แควก!
ทันใดนั้น เสียงผ้าขาดก็ดังสนั่นขึ้นมา เจียงซื่อกับลูกสาวทั้งสองที่กำลังโวยวายอยู่ถึงกับเบิกตากว้างพร้อมกัน
“เถียนซื่อ เ้าเป็อะไรไป!”
ฉึบ ฉึบ
เถียนฮวนออกแรงฉีกกระโปรงอีกหลายครั้ง แล้วโยนเศษผ้าลงกับพื้น
“บอกว่าไม่ให้ก็คือไม่ให้ ข้ายอมทำลายมันกับมือตัวเองเสียยังดีกว่าให้พวกเ้าเอาไป!”
“นังสารเลว ข้าจะตีเ้าให้ตาย!”
เจียงซื่อเดือดดาลถึงขีดสุด พุ่งเข้าหาเถียนฮวนแล้วเงื้อมือจะฟาด แต่กู้ฉางสุ่ยกลับคว้าตัวเถียนฮวนไว้แล้วดึงหลบไปด้านหลังตนทันที
“กู้ฉางสุ่ย เ้าหลีกไปเดี๋ยวนี้!”
“ท่านแม่ นางไม่ได้ทำผิด”
“หึ! นางไม่ผิด? เ้าหมายความว่าข้าผิด? น้องสาวเ้าก็ผิดทั้งหมดด้วยสิ!” เจียงซื่อะโเสียงแหลมดังลั่น
กู้ฮวาจือกับกู้ฮวาเย่ว์ก็ไม่ยอมแพ้ “กู้ฉางสุ่ย ท่านต้องกล่าวให้ชัดเจน นางเป็ฝ่ายผิดหรือพวกข้าเป็ฝ่ายผิดหากวันนี้ท่านไม่ชี้แจงให้กระจ่างก็ไสหัวออกไปเสีย”
“ใช่! ไปให้พ้น! ต่อจากนี้ไม่ต้องหวังจะกลับเข้าประตูบ้านนี้อีก! บ้านตระกูลกู้ของเราจะไม่ถือว่ามีพวกท่านสองคนเป็คนในตระกูลอีกต่อไป!”
พูดจบ สองพี่น้องก็ตรงเข้ามาจะผลักไล่พวกเขาออกจากบ้าน
เห็นมือของทั้งสองจะคว้าไปทางเถียนฮวน กู้ฉางสุ่ยก็รีบผลักพวกนางออกไปทันที
พลั่ก!
กู้ฮวาจือเซถอยหลังล้มลงนั่งกับพื้น ก่อนจะแหกปากร้องลั่น “ท่านแม่! กู้ฉางสุ่ยผลักข้า!เพราะสตรีผู้นี้ เขาถึงกับไม่เห็นหัวน้องสาวของตัวเองแล้ว!”
“กลางวันแสกๆ จะโวยวายอะไรกันนักหนา! ข้างนอกยังได้ยินเสียงพวกท่านเอะอะ พวกท่านช่างไม่รู้จักอายเสียจริง!”ในจังหวะที่เหล่าสตรียังโต้เถียงกันวุ่นวาย กู้ฉางเจี๋ยก็เดินเข้ามาในลานบ้าน
พอเห็นบุตรชายสุดที่รัก เจียงซื่อก็รีบปรับสีหน้า แต่แววตายังเต็มไปด้วยความไม่พอใจ
“ลูกเอ๋ย เ้าไม่รู้หรอก พี่สะใภ้ของเ้าร้ายกาจใช่ย่อย เพิ่งจะวันเดียว พี่เ้าก็หลงหัวปักหัวปำไม่ฟังพวกเราเลย เอาแต่เข้าข้างนาง รังแกพวกเรา!”
กู้ฮวาจือกับกู้ฮวาเย่ว์ก็พากันพูดเสริมไม่หยุด ใส่สีตีไข่เล่าเหตุการณ์เมื่อครู่ไปอีกชุดใหญ่
แต่ไม่ว่าจะพูดยังไง ความจริงก็คือความจริง...พวกนางแอบเข้าไปขโมยชุดเ้าสาวกับปิ่นเงินของเถียนฮวนตอนที่เ้าของไม่อยู่จะบิดเบือนอย่างไรก็กลบความผิดนี้ไม่มิด
กู้ฉางเจี๋ยฟังจบก็หัวเราะเยาะเย้ยออกมาเบาๆ “ดูพวกท่านแต่ละคนสิ สภาพน่าสมเพชขนาดไหนแค่ชุดกับปิ่นเงินชิ้นเดียว บ้านตระกูลกู้ยากจนถึงขนาดไม่มีปัญญาซื้อของพวกนี้ให้พวกท่านหรือ ท่านแม่ ท่านพาบุตรสาวทั้งสองของท่านออกไปดูโลกบ้างเถอะ ไม่อย่างนั้นพอข้าสอบเป็ซิ่วไฉได้เชิญสหายมาบ้าน แล้วคนพวกนั้นมาเห็นพี่สาวข้าเป็แบบนี้ ข้าจะไม่อายตายหรือ”
“เ้าพูดอย่างนี้ก็ไม่ถูก” เจียงซื่อรีบส่ายหน้า
ก็ใช่ว่าพวกนางจะอยากได้ชุดกับปิ่นเงินอะไรนั่นนักหรอก สิ่งที่พวกนาง้าคือศักดิ์ศรีและการกดหัวสะใภ้ใหม่ให้ยอมศิโรราบั้แ่ต้นต่างหาก!
แค่วันแรก นางก็เอาชนะพวกตนไปแล้ว ถ้าปล่อยให้วันนี้นางชนะ จะให้พวกนางเอาหน้าไปไว้ที่ไหน สะใภ้คนนี้จะได้ใจขึ้นเรื่อยๆ และสุดท้ายคงไม่เห็นหัวพวกนาง
แต่กู้ฉางเจี๋ยก็หันหน้าหนีไปด้วยน้ำเสียงรำคาญ “เื่พวกนี้ข้าไม่ยุ่ง วันนี้ข้าเชิญสหายมาร่วมเขียนบทความอย่าสร้างความวุ่นวายให้ข้าอีก”
ที่แท้เป็แบบนี้เอง!
เจียงซื่อรีบเปลี่ยนสีหน้าเป็ยิ้มแย้มทันที
“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ทะเลาะแล้ว!” แต่ยังไม่วายถลึงตาใส่เถียนฮวน “เห็นแก่ลูกชายข้าหรอกนะคราวนี้ข้าจะไม่เอาเื่ที่เ้ายุให้สุ่ยเกอเอ๋อร์ผลักจือเจี่ยเอ๋อร์หรอกนะ เอาของสองชิ้นของเ้าไปแล้วไสหัวไปซะ!”
“ใช่ ท่าทางขี้งกแบบนี้ ราวกับทุกคนอยากได้ของของนางนักหนา ปิ่นกับเสื้อผ้าอะไรนั่นข้าน่ะปีหนึ่งยังซื้อใหม่ตั้งหลายชุด ผู้ใดจะสนใจ!” กู้ฮวาเย่ว์เสริมด้วยน้ำเสียงเหน็บแนม
หากเป็เมื่อก่อนที่ยังอยู่บ้านตระกูลเถียนแล้วได้ยินใครพูดกระแทกกระทั้นแบบนี้เถียนฮวนคงลุกขึ้นเถียงกลับไปนานแล้ว
เพียงแต่ชีวิตสามปีที่ต้องอยู่ใต้ชายคาบ้านอื่น ก็สอนให้นางเข้าใจอะไรหลายอย่าง
เมื่อต้องอาศัยผู้อื่น นางก็จำต้องก้มหัวให้
เถียนฮวนจึงทำได้เพียงก้มหน้าแล้วหมุนตัวกลับเข้าห้องไป
“บ้าไปแล้ว! ก็แค่หญิงบ้านนอกคนหนึ่ง ยากจนถึงเพียงนี้แล้วยังกล้าแสดงท่าทางประหนึ่งคุณหนูผู้สูงศักดิ์ใส่ข้าอีกหน้าด้านจริงๆ!” กู้ฮวาจือลุกขึ้นแล้วถ่มน้ำลายไล่หลังเถียนฮวนที่เดินเข้าห้องไป
เจียงซื่อเห็นพฤติกรรมของบุตรสาวก็ไม่ได้ตำหนิอะไร เพียงแต่พอเห็นว่ากู้ฉางสุ่ยกำลังจะเดินจากไปนางก็รีบะโเรียก
“หยุดเดี๋ยวนี้!”
กู้ฉางสุ่ยหันกลับมา “ท่านแม่มีอะไรจะสั่งขอรับ”
“วันนี้ที่บ้านมีแขก จะสกัดน้ำมันไม่ได้ เดี๋ยวกลิ่นมันจะคลุ้งจนทำให้น้องชายเ้ากับสหายเวียนหัวเอาได้เ้ารีบออกไปล่าไก่ป่าหรือกระต่ายมาสักตัวสองตัว จะได้ทำกับข้าวเพิ่มให้พวกเขา”
“ขอรับ”
กู้ฉางสุ่ยพยักหน้า แล้วก็หมุนตัวกลับเข้าห้องไปทันที
พอกู้ฮวาเย่ว์เห็นเข้าก็เบะปาก “ท่านแม่จะพูดดีๆ กับเขาไปทำไม คนแบบนี้น่ะ พอมีภรรยาก็ลืมท่านแม่เสียสิ้นสมควรไล่เขาออกจากบ้านด้วยซ้ำ ปล่อยให้อดอยากข้างนอกสักพัก เขาก็จะรู้เองว่าพ่อแม่ดีกับเขาแค่ไหนถึงตอนนั้น เขาจะต้องเป็ฝ่ายหย่ากับนังสารเลวนั่น แล้วต่อไปก็จะยอมอยู่รับใช้พวกเราไปทั้งชีวิต!”
“พูดอันใดออกมา?อย่างไรเขาก็เป็พี่ชายเ้านะ!” เจียงซื่อทำหน้าดุใส่
กู้ฮวาเย่ว์สะบัดเสียงเย็น “ข้าไม่มีพี่ชาย พี่ชายที่เข้าข้างคนนอกมารังแกข้า ข้าไม่มีเสียยังดีกว่าข้ามีน้องชายเพียงคนเดียว ตอนนี้ข้าก็รอให้น้องชายสอบเค่อจวี่ผ่าน ข้าจะได้แต่งกับซิ่วไฉแล้วกลายเป็ภรรยาของซิ่วไฉบ้าง!”
“ดูพูดเข้า แค่นี้ก็ไม่รู้จักอาย ยังเด็กอยู่แท้ๆ ก็พูดเื่แต่งงานแล้ว!” เจียงซื่อทั้งขำทั้งโมโห
กู้ฮวาเย่ว์ยักไหล่อย่างภาคภูมิใจ “ข้าพูดอะไรผิดหรือ ท่านแม่ไม่อยากให้ข้าแต่งกับซิ่วไฉหรือ”
“อยากสิ ข้าก็หวังไว้แบบนั้น ไม่ใช่แค่เ้า แม้แต่พี่สาวเ้า ข้าก็อยากให้แต่งเข้าตระกูลดีๆส่วนน้องชายเ้า ข้าก็ต้องหาภรรยาดีๆ ให้เขาเหมือนกัน ต้องมีหน้าตา มีสติปัญญา พูดรู้ความว่านอนสอนง่าย กตัญญูต่อพ่อแม่ จะอย่างไรก็ต้องเป็คุณหนูตระกูลร่ำรวยในตำบลเท่านั้นห้ามให้เขาต้องลำบากเด็ดขาด!”
พูดถึงอนาคตของลูกๆ เจียงซื่อก็ทำหน้าราวฝันหวาน
“นั่นน่ะสิ ว่าที่น้องสะใภ้ของข้าไม่มีทางเป็เหมือนนังสารเลวนั่น คนพรรค์นั้นไม่ใช่คนดีต้องเอาชนะสามีแน่ๆ!” กู้ฮวาจือก็โพล่งออกมาอีกคน
เสียงของนางค่อนข้างดัง อย่างน้อยคนที่อยู่ในห้องอย่างเถียนฮวนก็ได้ยินทุกคำชัดเจน
เพียงแต่หลังจากเห็นธาตุแท้ของคนในบ้านหลังนี้ั้แ่เมื่อคืน ไม่ว่าสามแม่ลูกจะพูดจาหยาบคายแค่ไหนเถียนฮวนก็ยังคงสีหน้าเรียบเฉย
นางแค่นั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น มือทั้งสองกำปิ่นเงินไว้แน่น ดวงตาล้ำลึกคู่นั้นก็ทอดมองไปยังที่ใดที่หนึ่ง
กู้ฉางสุ่ยเดินเข้ามาเห็นท่าทีของเถียนฮวนเป็เช่นนี้โดยบังเอิญ
หัวใจเขากระตุกวูบ รีบพูดเสียงเบา
“ข้าขอโทษ”