“เธอคือบทเรียนที่ผมยอมผิดศีล”

    ตอนที่ 48 ​ใต้เงาพระจันทร์

    คุณแม่ยิ้มกว้างหลังจากกินข้าวเสร็จ แล้วลุกขึ้นเก็บจานไปล้าง (แต่พี่กรรีบลุกตามไปช่วยทันที)  

    คุณแม่หันมาถามแพรด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแต่ชวนให้ตื่นเต้นนิด ๆ


    “แพรจ๊ะ... คืนนี้ค้างที่นี่สักคืนไหมลูก จะได้พักผ่อนกัน ไม่ต้องรีบขับรถไปๆมาๆ เช้าค่อยกลับสบายๆ คืนนี้พักที่นี่เลยดีกว่า แม่จะได้คุยกับแพรยาว ๆ อีกหน่อย  

    ห้องธนากรสมัยเด็กยังอยู่ครบเลยนะจ๊ะ แม่เก็บไว้ให้เหมือนเดิม ไม่ได้เปลี่ยนอะไรเลย แพรจะได้เห็นธนากรตอนเด็ก ๆ ด้วย 555”


    พี่กรที่กำลังยืนล้างจานอยู่หันขวับมามองคุณแม่ทันที หน้าแดงนิด ๆ  

    “แม่ครับ... อย่าแกล้งหนูเลย เดี๋ยวแพรเขิน”


    คุณแม่หัวเราะคิกคัก แล้วหันมาจับมือแพร  

    “แม่ไม่ได้แกล้งนะจ๊ะ แม่จริงใจ ถ้าแพรยังไม่พร้อมก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าแพรโอเค แม่ดีใจมากเลยค่ะ จะได้มีลูกสาวมานอนด้วยสักคืน”


    แพรหน้าแดงก่ำ แต่ก็พยักหน้าเบา ๆ  

    “ค่ะ... หนูค้างได้ค่ะแม่ ขอบคุณนะคะที่ชวน”


    พี่กรยิ้มกว้างจนเห็นฟัน แล้วรีบเดินมาจับมือแพร  

    “งั้นคืนนี้หนูค้างกับพี่นะครับ... พี่จะพาไปดูห้องเก่าพี่เอง”


    หลังจากช่วยเก็บจานล้างจานเสร็จ คุณพ่อคุณแม่บอกให้ทั้งคู่ขึ้นไปพักก่อน  

    พี่กรพาแพรเดินขึ้นบันไดไม้สักไปชั้นสอง เข้าไปในห้องนอนเก่าของพี่กรสมัยเด็ก


    ห้องกว้างขวาง ผนังไม้สักสีน้ำตาลอ่อน หน้าต่างบานใหญ่เปิดรับลมเย็นยามค่ำ  

    เตียงไม้ขนาดใหญ่ ผ้าปูสีครีมเรียบ ๆ แต่ที่ทำให้แพรตาโตคือ...  

    ชั้นวางหนังสือเก่า ๆ เต็มผนัง มีรูปถ่ายเด็ก ๆ ของพี่กรวัย 5-6 ขวบยืนยิ้มกว้าง ถือลูกฟุตบอล มีรูปพี่กรตอนม.ต้นใส่เสื้อนักเรียน ยืนกอดพ่อแม่ มีรูปพี่กรตอนเรียนปริญญาเอก ใส่ครุยยิ้มเขิน ๆ  

    มุมหนึ่งมีโมเดลเรือใบไม้ที่พี่กรทำเองตอนเด็ก ยังวางอยู่บนชั้นเหมือนเดิม  

    มีตุ๊กตาหมีตัวเล็ก ๆ ตัวเก่า ๆ วางมุมเตียง (คุณแม่คงเก็บไว้ให้)


    พี่กรยืนเกาหัวเขิน ๆ  

    “ห้องเก่าพี่ครับ... แม่ไม่ยอมทิ้งอะไรเลย ยังเก็บรูปกับของเล่นไว้หมด  

    พี่เขินแทนเลยอะ 555 แต่ถ้าหนูอยากนอนที่นี่ พี่นอนด้วยได้นะครับ เตียงใหญ่พออยู่สองคนสบาย ๆ”


    แพรยิ้มเขิน ๆ แล้วเดินไปดูรูปเด็ก ๆ ของพี่กร  

    “พี่กรตอนเด็กน่ารักมากเลยค่ะ... ยิ้มกว้างเหมือนตอนนี้เลย”


    พี่กรเดินตามมาหยุดข้างหลังแพร โอบเอวแพรเบา ๆ จากด้านหลัง แล้วกระซิบ  

    “ตอนนั้น พี่ยังไม่เจอหนู... ถ้าเจอตั้งแต่เด็ก พี่คงยิ้มกว้างกว่านี้แน่ ๆ ครับ”


    ทั้งคู่ยืนกอดกันเงียบ ๆ ชมรูปและของใช้เก่า ๆ จนค่ำลง  

    แพรรู้สึกอบอุ่นมากที่ได้เห็น “พี่กร” ในมุมที่ไม่มีใครเห็น


    - กลางคืนประมาณ ตีหนึ่ง -

    แพรตื่นขึ้นมาเพราะนอนไม่ค่อยหลับ (อาจเพราะตื่นเต้น หรือเพราะคิดถึงเรื่องต่าง ๆ)  


    แพรค่อย ๆ คลายแขนพี่กรออกเบา ๆ แล้วลุกจากเตียง  

    เสื้อนอนตัวหลวม ๆ ของพี่กรที่ยืมมาใส่คลุมตัว แพรเดินออกจากห้องช้า ๆ ลงบันไดไม้ไปที่สวนหลังบ้าน


    สวนหลังบ้านกว้างขวาง ต้นไม้ใหญ่ร่มรื่น มีม้านั่งไม้ตัวยาวตั้งอยู่ใต้ต้นมะม่วงใหญ่  


    พระจันทร์ดวงใหญ่กลมเต็มดวงส่องแสงนวล ๆ ลงมาบนพื้นหญ้า เงาต้นไม้ทอดยาวสวยงาม  

    ลมเย็นพัดเบา ๆ พัดผมแพรปลิวพลิ้ว  


    แพรยืนนิ่ง มองพระจันทร์ แล้วถอนหายใจเบา ๆ ด้วยความรู้สึกผสมกัน  

    ดีใจที่ได้คบกับพี่กรจริง ๆ ปลอดภัยจากพี่เอกแล้ว และตอนนี้ได้มานั่งในบ้านพ่อแม่พี่กรแบบนี้


    จู่ ๆ เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังจากด้านหลัง  

    พี่กรเดินตามออกมา (ใส่เสื้อยืดกับกางเกงขาสั้นสบาย ๆ)  

    พี่กรยืนข้างหลังแพร แล้วโอบไหล่แพรเบา ๆ จากด้านหลัง  

    “ตื่นมาหรือครับ... พี่ตื่นเพราะหนูไม่อยู่ข้าง ๆ เลยตามออกมา"






    พี่กรก้มลงซุกหน้าที่ไหล่แพร หายใจร้อน ๆ พ่นเบา ๆ ที่ต้นคอ  

    “สวยไหมครับ พระจันทร์คืนนี้... พี่ชอบมานั่งตรงนี้คนเดียวตอนเด็ก ๆ เวลานอนไม่หลับ  

    แต่คืนนี้... พี่มีหนูมานั่งด้วยแล้ว พี่อยากให้มีหนูอยู่ข้างๆกันแบบนี้ตลอดไป”


    พี่กรโอบแพรแน่นขึ้น แล้วกระซิบ  

    “หนูคิดอะไรอยู่เหรอครับ... บอกพี่ได้นะ พี่อยากรู้ทุกอย่างที่หนูคิด”


    “พี่กรเคยมานั่งตรงนี้คนเดียวบ่อยไหมคะ... แล้วตอนนั้น...พี่คิดอะไรอยู่..?”

    แพรถามแล้วหันมามองตาพี่กร


    พี่กรโอบไหล่แพรไว้ เหมือนกลัวลมเย็นจะพัดเธอหนาว  

    เขาหันหน้ามองพระจันทร์ดวงโตนั้นสักพัก ก่อนจะตอบเสียงทุ้มนุ่ม ช้า ๆ ราวกับกำลังย้อนความทรงจำ


    “บ่อยครับ... บ่อยมากเลยด้วยซ้ำ”  

    พี่กรยิ้มบาง ๆ มุมปาก แต่ตาเหมือนมองไกลออกไป  


    “สมัยม.ปลายจนถึงตอนเรียนปริญญาเอก พี่ชอบหนีออกมานั่งตรงนี้คนเดียวเวลานอนไม่หลับ หรือเครียดจากงาน เรียนหนัก หรือทะเลาะกับใครสักคน  

    พี่จะมานั่งคนเดียวเงียบ ๆ มองพระจันทร์แบบนี้ แล้วปล่อยให้สมองว่าง ๆ บางทีก็คิดถึงอนาคต คิดว่าอยากเป็นอาจารย์แบบจริงจัง คิดว่าอยากเจอคนที่ทำให้พี่รู้สึกว่า... ‘คนนี้แหละ ที่พี่อยากอยู่ด้วยตลอดไป’  

    แต่ตอนนั้นพี่ยังไม่เจอใครเลยครับ... พี่เลยคิดไปเรื่อย ๆ ว่า ถ้าพี่เจอคนแบบนั้นจริง ๆ พี่จะพาคนนั้น..มานั่งตรงนี้ด้วยกัน แล้วบอกเขาว่า ‘ตรงนี้เคยเป็นที่หลบภัยของพี่คนเดียว แต่ตอนนี้มันเป็นของเราสองคนแล้ว’”


    พี่กรหันมามองหน้าแพร ดวงตาสะท้อนแสงจันทร์นวล ๆ  

    “แล้วคืนนี้... พี่ก็ได้พาคนนั้นมานั่งตรงนี้จริง ๆ แล้วครับ” 


    แพรเงยหน้ามองเสี้ยวหน้า ที่ถูกอาบด้วยแสงจันทร์ของพี่กร แววตาของเขาในตอนนี้..ดูอ่อนโยนและนิ่งสงบกว่าครั้งไหนๆ ราวกับว่า..กำแพงที่เขาเคยสร้างไว้เพื่อเป็น 'อาจารย์ธนากร' ผู้เกรงขาม ได้ทลายลงหมดแล้ว เหลือเพียงชายคนหนึ่งที่รอคอยใครสักคนมาทั้งชีวิต


    เขาหยุดชั่วครู่ แล้วยิ้มกว้างขึ้นนิดนึง

    ​"สมัยก่อน พี่เคยสงสัยนะว่าพระจันทร์ที่มองจากตรงนี้มันจะสวยกว่านี้ได้อีกไหม..." 

    พี่กรกระชับกอดแน่นขึ้น กลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มจากเสื้อนอนของเขาที่แพรสวมอยู่จางๆ ทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยอย่างบอกไม่ถูก

    ​

    "จนวันนี้พี่ถึงรู้... ว่าที่พระจันทร์มันสวยขึ้น เพราะมันสะท้อนอยู่ในดวงตาของหนูต่างหาก"

    ​พี่กรก้มลงซุกใบหน้าที่ข้างหูของแพร ปล่อยให้ลมหนาวพัดผ่านร่างไปโดยที่ทั้งคู่ไม่รู้สึกหนาวเลยสักนิด


    “ทุกวันนี้พี่ไม่ได้คิดอะไรลึกซึ้งแล้วนะครับ แค่รู้สึกดีใจมาก... ที่คนที่พี่คิดถึงทุกคืน คือคนที่กำลังยืนกอดพี่อยู่ตรงนี้”


    ​"หนูรู้สึกเหมือนฝันไปเลยค่ะพี่กร..." 

    แพรพึมพำตอบ เสียงสั่นพร่านิดๆ 

    "จากที่เคยเป็นแค่พนักงานในคณะที่มองพี่อยู่ไกลๆ ไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งจะได้มานั่งในพื้นที่ส่วนตัวของพี่แบบนี้"


    ​พี่กรยิ้ม แล้วพลิกตัวแพรให้หันมาสบตาตรงๆ เขายกมือขึ้นประคองแก้มใสที่ขึ้นสีระเรื่อเพราะแสงจันทร์

    ​"นี่ไม่ใช่ฝันหรอกครับแพร... และพี่สัญญา ว่าพี่จะทำให้ความจริงของเราสวยงามกว่าความฝันที่พี่เคยเพ้อฝันคนเดียวตรงนี้ในทุกๆ วัน"


    พี่กรยกมือขึ้นลูบผมแพรเบา ๆ แล้วก้มลงจูบหน้าผากแพรแผ่ว ๆ  

    “หนูรู้สึกยังไงบ้างครับ... ที่ได้มานั่งตรงนี้กับพี่ แพรคิดอะไรอยู่เหรอ”



    คล้ายกับเรื่อง“เธอคือบทเรียนที่ผมยอมผิดศีล” ที่คุณอ่าน