เรียนรู้และปรับตัว
“เพล้ง!” ฉันตื่นขึ้นมาด้วยคอที่แห้งทำให้ต้องหาน้ำเพื่อดื่มโดยไม่สนใจสิ่งแวดล้อมเลยแต่ฉันก็ทำไม่สำเร็จมือฉันไม่มีแรงแม้กระทั่งจับแก้วทำให้มันตกเพื่อนเสียงดัง“คุณหนู!” เสียงหนึ่งดังขึ้นนอกฉากที่กั้นไว้ ฉันคิดว่าน่าจะเป็นพยาบาล“น้ำขอน้ำหน่อย”“นี้เจ้าคะคุณหนู” เสียงหวานใสเสียงหนึ่งดังอีกครั้งที่ข้างตัว ฉันรับแก้วน้ำมาจากผู้หญิงคนหนึ่งที่ยืดแก้วมาตรงหน้าฉันรีบดื่มน้ำด้วยความหิวและเจ็บคอ“เป็นยังไงบ้างเจ้าคะคุณหนู เจ็บตรงไหนไหมเจ้าคะเดี๋ยวบ่าวจะไปตามหมอมาให้” ผู้หญิงคนนั้นหันมาถามฉันแต่สติของฉันยังมาไม่เต็มที่นักเพราะพึ่งตื่นจากการนอนทำให้ฉันไม่ได้มองอะไรหรือสงสัยอะไรมากนัก“ฉันไม่เป็นไร” ฉันหันไปตอบผู้หญิงคนนั้นเพื่อให้เธอสบายใจเมื่อเห็นสีหน้าที่เป็นห่วงของหญิงคนนั้นแล้ว“งั้นคุณหนูก็นอนพักผ่อนก่อนนะเจ้าคะ”“อืม” ฉันตอบกลับไปเพราะตอนนี้ฉันอยากนอนเต็มที่ไม่มีเวลามาคิดอะไรเกี่ยวกับศัพท์นามที่หญิงสาวคนนั้นเรียกหรอกเพราะนี้อาจจะเป็นแค่ฝันตื่นหนึ่งของฉันเท่านั้นก็ได้ใครจะรู้ล่ะ เมื่อคิดได้ดังนั้นเธอก็หลับตาลงเพื่อพักผ่อนแต่ทำไมฉันปวดหัวอย่างนี้เนี่ยหรือเป็นอาการจากผลข้างเคียงของยากันนะแต่ผลข้างเคียงยาจะร้ายแรงไปไหมฉันจะไม่ตายหรอจมน้ำเนี่ยแต่จะตายเพราะยาหมอรึเปล่าเนี่ย แต่ทำไมฉันถึงขยับตัวไม่ได้เลยนี้มันเกิดอะไรขึ้นปวดหัวจะตายแล้วนะ โอ๊ยยย หลับจากนั้นฉันก็สลบไปพร้อมกับความเจ็บปวดที่ค่อยทุเลาลงและหายไป หลังจากที่ฉันสลบไปฉันมาอยู่ไหนเนี่ยแล้วทำไมที่นี่มันมืดจังเลยที่นี่ที่ไหนอีก วุ่นวายจังเลย“ว้าย” ฉันรู้สึกเหมือนตกลงไปในหลุมอะไรซักอย่าง แล้วจากที่ตอนแรกรอบๆ ตัวฉันมีแต่ความมืดมิดจนมองไม่เห็นแม้แต่มือฉันก็เปลี่ยนไปเป็นสวนในที่ไหนก็ไม่รู้ มีแต่คนแต่งตัวแปลกๆ กันหมด และดูเหมอนพวกเขากำลังวุ่นวายกันทุกคนเลย“เร็วเข้าพวกเจ้า ฮูหยินจะคลอดแล้วเร็วๆ หน่อย” เสียงหนึ่งดังมาจากในเรือน ที่นี่ดูวุ่นวายกันจังเลยเข้าวุ่นวายอะไรกันนะ ลองไปถามพวกเขาดีกว่ากำลังทำอะไรอยู่ ฉันเดินมาถึงผู้หญิงวัยกลางที่อยู่ใกล้ฉันที่สุดแต่ทำไมดูเหมือนพวกเขามองไม่เห็นฉันเลย แต่ฉันคงคิดไปเองมั้งลองถามเลยดีกว่า“ท่านป้าค่ะ หนูขอถามหน่อยได้ไหมคะ กำลังทำอะไรอยู่หรอคะ หรือว่าที่นี้กำลังถ่ายทำภาพยนตร์หรอคะดูวุ่นวายจัง” ฉันหันหน้าไปถามท่านป้าที่ฉันเล็งไว้“?” ไม่มีเสียงตอบกลับมาเลยพี่เขายังทำงานของตัวเองทำเหมือนไม่ได้ยินที่เราถามเลยแปลก“ถามแค่นี้ก็ไม่ได้” ฉันบ่นออกาและเหมือนว่าการบ่นของฉันจะทำให้ท่านป้าหันมาสนใจฉันทันทีทำให้ฉันมีแรงที่จะถามออกไปอีกครั้งแต่ก่อนที่ฉันจะทันได้ถามให้กระจ่างก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากทางด้านหลังของฉันตึกๆๆๆๆเสียงเหมือนคนกำลังวิ่งมาทางนี้เลยแต่ทำไมฉันถึงไม่รู้สึกถึงการมาของคนอื่นเลยล่ะ หรือว่าประสาทสัมผัสของฉันมันพังไปแล้วทำให้ไม่ได้รู้สึกเลยว่ามีคนกำลังวิ่งมาทางเธอ และเพื่อความแน่ใจเธอจึงหันไปดูแต่ภาพที่เห็นคือผู้หญิงคนหนึ่งกำลังวิ่งถืออะไรสักอย่างที่ใส่น้ำมาจนเต็มกำลังวิ่งมาที่เธอและก็ใกล้เธอมากเลยเธอคิดว่าคงหลบไม่ทันแล้วล่ะถึงได้หลับตาหลงและส่งเสียงด้วยความตกใจ“ว้าย” ในใจฉันคิดได้อย่างเดียวคืองานนี้ต้องมีเจ็บตัวแน่ ฉันจึงลืมตาขึ้นมาเผื่อจะสามารถลดแรงกระแทก ที่อาจะเกิดขึ้งได้เพราะถ้าฉันลงถูกท่าไม่น่าจะเจ็บเยอะ แต่แล้วเหตุการณ์ก็ไม่เป็นอย่างที่ฉันคาดเอาไว้แต่เหตุการณ์อยู่เหนือการคาดการของฉันไปโดยไม่มีคาดคิดเลย คือผู้หญิงคนนั้นกับวิ่งทะลุฉันไปเฉยเลยทำเหมือนกับฉันไม่มีตัวตนจับต้องไม่ได้เป็นเหมือนอาการธาตุอย่างนั้นล่ะ หรือว่าพวกเขาไม่เห็นฉันจริง ๆ ไม่จริงเป็นไปไม่ได้หรอก“แต่เดี๋ยวนะ เราจำได้ว่าเราไปเที่ยวกับลิลลี่นิแล้วเราก็ตกน้ำ! อย่าบอกนะว่าเราตายเพราะการจมน้ำทั้งที่เราว่ายน้ำเป็น แถมเป็นแชมป์ว่ายน้ำอีกตายแบบไม่สมเหตุสมผลเลย หรือว่าจะเป็นเพราะเราตกใจเกินไปจึงทำให้เราทำอะไรไม่ถูก คงเป็นอย่างนั้น สรุปแล้วเราก็ตายแล้วสินะ แต่คนตายต้องไปนรกนิ หรือนี้จะเป็นนรกก็ไม่น่าจะใช่นะ แล้วที่นี่ที่ไหนล่ะไม่คุ้นเลย เอ๊ะ” พื้นดินใต้เท้าของฉันมันกลายเป็นหลุมขนาดใหญ่อีกครั้งแล้วเนี่ยฉันจะไปโผล่ที่ไหนอีกล่ะเนี่ย หลังจากนั้นเหตุการณ์ต่างๆ ก็ถูกฉายให้ฉันเห็นเหตุการณ์ต่างๆ โยมีตัวเอกของเรื่องเป็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ฉันเหมือนกำลังดูหนังตามติดชีวิตดาราเลยอ่ะ ดูว่าทุกวันดาราคนนั้นไปที่ไหนแต่ต่างตรงที่ว่าฉันดูเรื่องนี้คนเดียวยังไงล่ะหลังจากที่ชีวิตเด็กคนนั้นเดินมาถึงอนที่เด็กคนนั้นตกน้ำตายเท่านั้นล่ะก็มีหลุมดำเกิดใต้ร่างของฉันอีกครั้ง“เฮือก” ฉันตื่นขึ้นมาที่ไหนกันเนี่ยจะว่าไปทำไมที่นี่เหมือนห้องของเด็กคนนั้นที่ฉันตามดูชีวิตของเธอตั้งแต่เกิดจนตายแต่ก่อนที่ฉันจะได้คิดหรือเรียบเรียงความคิดให้เข้าที่ก็มีเสียงดังขึ้นหน้าห้อง“ก๊อกๆๆ คุณหนูเจ้าคะถึงเวลาอาหารเย็นกับกินยาแล้วเจ้าคะ บ่าวเข้าไปได้ไหมเจ้าคะ” เสียงเดิมที่ได้ยินเมื่อตื่นขึ้นมาตอนแรกและยังเป็นเสียงที่ฉันได้ยินบ่อยมากจาการตามติดชีวิตเด็กนั้นเอง“อืม พี่หมิงหมิง” ฉันเอาชื่อที่ยินจากเด็กคนนั้นที่เรียกมาเรียกแต่ที่ทำให้ฉันไม่เข้าใจคือทำไมฉันจึงได้มาอยู่ในห้องนี้มีความคิดหนึ่งที่ลอยเข้าหัวหรือว่าจะเป็นแบบที่เราเคยอ่านในนิยายย้อนอดีตที่พวกนางเอกย้อนเวลามาเป็นใครก็ไม่รู้แต่ถ้าทางความเชื่อน่าจะเป็นไปได้แต่ถ้าทางวิทยาศาสตร์มันไม่มีทางเป็นไปไม่ได้ แต่เพื่อตอบสนองความคิดนั้นและเพื่อความแน่ใจของตัวเอง ฉันเดินไปที่กระจกเพื่อดูภาพของตัวเอง“พี่หมิงหมิงพยุงข้าไปนั่งที่ตรงนั้นหน่อย” ฉันพูดขึ้นพร้อมกับช้ำยังสิ่งที่หน้าเหมือนกระจกหลังจากที่ฉันเดินไปนั่งที่หน้ากระจกโดยการพยุงของพี่หมิงหมิง