ตอน 18
ตุ๊กตานางฟ้า
(ส่วนตอนท้าย)
“ถ้าลูกกำลังคิดเหมือนพ่อ พ่อก็อยากจะพูดนะ...” ชายชราขอเฉลยเองเมื่อรู้ว่าลูกสาวคงไม่มีทางตอบง่าย ๆ
“พ่อว่า... เหมือนนะ เหมือนมาก...” เกริกไกรเอ่ยเบา ๆ ราวกับไม่กล้าปริปาก แต่ลูกสาวที่นั่งเคียงข้างก็ยังได้ยินชัดเจน
“ใช่ค่ะ เหมือนมาก ๆ” สุรีย์รัตน์รำพันเบาแผ่ว “พ่อคงเข้าใจแล้วนะคะว่าหนูกลับมาเล่นตุ๊กตาเพราะอะไร...”
“อยู่ดี ๆ บ้าน 'สุขสรวงสวรรค์' ก็เคยมีนางฟ้า นางฟ้าที่อ่อนโยนงดงามมาก มาใช้ชีวิตร่วมกับเรา...” พ่อเริ่มเล่าย้อนวันวาน
“และเป็นนางฟ้าที่เหมือนตุ๊กตา ที่พวกเรารัก... รักมาก ๆ” ลูกสาวตอบรับเสมือนเข้าใจหัวอกพ่อ ราวกับมองตาก็รู้ใจ อยากจะเอ่ยเรื่องอันใดออกมาก็รู้แม้แค่ประโยคแรก
“คิดถึงน้องตุ๊กตารัสเซียใช่ไหมลูก...” พ่อถามจี้จุดกลางใจที่ยังเก็บซ่อนของลูกสาว
“ค่ะ ใช่ค่ะ...” น้ำเสียงสุรีย์รัตน์เริ่มเอื่อยอ่อน “คิดถึงมาก มากที่สุด...”
ลูกสาวแหงนมองใบหน้าพ่อ เกริกไกรก็มองแววตาลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนไม่กะพริบ
“พ่ออย่าร้องไห้สิ...” สุรีย์รัตน์อุทาน “เดี๋ยวหนูก็ร้องไห้ตามนะ...”
พ่อแทบไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ เมื่อหยาดน้ำใสเริ่มรินเอ่อจากสองเบ้าตา มือขวารีบเช็ดออกด้วยความอับอาย
“ลูกก็แทบจะร้องอยู่รอมร่อแล้วไม่ใช่หรอ อัดอั้นไม่ไหวก็ปล่อยโฮออกมาเถอะ” ชายชราเอ่ยประโลมลูกสาวแทบไม่รู้ตัว
“ยังไหวค่ะ พ่อ...” เสียงสุรีย์รัตน์เริ่มสั่นเครือ ทว่ายังไม่รินน้ำตาให้เห็น “ขอบคุณพ่อนะคะ ที่เป็นพ่อที่ดีของน้องนางฟ้า น้องที่งดงามเหมือนตุ๊กตา แม้แค่ชั่วเวลาไม่กี่เดือน...”
“ไม่หรอก... พ่อยังดีไม่พอ...” เกริกไกรก้มหน้าคล้ายเฝ้าโทษตนเองทั้งที่ไม่ได้ผิด “มันสุดวิสัยที่ต้องรับดูแลน้องรัสเซียเพราะว่าไม่มีใครเหมาะที่จะดูแลแล้ว เพราะครอบครัวเรามีลูกสาวที่ดีอย่างน้ำไง...”
“หนูก็ยังดูแลดีไม่พอค่ะ พ่อคะ...” สุรีย์รัตน์ถ่อมตนเอง “แต่ถึงอย่างไร พวกเราก็ดูแลกันเต็มที่แล้วนะคะ ได้ช่วยกันดูแลน้อง...”
“น้อง... ลอริส...” เสียงเอ่ยแผ่วจากพ่อแทรกจังหวะที่ลูกสาวยังไม่ทันบอกชื่อนางฟ้า
“ใช่ค่ะ พ่อคะ... ดีใจที่พ่อจดจำชื่อน้องได้... หนูดีใจนะคะ” ลูกสาวชื่นชมเคล้าปลอบประโลมใจผู้เป็นพ่อ
“พ่อไม่เคยลืมนะ ถึงแม้จะลืมชื่อสกุลและชื่อรองของน้องลอริสไปแล้ว จำยากจนลืมง่าย...” เสียงเกริกไกรอ่อนเอื่อยเคล้าเศร้าหม่น
“อย่าเศร้าเลยค่ะ พ่อคะ...” สุรีย์รัตน์เอื้อนปลอบใจ “น้องไปสุขสบาย เป็นนางฟ้าบนสรวงสวรรค์แล้ว คงได้อยู่กับคุณพ่อคุณแม่ของน้อง และอยู่ใกล้ชิดพระผู้เป็นเจ้าที่น้องนับถือแล้ว...”
“ขอบใจนะลูกที่เข้าใจพ่อ...” มือชายเริ่มชราแล้วส่งหวีไม้คืน สุรีย์รัตน์เอื้อมรับแล้วบรรจงหวีผมให้ตุ๊กตาต่อ
“ปี 1992... ปี 1993... ปี 2021... นี่ก็ผ่านมายี่สิบแปด ยี่สิบเก้าปีแล้วนะคะ ผ่านไปไวเหลือเกิน...”
“ไวจริง ๆ” พ่อบรรจงเอ่ย “พวกเราพรากจากลอริสมา เกือบสามสิบปีแล้ว”
เกริกไกรเลื่อนสายตาจดจ้องมองตุ๊กตานางฟ้าตรงหน้า ช่างละม้ายคล้ายลูกสาวคนที่สองที่รับมาดูแลอย่างสุดวิสัย ช่างคล้ายลอริสเหลือเกิน ถึงแม้ผมตุ๊กตาแสนยาวเหมือนราพันเซล แตกต่างมากหากเทียบเมื่อเกือบสามสิบปีก่อน ตอนนั้นลอริสยังไว้ผมยาวสุดแค่ช่วงเอว ทว่าแววตา ใบหน้า และอารมณ์สื่อฉายจากตุ๊กตา กลับยิ่งกระตุกภาพทรงจำจากอดีตส่วนลึกมากเหลือเกิน
ลูกสาวหยิบกระเป๋าสตางค์หนังดำใบใหญ่ ภายในมีรูปหลายใบพกพา ส่วนใหญ่เป็นรูปเมื่อเริ่มแรกวัยทำงาน รูปคู่ช่วงคบหากับคีรีและรูปตอนไปฮันนีมูนเล่นหิมะที่ฮอกไกโด ทว่ายังมีอีกรูปหนึ่งที่อายุของมันเก่าแก่สุดหากไม่นับรูปตอนวัยเยาว์ที่ไม่ได้นำมาใส่ไว้
รูปใบนั้นสุรีย์รัตน์นำไปอัดเคลือบพลาสติกอย่างดี บรรจงหยิบออกมาแล้วส่งให้พ่อดู
รูปที่ทำให้ผู้เป็นพ่อน้ำตาเอ่อคลออีกครั้ง
“ยังเก็บไว้ดูตลอดเลยหรอลูก...” เกริกไกรอุทานแผ่ว
“ใช่ค่ะ น้ำอยากเก็บไว้ตลอดไป...” สุรีย์รัตน์ยืนยันหนักแน่น “หนูอยากเก็บช่วงเวลานั้นไว้เสมือนไทม์แคปซูล นำออกมาดูครั้งใดก็จะเหมือนได้ย้อนอดีตที่พวกเราเคยมีความสุขด้วยกัน”
รูปเก่ายามสุรีย์รัตน์และลอริสสวมชุดกระโปรงยาวสีขาวนั่งเคียงกัน ต่างฝ่ายสัมผัสมือประคองกัน และคนที่ถ่ายรูปให้ก็คือผู้เป็นพ่อนั่นเอง
บนภาพนั้น ลอริสสวมชุดกระโปรงยาวสีขาว ทั้งสวมถุงมือลูกไม้ช่างละมุนละไม ผมสีน้ำตาลไว้หน้าม้าสุดอ่อนโยน บนศีรษะประดับกิ๊บโบผ้าขาวซ้อนปีกสองชั้น น่าเอ็นดูดุจตุ๊กตายิ่งนัก
“ฟิล์มถ่ายยังเก็บอยู่ในห้องนั้นใช่ไหม...” เกริกไกรหันหลังมองยังผนังที่มีเสื้อโคตและเสื้อสูททำงานของลูกสาวแขวนไว้ ทว่าเบื้องหลังผนังนั้นสามารถเลื่อนออกได้เมื่อไขกุญแจที่อยู่มุมด้านข้าง หากเลื่อนผนังออกก็จะพบกับห้องที่สร้างขึ้นเฉพาะ ห้องที่เก็บทุกสิ่งทุกอย่างของนางฟ้าผู้เคยอาศัยในบ้านหลังนี้ตลอดสิบเดือน นางฟ้าที่เปรียบเสมือนลูกสาวอีกคน หรือกลายเป็นน้องสาวของสุรีย์รัตน์เลยก็ว่าได้ แม้ว่ามาจากต่างแดนและสายเลือด
“น้ำยังเก็บไว้ดีอยู่ค่ะ...” ลูกสาวกล่าวให้พ่อรู้สึกเชื่อมั่น “อย่ากังวลเลยนะคะ อยากนำมาใช้ อัดรูปเพิ่ม ขยายใหญ่ ก็ยังทำได้ ร้านรับอัดรูปจากฟิล์มแถวห้าแยกลาดพร้าวยังเปิดอยู่ พ่ออยากได้ไซซ์ใหญ่หรือเล็กยังไงบอกหนูได้นะคะ หนูจะช่วยทำให้ไม่ลังเลเลย”
“เกรงใจลูกน่ะ ยังไงรูปนี้ก็ยังอยู่ในความทรงจำของพ่อไม่ลืมเลือนนะ” เกริกไกรยกมือปาดน้ำตาตนเอง
“พ่อทำซะหนูเกือบจะร้องไห้เลย” สุรีย์รัตน์หยอกล้อเคล้าปลอบใจ “หนูนี่ร้องไปเยอะแล้ว ร้องจนไม่เหลือน้ำตาแล้วละค่ะ...”
“พ่อขอโทษ ทำลูกเศร้าเลย...”
“ไม่หรอกค่ะพ่อ พ่อไม่ได้ผิดอะไร เรามาซึมซับอดีตที่น่าจดจำไปด้วยกันนะคะ” สีหน้าสุรีย์รัตน์เริ่มเริงร่าหวังให้พ่อคลายเศร้าได้เร็ว “หนูยังนึกขำวันแรก ๆ ที่พ่อรับลอริสมาดูแลเลย หนูรบเร้าจะให้พ่อซื้อตุ๊กตาฝรั่งเศส ก็... ร้านของนำเข้าในสนามบินที่หนูเคยซื้อตุ๊กตาฝรั่งเศสมันออกคอลเล็กชันใหม่ หนูอยากได้ใจจะขาด พ่อก็รับปากจะซื้อให้ เลื่อนแล้วเลื่อนอีกก็ไม่ได้ซื้อซะที พอวันที่รับน้องลอริส พ่อพูดกับหนูในโทรศัพท์ว่าพ่อคงมีปัญหากับตุ๊กตารัสเซียซะแล้วละ หนูนี่ทั้งขำทั้งงง อยากจะโวยวายก็โวยไม่ออก อะไรของพ่ออ่า ให้ซื้อตุ๊กตาฝรั่งเศสตัวสัตว์น่ารัก ๆ ไหงกลายเป็นตุ๊กตารัสเซีย ตอนนั้นจะงอนพ่ออยู่แล้วละ แต่มารู้ทีหลังว่า ตุ๊กตารัสเซียน่าเอ็นดูมาก ๆ แล้ว... มีชีวิต มีจิตใจ ทั้งอ่อนโยนอย่างไม่น่าเชื่อ กลายเป็นหนูรักตุ๊กตารัสเซียจนลืมตุ๊กตาฝรั่งเศสไปเลยค่ะพ่อ...”
เกริกไกรเริ่มขำเบา ๆ พาให้ลูกสาวคลายกังวล จากที่เกรงอยู่ว่าพ่อที่เริ่มชราแล้วจะจิตตกซึมเศร้าเกินไปหรือไม่
“นั่นสินะ ลูก...” พ่อเอ่ยไปขำเล็ก ๆ ไป “ตอนนั้นทำอะไรกันไม่ถูกเลย รับปากลูกซะดิบดีแต่ได้ตุ๊กตารัสเซียมาแทน ลูกก็เห่อนะตอนนั้น ลืมตุ๊กตาฝรั่งเศสซะได้ พอพ่อถามจะไปซื้อให้เอาไหม ลูกบอก หนูได้ตุ๊กตารัสเซียแทนแล้วค่ะ พ่อก็ขำ ๆ ลูกคนนี้อะไรกันนี่ ได้ใหม่ลืมเก่าเลยหรอ ฮ่า ๆ”
“ก็น้องลอริสน่ารักอ่อนโยนเหมือนตุ๊กตาจริง ๆ นี่คะ” มือลูกสาวยื่นไปทางตุ๊กตาที่ยังนั่งตั้งเด่นอยู่บนโต๊ะ “หนูเลือกอยู่นานหลายเดือนจนมาเจอน้องคนนี้ เห็นแล้วนึกถึงน้องลอริสมาก ๆ คิดถึงจับใจเลย”
“ขาดอะไรอีกไหม ถุงมือยังไม่ได้ใส่เลย” มือเริ่มชรายื่นถุงใสใส่ถุงมือขาวลายลูกไม้ที่เคยวางชั้นล่างส่งให้ลูกสาว
“เหลือถุงมือกับกิ๊บโบประดับผม หนูเลือกโบที่คล้ายในรูปถ่ายนี้เลย พอแต่งเสร็จ ลองเอารูปวางใกล้ ๆ น้องตุ๊กตานะคะ จะคล้ายกันสุด ๆ เลย”
“ต่างกันที่ผมยาว ตุ๊กตาผมยาวกว่าเยอะเลย” พ่อพรรณนาเปรียบเทียบระหว่างตุ๊กตาตรงหน้ากับตุ๊กตาในความทรงจำที่อยู่บนรูปถ่าย
“ใช่ค่ะ ดูต่างกัน แต่ว่า... พ่อคะ ลอริสเคยบอกหนูนะคะ อยากเป็นเหมือนราพันเซล หนูเลยดูแลผมของน้องอย่างดี ผมน้องหนานุ่มมาก ไม่ขาดร่วงด้วย จริงอยู่น้องอ่อนแอในหลาย ๆ เรื่อง แต่ผมน้องแข็งแรงดกหนาน่าดูแลมาก ตั้งใจจะเลี้ยงผมยาวให้ได้เหมือนราพันเซลจริง ๆ” ลูกสาวสาธยายอดีตงดงามแกมมุกตลก “ค่าแชมพูพ่อก็ต้องช่วยออกนะคะ สระผมคราวนึงคงหมดเป็นขวด ๆ เลย”
“ฮ่า ๆ ย่อมได้ ๆ เพื่อความสวยของนางฟ้า พ่อย่อมเปย์ไม่อั้น” เกริกไกรเริ่มกรุ้มกริ่ม อดีตที่อาจขมขื่นแต่บางทีก็มีเรื่องให้ยิ้มแย้มได้เช่นกัน
มือเริ่มยับย่นบรรจงสวมถุงมือสีขาวลายลูกไม้ จากมือข้างซ้ายแล้วมาข้างขวา ลูกสาวก็ชมพ่อยกใหญ่ว่าดูแลตุ๊กตาเป็นแล้ว
“หนูบอกแล้ว พ่อเคยรักลูกสาวเพียงใด พ่อย่อมเล่นตุ๊กตาดูแลน้องได้”
“ลูกสาวคนไหนหรอ...” พ่อถามอยากลองเชิง
“ก็ลูกทั้งสองไงคะพ่อ หนู กับ ลอริสไง...” สุรีย์รัตน์แย้มตอบให้พ่อไม่ต้องทนหมองหม่นอีก
“ขอบใจนะลูก พ่อไม่เก่งเลย...” เกริกไกรบ่นถึงตนเองตามเคย
ครั้นจะใส่โบประดับผม ลูกสาวพลันถามพลางจะปลดวิกผมยาวเสมือนราพันเซลออก
“ลองเปลี่ยนวิกไหมคะ วิกอีกอันสั้นกว่า แต่ยาวเหมือนตอนที่ลอริสยังอยู่กับเรา”
“ลองดูก็ได้นะ ตามใจลูกเลย” เกริกไกรยิ้มบางเบา ด้วยนิสัยไม่เคยขัดใจเจ้าของตุ๊กตาอยู่แล้ว
ระหว่างนั่งดูเจ้าของถอดวิกเดิมออกแล้วสวมวิกสั้นกว่าแทนที่ จู่ ๆ พลันสงสัยบางอย่างยามลูกสาวเล่าหวนระลึกความหลัง “แล้ว... ลูกสื่อสารกับน้องลอริสยังไงหรอ จำได้ไหม...”
มือสาววัยกลางคนหยุดชะงัก จังหวะที่วิกยังสวมเข้ากับหัวตุ๊กตาไม่สนิท ค่อยก้มหลับตาระลึกอดีตอันยาวนานนับสิบ ๆ ปี อดีตที่น้อยครั้งจะขุดมันออกมาเพื่อพรรณนา
“จำได้ราง ๆ นะคะว่า หนูพูดอังกฤษ พูดแต่คำง่าย ๆ ที่น้องเค้าน่าจะเข้าใจ เพราะน้องคงเพิ่งเรียนอังกฤษจากโรงเรียนอินเตอร์ เอ๊ะ.. โรงเรียนในเมืองอะไรนะ เมืองเกิดของน้อง...”
“จำแทบไม่ได้แล้ว” พ่อก้มหน้าระลึกพลางกุมขมับ “พ่อขี้หลงขี้ลืมเสียแล้วละลูก อายุก็ปูนนี้แล้ว...”
“ไม่เป็นไรค่ะ นึกไม่ออกช่างมันเถอะนะคะ” ลูกสาวรำพันปลอบใจ “ยังไงอย่างน้อยเราก็ยังจำชื่อน้องได้ แม้จำได้แค่ชื่อเฟิสต์เนมก็ตาม”
พ่อพลันเงยหน้าขึ้นอุทาน “เอ๊ะ!หรือเมืองอะไรนะ เลนิน อะไรสักอย่าง พ่อคุ้น ๆ”
“เลนินกราดใช่ไหมคะ...” สุรีย์รัตน์ช่วยเฉลยให้
“ใช่แล้ว ๆ” พ่อเบิกตาดีใจ “พอนึกอะไรไม่ออก ก็นึกถึงชื่อผู้นำคอมมู ๆ อะไรนั่นแหละ เมืองเกิดของน้องลอริสเลย”
“แหม... พ่อคะ พ่อคงไม่ใช่พวกฝักใฝ่ฝ่ายซ้ายนะคะ” ลูกสาวหยอกเย้าพลางหัวเราะแผ่ว ฝ่ายพ่อพลันส่ายหัวทันที
“ไม่ ๆ ๆ ๆ พ่อไม่ใช่พวกนั้น โอย...”
“หยอกเล่นน่ะค่ะพ่อ...” ลูกสาวหัวเราะอีกคราก่อนพูดปลอบ “แต่ชื่อเมืองเขาไม่เรียกชื่อนั้นกันแล้วนะพ่อ ชื่ออะไรสักอย่าง เซนต์... อะไรไม่รู้จำยากจัง ต้องถามเพื่อนพ่อที่ชื่ออะไรนะ หนูก็ลืมชื่อแล้ว ที่เขาชอบรัสเซียมากไปตั้งรกรากที่นั่นเป็นสิบ ๆ ปีแล้ว”
“อ๋อ ชื่อวนัสน่ะลูก” พ่อชะงักคำพูดชั่วครู่เพราะเริ่มหวนคิดถึงเพื่อนเก่า “ไม่ได้ติดต่อกันนานมากแล้ว คงได้ดิบได้ดีอยู่สุขสบายแล้วละ ถ้าไม่ได้ย้ายเมืองเขาก็คงอยู่มอสโกที่เดิมนั่นแหละ และก็หวังว่าคงยังมีชีวิตอยู่นะ”
“อาวนัสเก่งนะคะ เรียนภาษารัสเซียจนได้ไปอยู่ที่นั่นสมใจ” สุรีย์รัตน์พรรณนาเปรียบกับตนเองที่ไม่เอาไหน “หนูง่อยมาก แค่จะลองพูดกับน้องลอริสเป็นภาษารัสเซียยังพูดไม่ได้เลย ฟังเป็นก็แค่สองคำเองมั้ง”
“พ่อก็เหมือนกัน ลูก...” เกริกไกรก็ได้แต่ตัดพ้อตนเองที่ไม่สามารถพอเหมือนอย่างเพื่อน
“แต่ลูกก็เป็นพี่สาว เป็นพี่เลี้ยงที่แสนดีของลอริสเสมอนะ ทำให้น้องมีความสุขแม้ว่าร่างกายทนสู้กับโรคหัวใจบกพร่องไม่ไหว ถ้าไม่มีลูกแล้ว พ่อคงทำหน้าที่พ่อได้ไม่เต็มที่แน่ ๆ คงดูแลน้องไม่ดีพอ”
ลูกสาวจับมือพ่อแผ่วเบา “อย่าโทษตัวเองเลยค่ะพ่อ เราต่างก็ช่วยกันเต็มที่จริง ๆ ทั้งมอบความจริงใจให้น้อง แววตาของน้องที่บ่งบอกให้เรารับรู้ว่าน้องซาบซึ้งเพียงใด คงตื้นตันที่อุตส่าห์ทำเพื่อน้องในช่วงชีวิตสุดท้าย น้องขอบคุณพวกเราตั้งหลายครั้ง พูดคำขอบคุณภาษารัสเซียที่ตอนนี้หนูก็ลืมไปแล้ว แต่หนูก็ยังจำโมเมนต์นั้นได้นะคะ แม้ว่าผ่านมาเป็นสิบ ๆ ปีแล้ว”
“แล้วสองคำที่ลูกยังจำได้ล่ะ คำไหนหรอ พ่อลืมหมดเลย วัยมันแก่แล้วก็งี้” เกริกไกรตัดพ้อตนเองอีกรอบ
“เฮ้อ พ่อ... อย่าพูดว่าแก่อีกสิ หนูใจหายนะคะ” สุรีย์รัตน์หยอกเย้าก่อนพูดต่อ “หนูจำได้แต่ ด๊ะ ด๊ะ... เหมือนแปลว่า เยส แปลว่า ใช่ น่ะแหละค่ะ แต่ถ้าน้องเกาะแขนหนูแล้วบอก เนี้ยต เนี้ยต ก็แปลว่า น้องบอกว่า ไม่นะ โน... ไม่นะ ประมาณนี้ หนูจำได้แค่นี้แหละค่ะ ฮ่า ๆ”
พ่อพยักหน้าคล้ายจะจดจำได้แล้ว “ใช่ ๆ สองคำนี้แหละที่จำง่ายสุด แต่ลอริสก็ไม่ค่อยพูด เนี้ยต เนี้ยต สักเท่าไหร่นะ ใช่ไหม”
“ใช่เลยค่ะ พ่อ” สุรีย์รัตน์ยืนยัน “น้องเค้าดูออกจะเกรงใจ และให้พวกเราตามใจทำอะไรก็ได้เพื่อน้อง ส่วนหนูกับพ่อก็เกรงใจกลัวเผลอทำน้องเสียใจ หลายครั้งน้องจะไม่ปฏิเสธเวลาเราทำอะไรต่อมิอะไรให้ น้องก็มักจะพูดว่า ด๊ะ... ด๊ะ... อยู่เรื่อย”
“ลอริสเป็นคนน่ารัก ว่านอนสอนง่ายเนอะ ว่ามั้ย แต่น้องเค้าไม่เคยยิ้มให้เราเห็นเลย ว่ามั้ย” เกริกไกรพรรณนาพลางถามถึงสองคำถาม
“น้องดูเป็นคนเรียบง่าย ดูอบอุ่น น้องยิ้มยาก แทบไม่ยิ้มเลย เศร้าสร้อยบ้างบางคราว แต่น้องมักบ่งบอกสีหน้าซาบซึ้งให้พวกเราเห็นผ่านแววตาเสมอนะคะ ตรงนี้แหละหนูชอบมาก น่าเอ็นดู หาคนแบบนี้ยากจริง ๆ”
สุรีย์รัตน์เอ่ยชื่นชมอดีตน้องสาวที่จากไปเนิ่นนานแล้ว เกริกไกรลูบศีรษะลูกสาวแผ่วผิว “ขอบใจลูกนะที่ร่วมมือกับพ่อช่วยดูแลลอริส”
“ยินดีเสมอค่ะพ่อ ก็น้องคือตุ๊กตารัสเซียที่หนูรักนี่คะ” ลูกสาวแย้มตอบรับ
“ยิ่งดูยิ่งเหมือนลอริสมากเลยเนอะ” พ่อเลื่อนสายตาจดจ้องตุ๊กตาที่เจ้าของเพิ่งบรรจงสวมวิกบนหัวแนบสนิท
“สวยมากเลยเนอะ พ่อคะ ว่ามั้ย” ลูกสาวหันมายิ้มถามพ่อ “ดูกี่ทีกี่หนก็เหมือนลอริสมาก ทั้งสองวิกเลย แต่วิกนี้จะตรงกับปีนั้นที่เคยอยู่กับพวกเรา ตอนที่น้องยังไว้ผมแค่กลางหลัง”
เกริกไกรยิ้มตอบกลับ “ดีใจด้วยนะที่พบตุ๊กตาที่เหมือนลอริสแล้ว ลูกจะได้ใกล้ชิดน้องมากขึ้นเสมือนน้องยังอยู่ร่วมชีวิตไม่จากไปไหน”
“เหลือแค่สวมโบบนหัวก็เสร็จแล้ว” ลูกสาวบรรจงกลัดกิ๊บโบผ้าขาวซ้อนปีกสองชั้นแนบวิกผมแสนง่ายดาย “เป็นไง สวยไหมคะ คล้ายในรูปถ่ายมากเลยนะคะพ่อ”
“คล้ายมากจริง ๆ เก่งจังลูกพ่อคนนี้” เกริกไกรเอ่ยชมลูกรัก พลางเมียงมองโฉมหน้าตุ๊กตาที่ส่งฉายแววตาสุดอ่อนโยน มือขวายกรูปถ่ายใบเล็กของลูกสาวเข้าใกล้ตุ๊กตาเพื่อเปรียบเทียบ
“พ่อชมหนูจนตัวจะลอยแล้ว” ลูกสาวยิ้มไม่หุบ “หนูยังมีรูปตุ๊กตาอื่น ๆ ให้พ่อดูอีกนะคะ เพียบเลย”
สุรีย์รัตน์หยิบแท็บเล็ตเปิดดูเว็บไซต์ขายตุ๊กตาจากค่ายผู้ผลิต “นี่น่ะค่ะ มีทั้งแบบหน้าเหมือนคนจริง กับหน้าเหมือนการ์ตูนญี่ปุ่น ถ้าหน้าเหมือนการ์ตูนญี่ปุ่นมักผลิตจากญี่ปุ่น แต่หนูโดนใจหน้าเหมือนคนมากกว่า เพราะหลงรักน้องคนนี้ที่ทำให้หนูคิดถึงน้องลอริสมาก ๆ”
“อะไร การ์ตูนญี่ปุ่นอะไร...” ชายหนุ่มส่งเสียงแทรกหลงจากนอกห้อง ทั้งชะเง้อมองสองพ่อลูกสนทนาสนิทสนม “ไหนขอดูหน่อย... สวยมั้ย”
คีรีก้าวเข้ามาในห้องนอนภรรยา ก้มดูจอแท็บเล็ตที่สุรีย์รัตน์เลื่อนภาพไปมาให้พ่อชมเพลิดเพลิน
“ก็น่ารักดีนะลูก แนวการ์ตูนญี่ปุ่น สดใสร่าเริงดีนะ” พ่อเอ่ยชมตุ๊กตาสวยงามที่ลูกสาวเลื่อนจอจนละลานตา
“คุณสามีสนไหมคะ เห็นเล่นเกมญี่ปุ่น ไม่ยอมกินข้าวกินปลาช่วงนึง ติดงอมแงมเลยสินะคะ รับตุ๊กตาสักตัวไหมคะให้หายคลั่ง ฮ่า ๆ”
“อะไรกัน อะไรกัน มาขู่เราหรอ ไหน... จะสวยแค่ไหนกัน...” ไม่ทันขาดคำของคีรี ศรีภรรยายื่นแท็บเล็ตจ่อใกล้หน้าเสียแล้ว
สามีจดจ้องไม่ลดละ นิ้วเลื่อนจอแท็บเล็ตไปมาหลายรอบ ดูท่าจะสนใจหรือไม่ก็ติดกับดักตุ๊กตาล่อลวงให้เสียทรัพย์เข้าแล้ว “ไม่นะ อย่าเอามายั่วสิ ทำไมมันสวยยังงี้ มีตุ๊กตาจากอานิเมะที่เราโปรดปรานด้วยหรอ โห... โคตรสวยเลย เฮ้ย!อยากได้...”
สองพ่อลูกหันหน้าหากันหัวเราะคิกคัก “งานนี้แฟนหนูไม่รอดแน่ ๆ ค่ะพ่อ ฮ่า ๆ” ลูกสาวเอ่ยอย่างมั่นใจ
“ซื้อยังไง... จากร้านไหน... อยากได้” คีรีรบเร้าศรีภรรยาให้ช่วยบอกวิธีที่จะได้ตุ๊กตาเหล่านั้น
“อยากได้ตัวไหนคะ ตัวละครที่คุณสามีชอบก็มีเยอะนะคะ งานนี้คุณสามีคงไม่ต้องหลับต้องนอนแล้วแน่ ๆ ค่ะ เชื่อหนูได้เลย ฮ่า ๆ”
ฝ่ายภรรยาส่งเสียงหัวเราะช่างร้ายกาจ ฝ่ายสามีก็ตีสีหน้าแทบคลั่งเจียนลงแดงไปแล้ว
“อยากได้ อยากได้ รีบบอกวิธีซื้อหน่อย จะซื้อ โอ๊ย... ทำไมหนอเพิ่งมาบอกกัน มีแบบนี้แต่แรกก็ไม่บอก” คีรีบ่นพึมพำปานสติหลุด เจอะอาการคลั่งไคล้หนักราวกับถูกกิเลสครอบงำขั้นสุด
“เดี๋ยวมานะคะพ่อ ฝากดูแลน้อง น้องลอริสของหนูไปก่อนนะคะ” ลูกสาวส่งยิ้มน้อย ๆ พลางโบกมือลาตุ๊กตานางฟ้า ขอตัวออกไปยั่วกิเลสคุณสามีต่อนอกห้อง
ฝ่ายพ่อก็แย้มกรุ้มกริ่ม พลันตอบรับพยักหน้าทันที “ได้สิลูก จะดูแลให้อย่างดีเลย”
เสียงคารมสองสามีภรรยาสนทนาเคล้าถกเถียงไม่จบไม่สิ้นจากนอกห้อง ไม่รู้จะลงเอยเลือกซื้อตุ๊กตาตัวโปรดของคีรีที่ตัวไหน หรือจะเหมาซื้อหมดทั้งเซตก็ไม่อาจทราบได้ เกริกไกรนั่งดูสองฝ่ายหยอกกัดกันไปมาพลางหัวเราะชอบใจ สุดท้ายจึงเลื่อนสายตาจดจ้องตุ๊กตานางฟ้าที่ถูกบรรจงแต่งตัวเสร็จแล้ว
ตุ๊กตาที่โฉมหน้าและอารมณ์สื่อให้เห็น ยิ่งดูคล้ายลูกสาวคนที่สอง ลูกสาวจากต่างถิ่นต่างสายเลือดที่รับดูแลเกือบค่อนปีด้วยเหตุสุดวิสัย หากแต่ฝากจารึกไว้ด้วยภาพทรงจำสุดสวยงาม ช่างน่าประทับใจไม่อาจเลือนลืมแม้สักวันยังบ้านหลังนี้... บ้าน 'สุขสรวงสวรรค์'
รูปถ่ายใบเล็กจากวันวานถูกวางเคียงชิดร่างนางฟ้า สองมือเริ่มยับย่นบรรจงสัมผัสสองมือของตุ๊กตาเรซินที่ยังวางบนตักมิเปลี่ยนท่า พลางเอ่ยผ่านห้วงระลึกถึงความผูกพันจากหัวใจ
“สบายดีไหม ลอริสลูกรัก...”
-จบตอน-
