ความมืดมิดอันเคยกดทับสติสัมปัญญะค่อยๆ จางหายไป...
เปลือกตาหนักอึ้งของเย่เฉินขยับไหวเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ เปิดขึ้นรับแสงสลัวอันส่องลอดปากเหวลงมาจากเบื้องบนอันไกลโพ้น
สิ่งแรกที่เขาััได้มิใช่ความเ็ปเจียนตายเฉกเช่นก่อนหน้า แต่เป็ "ความเงียบสงบ"
เย่เฉินยันกายลุกขึ้นนั่งอย่างเชื่องช้า ท่ามกลางกองหินแหลมคม ณ ก้นเหว สายตากวาดมองไปรอบกาย ไอหมอกพิษอันเคยหนาทึบและกัดกร่อนชีวิต บัดนี้กลับกลายเป็ไอหมอกสีขาวจางๆ... บริสุทธิ์และสดชื่นราวอากาศยามเช้าบนยอดเขา
‘ข้า... ยังไม่ตาย?’
เขาพึมพำในใจ ยกมือขึ้นมาดู...
ดวงตาเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ ิัอันเคยเต็มไปด้วยาแฟกช้ำ รอยไหม้ และรอยกรีดจากกระบี่หลิวเปา... บัดนี้กลับ "ขาวสะอาดและไร้รอยขีดข่วน"
แม้รูปร่างภายนอกจะยังดูผอมบางและไม่สะดุดตาเช่นเดิม มิได้มีกล้ามเนื้อกำยำใหญ่โตเหมือนพวกอสูรในนิมิต ทว่าภายใต้ิัดูธรรมดานั้น... เย่เฉินกลับรู้สึกได้ถึงความหนาแน่นของมวลกระดูกและกล้ามเนื้ออันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
มันคือความรู้สึก "สมบูรณ์แบบ"
เย่เฉินสูดลมหายใจเข้าลึกๆ อากาศบริสุทธิ์ไหลเวียนเข้าสู่ปอด นำพาพลังงานประหลาดเข้าไปหล่อเลี้ยงร่างกาย
ทว่า... ทันทีที่เขาขยับตัวเพื่อจะลุกขึ้นยืน
แปล๊บ!
ความเ็ปแล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย! แต่มันมิใช่ความเ็ปจากการาเ็...
มันคือความรู้สึกประหนึ่งกระดูกทุกชิ้น เส้นเอ็นทุกเส้น และกล้ามเนื้อทุกมัด กำลังถูก "บดอัดและหลอมรวม" เข้าด้วยกันอย่างแ่า จนแทบจะปริแตก
"อึก..."
เย่เฉินกัดฟันแน่น เหงื่อเม็ดโป้งผุดขึ้นหน้าผาก เขาทรุดตัวลงนั่งชันเข่าอีกครั้ง มือข้างหนึ่งกุมหน้าอกแน่น
‘นี่ไม่ใช่าแ... แต่เป็ผลจากการรวมร่าง’
เขารับรู้ได้ทันที... ร่างกายมนุษย์ธรรมดาของเขาเพิ่งผ่านการเปลี่ยนแปลงอันฝืนลิขิตฟ้า พลังแห่งคัมภีร์ได้สร้าง "ภาชนะ" ใบใหม่ขึ้นมา แต่ภาชนะใบนี้ยังต้องใช้เวลาปรับตัวให้เข้ากับิญญาผู้เพิ่งตื่น
เย่เฉินแสยะยิ้มมุมปาก แม้ความเ็ปจะแล่นริ้วไปทั่วร่าง แต่แววตากลับลุกโชนด้วยประกายแห่งความหวัง
‘เ็ปงั้นรึ... ดี... ความเ็ปคือเครื่องยืนยันว่าข้ายังมีชีวิตอยู่... และชีวิตนี้ จะเป็ฝันร้ายของพวกมันทุกคน’
ความเ็ปจากการปรับสภาพร่างกายค่อยๆ ทุเลาลงจนอยู่ในระดับพอทนทานได้ เย่เฉินผ่อนลมหายใจยาว ก่อนจะก้มหน้าลงสำรวจร่างกายตนเองอย่างละเอียดอีกครั้ง
สายตาเขาหยุดนิ่งอยู่ที่กลางหน้าอก... ตำแหน่งอันเคยถูก "ฝ่ามือศิลาถล่ม" ของหลิวเปากระแทกจนกระดูกแหลกเหลว และเคยมีปานอัสนีบาตพาดผ่าน
บัดนี้ รอยแผลและปานเดิมได้อันตรธานไปจนสิ้น
แต่สิ่งที่ปรากฏขึ้นแทนที่คือ "ลายอักขระเทพอสูร" ขนาดเท่าฝ่ามือ มันสลักลึกลงไปในิัราวรอยสักโบราณ เส้นสายของอักขระมีความสลับซับซ้อนและงดงามเกินกว่าฝีมืุ์ มันกำลังเรืองแสงสี "ทองแดงจางๆ" ออกมาอย่างแ่เบา ท่ามกลางความมืดสลัวของก้นเหว
เย่เฉินรู้สึกถึงแรงดึงดูดประหลาดจากอักขระนั้น เขาค่อยๆ ยื่นมือสั่นเทาไปััมันอย่างระมัดระวัง
วูบ!
ทันทีที่ปลายนิ้วแตะถูกิับริเวณนั้น แสงสีทองแดงอันเคยเรืองรองก็พลัน "ดับวูบ" ลงในพริบตา! ลายอักขระอันเคยเด่นชัดค่อยๆ จางหายไป ราวกับมันจมลึกลงไปซ่อนตัวอยู่ใต้ิั
"มันหายไป..."
เย่เฉินพึมพำด้วยความประหลาดใจ แต่ในความประหลาดใจนั้น เขากลับรับรู้ได้ถึงเจตจำนงบางอย่างของอักขระ
‘การผนึก...’
‘มันไม่ได้หายไปไหน... แต่มันกำลังซ่อนเร้นพลังของมันไว้ เพื่อมิให้ผู้ใดล่วงรู้’
เมื่ออักขระจางหายไป ความรู้สึกบางอย่างก็ตื่นขึ้นภายในกาย
เย่เฉินหลับตาลง กำหนดจิตสำรวจภายใน...
เขาพบว่า เส้นชีพจรในร่างกายอันเคยว่างเปล่าและตีบตัน บัดนี้กลับมี "กระแสพลัง" สายหนึ่งไหลเวียนอยู่อย่างเชื่องช้าแต่หนักแน่น
มันมิใช่ "พลังปราณ" สีขาวบริสุทธิ์ที่ผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไปใช้กัน...
และมันก็มิใช่ "พลังกายา" ดิบเถื่อนเพียงอย่างเดียว...
แต่มันคือ "ชีพจรพลังเทพอสูร" อันผสมผสานความศักดิ์สิทธิ์และความอำมหิตเข้าไว้ด้วยกัน มันไหลเวียนไปตามเส้นเืราวแม่น้ำสายใหญ่ซ่อนอยู่ใต้ผืนดิน สงบนิ่งแต่พร้อมพังทลายทุกเขื่อนกั้นหากถูกปลุกให้ตื่น
‘นี่คือ... พลังใหม่ของข้า’
เย่เฉินลืมตาขึ้น แววตาทอประกายลึกล้ำ
‘ชีพจรที่โลกใบนี้ไม่รู้จัก... พลังอันไม่อาจวัดค่าได้ด้วยศิลาโง่เขลานั่น...’
ขณะเย่เฉินกำลังพยายามทำความเข้าใจกับ "ชีพจรพลังเทพอสูร" ไหลเวียนอยู่อย่างเงียบเชียบนั้น จู่ๆ อาการปวดศีรษะรุนแรงก็จู่โจมเขาโดยไม่ทันตั้งตัว
วูบ!
ราวกับมีเข็มเล่มเล็กๆ ทิ่มแทงเข้าไปในสมองส่วนลึก ข้อมูลจำนวนมหาศาลจากคัมภีร์ซึ่งหลอมรวมเข้ากับิญญาเขาเริ่มไหลบ่าออกมา มันมิใช่ตัวอักษรที่ต้องอ่าน แต่เป็ "ความทรงจำ" และ "สัจธรรม" แวบเข้ามาในหัวราวเสียงกระซิบจากยุคา
"วิถีเทพอสูร... ไร้ลักษณ์ ไร้ร่องรอย... ์มิอาจหยั่งรู้ ปฐีมิอาจตรวจจับ"
เสียงกระซิบนั้นดังก้องในจิตสำนึก ให้คำตอบที่ชัดเจนแก่เขา
‘มิน่าเล่า...’ เย่เฉินตระหนักได้ทันที ‘ที่ศิลาทดสอบวัดค่าพลังข้าไม่ได้ มิใช่เพราะข้าไร้พลัง... แต่เป็เพราะพลังนี้ "สูงส่ง" เกินกว่าก้อนหินธรรมดาจะรับรู้’
วิถีนี้ถูกสร้างมาเพื่อเป็ "ความลับ" มันจะซ่อนเร้นจากสายตาผู้คน และจะไม่มีเครื่องมือใดในโลกนี้สามารถระบุระดับพลังของเขาได้
แต่ทว่า... เสียงกระซิบนั้นไม่ได้มีเพียงคำสรรเสริญ มันตามมาด้วย "คำเตือน" อันเย็นะเื
"ภาชนะกำเนิดใหม่... เปราะบางดั่งแก้วกล้า... หากฝืนใช้พลังเกินขีดจำกัด... ชีพจรจักขาดสะบั้น ิญญาจักแหลกสลาย"
เย่เฉินชะงักกึก ความยินดีเมื่อครู่มลายหายไป เขาเข้าใจความหมายของคำเตือนนี้ดี
ร่างกายเพิ่งผ่านการหลอมใหม่ แม้ภายนอกจะดูสมบูรณ์ แต่ภายในนั้น "เส้นชีพจรเทพอสูร" ยังอ่อนเยาว์และบอบบางนัก เปรียบเสมือนคลองสายเล็กเพิ่งขุดใหม่ หากเขาฝืนปล่อยน้ำป่าไหลผ่าน... คลองนั้นย่อมพังทลาย
‘ข้ามีขุมพลังมหาศาล... แต่ข้ายังไม่มี "ทักษะ" ที่จะควบคุมมัน’
เขาไม่อาจใช้พลังนี้ออกไปอาละวาดได้ตามใจชอบ หากใช้ผิดจังหวะเพียงครั้งเดียว เขาอาจตายด้วยพลังของตนเองก่อนที่ศัตรูจะทันได้ลงมือ
ในห้วงความคิดอันกำลังสับสนถึงหนทางข้างหน้า องค์ความรู้ชุดสุดท้ายก็ปรากฏขึ้นในสมอง มันคือเคล็ดวิชาเพียงหนึ่งเดียวที่คัมภีร์มอบให้ในตอนนี้... รากฐานสำคัญที่สุด
"เคล็ดวิชาโคจรเทพอสูร - บทปฐมกาล"
เย่เฉินหลับตาลง ซึมซับรายละเอียดของวิชานั้น มันมิใช่วิชาโจมตีรุนแรง มิใช่วิชาตัวเบารวดเร็ว แต่มันคือ "วิธีการหายใจ" และ "การโคจรพลัง" เพื่อขยายและเสริมสร้างเส้นชีพจรให้แข็งแกร่ง รองรับพลังอำนาจที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต
‘ข้าต้องเริ่มจากศูนย์... ไม่สิ... เริ่มจากรากฐานที่มั่นคงที่สุด’
เย่เฉินลืมตาขึ้น แววตาฉายแววมุ่งมั่น เขาเข้าใจแล้วว่าเส้นทางนี้มิใช่ทางลัด... แต่เป็เส้นทางอันต้องแลกมาด้วยความอดทนและการฝึกฝนหนักหน่วงยิ่งกว่าผู้ใด
เมื่อทำความเข้าใจกับพื้นฐานวิชาใหม่แล้ว เย่เฉินสูดลมหายใจลึก รวบรวมพละกำลังจากกล้ามเนื้อชุดใหม่เพื่อดันกายลุกขึ้นยืน
กร็อบ...
เสียงข้อต่อกระดูกลั่นเบาๆ ดังขึ้น ร่างกายเคยหนักอึ้งบัดนี้กลับเบาสบายและเต็มไปด้วยความยืดหยุ่น เย่เฉินยืนตระหง่านท่ามกลางความมืดสลัว สายตากวาดมองสำรวจอาณาจักรใต้ดินแห่งนี้เป็ครั้งแรก
ภาพปรากฏแก่สายตาทำให้เขาต้องกลั้นหายใจ...
นี่มิใช่เพียงก้นเหวธรรมดา แต่มันคือ "ก้นบึ้งของโลกอันถูกลืมเลือน" พื้นที่แห่งนี้กว้างใหญ่ไพศาลจนมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด เต็มไปด้วยซากปรักหักพังของเสาหินโบราณขนาดมหึมาล้มระเนระนาด ราวกับเคยเป็มหานครของเผ่าพันธุ์ั์ในอดีตกาล หินทุกก้อน ต้นไม้รูปร่างประหลาดทุกต้น ล้วนแผ่กลิ่นอายความเก่าแก่และอันตรายออกมา
‘ที่นี่... คือสถานที่แบบไหนกันแน่?’
ท่ามกลางความเวิ้งว้างนั้น สายตาเย่เฉินรีบกวาดมองหาบางสิ่ง... บางสิ่งสำคัญที่สุด
เขาจ้องมองไปยังความมืดมิดเบื้องหน้า จุดอันเขาจำได้แม่นยำว่าเคยเห็น "ดวงตาสีอำพันคู่ั์" ของสัตว์อสูรผู้พิทักษ์... ผู้เคยจ้องมองเขา และมอบพลังสีเขียวหยกเพื่อยื้อชีวิตให้เขา ใน่เวลาวิกฤตก่อนสติจะดับวูบไป
แต่ทว่า... ความว่างเปล่าคือคำตอบเดียวที่ได้รับ
สัตว์อสูรขนาดมหึมาตัวนั้นหายไปแล้ว... ไร้ซึ่งร่องรอย ไร้ซึ่งเสียงลมหายใจ เหลือทิ้งไว้เพียงรอยยุบขนาดใหญ่บนพื้นหิน... บ่งบอกว่ามันเคยหมอบอยู่ที่นั่นมานานนับพันปี
ความเงียบสงัดอันหนักอึ้งเข้าปกคลุมทั่วบริเวณ
เย่เฉินขมวดคิ้วเล็กน้อย ความคิดในหัวหมุนวนอย่างรวดเร็ว มิใช่ด้วยความตื่นตระหนกอย่างเด็กหนุ่มผู้หลงทาง แต่ด้วยการวิเคราะห์ของผู้สืบทอดวิถีเทพอสูร
‘มันหายไป...’
‘มันเป็ผู้พิทักษ์สถานที่แห่งนี้... มันช่วยชีวิตข้าไว้เพื่อให้ข้ารับสืบทอดคัมภีร์... แต่เมื่อข้าทำสำเร็จ มันกลับจากไปโดยไม่พูดอะไรสักคำ?’
เขาเดินเข้าไปใกล้รอยยุบบนพื้นหินนั้น ััได้ถึงไออุ่นจางๆ ยังหลงเหลืออยู่
‘มันไม่ได้ทิ้งข้า... แต่มันกำลังบอกว่า "หน้าที่" ของมันจบลงแล้ว... และ "หน้าที่" ของข้าเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น’
เย่เฉินเงยหน้าขึ้นมองเพดานถ้ำสูงลิบลิ่ว ซึ่งเป็ทางเดียวกับที่เขาตกลงมา แววตาเปลี่ยนจากความสงสัยเป็ความมุ่งมั่นแรงกล้า
‘ผู้พิทักษ์แห่งเหว... ข้าไม่รู้ว่าเ้า้าสิ่งใดจากข้าในภายภาคหน้า... หรือนี่คือบททดสอบแรกของเ้า? ที่้าให้ข้าเอาชีวิตรอดและหาทางปีนกลับขึ้นไปจากนรกขุมนี้ด้วยพลังของข้าเอง’
‘ถ้าเช่นนั้น... ข้าก็น้อมรับคำท้านี้’
เย่เฉินละสายตาจากยอดเหวสูงเสียดฟ้า เขารู้ดีว่าด้วยพละกำลังในตอนนี้ แม้ร่างกายจะถูกหลอมใหม่จนแข็งแกร่ง แต่การปีนกลับขึ้นไปบนหน้าผาชันความสูงนับหมื่นฟุตนั้น... เป็เื่ที่เป็ไปไม่ได้
ทางรอดเดียวคือการ "บ่มเพาะ"
เขาต้องเปลี่ยน "พร์" อันคัมภีร์มอบให้ กลายเป็ "พละกำลัง" ที่ใช้งานได้จริงเสียก่อน
เย่เฉินทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิบนลานหินกว้าง ท่ามกลางซากปรักหักพังของเมืองใต้พิภพ เขาหลับตาลง ตัดขาดจากโลกภายนอก และดำดิ่งสู่ความเงียบสงบภายในจิตใจ
‘เคล็ดวิชาโคจรเทพอสูร... บทปฐมกาล’
เขาเริ่มกำหนดลมหายใจเข้าออกตามจังหวะอันแปลกประหลาด ลมหายใจเข้ายาวลึกดุจัดูดน้ำ ลมหายใจออกหนักแน่นดุจพยัคฆ์คำราม
ทันทีที่เริ่มการโคจร... "ชีพจรเทพอสูร" ในร่างกายก็เริ่มตอบสนอง!
วูม...
กระแสพลังงานสีทองดำอันหลับใหลอยู่ภายใน เริ่มเคลื่อนไหวไปตามเส้นชีพจร มันมิได้ไหลลื่นเหมือนสายน้ำ แต่หนักอึ้งและหนืดข้นราวกับ "ธารโลหะหลอม"
ทุกการเคลื่อนที่ของมันสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อผนังเส้นเื จนร่างกายเย่เฉินสั่นสะท้าน เหงื่อกาฬผุดพรายเต็มใบหน้า ความเ็ปจากการขยายตัวของเส้นชีพจรแล่นพล่านไปทั่วร่าง แต่เย่เฉินกลับไม่หยุดยั้ง เขากัดฟันแน่น บังคับชักนำพลังงานเ่าั้ให้ทะลวงผ่านจุดชีพจรต่าง ๆ ทีละจุด... ทีละจุด...
"สูบกลืน!"
เย่เฉินคำรามในจิตใจ
ทันทีที่สิ้นคำ รูขุมขนทั่วร่างก็เปิดออก!
พลังงานดึกดำบรรพ์อัดแน่นในหุบเหวแห่งนี้... ไอพลังงานสะสมมานับพันปี... ซึ่งมนุษย์ทั่วไปไม่อาจััได้ พลันถูกแรงดึงดูดมหาศาลจากร่างเย่เฉินกระชากเข้ามา!
กระแสลมรอบกายเริ่มหมุนวนรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็พายุหมุนขนาดย่อม โดยมีเย่เฉินเป็จุดศูนย์กลาง เศษหินและฝุ่นผงลอยคว้างขึ้นสู่อากาศ
ครืนนนน!
เสียงคำรามต่ำๆ ดังะเืเลื่อนลั่นมาจากภายในร่างกายเย่เฉิน ราวกับเสียงของฟันเฟืองั์อันเริ่มหมุนเป็ครั้งแรกหลังจากหยุดนิ่งมานานกัป
และเมื่อพลังงานรอบแรกโคจรครบหนึ่งรอบสมบูรณ์...
ตูม!
คลื่นพลังงานกระแทกวงกว้างะเิออกจากร่าง! ฝุ่นควันฟุ้งกระจายไปทั่วทิศ พื้นหินรอบกายแตกร้าวเป็ลายใยแมงมุม
เย่เฉินลืมตาขึ้น... ั์ตาสีดำสนิทคู่นั้น บัดนี้ทอประกายแสงสีทองและดำสลับกันวูบหนึ่ง ก่อนจะกลับคืนสู่ความสงบ
แต่บรรยากาศรอบตัวเขาเปลี่ยนไปแล้ว... มันมิใช่บรรยากาศของเด็กหนุ่มอ่อนแอผู้ไร้ทางสู้
แต่มันคือกลิ่นอายของ "ราชันย์" ผู้เพิ่งตื่นจากการหลับใหล
การบ่มเพาะวิถีเทพอสูร... ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว!
[จบตอนที่ 6]