อภินิหารเทพปฐมภพ

    เล่มที่ 1 บทที่ 22 พิษศิลากบแดง

    เป็นชายชุดยาวสีขาวและคนในชุดสีดำรัดกุมผู้หนึ่งกำลังต่อสู้ขับเคี่ยวกันอยู่บนเส้นทางที่มุ่งสู่มหาอาศรมหยั่งฟ้า ประกายสีเงินผันแปรดุจระลอกคลื่นแปดสายบินว่อน รังสีการฆ่าแผ่ออกสี่ทิศแปดทางจากกระบี่สีเงินของชายชุดขาวผู้นี้เอง ผู้เฒ่าไป๋เซียงมองดูสองคนที่กำลังต่อสู้อย่างเอาเป็นเอาตาย แต่เนื่องจากยังอยู่ระยะไกลไม่อาจจำแนกว่าเป็นผู้ใด แต่เขารู้สึกว่าชายชุดยาวสีขาวรูปร่างคุ้นตายิ่ง ภายหลังชายในชุดยาวสีขาวและคนในชุดสีดำต่อสู้กันไปสักพัก ชายชุดขาวพลันม้วนตัวเปลี่ยนท่ากวาดเท้าเป็นวงกลมกดดันให้คนชุดดำโผขึ้นด้านบน เมื่อชายชุดดำโผขึ้น เขาก็เหวี่ยงระลอกกระบี่หมุนวนเป็นประกายบินว่อนแหวกผ่าอากาศไล่กวดตามคนชุดดำขึ้นไป  หางตาของชายชุดดำคล้ายไม่ชายแลอันตรายที่กวดติดไล่ตามเขา หลังดีดสะกิดปลายเท้าทะยานโผขึ้นคล้ายไต่เมฆเมฆาขึ้นเบื้องบน แต่กระบี่ของชายชุดยาวสีขาวกลับพิสดารยิ่งจากประกายแปดกระบี่ คลี่ขยายสภาวะกระบี่เป็นประกายสิบหกระลอก ความรวดเร็วของประกายกระบี่ทั้งสิบหกระลอกเร่งช้าเร็วจนมีความเร็วและทิศทางต่างกันไม่แบ่งแยกลำดับก่อนหลังบินว่อนขึ้นไปจู่โจมร่างของคนชุดดำที่อยู่เบื้องบน แต่คนชุดดำร่างกลับคล้ายเรือกลางพายุคลั่ง แม้นระลอกคลื่นกระบี่ของชายชุดขาวจะถาโถมรวดเร็วผันแปรจากทิศทางใด เขากลับอาศัยจังหวะที่ประกายกระบี่ผันแปรถึงขีดสุด บิดกายเคลื่อนหลบออกกลับสามารถหลบจากกระบี่แปรผันทั้งสิบหกระลอกของชายชุดขาวได้ทุกครั้ง ชายชุดขาวคล้ายตระหนกขึ้นมาเพราะเมื่อครู่เขาผันแปรกระบี่ผกผันจากแปดเป็นสิบหกกระบี่แปรผันในขั้นที่ 5 ที่น้อยนักที่จะเจอผู้ต้านรับได้ แต่กลับไม่อาจทำร้ายคนชุดดำผู้นี้ได้ หลังเขาเปลี่ยนกระบวนท่าไปอีกสามกระบวนท่า เขาพบว่าคนชุดดำมักจะเคลื่อนหลบก่อนที่กระบี่จวนจะสัมผัสร่างทุกครั้ง คล้ายดั่งฝ่ายตรงข้ามจะรู้ล่วงหน้าว่ากระบี่เงินของเขาจะผันแปรไปทิศทางใด ที่สำคัญชายชุดดำกลับไม่ชักกระบี่ที่สะพายอยู่ด้านหลังของเขาออกมา เมื่อเห็นว่าไม่สามารถทำอันตรายคนชุดดำได้ เขาจึงรั้งกระบวนกลับแล้ว ชายชุดขาวเคลื่อนเท้าหมุนวนไหลลื่นเป็นวงกลมที่ต่อเนื่องของกระบวนท่าแปดเซียนจรวิถีกลับมาเบื้องหลังที่ห่างออกมายี่สิบก้าว เมื่อเหยียบยันร่างมั่นคง ชายชุดขาวหยุดยืนมองไปที่คนชุดดำ ตวาดขึ้นว่า" ท่านเป็นผู้ใดกันแน่ ? และเหตุใดรู้ว่าข้ามีกุญแจกลไกติดตัว " ชายชุดขาวผู้นี้กลับเป็นเจี่ยต๋าศิษย์ของศาลาเมฆคล้อยที่นำกุญแจกลไกไปตรวจซ่อมยังป้อมปราการยุทธ์มังกรบินเมื่อหนึ่งเดือนที่แล้ว ขณะเขาเดินทางมาถึงเส้นทางขึ้นสู่มหาอาศรมหยั่งฟ้า เขากลับพบคนในชุดดำรัดกุมดักรออยู่ แต่ผู้ที่รู้ว่าเขาเดินทางกลับมาวันนี้มีเพียงจ้าวมหาอาศรมหยั่งฟ้าและคนของมหาอาศรมหยั่งฟ้าเท่านั้น เหตุใดคนชุดดำผู้นี้รู้ได้ และยังรู้ว่าเขามีกุญแจกลไกกับตัว เรื่องนี้ทำให้เขาแคบคลางใจเป็นอย่างยิ่ง ส่วนคนชุดดำยังคงนิ่งเงียบหลังเขาพบว่าที่นี้มีผู้คนเพิ่มขึ้นมา ดวงตาเขาพลันทอประกายบางอย่างขึ้น เฒ่าไป๋เซียงที่ยืนอยู่ใกล้ที่สุด พอมองเห็นชัดว่าชายชุดขาวเป็นใครก็ร้องเรียกทันที" เจี่ยต๋า เกิดเรื่องอันใดขึ้น? "  เจี่ยต๋าหันมาเห็นผู้ส่งเสียงเป็นผู้เฒ่าไป๋เซียงสีหน้ากลับคลายลง เขาร้องตอบไปว่า" เป็นคนชุดดำผู้นี้ ให้ข้ามอบกุญแจกลไกออกไป แต่ข้าไม่ยินยอม จึงเกิดการต่อสู้กันขึ้น " เขาเห็นว่านอกจากเฒ่าไป๋เซียงยังมีผู้อื่นอยู่อีก เขาจึงหยุดเงียบและหันมองไปรอบกาย ทุกคนล้วนแปลกหน้าไม่รู้จัก เขาสำรวจมองเด็กชายเค้าหน้าซื่อสัตย์ที่ยืนอยู่ด้านหลังของผู้เฒ่าไป๋เซียง ส่วนชายร่างสูงชุดขาวอีกคนยืนคู่กับเด็กหญิงหน้าตาธรรมดายิ่งคนหนึ่ง หยางอี้เหอที่ยืนอยู่ด้านหลังเฒ่าไป๋เซียง กลับรู้สึกเลือดในกายเขาสูบฉีดแรงขึ้น ในชีวิตเขาเพียงทำงานในร้านของเถ้าแก่เผิง ความรู้สึกหวาดเสียวตื่นเต้นที่เคยพบ อย่างมากก็เพียงหวาดกลัวน้ำมันในกระทะ ยามทอดเต้าหู้กระเด็นใส่เขาเท่านั้น ไหนเลยจะเคยเห็นการต่อสู้ที่ดุเดือดเอาชีวิตเช่นนี้มาก่อน เขาอดถอยปราดไปเบื้องหลังเฒ่าไป๋เซียงอีกสองก้าวมิได้ เฒ่าไป๋เซียงตะโกนถามคนชุดดำออกไปว่า " ท่านเป็นใคร ไฉนทำตัวลับๆล่อ ปิดบังใบหน้าไม่อาจพบเห็นผู้คน " คนชุดดำกลับหยุดนิ่งเขามองไปยังกลุ่มคนที่อยู่ในบริเวณ พลันดวงตาเขาทอประกายอำมหิต ตวัดประกายวัตถุประกายสีแดงออกมาวัตถุนั้นพุ่งราวเกาทัณฑ์หลุดจากแหล่งตรงไปที่ที่เจี่ยต๋ายืนอยู่ เจี่ยต๋าที่สายตาจับจ้องมองคนชุดดำอยู่ตลอดเวลาด้วยความระแวดระวังอยู่แล้ว เมื่อเขาเห็นวัตถุประกายสีแดงนั้นพุ่งมาด้วยความเร็วจนแทบจะกระทบถูกร่าง เขาจึงใช้กระบวนท่าแปดเซียนจรวิถีร่างหมุนวนพ้นจากวัตถุประกายสีแดงนั้น แต่ไหนเลยจะคาดวัตถุประกายสีแดงที่พุ่งผ่านร่างเขาไปกลับม้วนหักเหพุ่งกลับมาหาด้วยความเร็วอีกครั้ง เขารีบยกกระบี่ขึ้นเตรียมตวัดฟันใส่วัตถุประกายสีแดงนั้นทันที " น้องชายทำไม่ได้!! พิษศิลากบแดง "เป็นชายร่างสูงชุดขาวที่เรียกว่าอาเฉินร้องเตือนเขา แต่สายเกินไปวัตถุประกายสีแดงนั้นพุ่งมาเร็วยิ่ง ไหนเลยเจี่ยต๋าจะยั้งกระบี่ไว้ทัน เปรี๊ยะ ทันทีที่กระบี่กระทบวัตถุประกายสีแดงนั้นแตกออก ผงสีแดงฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณรัศมีสิบเมตร  ฟู่ฟู่ฟู่ฟู่ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ พื้นที่โดยรอบไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ใบหญ้าที่อยู่แถวนั้นเมื่อสัมผัสถูกผงแดงที่ฟุ้งออกมา ล้วนบังเกิดเสียงฟู่ขึ้นมาแล้วเริ่มละลายไปอย่างรวดเร็ว กลับเป็นพิษที่ร้ายแรงยิ่ง วัตถุประกายสีแดงที่คนชุดดำพุ่งออกมาเป็นพิษศิลากบแดงที่เป็นพิษที่หาได้ยากชนิดหนึ่งมีพิษร้ายแรงอย่างยิ่งยวด หากถูกพิษนี้เข้าไปเนื้อจะถูกกัดกร่อนละลายอย่างรวดเร็ว ต้องตัดอวัยวะที่ถูกพิษทิ้งไปทันที กบแดงเป็นกบพันธุ์หายากที่อยู่ในพื้นที่อับชื้น ชอบกินแมลงพิษที่มีน้ำกรดรุนแรง ทำให้กบแดงชนิดนี้สะสมพิษน้ำกรดที่มีฤทธิ์กัดกร่อนอย่างรุนแรงไว้ พิษกบแดงได้จากการสกัดพิษจากกบแดงพวกนี้ ปกติกบแดงเมื่อตายไปจะย่อยสลายไปตามธรรมชาติ แต่พิษศิลากบแดง กลับได้จากกบแดงที่เสียชีวิตแล้วร่างกายไม่ย่อยสลายตามปกติ กลายเป็นศิลา เรียกศิลากบแดงที่หาได้ยากยิ่งและมีฤทธิ์กัดกร่อนที่รุนแรงยิ่งกว่าปกติหลายเท่านัก ดีที่เจี่ยต๋าได้ยินคำร้องเตือนของชายชุดขาวที่เรียกว่าอาเฉิน ขณะกระบี่กระทบวัตถุประกายสีแดงแตกออก เขารีบก้มลงใช้ชุดยาวปิดบังผิวกายเขาไว้บางส่วน แต่ " อ้ากกก!! " เจี่ยต๋าถึงกับร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด ชุดขาวที่ปิดบังผิวกายเขาถึงกับถูกกรดกัดกร่อนจนเป็นรูพรุน ผิวหนังที่ถูกผงสีแดงฟุ้งกระจายใส่โดยตรงถึงกลับเริ่มละลายอย่างรวดเร็ว เจี่ยต๋าถึงกับร้องครางออกมาโดยความเจ็บปวดทรมาน " อ้าาาาาก!! " " เจี่ยต๋า " เสียงผู้เฒ่าไป๋เซียงตะโกน โถมร่างจะเข้าไปหาเขาที่ร้องทรมานอยู่บนพื้น แต่กลับถูกชายร่างสูงชุดขาวที่เรียกว่าอาเฉินกระชากดึงห้ามไว้ก่อน " ผู้อาวุโส! พิษนี้รุนแรงยิ่งสัมผัสไม่ได้เด็ดขาด " ชายร่างสูงชุดขาวที่เรียกว่าอาเฉินร้องเตือน ก่อนเขาจะกระชากสายรัดเอวตนเองออกมา ก่อนจะเหินกายพุ่งลอยไปยังบริเวณที่เจี่ยต๋านอนร้องครางอยู่ " ท่านอาเฉินระวังตัวด้วย " เสียงเตือนเขาด้วยความห่วงใยของหมิงจื่อหลานเขาดังออกมา เมื่อเท้าของเขาสัมผัสพื้น เสียงฟู่ก็ดังขึ้นอีกพื้นรองเท้าเขาที่สัมผัสพื้นยังถูกกัดกร่อนร่างของเจี่ยต๋าถูกม้วนด้วยสายรัดเอวของเขา แต่เสียงฟู่ดังขึ้นเมื่อสายรัดสัมผัสร่างของเจี่ยต๋าเพราะบนร่างเขามีพิษศิลากบแดงอยู่ แต่สายรัดเอวของเขายังมีแรงส่งกระชากให้ร่างเจี่ยต๋าลอยขึ้นพลิกตัวหลายตลบก่อนจะตกลงยังจุดที่หมิงจื่อหลานของเขายืนอยู่ "เอ๊ะ!"เสียงคนชุดดำรัดกุมถึงกับอุทานขึ้นมาเมื่อเขาเห็นว่าชายที่เรียกอาเฉินเมื่อกระชากร่างชายชุดขาวขึ้นมา เมื่อกลับลงสู่พื้นถึงกับโอบร่างของเจี่ยต๋าไว้คล้ายไม่กลัวฤทธิ์กัดกร่อนของพิษศิลากบแดงบนร่างของเขาแม้แต่น้อย เมื่อร่างของเจี่ยต๋าและอาเฉินโถมลงข้างกายหมิงจื่ออย่างปลอดภัยแล้ว อาเฉินรีบนำขวดหยกออกจากอกเสื้อ โปรยพรมน้ำใสลงไปบนร่างของเจี่ยต๋า สักพักเจี่ยต๋าเริ่มหยุดร้องเขารู้สึกฤทธิ์กัดกร่อนของพิษศิลากบแดงกลับหายไปอย่างรวดเร็ว ตอนที่ร่างเขาร่วงลงใกล้เด็กหญิงที่อยู่ข้างๆเขา เหลือเพียงรู้สึกเจ็บจากรอยแผลที่โดนพิษกรดละลายเท่านั้น แต่เมื่อชายที่เรียกอาเฉินโปรยพรมน้ำใสบนบาดแผลของเขา ความเย็นชนิดหนึ่งแทรกซึมสู่ผิวหนังเขาอาการปวดแสบทรมานที่เขาเคยมีรู้สึกกลับหายไปหมดสิ้น เจี่ยต๋ารู้สึกกังขาถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอย่างยิ่ง พลันคนชุดดำรู้สึกสถานการณ์ไม่เป็นไปตามที่เขาคาดไว้ ตอนแรกเขาต้องการจะคร่ากุมเจี่ยต๋าช่วงชิงกุญแจกลไกแล้วหนีจากไป แต่บัดนี้กลับมีคนภายนอกเข้ามาสอดความอำมหิตจึงลุกโหมขึ้นกลับต้องการฆ่าปิดปากทุกคนในที่นี้ เขาตวัดวัตถุประกายสีแดงพุ่งออกมาอีกครั้ง ตรงมายังกลุ่มของผู้เฒ่าไป๋เซียง หยางอี้เหอ อาเฉิน หมิงจื่อ และเจี่ยต๋าที่นอนอยู่ฉับพลันก่อนที่ทุกคนจะทำอะไร คนชุดดำกลับพุ่งตวัดวัตถุประกายสีแดงอันที่สองตามติดออกมา กระทบกับอันแรกจนเกิดแตกระเบิดขึ้น ผงสีแดงฟุ้งกระจายเป็นสองเท่าไปทั่วบริเวณคลี่คลุมเหนือศีรษะของคนทั้งห้า  ...................................................