะนั้นไม่มีทางให้อภัยหรอก ไม่มีทางให้อภัยที่มันพรากเธอไปเด็ดขาด!”
กิลหายใจเฮือก เมื่อคนตรงหน้านี้เขาเห็นเป็นใครอีกคนหนึ่งไปแล้ว ไม่ใช่เพียงภาพซ้อนทับแบบคราวที่แล้วมาอีก แต่เพียงชั่วอึดใจเดียว เนียร์ปิดตา อดกลั้นบางอย่างไม่ให้มันคลุ้มคลั่ง อารมณ์พุ่งพล่านเหล่านั้นก็หายไปเร็วจนเหมือนเมื่อกี้นี้เกือบเป็นเรื่องโกหก
ช้อนถูกยื่นมาตรงหน้ากิล “รีบกินได้แล้ว”
กิลรับมาถือไว้ ตักข้าวต้มกำลังจะเอาเข้าปาก แต่มือกลับชะงักไว้ ดวงตาสีน้ำเงินเข้มจ้องช้อนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้ามองคนให้จนอีกฝ่ายเลิกคิ้ว “มีอะไรอีก”
“...เปล่า ไม่มีอะไร” กิลเอาช้อนเข้าปากตัวเองอย่างไม่ลังเลอะไรอีก จนคนข้างตัวเขาเป็นฝ่ายอ้าปากค้างแทน
โมทำหน้าเลิ่กลั่ก มองช้อนกิลที มองเนียร์ทีเหมือนอยากพูดอะไรสักอย่าง
“มีปัญหาอะไรรึเปล่า” กิลถามเสียงเรียบเหมือนไม่รู้ว่าโมตกใจอะไรอยู่ แต่บางอย่างในน้ำเสียงนั้นทำให้โมส่ายหน้าแรงจนหัวแทบหลุด
ไม่ว่าจะด้วยความบังเอิญ ความเคยชินหรืออะไรก็ตาม โมรู้สึกว่ากิลจะใช้ช้อนกินมากกว่าปกติ แม้แต่ขนมปังที่สามารถหยิบด้วยมือได้เลย เขาก็ยังใช้ช้อนตัดเป็นคำมากิน
ใช้เวลาอยู่ครู่หนึ่งทั้งคู่ก็ทานอาหารปริมาณเกินปกตินั้นจนหมด เนียร์ยืนพิจารณาทั้งคู่อยู่พักหนึ่งแล้วบ่นพึมพำ
“จริงๆ ก็อยากมัดมือมัดเท้าอุ้มไปที่รถอยู่หรอกนะ แต่นั่นคนต้องสังเกตเห็นแน่”
อย่าว่าแต่สังเกตเลย ฉากกระแทกตาขนาดนั้นใครไม่เห็นก็แย่แล้ว โมแย้งเพื่อนตัวเองเบาๆ ถ้าเป็นเนียร์ตอนปกติก็อยากจะโพล่งออกไปให้ได้ยินอยู่หรอก
“งั้นก็ไม่มัดละกัน” เนียร์ตัดสินใจได้ในที่สุด “ขอเตือนว่าอย่าหนีให้เสียแรงเปล่าเลยนะ” เนียร์เตือนพลางเดินนำออกประตูมา และได้เจอกับเด็กหนุ่มที่ทำผมปิดดวงตาข้างซ้ายยืนล้วงกระเป๋าพิงผนังรออยู่
ทั้งคู่สบกันเพียงชั่วอึดใจ ก่อนเนียร์เป็นฝ่ายเริ่ม
“มาเฝ้าเหรอ”
“ก็ไม่มีอะไรรับประกันว่าเธอจะไม่พาพวกนี้หนีไปนี่” อั๊คเป็นคนเดียวที่ยังไม่ไว้ใจเนียร์เต็มร้อย
“งั้นนายพา...ผู้มีจิตใจบริสุทธิ์ไปขึ้นรถคันนายละกัน” เนียร์ส่งตัวโมไปให้ แล้วเธอก็จับแขนกิลให้เดินตาม แต่เนียร์กลับหยุดกึก หันมาพูดกับอั๊คอีกรอบเหมือนเพิ่งนึกอะไรขึ้นได้
“ฉันรู้นะว่านายไม่ชอบฉัน และก็ไม่อยากให้นายต้องฝืนมาชอบฉันด้วย แต่ตอนนี้เรามีเป้าหมายเดียวกันอยู่ อย่าให้อคติของนายมาทำให้แผนเสียก็แล้วกัน”
“เรื่องนั้นไม่บอกก็รู้” อั๊คว่า สายตาข้างเดียวส่อชัดว่ายังไงก็เกลียดเธอ
เนียร์วางมือลงบนบ่าอั๊ค ดวงตาสีดำเลื่อนมาจับตาขวาของเขาที่จ้องเธออยู่เช่นกัน ราวกับไม่ชอบการกระทำของเธอ เนียร์เหยียดยิ้ม “วางใจได้ เพราะฉันก็ไม่ชอบขี้หน้านายเหมือนกัน”
และแล้วบรรยากาศที่กำลังตึงเครียดกำลังดีก็ถูกใครบางคนทำลายแบบขวานผ่าซาก
“เอ่อ ฉันขอเข้าห้องน้ำก่อนได้มั้ย”
เนียร์ถึงกับชะงัก แม้แต่อั๊คยังทำหน้าเครียดกว่าเดิม เมื่อชายข้างตัวเธอเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าคล้ายอยากหนีให้พ้นจากสายตาของแต่ล่ะคนใจจะขาด เนียร์มองหน้ากิลก่อนจะเลื่อนไปแถวท้อง แล้วพยักหน้าอนุญาตคล้ายเข้าใจ ที่กิลไม่อยากให้เข้าใจเลยสักนิด
แล้วเนียร์กับอั๊คก็หันมองโมพร้อมกัน คล้ายจะถามว่าเธออยากเข้าด้วยมั้ย ทำเอาโมส่ายหน้าเต็มพิกัด ร้องเสียงหลง “ฉันไม่ได้ไส้ตรงขนาดยัดเข้าไปปุ๊ปก็ออกปั๊ปแบบนั้นน้า!”
กิลนึกอยากจะปฏิเสธสุดใจว่าเขาไม่ได้ปวดท้องหนักอย่างที่พวกเธอคิด แต่ดูเหมือนสถานการณ์จะบีบบังคับอย่างช่วยไม่ได้ เมื่อจู่ๆโทรศัพท์ที่เขาพกไว้เกิดสั่นขึ้นมา โชคดีที่เขาปิดเสียงและเปิดระบบสั่นไว้แทน ไม่อย่างนั้นพวกเนียร์ต้องได้ยินแน่
ทันทีที่ได้เข้าห้องน้ำ กิลก็กดตัดสายนั้นทิ้ง เขาไม่อยากให้คนข้างนอกได้ยินว่ามีการพูดกันในนี้ จึงเลือกที่จะส่งข้อความกลับไปแทน เพื่อบอกถึงสถานการณ์ในตอนนี้ อย่างน้อยนั่นก็ทำให้เขาโล่งใจอยู่บ้างที่การมาของเขาไม่สูญเปล่า แต่ทันทีที่ออกมาจากห้องน้ำ สายตาคนสามคู่ที่จ้องมองมาช่างทิ่มแทงซะนี่กระไร จนกิลต้องเป็นฝ่ายเอ่ยปากถามเสียเอง
“ไปกันเลยได้มั้ย”
“ ‘ถูกท่านตนัยจับตัวไว้ สถานที่เปลี่ยนเป็นภูเขาใกล้ทะเล รีบมาด่วน’ “ วาลอ่านข้อความที่กิลส่งมาให้ทุกคนในรถได้ยิน เกิดคำถามขึ้นในความของแต่ละคนทันที
“ภูเขาเหรอ ไปที่นั่นทำไมกันน่ะ” เล็ทสงสัย
“นี่ๆ หมอนั่นไม่ได้บอกอะไรเพิ่มเลยเหรอยะ” ริสตะโกนถามคนนั่งเบาะหน้าสุด
“แต่ถูกจับตัวได้จะเป็นอะไรรึเปล่านะ” เอลเป็นห่วง แต่หลังจากติดต่อกับกิลได้แล้ว เกลก็สงบลงขึ้นเยอะ ถึงกับถอนหายใจโล่งอกเลยด้วยซ้ำที่เขายังมีชีวิตอยู่
“งั้น โชเฟอร์!” ทินร้องบอกชายคนขับด้วยรอยยิ้มกว้างจนไม่ว่าใครที่ได้เห็นเริ่มรู้สึกได้ถึงลางร้าย “ฝากซิ่งเร็วด่วนจี๋เลยนะ”
“เฮ้ย!!” คนที่เหลือร้องเป็นเสียงเดียวกัน เมื่อตอนนี้เข็มมันก็จะเลยหนึ่งร้อยแหล่ไม่เลยแหล่อยู่แล้ว แต่คุณพี่ชายขับรถกลับร้องบอกเสียงใสด้วยความยินดีเป็นอย่างยิ่ง
“จัดให้เลยครับ!”
และเลข 140 ก็คือตัวเลขที่อยากจะกระดิกให้เลยไปมากที่สุด
รถที่จะพาพวกเนียร์ไปยังจุดหมายถูกแยกออกเป็นสามคัน คันแรกที่ออกนำเป็นรถลีมูซีนคันยาวสีดำของตนัย มีเนียร์และกิลอยู่ คันที่สองและสามเป็นรถปกติที่มีนิกร กลุ่มเด็กโรงเรียนเทพาพิทักษ์ห้าคน และคนของตนัยที่เหลือ ตามกันไปเป็นขบวน
รถที่เนียร์นั่งคงเรียกว่าหรูสูดในบรรดาคันที่เหลือ ด้านคนขับรถและผู้โดยสารมีแผ่นกั้นปิดแยกไว้จากกันให้อย่างเป็นส่วนตัว เบาะยาวสองเบาะหันหน้าชนกัน เนียร์กับตนัยนั่งคู่กัน มีกิลนั่งอยู่ตรงข้าม ข้างเนียร์มีดาบของเขาวางไว้อยู่ด้วย
“ดูเครียดๆ นะ กีเลนอล” ตนัยทักหลังจากรถแล่นมาได้สักพักแล้ว เด็กหนุ่มนั่งตัวเกร็งกำมือแน่น แผ่ความเครียดออกมาอย่างชัดเจน
“ท่านกำลังจะทำลายโลกนี้ แล้วจะไม่ให้ผมเครียดได้ยังไงล่ะ”
“ถึงบอกทำลาย แต่ก็ไม่ได้หมายความตรงตัวไปซะหมดหรอกนะ” ตนัยแย้ง “สิ่งที่ฉันทำลายคือสิ่งที่เป็นภัยต่อการไปสู่เป้าหมายของฉัน ใช่ มันอาจสร้างความเสียหายร้ายแรง แต่ก็ไม่ถึงกับล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์หรอก”
กิลเงยหน้าเล็กน้อยอย่างสนใจ เมื่อตลอดมาเขานึกว่าอีกฝ่ายต้องการทำลายทุกสิ่งบนโลกนี้เสียอีก
“ฉันจะยังเหลือบางสิ่งไว้ นั่นคือข้อตกลงระหว่างฉันกับเด็กโรงเรียนเทพาพิทักษ์ ที่จะให้พวกเขาเปลี่ยนแปลงให้เป็นไปอย่างที่พวกเขาต้องการ นั่นหมายถึง...เธออาจจะได้มาเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงก็ได้นะ”
“หมายความว่าไงครับ” กิลงงไปชั่วขณะ แม้แต่เนียร์ยังทำตาโตเมื่อตนัยยื่นข้อเสนอที่เธอไม่เคยรู้มาก่อนให้เขา
“มาร่วมมือกับพวกเราสิ กีเลนอล ทำให้โลกนี้เป็นไปตามที่ต้องการ ถ้าทำอย่างนั้น ทั้งเธอ ทั้งเกลลีนา พวกเราสามคนจะได้อยู่ร่วมกันอีกครั้ง เธอจะไม่ต้องเห็นเกลลีนาร้องไห้อีก นั่นคือสิ่งที่เธอต้องการไม่ใช่เหรอ ไม่มีคำว่าตระกูล ไม่มีคำว่าทาสรับใช้อีกต่อไป”
ข้อเสนออันคาดไม่ถึง ทำให้กิลตะลึงไปชั่วขณะ มองตนัยเหมือนไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายพูดอะไรออกมา ทั้งเขาทั้งเกลจะได้อยู่กับตนัย อยู่กับ...ท่านพ่ออีกครั้งงั้นเหรอ นั่นมันเป็นไปได้เหรอ
“ตนัย! เราตกลงกันแล้วไม่ใช่เหรอว่า...” เนียร์ค้างคำ เมื่อตนัยยกมือขึ้นเป็นเชิงให้เธอหยุด
“ก็คงดีหากมันเป็นจริงไม่เหรอ เธอเองก็ไม่อยากฆ่ากีเลนอลหรือเกลลีนาใช่มั้ยล่ะ”
เนียร์ปฏิเสธไม่ออก ทั้งที่เธอตัดสินใจไปแล้วว่าจะตัดใจ แต่ตัวเลือกนี้ของตนัยช่วยลดความยากของแผนนี้ไปได้อีกหากกิลตอบตกลง ถึงเธอยังไม่เห็นด้วยกับตนัยก็ตาม แต่กระนั้น...
กิลมองเห็นสายตาที่เนียร์มองมา มันคล้ายกับกำลังคัดค้าน...ลังเล...และคาดหวัง?
แม้เพียงน้อยนิด แต่เธอก็หวังให้เขาตอบตกลงอย่างนั้นเหรอ
ไม่ต้องฆ่าเธอ? หรือนี่คืออีกทางเลือกที่เขากำลังตามหาอยู่กันนะ ในเมื่อตอนนี้เนียร์ไม่ได้อยากให้ฆ่าอีกแล้ว และเขาก็ไม่ได้อยากฆ่าเธอ ถ้าอย่างนั้นเกลก็จะไม่เสียใจ...ทั้งหมดนี้มันเกินกว่าที่หวังไว้
“ฉัน...” กิลคิดตอบตกลง แต่บางอย่างกลับหยุดไว้ เมื่อเขาเห็นใบหน้าของทั้งสองคนตรงหน้า ก่อนจะเลื่อนมองเนียร์ ภาพเมื่อเช้าผุดขึ้นมา ตัวเนียร์ที่มีความแค้นอยู่เต็มหัวใจ และภาพในอดีตที่ไกลกว่านั้นก็โผล่มาแทน
รอยยิ้มที่ดูเศร้านั้น กับสายตาที่คล้ายจะสั่นไหวยามเอ่ยขอ
‘ฆ่าฉัน นั่นล่ะคือการปกป้องฉันที่ดีที่สุด’
..........
“...ไม่” กิลตอบออกไปได้ในที่สุด หลังรับรู้คำตอบจากใจตัวเองแน่ชัดแล้ว “ฉันจะไม่ร่วมมือกับพวกเธอ”
แม้จะไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของตนัย แต่เนียร์กลับโกรธขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุเมื่อกิลปฏิเสธ “ทำไม”
ดวงตาสีน้ำเง้นเข้มจ้องเธอ “เพราะเธอไม่ใช่เนียร์ นี่ไม่ใช่สิ่งที่เนียร์ต้องการ เนียร์ที่ฉันรู้จักไม่มีวันต้องการโลกแบบนั้นแน่!” กิลพูดใส่หน้าเนียร์อย่างจัง
ปฏิเสธตัวตน จนบางอย่างในใจคนถูกปฏิเสธนั้นสั่นไหว
“ฉันจะหยุดเธอให้ได้ ต่อให้ไม่เหลือทางอื่น ต่อให้ต้องฆ่าเธอก็ตามที!” หากพูดยังไม่ทันจบ บางอย่างก็แทงสวนเข้ามาตรงท้องกิล หยุดค้างทุกสิ่งให้สัมผัสได้แต่ความเจ็บจนไม่อาจอธิบายได้เท่านั้น
ดาบของเขาถูกเนียร์แทงเข้าท้องอย่างจัง ทั้งยังดันลึกเข้ามาอีกอย่างไร้ความปรานีให้กิลกระอักไอเอาเลือดออกมา เขาพยายามจับคมดาบยึดไว้ หากไม่ช่วยอะไร จนกระทั่งเขารู้สึกว่ามันทะลุไปถึงเบาะพนักด้านหลังจนดันเข้ามามากกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว
เนียร์จับไหล่เขายึดไว้ โน้มหน้าเข้ามาใกล้เส้นผมสีดำยาวปรกใบหน้า เอ่ยเสียงเบา “น่าเสียดายนะ”
กิลรู้สึกเหมือนตัวเองหายใจติดขัด เงยหน้าขึ้นสบตาเนียร์แล้วต้องเบิกตากว้างขณะเธอพูดต่อว่า “นี่คือความต้องการของฉัน”
“นิศาชล” ตนัยเรียก น้ำเสียงคาดไม่ถึงว่าเธอจะทำแบบนี้ ได้แต่นั่งมองเด็กหนุ่มกระอักเลือดออกมาอีกระลอก และเสื้อที่เลือดซึมแผ่เป็นวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ
“ขอโทษนะ ตนัย” เนียร์ปล่อยดาบให้มันค้างอยู่ในร่างกิลอยู่อย่างนั้น
“ความฝันสุดท้ายของนายน่ะ ให้มันมอดดับไปเถอะ”