มันเป็นความเจ็บปวดที่ยากจะทนทานรับได้ไหวสำหรับเขา แต่ก็ต้องฝืนทน ความรักที่คอยมานานและคาดหวังที่จะได้สุขสมหวังดังที่ใจปรารถนาไฝ่หามาแรมปี มันไม่ได้เป็นไปดังที่หวังวาดไว้ทำไมหล่อนต้องหลอกลวงเขา ทำไมหล่อนจึงไม่บอกเขาตั้งแต่แรกว่าหล่อนนั้นไม่ใช่จันทิมาคนเดิมอีกแล้ว หล่อนเห็นเขาเป็นตัวอะไรจันทิมาสาวสวยที่ครั้งหนึ่ง เขาไม่อาจกล้าหมายปอง เนื่องจากหล่อนมีสามี และเป็นเจ้านายของเขาเอง แต่เมื่อสามีของหล่อนเสียชีวิตไปแล้ว หัวใจของเขาได้เรียกร้องและทำตามปรารถนาแห่งหัวใจได้สำเร็จ แต่เพียงชั่วข้ามคืนทุกอย่างก็อันตรธานหายไป ทิ้งไว้เพียงรอยแห่งความเจ็บปวด จากนั้นเกือบสองขวบปีให้หลัง เขาก็ได้พบเธออีกครั้ง และคาดหวังว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่รอคอยมาจะไม่สลายไปกับสายลมอีก แต่ท้ายที่สุด มันก็เป็นเพียงฝัน อันไม่มีวันเป็นจริงขึ้นมาได้ หรือมันจะเป็นเพียงเขาฝ่ายเดียวเท่านั้นที่พยายามสร้างฝันจากจินตนาการของตนเองเพียงลำพัง หรือเขาเป็นเพียงแหล่งพักใจเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศของหล่อนเท่านั้นเองสองสัปดาห์แล้วที่เขาเข้ามานั่งจมปลักในห้องทำงาน โดยที่ไม่ได้งานเลยสักชิ้น สุวกรณ์เองก็เหมือนจะเข้าใจ ไม่ได้เข้ามายุ่งวุ่นวาย เพียงแต่คอยปลอบเป็นบางครั้งจันทิมาโทรศัพท์ติดต่อมาหลายครั้ง แต่เขาไม่รับสายเมื่อรู้ว่าเป็นหล่อน“พี่รัน มีคนมาหา”“ใครหรือ..?”เขาหันไปถาม แต่ก็ต้องชะงักเมื่อเห็นผู้มาเยือนที่ยืนเคียงอยู่กับสุวกรณ์“คุณเจน…!”หญิงสาวยิ้มน้อย ๆ สุวกรณ์ขอตัวเลี่ยงออกไปเปิดโอกาสให้หนุ่มสาวทั้งสอง“อรัญ…”“คุณเจน..มีธุระอะไรกับผมหรือ?”เขาถามเรียบ ๆ มองสำรวจตามร่างกายหญิงสาว ซึ่งไม่เหลือร่องรอยบาดแผลให้เห็นเลย“เจนอยากปรับความเข้าใจกับอรัญ” หญิงสาวกล่าวเบาๆ“ไม่เห็นมีอะไรต้องปรับนี่”“แต่เจนมี ขอเวลาสักนิดได้มั๊ย?”“ก็…เชิญ พูดได้เลย ผมพร้อมจะฟังอยู่แล้ว” อรัญผายมือ เชิญให้หล่อนนั่ง“เจนขอโทษ….” ศุภาลัยเอ่ยเมื่อนั่งเรียบร้อยแล้ว“เรื่องอะไรครับ…?”“แล้วอรัญโกรธเจนเรื่องอะไรล่ะ?”“เปล่านี่ ผมไม่เคยโกรธคุณเลย และคงไม่มีสิทธิ์ที่จะโกรธ แต่ถ้าผมจะโกรธ ผมจะทำอะไรได้ ทำแล้วได้อะไร”“แล้วทำไม ไม่รับโทรศัพท์เจนล่ะ?”“ผมไม่ว่าง…ก็เลยไม่รับ” เขาตอบไปน้ำขุ่น ๆ“ไม่หรอก เจนรู้ว่าอรัญโกรธที่เจนโกหก แต่เจนก็มีเหตุผลของเจนเอง จะไม่ยอมรับฟังเจนอธิบายบ้างเลยหรือ..?”“……………..”“- ไม่รู้จะเริ่มยังไงดี เจน…”หญิงสาวอึกอักเหมือนลำบากใจกับเรื่องราวที่จะบอกแก่เขา“.. ก็อย่างที่อรัญพอทราบมาบ้าง หลังจากที่เจนจากไปคราวก่อน เจนติดคุกอยู่ถึงสองเดือนและได้รับการช่วยเหลือจากกำนันบุญยง นั่นมันก็เป็นความจริง และสิ่งที่มันไม่จริง ก็คือ เขาไม่ใช่พ่อของเจน แต่เขาเข้ามาช่วยเหลือด้วยเงื่อนไขคือเขาต้องการตัวเจนเจนทนอยู่กับสภาพในคุกไม่ได้ เจนต้องขอความช่วยเหลือจากเขา และชีวิตเจนเองก็ไม่ใช่สาวบริสุทธิ์ที่จะไปหวงตัวเกินกว่าอิสระภาพที่จะพึงได้พอมาอยู่กับเขา เขาก็ให้เงินใช้ให้รถขับและอิสระภาพพอสมควร ตามที่ควรจะได้ แต่เขาให้เจนทำงานให้ และเจนก็ทำงานให้กับเขาเกือบสองปี และในที่สุด เจนก็ได้พบกับอรัญอีก เจนคาดว่าจะได้ใช้ชีวิตกับคนที่เจนรัก เจนเข้าไปขอเลิกกับเขา เพราะคิดว่าตัวเองได้ทำงานให้เขาตอบแทนเขาจนคิดว่ามันน่าจะทดแทนกันหมดสินแล้วเขาให้เงื่อนไขสุดท้ายคือต้องทำงานให้เขาอีกครั้ง และงานครั้งสุดท้ายนี้แหละที่มันทำให้เราต้องลำบากอย่างที่เป็นอยู่นี่”น้ำตาที่เอ่อล้นเริ่มไหลรินตกขอบลงสู่ร่องแก้ม กลืนสะอื้นในลำคอ“คุณเจน….”“– คงรังเกียจเจนมากที่รู้ว่าเจนเป็นเมียน้อยเขา เจนไม่ได้โกหกคุณ เพียงแต่เจนไม่กล้าบอกเท่านั้น”“คุณเจน…ผม…”“สิ่งที่เจนอยากพูดก็พูดแล้ว ถ้าอรัญยังโกรธ เจนก็จะไม่ว่าอะไร เจนเข้าใจ และเจนก็คงจะกลับไปใช้ชีวิตอย่างศุภาลัยอีก ไม่มีวันที่จะหลุดพ้นจากเขาไปได้เลย”“คุณเจน…”เขาไม่อาจทนนั่งฟังเฉยได้อีกต่อไป ในหัวใจมันปวดแปลบ ไม่สิ เขาไม่ได้เจ็บปวดเพราะผิดหวังในความรัก แต่เขาเจ็บปวดแทนชะตาชีวิตของจันทิมาต่างหาก“คุณเจน..ผมขอโทษ…”อรัญสวมกอดร่างหญิงสาวไว้ในอ้อมแขนด้วยความรู้สึกที่สงสารและเวทนา“อรัญคะ เจนรักคุณนะ แต่เจนกลัวจริงๆ กลัวอรัญจะรังเกียจผู้หญิงอย่างเจน”“อย่าพูดเลยคุณเจน..ผมไม่เคยรังเกียจ ผมไม่เคยแคร์ว่าคนที่ผมรักจะบริสุทธิ์ผุดผ่องหรือไม่ ผมต้องการแค่เขารักผม ผมรักเขาก็พอแล้ว”อรัญไม่ยอมให้หญิงสาวพูดต่อด้วยการประทับริมฝีปากกับริมฝีปากของหล่อนแนบแน่น และเพื่อพิสูจน์ว่าเขาไม่ได้รังเกียจหล่อนเลยแม้แต่นิดเดียว“อรัญไม่รังเกียจเจนหรือ?” จันทิมาซบหน้ากับอกเขาถามย้ำ“ไม่เลย….ผมกลับรักและสงสารคุณมากกว่า”“อรัญคะ คุณสู้เพื่อเจนได้มั๊ยคะ?”“สู้ยังไง?”“ไปขอเจนกับกำนันบุญยง ให้เขาปลดปล่อยเจน เจนไม่ต้องการทนอยู่กับสภาพชีวิตแบบนั้น เจนอยากให้คุณช่วย เจนอยากมีอิสระจากเขา”“ถ้ามันจะเป็นการพิสูจน์ว่าผมรักคุณจริง ผมก็จะไป”ชายหนุ่มประคองใบหน้าหญิงสาว อ่านความในด้วยแววตา“เจนแค่ขอ ไม่ได้บังคับให้อรัญไปนะ”“ไม่เป็นไร ผมเคยสูญเสียความรัก เพราะผมไม่มีโอกาสที่จะได้สู้เพื่อความรักของผม แต่วันนี้ ผมไม่ยอมสูญเสียคุณไปเด็ดขาด เมื่อเขาให้โอกาส ผมก็จะไป”“เราหนีไปอยู่ต่างประเทศไม่ดีกว่าหรือ เจนกลัวอรัญจะได้รับอันตรายมากกว่า ถ้าไปพบกำนัน”“คุณเจน คุณบอกให้ผมสู้แล้วจะให้ผมถอย ดูถูกผมนะ”“ไม่ได้ดูถูก แต่เจนบอกให้ทราบก่อนว่ากำนันบุญยงไม่ใช่คนพูดง่าย อย่างที่อรัญคาดหวัง อรัญไม่กลัวหรือ?”“ผมไม่เคยกลัว และไม่คิดจะกลัวด้วยตราบใดที่ผมทราบว่าผมสู้เพื่อคนรักของผม แม้ว่าการไปพบกำนันของผมมันจะเป็นร้ายมากกว่าดี ผมก็จะไป”“อรัญคะ…” หล่อนซบหน้ากับอกเขาแน่น พูดอู้อี้“- เจนดีใจที่ได้ยินอรัญพูดอย่างนี้”“ตอนนี้กำนันอยู่ที่ไหน?”“อยู่ที่พัทยา เขาไปทำธุระกิจที่นั่น”“คุณพร้อมจะสู้กับผมไหม?”เขากระซิบถามพร้อมกับจุมพิตหน้าผากหญิงสาวนุ่มนวล“เจนพร้อมเสมอ…”ศุภาลัยหรือจันทิมาของเขา พาเขามาพบกำนันบุญยงที่บ้านพักริมทะเลแห่งหนึ่งใกล้ชายหาดพัทยากำนันบุญยงเป็นชายร่างสูงใหญ่และตัวสูงกว่าเขาด้วยซ้ำไป วัยประมาณ 50 ผมสีดอกเลา นั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่สนามหญ้าหน้าบ้านพัก มีเด็กสาวสองคนนั่งคอยรับใช้อยู่ข้าง ๆ ด้านหลังถัดไป เป็นชายหนุ่มร่างกำยำสองคนยืนไขว้หลังนิ่งอรัญสูดลมหายใจลึกสองสามครั้งก่อนจะเดินเข้าไปหา โดยมีศุภาลัยเดินตามมาติด ๆ“- เอ็งนะรึจะมาขอศุภาลัยไปจากข้า โอ้…ไอ้หนู ใจกล้าดีนี่”กำนันบุญยงลุกขึ้นเดินอ้อมมองสำรวจชายหนุ่มที่ยืนตรงหน้าตั้งหัวจรดเท้า เหมือนคนใจเย็นไม่สนใจอะไรเลย ไม่มีสีหน้าที่แสดงว่าโกรธหรือไม่พอใจใด ๆ ให้เห็น เมื่ออรัญเอ่ยปากบอกธุระที่ตนมา ทำเอาอรัญคนกล้าชักปอดกับคนประเภทนี้“ครับ ..ผมกับศุภาลัยรักกัน และรักมากด้วย ผมอยากขอให้ท่านปล่อยเธอไป เพราะยังไงเสีย เธอก็ไม่ได้ยินยอมพร้อมใจที่จะอยู่กับท่าน เธอพร้อมที่จะเป็นเจนของผม”“จริงรึ..เจน อ้อ.สุ เธอกล้าที่จะไปจากฉันรึ?”กำนันคนดังแห่งเมือหันไปถามหญิงสาว“ค่ะ…”อรัญไม่ได้เห็นสีหน้าของหญิงสาวเพราะหล่อนยืนอยู่ด้านหลัง“เธอพร้อมที่จะไปกับผม ผมอยากขอความเมตตาจากท่าน ได้โปรดปล่อยเธอสักคน ได้โปรดเห็นแก่ความรักของผมและเธอ”“ฮ่า...ฮ่า…ฮ่า”กำนันบุญยงหัวเราะลั่น หันมาจ้องหน้าชายหนุ่มผู้บังอาจ ยิ้มด้วยมุมปาก“ดี๊..พูดตรงดี…แต่ไอ้หนูเอ๋ย เอ็งเคยรู้จักข้ามาก่อนหรือเปล่า ถึงได้กล้ามายืนพูดกับข้าอย่างนี้?”“ศุภาลัยบอกแล้วครับ”“แล้วเอ็งยังกล้า?”“ผมไม่ได้อาจหาญเพื่อสู้กับท่าน แต่ผมแค่ขอความเมตตาจากท่าน ผมรู้ว่าท่านมีของเล่นเยอะแยะมากมาย สละไปสักชิ้นคงไม่กระไรมากนัก ได้โปรดเห็นแก่ความรักของเราด้วยเถอะครับ”“เอ็งไม่รังเกียจผู้หญิงที่เป็นเศษเดนของใครรึ ไอ้หนู?”“ผมไม่เคยมองศุภาลัยว่าเป็นเศษเดนของใคร ถึงเป็นก็เป็นเศษที่ผมรัก”“ฮ่า…ฮ่า…ไอ้หนูเอ้ย เอ็.น่ะออกไปจากบ้านข้าเถอะว่ะ ออกไปในขณะที่ข้าอารมณ์เย็นอยู่ ผู้หญิงอย่างศุภาลัยจะมีอะไรดีให้เอ็งรักได้วะ งานการอะไรก็ไม่มี มีชีวิตแค่ฉาบฉวย เอ็งเลี้ยงเธอไหวรึ?”กำนันหัวเราะร่วนโบกมือชี้ไปที่ประตูรั้ว“-เอ็งออกไปเถอะ ข้าจะไม่ถือโทษ ที่เอ็งมายุ่งกับเด็กของข้า ไปซะ แล้วอย่ากลับมาที่นี่อีก”“ไม่..จนกว่าท่านจะยินยอมปล่อยให้ศุภาลัยไปกับผม ปล่อยให้เธอเป็นอิสระ”อรัญยืนกรานด้วยเสียงเข้มแข็ง เขาพร้อมที่จะสู้ให้ได้เธอมา“ไม่กลัวตายหรือ?”“ความตายใครก็กลัว แต่ถ้าตายเพื่อคนที่ผมรัก ผมไม่กลัว อย่างน้อยผมก็ตายอย่างมีเหตุผล”“ได้..ในเมื่อเอ็งไม่กลัวตาย อยากตายเพื่อความรัก เพื่อพิสูจน์ความกล้าหาญ ก็เอาข้าจะให้เอ็งได้สมใจ ถ้าเอ็งผ่านด่านไอ้สองคนนั่นได้ ข้าจะยกศุภาลัยหรือยัยเจนอะไรนั่นให้เอ็ง ให้โดยไม่มีข้อแม้”“พ่อคะ…”“เฉยไว้ หนูเจน เธอเฉย ๆ ไว้แล้วจะดีเอง ถ้าเธออยากพิสูจน์ว่าเขารักเธอจริง”“แต่.พ่อคะ…”“ฉันบอกให้เงียบ ..!”กำนันบุญยงหันไปตวาดหญิงสาวส จากนั้นหันมาสั่งลูกน้อง“เอ็งสองคน ช่วยจัดการมันแทนข้าที ถ้าเอ็งสองคนเอาชนะมันไม่ได้ ก็ไปตายซะ อย่ามากินข้าวข้าให้เปลืองอีก”อรัญไม่มีเวลาใส่ใจคำพูดของใครๆ ในตอนนี้ เขาเตรียมพร้อมเพื่อการต่อสู้เพื่อแย่งชิงให้ได้มาซึ่งคนที่เขารักอรัญถอยออกมาที่สนามหญ้า เตรียมรับมือเจ้ายักษ์สองคนของกำนันบุญยงที่เดินทื่อเข้าหา โดยไม่พูดจาซ้ายมือ เจ้ายักษ์ผมเกรียน กล้ามอกขึ้นเป็นมัดๆ เหมือนยัดด้วยมะพร้าว เบ่งกล้ามขึ้นขู่ยิ้ม ๆ แหย่เท้าเตะกวาดเบา ๆ ทักทายก่อน ส่วนเจ้าโย่งยืนกอดอกเฉยเปิดโอกาสให้เพื่อนอรัญไม่เล่นด้วย แย็ปหนัก ๆ เข้าหน้ามันหงายด้วยหมัดลุ่น ๆ จนเลือดกำเดาทะลักมันยิ้มไม่ออก ถ่มน้ำลายปิ๊ด เตะเข้าสีข้างเขาเต็มแรง นักมวยบ้านนอกอย่างอรัญไม่เคยกลัวลูกเตะแบบนี้ เพียงแค่ยกเขาขึ้นกันเท่านั้น แต่เขาคาดผิด มันแค่เตะหลอกเท่านั้น มันหักเตะลงพับใน ทำเอาอรัญเสียหลักเข่าทรุด เพราะตั้งหลักไม่ทันมันยิ้มสมใจ ที่แก้คืนได้ อรัญลุกขึ้นตั้งหลักใหม่ รุกด้วยหมัดแย็ปอีก เข้าเป้าอีก ทำเอาเจ้าผมเกรียนโมโหจี๋ สวนหมัดคืน เขาโยกตัวหลบ สกัดการรุกด้วยการถีบ แต่ดูเหมือนจะไม่ได้ผล มันแรงเหมือนควายเปลี่ยว ทำเอาคนถีบต้องถอยหลังเสียเองกำนันบุญยงยืนดูเฉย ส่วนจันทิมาหรือศุภาลัยกระสับกระส่ายด้วยความเป็นห่วงอรัญแก้เสื้อนอกโยนทิ้ง เดินวนหาจังหวะ“เฮ้ย.เอ็งสองคนมัวทำอะไรอยู่วะ เข้าไปทั้งสองนั่นแหละ เสียเวลาข้า”มันทั้งคู่กรูเข้ามาทันทีเมื่อได้รับคำสั่ง อรัญตั้งสติ เตรียมพร้อมเต็มที่เจ้าโย่งหวดแข้งหวือข้ามหัวไปเมื่อเขาย่อตัวหลบ เจ้ายักษ์ไม่รอช้า หวดแข้งตามมาบ้าง คราวนี้จวนตัวจริง ๆ หลบไม่ทัน“ปึ่ก…”สะเทือนทั้งตัว อรัญหนีบแข้งมันด้วยแขน ก่อนจะหันไปถีบสะกัดเจ้าโย่งที่รุกเข้ามา จากนั้นสับศอกคมเข้ากับหน้าแข้งเจ้ายักษ์สุดแรงเกิด“อ๊ากกกก…!”มันร้องลั่น ล้มกลิ้งกับพื้น ไม่ใส่ใจผลงาน หันมาต้านรับลูกเตะเจ้าโย่ง ที่หมายศรีษะเขาแทบทุกครั้ง ด้วยการตั้งการ์ดรับได้จังหวะเตะช้อนแบบเจาะยางเข้าพับนอก เจ้าโย่งหงายหลังตึงการต่อสู้เป็นไปแบบรุกรับอยู่ตลอดเวลา ทำเอาหญิงสาวต้นเหตุ คนดูแทบหายใจไม่ทันทั้งสามหายใจเหนื่อยหอบฟืดฟาด เมื่อการต่อสู้ดำเนินมานาน ไม่มีท่าทีว่าฝ่ายไหนจะไปก่อนอรัญเลือดซิบที่มุมปาก เจ้ายักษ์เลือดกำเดาไหลย้อยเข้าปาก ส่วนเจ้าโย่ง ไม่ได้เลือดแต่ก็หอบจนซี่โครงบานช่วงหนึ่งเจ้าโย่งแย็ปด้วยหมัดผ่านหน้าไป อรัญอาศัยความยืดหยุ่นคว้าหมับและดึงพรวดจนมันถลำเข้าหาเข่าที่ตั้งรออยู่แล้วอย่างถนัดถนี่“โอ๊ก..”มันร้องเป็นไก่ถูกเชือด เมื่อเจอเข่าเข้าเต็ม ๆ ตัวงอเป็นกุ้งเปิดโอกาสให้เห็นถนัด ศอกซ้ายอรัญสับปังเข้าโหนกคิ้วมันได้เลือดหนักกว่าใครอื่นเจ้ายักษ์เห็นเพื่อนนอนกลิ้งกุมหน้าผากกับพื้น จึงกระโดดลอยเข้าหาทั้งตัว เขาปัดแข้งมันเฉออกสวนคืนด้วยหมัดเข้ายุ้งข้าวมันเต็ม ๆ“อ๊อก..”มันพ่นน้ำพรวดออกจากปากก่อนจะหงายตึงลงไปทับเจ้าโย่งที่นอนรออยู่ก่อนแล้วสิ้นสุดกันทีอรัญทรุดตัวนั่งอย่างหมดแรง หญิงสาวสรีบวิ่งเข้ามาประคอง ถามอย่างเป็นห่วง“ไม่เป็นไร ๆ แค่เหนื่อยเท่านั้นเอง”“คุณแน่ใจนะ..”หญิงสาวประคองให้ลุกยืน กำนันบุญยงหัวเราะจนขึ้นลูกคอ เดินเข้ามาหา“พ่อน่ะทำเกินไปแล้วนะ”“เกินไปอะไรวะหนูเจน เออ ดี เอ็งใช้ได้ว่ะไอ้หนู” หันมาพูดกับอรัญพร้อมกับตบไหล่เต็มแรง หนูเจน…พาไอ้หนุ่มนี่ไปล้างหน้าล้างตาไป เสร็จแล้วจะได้คุยธุระกัน”“เดี๋ยวก่อน..นี่มันอะไรกัน” อรัญถามงง ๆ เมื่อเห็นท่าทีของหญิงสาวกับกำนัน“เฮ่ย…ไม่มีอะไร แค่ล้อกันเล่น ๆ เท่านั้นเอง” กำนันโบกมือ“เอาไว้คุยกันที่หลังดีกว่าค่ะ..ตอนนี้ไปล้างหน้าก่อน” หล่อนกล่าว“ไม่ ..นี่มันอะไรกัน ช่วยบอกผมให้กระจ่างก่อน”“เฮ่ย….บอกให้ไปล้างหน้าก่อน” กำนันยังโบกมือไล่“ไม่ กำนัน หรือไม่ก็คุณเจน บอกผมก่อนว่านี่มันอะไรกัน”“ไม่มีอะไรหรอก แค่ล้อเล่นนะค่ะ คุณพ่อแค่อยากลองใจคุณเท่านั้น”อรัญมองหน้า ทั้งสองสลับกันไปมา ยังนึกไม่ออกว่ามันเรื่องอะไรกัน“หมายความว่า ยังไง..? คุณเจน”“ก็…คุณพ่อก็คือคุณพ่อ เจนก็เป็นเจน เป็นลูกสาว ไม่ได้เป็นเมียน้อยเมียหลวงอย่างที่บอกนะสิคะ” หญิงสาวบอกยิ้ม ๆ“หมายความว่าทั้งหมดที่คุณบอกผมเป็นเรื่องโกหกงั้นรึ? คุณเจน”อรัญหน้าแดง หลับตาสูดลมหายใจสะกดอารมณ์อย่างแรงก่อนจะไปหยิบเสื้อเดินออกจากบ้านพักกำนันบุญยง โดยไม่ฟังเสียงเรียกของหญิงสาวโมโหที่ถูกหลอก ต้องกลายเป็นคนโง่ให้เขาเสี้ยมเขาเล่น ในสายตาของใครต่อใครมันกรุ่นในอกแทบทะลัก เตะกองทรายที่มีคนกองไว้กระเด็นกระจุยกระจาย“อรัญ..! ..รอด้วย”หญิงสาววิ่งตามมาด้านหลัง และกางแขนขวางหน้าไว้“แค่นี้..โกรธเหรอ..?”“หึ หึ ..แค่นี้ นี่นะแค่นี้ ผมเกือบตายนี่นะ แค่นี้…หื่อ..”อรัญตวาดปั้นหน้ายักษ์ เดินหน้าต่อ หญิงสาวไม่ยอมยังขวางหน้าไว้เช่นเดิม“ก็แค่นี้เอง เกือบตายที่ไหน เจ็บนิดหน่อยเอง ไม่เห็นเกือบตายเลย”“เจ็บนิดหน่อย โธ่..เอ้ย แล้วอนุชิตนั่นล่ะ ผมไม่เกือบตายรึ?”“อนุชิตนั่นมันของจริง โกหกที่ไหน”“เชื่อได้เร๊อะ?”“โธ่ อรัญคะ เจนขอโทษ นะ ๆ อย่าเอาแต่โมโหสิคะ ไหนว่าตัวเองเป็นคนมีเหตุผลไง ฟังเจนก่อนสิคะ”“ตอนนี้ไม่อยากฟังแล้ว จะให้ผมเชื่ออะไรได้อีกล่ะ คุณโกหกผมมาแต่ต้นแล้ว”“โธ่..อรัญคะ”“ไม่ต้อง…”พูดไม่ทันจบก็ต้องสะบัดหน้าด้วยแรงตบของหญิงสาว อรัญหันมามองหล่อนช้า ๆ อย่างมึนงง เลือดซึมมุมปาก หญิงสาวเองก็ชะงักเมื่อรู้ว่าตัวเองตบแรงเกินไป“อย่าเอาแต่โมโหสิคะ ฟังเจนพูดก่อน”อรัญหันซ้ายหันขวาอย่างงุ่นง่านที่ทำอะไรหล่อนไม่ได้ หลับตาหายใจเฮือก“เอาล่ะ ว่ามา มีอะไรพูดให้หมดเลย อะไรคือเหตุผลที่หลอกผม เอา ๆ ว่ามา” เขาตะโกนลั่นอย่างโมโห เมื่อไม่สามารถที่จะทำอะไรได้“คุณพ่ออยากพิสูจน์ว่าคุณรักฉันจริงมั๊ยเท่านั้นเอง”“แค่อยากพิสูจน์ความรักของผม..?” อรัญชี้หน้าอกตัวเอง ส่ายหน้าไปมา“- แล้วผลเป็นไงล่ะ?”“ท่านพอใจ..”“พอใจที่ผมเจ็บเนี่ยนะ?”“อย่ารวนซิคะ ใจเย็น ๆ อย่าโมโห”“เอาล่ะ..แค่นี้ใช่มั๊ย?”“ค่ะ แค่นี้”“ดี..งั้นหลีกทาง ผมจะกลับล่ะ”“โธ่..อรัญค่ะ อย่าเอาอารมณ์สิคะ โตแล้ว มีเหตุผลหน่อย”“ก็มัน…”ยังไม่ทันจบความหญิงสาวเงื้อมือจะตบอีก อรัญยกมือรับ แต่หล่อนไม่หยุดเพียงแค่นั้น สอดขาเข้ามาขัดขาดึงกระชาก อรัญไม่ทันนึกว่าจะเจอเช่นนี้ หน้าถลำดึงกอดร่างหญิงสาวล้มลงไปบนพื้นทรายด้วยกัน โดยมีร่างเขาจุกแอ้กรองอยู่ด้านล่าง“อูย…เจ็บ ๆ ๆ”เขารั้งใบหน้าหญิงสาวเข้ามาจูบแนบแน่นดุดันจันทิมาทุบเปะปะขัดใจ แต่แล้วก็หยุดนิ่งโอบกอดเขาในที่สุด“หายโกรธหรือยัง?”หล่อนถามเมื่อปากเป็นอิสระ“ยัง..ต้องมากกว่านี้”การทำโทษของอรัญอีกครั้งทำเอาหญิงสาวสั่นพริ้วทั้งร่าง กอดคอเขาแน่นมันเป็นการทำโทษที่หล่อนก็ยินยอมพร้อมใจจะรับ“พอเถอะค่ะ..” หญิงสาวดันตัวออกเมื่อได้สติ ลุกนั่งมองไปรอบข้าง“ไม่พอ…”“อายคนบ้างสิคะ..ดูสิคนมองใหญ่แล้ว ไม่เอาค่ะกลับเถอะ”อรัญมองไปรอบกาย ตามชายหาด นักท่องเที่ยวหลายคนมองมาอย่างยิ้มๆ คงแปลกใจในความรักของหนุ่มสาวคู่นี้ รุนแรงพิลึก“ฉันต้องการพิสูจน์ว่าเธอรักลูกสาวฉันแค่ไหน จึงได้ทำอย่างนั้น มันเป็นเรื่องธรรมดาที่ฉันต้องพิสูจน์ ฉันเป็นพ่อ มีหน้าที่ต้องปกป้องให้เขาได้เจอกับคนที่ฉันไว้ใจได้และพอใจด้วย”กำนันบุญยงอธิบายเหตุผล เมื่อเขามานั่งอยู่ตรงหน้า ที่สนามหน้าบ้าน“ท่านรู้ได้ยังไงว่า คุณเจนได้รับอุบัติเหตุในวันนั้น”“บังเอิญฉันไปเยี่ยมเพื่อนที่นั่นพอดี เพื่อนฉันเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาล”“แล้วที่วิ่งหาเลือดบริจาคนั่นล่ะ ของจริงหรือของเท็จ”“เฮ่ย..นั่นของจริง ใครเขาจะล้อเล่นขนาดนั้น” กำนันโบกมือปฏิเสธ“ก็กำนันนั่นแหละ” อรัญนึกแอบเถียงในใจได้ความกระจ่างว่า ศุภาลัยหรือจันทิมาเป็นลูกสาวจริง ๆ ของกำนันบุญยง ไม่ใช่ลูกเลี้ยงหรือเมียน้อยอย่างที่หล่อนหลอกเขาไว้“เรื่องที่ถูกจับขึ้นรถไปนั่นนั่น ฉันต้องการรู้ ไปก่อเรื่องกับใครเขาไว้หรือเปล่า จึงได้เกือบพาลูกสาวฉันไปตาย ถ้าไม่ใช่เพราะเห็นเธอรักลูกสาวฉันจริง ฉันอาจไม่ปล่อยให้เธออยู่อย่างนี้หรอก ฉันเอาเธอแน่ๆ ฐานที่พาลูกสาวฉันไปเดือดร้อน”“เรื่องนี้ต้องถามคุณเจนล่ะครับ”กำนันหันไปทางบุตรสาว แต่หล่อนรีบเข้าไปประจบบิดา“เอาไว้วันหลังเจนจะเล่าให้พ่อฟังนะคะ วันนี้อย่าเพิ่งเลย ขอหนูคุยกับอรัญก่อน”ลมทะเลพัดหอบพาคลื่นซัดสาดขึ้นฝั่ง ส่งเสียงสาดซ่าตูมตามอยู่ตลอดเวลาพระอาทิตย์ยามเย็นกำลังจะหย่อนตัวลงแตะ ณ ที่ขอบฟ้ากับทะเลจรดกันอรัญหนุนศรีษะกับตักของศุภาลัย มองความงามของธรรมชาติตรงหน้าหญิงสาวเสยผมเขาขึ้นลูบไล้ใบหน้าตรงรอยเขียวช้ำไปมาด้วยขี้ผึ้งแก้ช้ำอรัญครางอู้เมื่อหล่อนกดแรง ๆ ลงบนรอยช้ำนั้น“เจ็บเหรอ…”“เจ็บสิ…กำปั้นนะ ไม่ใช่สำลี”“ถึงเป็นสำลีก็เจ็บ”“สำลีหุ้มกำปั้นนะสิ”จันมิมาหัวเราะเบา ๆ ยกศรีษะเขาลงวางกับเสื่อ จากนั้นทุบขาตัวเองอย่างเมื่อยขบ เนื่องจากให้เขาหนุนนอนเป็นเวลานาน“คุณเจน…..”“หื๋ม….”“เล่นเอาน้ำตามาเล่นละครหลอกผมให้มาเจ็บตัวเนี่ย ผมบอกตรง ๆ นะว่าผมสับสนไปหมดแล้ว ไม่รู้จะเชื่ออะไรที่คุณพูดดี มันซับซ้อนไปหมด ขอล่ะ..อย่าปั่นหัวผมอีกนะ แค่นี้ก็แทบแย่แล้ว”“ขอโทษ…ถ้ามันจะรุนแรงไปหน่อย”“ไม่หน่อยล่ะ…เยอะเลย แกล้งร้องไห้ก็เป็นด้วย ลุงอินยังเคยบอกเลยว่าผมจะเจ็บตัวเพราะผู้หญิง ไม่นึกเลยว่าจะเป็นผู้หญิงใกล้ตัว”“นี่เห็นฉันเป็นตัวซวยเหรอ?”หล่อนทุบไหล่เขาดังปึก จนครางอู้ จนต้องดีดตัวลุกขึ้นนั่งมองหน้า“นั่นไง…ว่าไม่ทันขาดคำ เจ็บอีกแล้ว”“เดี๋ยวก็ได้เจ็บอีกหรอก”“พอ ๆ”เขารีบโบกมือห้าม เมื่อหล่อนเงื้อมือทำท่าจะทุบอีก“ได้ช้ำในตายพอดี…เอ้านี่..ปอกลูกพลับให้ผมกินดีกว่า”หยิบพลับลูกใหญ่ใส่มือให้พร้อมกับมีด จากนั้นนอนหนุนมือตัวเอง มองลงทะเล“คุณเจนรู้ได้อย่างไรว่าผมทำงานอยู่ที่นั่น”“ทำไมจะไม่รู้ สืบเอาก็ได้ ตัวเองก็เคยบอก”“แล้วคุณเจนรู้ได้ยังไงว่าผมโดนขวดทุบหัวเพราะว่าจะช่วยเพื่อน”“ไม่บอก…”“น่าคุณเจนจ๋า…อย่าให้ผมต้องงงสมองแตกอีกเลย โดนทุบหัวทุกทีเลยมีเรื่องทีไรก็ มีอะไรก็บอกมาให้หมด อย่าอำไว้เลย ไม่อยากจะคิดอะไรไปมากกว่านี้แล้ว ไม่รู้สมองจะเป็นไงมั่ง ตอนที่ไอ้บ้านั่นทุบด้วยส้นปืน โดนตั้งสองสามหน ถ้าเป็นอีกคราวนี้ ส่งสัยจะกู่ไม่กลับแล้วล่ะ ดีไม่ดีเอ๋อไปเลย น่านะ บอกมาเถอะ”“ก็นุ่นเขาเป็นคนบอก”“หือ….คุณเจนรู้จักนุ่นด้วยหรือครับ”“ก็พอรู้…แต่ไม่สนิทสนมมากหรอก แต่มาสนิทเอาตอนที่รู้ว่าอรัญทำงานอยู่กับพวกเขานี่แหละ”“คุณเจนรู้จักนุ่นมานานแล้วหรือ?”“ก็ต้องนานสิ ตั้งแต่เกิดเลยแหละ นุ่นเป็นน้องสาวเจนนี่ คุณไม่รู้หรือ?”“ห๊า…นุ่นเป็นน้องสาวคุณเจน…!”อรัญอุทานตาโต ผุดลุกขึ้น คาดไม่ถึงกับสิ่งที่ได้รับฟัง แต่หญิงสาวกดบ่าไว้ไม่ให้ลุก“นุ่นเป็นน้อง พลเป็นน้องชาย ส่วนแม่…อรัญไม่ต้องคิด ไม่ใช่น่ารัตน์หรอก” หญิงสาวหัวเราะเบาๆ“..คนละแม่กัน แต่ว่าพวกเราไม่ค่อยได้คุยกันหรือว่าเข้ากันได้สักเท่าไหร่นักหรอก”“โอย..จะเป็นลม…ผมไม่เห็นรู้เรื่องเลย นุ่นก็ไม่เคยบอกว่ามีพี่สาว มิน่าล่ะ เคยนึกเหมือนกันว่าทำไมคุณเจนกับนุ่นถึงหน้าตาคล้ายกัน..”อรัญตบหน้าผากตัวเองผาง หัวเราะกึก ๆ“-ไป ๆ มา ๆ ก็วนอยู่แค่นี้เองโว้ย?”“..เข้ากันไม่ค่อยได้ แล้วมาเข้ากันได้ตอนไหนละครับคุณเจน” เขาลากเสียงตรงชื่อของหล่อนยาว“ไม่กี่เดือนมานี่เอง”“อ๋อ…คุณพลถึงได้ยอมโกหกผมไปด้วย เตี๊ยมกันไว้นี่เอง ถามว่ากำนันบุญยงเป็นใคร แกก็เล่าซะเป็นตุเป็นตะ บอกว่าคุณเป็นเมียอย่างนั้นอย่างนี้ อย่างนี้ต้องแกล้งเอารถแกไปยำให้เข็ด แล้วคุณสัตยาเป็นอะไรกับคุณเจนล่ะ เห็นเขาเคยกล่าวถึงกำนันบ่อยๆ ”“เป็นอา..เขาเป็นน้องพ่อ เป็นน้องคนเล็ก เอ่อ…เจนสงสัยมานานแล้ว อรัญไปรู้จักอาเจนได้ไง ใครเป็นคนเขียนจดหมายฝากงานให้อรัญน่ะ?”“ลุงอิน…แกอยู่ที่บ้านผม อายุประมาณ 60 กว่าปีแล้วล่ะ ไม่เคยถามเหมือนกันว่าแกมารู้จักผู้จัดการได้ไง แต่เห็นผู้จัดการเรียกแกว่าพี่ พ่อคุณเจนยังมีพี่น้องนอกจากคุณสัตยาอีกหรือ?” เห็นพ่อบอกว่ามีนะ แต่ไม่ได้ชื่ออินหรอก รู้สึกจะชื่อบุญยังนี่แหละ เป็นพี่ชายพ่ออีกทีหนึ่ง”อีกหนึ่งสัปดาห์ต่อมาอรัญ กลับบ้านเพราะจากมานานหลายเดือน จันทิมาขอตามไปด้วย ซึ่งเขาเองก็ไม่ขัด เพราะใจจริงก็อยากจะให้หล่อนไปด้วยอยู่แล้วหล่อนใช้รถเก๋งสีบรอนด์คันใหม่เป็นพาหนะ พาเขากลับบ้านอรัญทำหน้าที่เป็นสารถีควบตะบึงฝ่าความมืดไปตามถนนสายตะวันออกเฉียงเหนือ หญิงสาวนั่งเป็นเพื่อนคุยได้ไม่นานก็เอนเบาะหลับไป“ถึงบ้านแล้วหรือ? เช้าแล้วนี่นา”จันทิมางัวเงียถามเมื่อเห็นเขาจอดรถ และหันไปมองรอบตัว“ยังหรอกอีกหลายสิบกิโลเลยล่ะ พักทานข้าวก่อน ทนท้องกิ่วถึงบ้านไม่ไหวหรอก กว่าจะถึงก็สายสามสี่โมงโน่นแหละ”“โห..ทำไมมันไกลนักล่ะ?”“จะไปรู้ได้ไง ผมไม่ใช่คนก่อตั้งหมู่บ้านนี่นา ต้องไปถามปู่ผมดู ทำไมถึงได้ไปอยู่ซะไกลอย่างนั้น” เขาตอบยิ้ม ๆ“- ไม่ล้างหน้าก่อนหรือ?”“ฮื่อ กี่โมงแล้วน่ะ”“เกือบสามโมงแล้ว”อรัญพาหญิงสาวเมืองกรุงเข้าไปแก้ท้องหิวในร้านอาหารในตลาด จันทิมาบ่นอ่อยๆ ว่าตลาดไม่ค่อยสะอาด แมลงวันเยอะ เขาหัวเราะพูดเล่น ๆ ว่าที่บ้านเยอะกว่านี้อรัญเดินหาซื้อของฝากในตลาด จันทิมามองแล้วไม่ค่อยศรัทธานัก หล่อนหัวเราะที่เขาหิ้วแตงโมมาถึงสี่ลูกและผลไม้อื่น ๆ อีกสองสามอย่าง“บ้านผมไม่ค่อยมีโอกาสได้ทานของพวกนี้นักหรอก ถึงมีคนขาย ก็ไม่ค่อยมีเงินซื้อ ยิ่งถ้าให้แม่ผมซื้อเองแล้ว ท่านไม่ซื้อหรอก บอกว่ามันแพง”เขาบอกขณะใส่ของเข้าไปในรถ“คุณแม่ชอบแตงโมหรือ?”“ไม่รู้เหมือนกัน แต่ที่แน่ ๆ ผมชอบ”“ตะกละ ตัวเองจะกินยังไปโทษแม่อีก” จันทิมาค้อน“ดีนะที่มีรถมาด้วย ไม่งั้นผมคงเอาไปไม่ไหวแน่”“ย่ะ รถฉันมันรถบรรทุก เชิญเถอะ มาก็ดีแล้ว ช่วยไปซื้อสัปปะรดให้หน่อยสิ”อรัญกวักมือเรียกแม่ค้าที่เข็นรถขายสัปปะรดผ่านมา แต่จันทิมาบอกว่าไม่ใช่“โน่น..กองอยู่โน่น ไม่ใช่ที่ปอกแล้วอย่างนี้” หล่อนชี้มือบอกไปที่สัปปะรดที่กองเป็นพะเนินอยู่ในตลาดริมบาทวิถี“จะเอาไปทำไม”“เอาไปขว้างหัวคนเล่นมั๊ง ไม่น่าถาม”“เออ..นั่นสินะ” อรัญรู้ตัวว่าโง่ไปถนัดที่ถามอย่างนั้น“- คุณเจนไปเลือกเองดีกว่า จะเอาแบบไหน เดี๋ยวไม่ถูกใจ”แล้วเขาก็ต้องปวดหัวอีก เมื่อหญิงสาวเล่นเลือกจนแม่ค้าเจ้าของร้านมองด้วยสีหน้าไม่ค่อยจะพอใจนัก แต่ก็ยิ้มออกเมื่อจันทิมาเหมาซื้อสิบกว่าลูก“คุณเจน…ซื้อไปทำไมตั้งเยอะแยะมากมายก่ายกองอย่างนั้น” อรัญถามงง ๆ“ช่างฉัน คุณมีหน้าที่ขนขึ้นรถก็ขน”กระโปรงท้ายรถแทบเต็มเมื่อถูกบรรจุไว้ด้วยสัปปะรดของจันทิมา“ซื้อฝากแม่ยายเหรอ?”“บ้า…”“งั้นประชดผม..?”“บ้า…ใครประชดเธอยะ”“บ้าอีกแล้ว ก็แล้วทำไม ซื้อมาออกเยอะแยะอย่างนั้น หรือคุณเจนชอบทาน”“เจนไม่ใช่ยักษ์นี่จะได้ทานหมด ซื้อเผื่อไว้มันก็ไม่เสียหายนี่ ฝากใครก็ได้ หรืออรัญไม่มีญาติพี่น้อง”อรัญเม้มปากกรอกตาไปมา จันทิมาหัวเราะเบาๆ เมื่อเห็นอาการของเขาอรัญเลี้ยวรถอ้อมตลาดเพื่อออกสู่ถนน แต่แล้วก็ต้องเบรกกึกจนจันทิมาหน้าคะมำและหันมาต่อว่าที่เขาเบรกไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยเขาเพ่งมองไปข้างหน้าอึดใจ ก่อนจะออกรถมาตามถนนหลวงมุ่งสู่บ้านเกิด“เมื่อกี้เบรกรถทำไม?”“เปล่า…”อรัญปฏิเสธ แต่ความจริง เขามีเหตุผลมากกว่านั้นปิยนันท์ นักร้องสาวคนดัง กำลังก้าวออกลงจากรถตู้คันหนึ่ง ที่จอดนิ่งอยู่ริมบาทวิถี พร้อมกับเพื่อนอีกสามคน ซึ่งเขาจำได้ว่าหนึ่งในนั้นคือธนากร คู่หมั้นของหล่อนอรัญขับรถมาถึงบ้านก็เป็นเวลาเกือบเพลแล้ว เขาไม่ได้แวะเข้าบ้านทันที แต่พาหญิงสาวไปถวายอาหารเพลหลวงปู่และพระพี่ชายของเขาซึ่งบวชตั้งแต่พี่สะใภ้เสียชีวิตอันเนื่องมาจากโรคหัวใจ และยังไม่สึก“หลวงปู่ล่ะครับหลวงพี่?”อรัญถามพระพี่ชาย ขณะถวายภัตตาหารที่เขาแวะซื้อมาด้วย“ท่านไปวัดภูยังไม่กลับ”“ไปทำไมครับวัดภู?”“วัดภูมีผ้าป่ามาถวาย ทางโน้นมานิมนต์ท่านไป” พระพี่ชายตอบเบา ๆ แล้วย้อนถาม“-เป็นไง งานที่กรุงเทพฯ ดีหรือเปล่า”“ก็ดีครับ..ได้ทำงานที่เดิม คุณสุวรัตน์เขาช่วยเหลือ คนที่มาเมื่อวันลอยกระทงปีที่แล้วนั่นแหละ”เขาแนะนำจันทิมาว่าเป็นลูกสุวรัตน์พระพี่ชายเพียงแต่พยักหน้ารับไม่ว่ากล่าวหรือถามอะไร ปรกติเป็นฆราวาสท่านเป็นคนพูดน้อย พอเป็นพระยิ่งพูดน้อยกว่าเดิมอีก“หลวงพี่ไม่สึกหรือ?”“บอกไม่ได้…อยู่อย่างนี้ก็สุขสงบดี”ขณะนั้นพระภิกษุอีกรูปหนึ่งเดินยิ้มเข้ามาแต่ไกล อรัญยกมือไหว้และร้องทักอย่างดีใจ“พี่อึ๊…โห…ได้ข่าวว่าไปอยู่เชียงใหม่ กลับมาอยู่บ้านเราเมื่อไหร่กันนี่?”“หลายวันแล้ว เป็นไง ไปไงมาไง สบายดีอยู่รึ?”พระภิกษุเมืองมนต์ หรือพี่อึ๊ในสมัยเด็กของเขา ถามยิ้ม ๆ และมองไปที่จันทิมา เขาจึงแนะนำอรัญสนทนากับพระภิกษุทั้งสองนานเกือบชั่วโมงหลังถวายเพลแล้ว จึงได้พาหญิงสาวกลับเข้าหมู่บ้านจันทิมาที่เขาเคยคิดว่าหล่อนไม่น่าจะไหว้ใครได้หรือไหว้ใครเป็น กลับเข้าไปกราบถึงตักมารดาของเขาอย่างอ่อนน้อม ทำเอามารดาเขาซึ่งไม่ไม่คุ้ยเคยกับการทำความเคารพแบบชาวเมืองถึงกับนั่งเขินอาย และยิ้มดีใจกับลูกชายไม่ยอมหุบยิ้ม เพราะนางรู้ดีว่าลูกชายของนางนั้น รักหญิงสาวผู้นี้มากแค่ไหน“อรัญบอกว่าคุณแม่ป่วยเป็นโรคไต เจนไม่รู้จะซื้ออะไรมาฝากดี เห็นเขาว่าสัปปะรดแก้โรคไตได้ เลยซื้อมาฝากคุณแม่ค่ะ”“ไม่น่าลำบากถึงขนาดนั้นเลยคุณ แค่มาเยี่ยมแม่ก็ดีใจแล้ว”อรัญนั่งมองสองหญิงต่างวัยสนทนากันกระหนุงกระหนิง สังเกตุออกว่า มารดาของเขายังอาย ๆ มากกว่าแทนที่จะเป็นจันทิมา“น้อยล่ะแม่?”“ไปวัดภู ช่วยงานเขา เดี๋ยวก็คงกลับแล้วล่ะ”“ใครเขาจัดผ้าป่ามาน่ะแม่…?”มารดาเขาอึ้ง ก่อนจะบอกเบา ๆ ว่า“นันท์มันจัดมาจากกรุงเทพฯ”นางมองหน้าลูกชายเหมือนจะค้นหาอะไรสักอย่าง และเหมือนมีคำถามมากมายที่จะถามไถ่ แต่ก็ไม่สะดวกใจจึงได้แต่นิ่งไว้ตอนเย็น อรัญพาจันทิมาไปเยี่ยมลุงอิน ซึ่งหญิงสาวบอกว่าอยากเห็นหน้า ลุงอินมาถือศีลที่วัดทำให้เขาไม่ต้องพาหล่อนไปถึงทุ่งนาลุงอินมองจันทิมาเพ่งมองจันทิมาจนหญิงสาวต้องหลบสายตา ก่อนจะบอกความจริงที่ทั้งคู่ไม่เคยทราบ“ใช่…ฉันชื่อบุญยัง เป็นพี่ชายของบุญยง พ่อของเธอ ฉันมาอยู่ที่นี่หลายปีแล้ว ไม่ต้องการให้ใครรู้ว่าฉันเป็นใครมาจากไหน”“- สัตยานี่มันยังไง ลุงฝากให้เอ็งทำงานด้วย ทำไมมันให้แค่ตำแหน่งแค่นั้น”ชายชราหันมาถามเขา หลังจากสนทนากับหลานสาวอยู่นาน อรัญหัวเราะแหะแหะ เพราะไม่รู้จะตอบยังไงดี“ลุงว่าผมจะโชคดี พอไปถึงกรุงเทพฯ ก็เจอดีเลย ต้องฝ่าดงแข้ง ห่ากระสุนปืนเป็นว่าเล่น ไม่เห็นโชคดีตรงไหนเลย”“บ๊ะ ไอ้นี่ แล้วนี่อะไรล่ะ ไม่ใช่โชคของเอ็งรึ” ลุงอินขึ้นเสียงเหมือนมีโมโหทั้งชี้ไปที่จันทิมา“นั่นแหละ คนพาผมไปโชคร้ายเลย หลานสาวของลุงทำเอาผมแทบแย่”เขาว่ายิ้มๆ แต่หญิงสาวหันมาค้อน ทำอะไรเขาไม่ได้ เพราะอยู่ต่อหน้าคนอื่น“ไอ้บ้า เอ็งนั่นแหละ ตัวการจะพาหลานสาวข้าไปตาย ระวังความบ้าของเอ็งให้ดีเถอะ” ลุงอินหันมาว่า จันทิมายิ้มชอบใจหญิงสาวไม่เคยชินกับการนั่งพับเพียบนักจนพลิกตัวบ่อย จนลุงอินสังเกตุออก จึงชวนลงมานั่งสนทนาที่ใต้ต้นไทรใหญ่ซึ่งมีม้านั่งตั้งอยู่ อรัญขอตัวไปเดินเล่นริมแม่น้ำ เปิดโอกาสให้ลุงหลานคุยกันตามสะดวก“อรัญ…คุณอยู่ไหนน่ะ?”เสียงสุภาลัยร้องเรียก ขณะที่เขานั่งบนขอนไม้หย่อนขาตีน้ำไปมายังไม่ทันขานรับหญิงสาวก็โผล่หน้าเดินตามลงมา“ทำอะไรอยู่?”“ดูน้ำ…..ดูชีวิต…..”“โห..ปรัชญาซะด้วย” จันทิมาล้อ เดินมานั่งข้าง ๆ“แม่น้ำนี้ไหลมาจากไหน?”“ไม่รู้เหมือนกัน รู้แต่ว่ามันมาไกล”“แล้วมันไหลไปลงไหน?”“แม้น้ำโขง สุดท้ายก็ทะเล ผมถึงได้ว่า ดูน้ำดูชีวิตไงล่ะ”“แม่น้ำนี้เหมือนชีวิตตรงไหน?”“….แม่น้ำมาจากไหนบอกไม่ได้ แต่บอกได้ว่ามันไปไหน คือไปลงแม่น้ำโขงสิ้นสุดที่ทะเล ชีวิตเรามาจากไหนเราไม่รู้ แต่ทางไปเรารู้ คือตายแน่ไงล่ะ”“สาธุ” จันทิมายกมือสาธุท่วมหัว พร้อมกับหัวเราะคิก ๆ“- น้ำใสดีนะ”“มันใสเฉพาะหน้าหนาวเท่านั้นเอง หน้าร้อนไม่ไหว เทาเอย ตะใคร่เอย ไหลมาเต็มไปหมด น้ำก็น้อยกว่านี้ ไม่น่าดูหรอก”“ถ้าเป็นหน้าฝนล่ะ?”“โน่นเลย เห็นมั๊ย รอยขีดบนต้นไม้โน่น สูงขนาดนั้นเลย” อรัญชี้ให้จันทิมาดูรอยคราบน้ำบนต้นไม้ใหญ่ซึ่งอยู่สูงกว่าสามเมตร“โห….อย่างนี้ก็ท่วมนะสิ”“มันท่วมทุกปี แล้วแต่ปีไหนจะมากจะน้อยเท่านั้นเอง”“มีปลามั๊ย…?”“มี..ไม่ไม่ค่อยเยอะ ปลาใหญ่ ๆ ไม่ค่อยมีแล้ว คนจับกินหมด ยิ่งตอนหลังมีคนเล่นซ๊อตด้วยไฟฟ้า มันยิ่งไม่ค่อยมี เป็นหมันกันหมด”“จระเข้ล่ะ?”“ถ้ามีก็ดีนะสิ แต่มันไม่ยักมี น้ำไหลอย่างนี้ ไอ้ชาละวันอยู่ไม่ได้หรอก ถ้าจะมีก็คงจะอยู่เหนือ ๆ ขึ้นไป ตรงที่เป็นวังลึกน่ะ แต่ที่แน่ ๆ นะ ปลิงเพียบเลย”“ห๊า…!” จันทิมารีบยกขาขึ้นจากน้ำทันที แต่เมื่อเห็นเขาหัวเราะก็ทุบปึก“บ้าน่ะ…น้ำใส ๆ อย่างนี้มีปลิงได้ไง ทำไมท่าลงน้ำมันรกจังล่ะ?”“โธ่..จะไปรู้อะไร น้ำใสน้ำขุ่นก็มีปลิงได้ทั้งนั้นแหละ เมื่อก่อนไม่รกอย่างนี้หรอก ตอนนี้ไม่ค่อยมีคนลง มันเลยรก ชาวบ้านใช้น้ำประปากันหมด”“หือ..มีน้ำประปาด้วย..?”“ประปาหมู่บ้านเขาสูบจากใต้ดิน เป็นผู้ดีกันหมด ไม่อยากใช้น้ำจากแม่น้ำนี้แล้ว แต่ก่อนตอนเป็นเด็กนะ ผมวิ่งมาโดดโครม ๆ อยู่แถวนี้แหละ เฉพาะหน้าร้อนนะ หน้าหนาวนาน ๆ อาบที”“โห…แล้วอยู่ได้ไง ไม่อาบน้ำ คุณแม่ไม่ว่าหรือ?”“ท่านไม่รู้หรอก แค่เอาน้ำลูบแขนลูบขาก็เป็นอันว่าอาบแล้ว ถ้าท่านรู้ก็ว่าเอา ไล่ให้ไปอาบเหมือนกัน ตอนนั้นแหละลำบาก ต้องต้มน้ำอาบกันเลย”“ไม่เห็นลำบาก น้ำอุ่นสบายดีออก”“ใครว่า ..สบายแต่ตอนอาบนะสิ ตอนเลิกอาบน่ะ ไม่ต้องพูดกันเลย อะไร ๆ ก็หด โม้ดเลย ยิ่งพี่ผม หลวงพี่น่ะ ท่านชอบแกล้งเอากระด้งมาพัดให้”จันทิมาหัวเราะ นึกภาพตามเหตุการณ์ที่เขาเล่า“มีพี่น้องเยอะ ๆ นี่ก็สนุกดีนะ”“ก็บางครั้ง ถ้าทะเลาะกันบ่อยก็ไม่สนุก แถมทะเลาะกันบ่อยด้วยสิ”“เหรอ แล้วใครคนก่อเรื่องก่อนล่ะ” หญิงสาวเลิกคิ้วถามยิ้ม ๆ“ผมเองแหละ เกเรกว่าใครเลย เที่ยวระรานเขาไปหมด ผมนักเลงคุมแถวนี้นะ”“ตอนนี้ล่ะ…?”“มีนักเลงใหญ่กว่าผมอีก คุมผมอยู่หมัดเลย”“เหรอ..อยากเห็นหน้าจัง ใครนะเก่งกว่าคุณ..? อยากทำความรู้จักแล้วสิ”“คุณเจนก็รู้จักดีนี่นา….”“เหรอ…ใคร…?” หญิงสาวพาซื่อ“นี่ไง…คนนี้” อรัญจิ้มเบา ๆ ที่ทรวงอกนุ่ม จันทิมาตีมือเผียะ หัวเราะที่หลงเชื่อเขาอรัญกอดไหล่รั้งให้เข้ามาชิดกระซิบ“ผมรักคุณเจนจัง”“เหรอ…มากแค่ไหน?”“เท่าอ้อมกอดผมนี่แหละ”“เอาอะไรมาพิสูจน์?”เมื่อชายหนุ่มทำท่าจะพิสูจน์ จันทิมารีบผลักหน้าเขาออก“บ้าน่า อรัญ นี่มันในวัดนะ”“ไม่เป็นไรปู่ผมอนุญาต”“หลวงตานะรึ?”“ไม่ใช่ ปู่ผม หมายถึงพ่อของพ่อน่ะ”“ท่านอยู่แถวนี้หรือ? ทำไมไม่พาฉันไปหาท่านบ้างล่ะ?” หญิงสาวตกหลุมพรางอีก พาซื่อถาม“อย่าดีกว่า ผมเองเป็นหลานแท้ ๆ ยังไม่อยากพบหน้าท่านเลย”“อ้าว..ทำไมล่ะ ท่านดุหรือ?”“เปล่าหรอก….”“อ้าว…งั้นทำไมล่ะ?”“คุณอยากพบท่านหรือ? จะพาไป” อรัญจ้องหน้าหญิงสาวยิ้ม ๆ“ฮื่อ…ไปสิ”“ผมว่า …อย่าดีกว่า การไปหาท่านไปลำบาก ต้องให้ท่านมาหาเราเองง่ายกว่า”“ทำไมถึงลำบาก ท่านอยู่ไกลหรือ?”“อยากพบจริง ๆ อ่ะ..?”“ก็จริงนะสิ”“คุณเจนจุดธูป.เรียกชื่อท่านดังๆ เดี๋ยวท่านก็มาแล้ว”“หนอย…ตาบ้า..หลอกให้ถามเป็นคุ้งเป็นแคว” จันทิมาร้องลั่นตวัดหลังมือเข้าหน้าอกทำเอาอรัญไอแค๊ก เบ้หน้า“โธ่..คุณเจนนี่ มือหนักจัง”“ก็โกหกโยกโย้ลดเลี้ยวอยู่นั่น”“ใครบอกผมโกหก ผมพูดจริง ๆ ไม่เห็นมีคำโกหกสักคำ”“ไม่รู้ล่ะ แต่เจตนาคุณ..มันเป็นอย่างนั้น ว่าแต่ปู่คุณท่านอยู่แถวนี้จริง ๆ หรือ?”“คิดว่าอยู่นะ เห็นชาวบ้านเขาว่าเคยเห็นหลายครั้ง เดินท่อม ๆ เข้าออกแถว ๆ ต้นไทร ที่เรานั่งคุยกับลุงอินนั่นล่ะ”“หา…เฮี้ยนขนาดนั้นเชียว?”“ไม่ใช่เฮี้ยน เฮี้ยนเขาใช้กับผีร้ายที่เที่ยวหลอกหลอน แต่ปู่ผมเขาเป็นเจ้าที่ ท่านก็ต้องเที่ยวออกตรวจดูลูกหลานบ้างสิ”“ท่านเป็นเจ้าที่…?”“ใช่…หมู่บ้านนี้ท่านเป็นคนก่อตั้งเอง เป็นคนเข้ามาบุกเบิกก่อนใคร ที่ดินวัดนี้ก็เป็นของที่ท่านบริจาค ผมไม่เคยเห็นหน้าท่านหรอกนะ แต่ใคร ๆ เขาก็ว่าผมหน้าตาเหมือนท่านที่สุด บางครั้งยังเรียกผมด้วยชื่อปู่เลย ผมไม่ค่อยชอบหรอก บางครั้งโกรธด้วยซ้ำไป โดยเฉพาะพี่ผม เวลาโกรธทะเลาะกันต้องยั่วผมด้วยคำนี้เสมอ”“เหรอ…เขาเรียกว่าไง…?”“ตู้แหล่”“ไม่เห็นรู้เรื่อง มันหมายความว่าไง?”“ตู้..เป็นคำเรียกหมายถึง คนแก่คนเฒ่าคราวปู่คราวตา แหล่น่ะแปลว่าดำ เป็นชื่อของท่าน ท่านชื่อแหล่”“ฟังยากจัง มิน่า คุณแม่พูดฉันฟังไม่ค่อยรู้เรื่องเลย”“ไม่รู้เรื่องแล้วทำไม ค่ะ ค่ะ ตลอดเวลาเลยล่ะ”จันทิมาหัวเราะกิ๊ก เมื่อเห็นอรัญแสดงกิริยาเลียนแบบหล่อน“ก็เพราะไม่รู้เรื่องนะสิ เลยพูดได้แค่นั้น”อรัญมองนาฬิกา เป็นเวลาเกือบห้าโมงเย็นแล้ว จึงชวนหญิงสาวกลับขับรถผ่านหน้าร้านสายสุรีย์ ผู้คนครึกครื้นเต็มร้าน ดูจากชุดแต่งกาย อรัญดูออกว่าส่วนมากมาจากกรุงเทพฯ คงเป็นคณะผ้าป่าส่วนหนึ่งที่มางานนั่นเองเขาชะลอรถเข้าไปจอดใกล้หน้าร้าน เมื่อสายสุรีย์กวักมือเรียก แค่เปิดกระจกโบกมือให้ก็ขับรถผ่านไปเมื่อกลับไปถึงบ้านอรัญต้องแปลกใจ เพราะมีผู้มาเยือนมาเต็มเรือน แถมกลางเรือนยังมีสิ่งของสำหรับสู่ขวัญตั้งอยู่“น้อยกำลังจะไปตามพอดี” น้องสาวเขาเดินมาบอก“เขาจะทำอะไร..สู่ขวัญให้ใคร?”“ให้พี่นั่นแหละ พี่ไปอาบน้ำอาบท่าเร็วเข้าเถอะ”อรัญชี้อกตัวเองอย่างงง ๆ น้องสาวพยักหน้า เร่งให้ไปอาบน้ำ“มาเด้อขวนเอ้ย..ย..ย..ย”เสียงร้องเรียกขวัญดังก้องกังวานเป็นทอดๆ ผสมกับเสียงฆ้องสะท้านใจ ขานรับผู้ร่ายกลอนสู่ขวัญเป็นช่วง ๆอรัญนั่งอยู่ท่ามกลางวงล้อม ชาวบ้านที่มาช่วยเรียกขวัญ เขาน้ำตาซึม มันเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้เจอเหตุการณ์เช่นนี้ แม้ว่ามันจะเป็นพิธีที่ใคร ๆ ไม่ค่อยต้องการนักก็ตามพิธีสู่ขวัญเป็นพิธีที่มีให้เห็นในภาคอีสานเท่านั้น และส่วนมากจะจัดให้แก่คนที่ประสบกับอุบัติเหตุร้ายแรง หรือเหตุการณ์ สะเทือนอกสะเทือนใจพิธีสู่ขวัญจัดเป็นงานมลคลของชาวอีสานที่ใช้ประกอบในหลายพิธี เช่น งานแต่งงาน งานขึ้นบ้านใหม่ หรือแม้แต่งานสะเดาะเคราะห์ ที่ทำให้เขาอยู่นี้เป็นกรณีหลังปัจจุบันที่จัดในงานประเภทแต่งงานไม่ค่อยมี หรือพิธีขึ้นบ้านใหม่ก็ไม่ค่อยมี เนื่องจากไม่มีผู้ทำพิธี ขาดผู้ร่ายกลอนหรือหมอทำขวัญจันทิมาซึ่งนั่งอยู่เคียงข้างถือด้ายอีกเส้นหนึ่ง หล่อนไม่ค่อยเข้าใจนัก โดยเฉพาะคำว่า “มาเด้อขวนเอ๊ย” ที่ชาวบ้านเรียกกันอยู่นั้น แต่หล่อนก็เข้าใจว่ามันคงเป็นคำดีแน่นอน“มานะขวัญเอ้ย ขวัญของลูกแม่ ขอให้มีความสุขนะลูกนะ ความเจ็บอย่าให้ได้ ความไข้อย่าให้มี………”มารดาของเขาถือเส้นด้ายผูกแขนเข้ามาผูกให้ก่อน พร้อมกับอวยพรด้วยความรักจากใจแม่ อรัญตื้นตันพูดไม่ออก น้ำตามันพาลจะไหล และมันก็ไหลจริง ๆ หยดแหมะลงบนแขนของจันทิมาที่เข้ามาช่วยประคองแขนให้หล่อนมองเขายิ้ม ๆ และยื่นแขนไปให้มารดาของเขาผูกด้ายให้เส้นด้ายเต็มข้อมือทั้งสองแขนของหนุ่มสาว ผู้ไม่รับทราบมาก่อนว่าจะได้รับการต้อนรับด้วยพิธีเช่นนี้และที่อรัญคาดไม่ถึงจริง ๆ คือปิยนันท์กับธนากร มาร่วมงานผูกข้อมือให้เขาด้วย“ขอให้พี่รันมีความสุขมาก ๆ นะคะ ขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง ที่พี่ให้กับนันท์ และขอโทษสำหรับบางอย่างที่นันท์อาจทำผิดต่อพี่บ้าง”หล่อนอวยพรด้วยเสียงกระซิบให้เขาเพียงแค่นั้น และลงจากเรือนไป โดยบอกว่ามีธุระ ต้องรีบกลับกรุงเทพฯ
โปรดติดตามตอนต่อไป โปรดให้ความเห็น หรือให้กำลังใจนักเขียน เพื่อพัฒนาการเขียนต่อไปด้วยนะครับ