แสงจันทร์สลัวส่องลานประลองกว้าง ตู้ชิงเยว่ยืนสงบนิ่งตรงหน้าอี้เฟิง ดวงตาฉายแววเ็า “เ้าทำให้ข้าผิดหวัง... ช่วยสายลับหลบหนี”
อี้เฟิงยืนนิ่ง มือกุมด้ามกระบี่แน่น “ข้าทำในสิ่งที่ถูกต้อง”
“เช่นนั้นก็ต้องรับผลของการกระทำ” ตู้ชิงเยว่พลันเคลื่อนไหวดั่งสายลม พุ่งเข้าโจมตีด้วยฝ่ามือที่แผ่พลังมารสีม่วงเข้ม
อี้เฟิงใช้วิชาตัวเบาหลบหลีก กระบี่ในมือวาดแสงสีเงินเป็วงกว้าง ตู้ชิงเยว่หัวเราะดังแฝงความเยือกเย็น ปล่อยพลังมารออกมาเป็ริ้วๆ หมุนวนรอบตัว
“วิชาสายลมปีกของเ้า... ไม่มีทางต้านพลังมารของข้าได้”
การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด อี้เฟิงใช้วิชาตัวเบาหลบหลีกการโจมตี พร้อมกับโต้กลับด้วยกระบี่ที่แฝงพลังลมคมกริบ แต่ตู้ชิงเยว่ก็รับมือได้อย่างสบาย
เมื่อทั้งคู่ประจันหน้ากัน สายตาทั้งคู่จับจ้อง ตู้ชิงเยว่ใช้จังหวะนี้ชักรากไม้สีม่วงเข้มออกมา วิชาลึกลับขั้นสูงของเมืองมารได้ถูกนำมาใช้ “ถึงเวลาที่เ้าต้องลืม...”
ร่างกายตู้ซิงเยว่อยู่นิ่ง แต่ใช้มือเริ่มร่ายรำ “ท่าจันทราอำพราง” วาดพริ้วไหวปลดปล่อยพลังมืดแผ่ซ่านออกมา อี้เฟิงรู้สึกมึนงง แต่ยังคงต่อสู้ต่อ
“เ้าซ่อนความลับบางอย่างไว้...” น้ำเสียงของตู้ชิงเยว่ดุดันขึ้น “ข้าจำเป็ต้องรู้ความจริงทั้งหมด”
“ท่าม่านหมอกจิต” หมอกสีม่วงเข้มโอบล้อมร่างอี้เฟิง ความทรงจำเริ่มพร่าเลือน
“ท่าสายน้ำพัดพา” ตู้ชิงเยว่ลงท้ายด้วยท่าสุดท้าย อี้เฟิงทรุดลงกับพื้น ดวงตาเลื่อนลอย
“เ้าจะลืมทุกอย่างที่เกิดขึ้นในวันนี้... เป็เวลาหนึ่งเดือน” ตู้ชิงเยว่กล่าว “และเ้าจะมีโอกาสพิสูจน์ความจงรักภักดีอีกครั้ง... ด้วยการจับสายลับกลับมา”
อี้เฟิงผล็อยหลับไป ก่อนจะตื่นขึ้นมาในห้องพัก โดยไม่จำได้ว่าเกิดอะไรขึ้น... แต่ในส่วนลึกของจิตใจ ยังมีความรู้สึกบางอย่างที่บอกว่า เขาต้องระวังตัว และต้องปกป้องใครบางคน แม้จะจำไม่ได้ว่าเป็ใครก็ตาม...
...
แสงตะเกียงสลัวส่องสะท้อนบนโต๊ะไม้แกะสลักในห้องประชุมลับของจวนตู้ชิงเยว่ อี้เฟิงนั่งอยู่ท่ามกลางเหล่าแม่ทัพและหัวหน้ากองกำลังลับ ใบหน้าของเขาเรียบเฉยไร้ความรู้สึก แม้หัวใจจะเต้นระรัวด้วยความหวาดระแวง
“อี้เฟิง” ตู้ชิงเยว่เอ่ยขึ้น น้ำเสียงนุ่มนวลแต่แฝงความอันตราย “เ้าได้พิสูจน์ความจงรักภักดี ตามจับสายลับที่หลุดรอดกลับมา... และข้าคิดว่าถึงเวลาที่เ้าควรได้รู้แผนการทั้งหมด”
เขาคลี่ม้วนแผนที่ออกบนโต๊ะ เผยให้เห็นเครื่องหมายสีแดงที่ทาไว้ตามจุดต่างๆ ของเมือง “ในคืนเดือนมืด... เราจะเปิดประตูมิติ ปลดปล่อยพลังมารที่ถูกกักขังมานับพันปี”
อี้เฟิงก้มมองแผนที่อย่างตั้งใจ พยายามจดจำทุกรายละเอียด ขณะที่ในใจนับถอยหลังเวลาที่จะต้องส่งข่าวให้พันธมิตร
“และเ้า...” ตู้ชิงเยว่หันมามองเขา “จะได้นำกองกำลังพิเศษ... กองทหารที่ผ่านการดื่มเืมาร”
เสียงฝีเท้าดังมาจากด้านนอก ทหารนำตัวชายในชุดดำสนิทเข้ามา ใบหน้าของเขาซีดเผือด ดวงตาแดงก่ำ “นี่คือตัวอย่างของทหารของเ้า”
อี้เฟิงลุกขึ้นเดินเข้าไปดูใกล้ๆ หัวใจเต้นแรงเมื่อเห็นร่องรอยการทดลองบนร่างของทหารผู้นั้น “พวกเขา... ยังมีสติหรือไม่?”
“พวกเขามีเพียงความจงรักภักดี” ตู้ชิงเยว่ยิ้มเป็นัย “และพลังที่เหนือกว่ามนุษย์ธรรมดา... เ้าจะได้ฝึกกับพวกเขาั้แ่พรุ่งนี้”
คืนนั้น ในห้องพักที่จัดไว้ให้ในจวน อี้เฟิงนั่งสมาธิอย่างสงบ แต่ในใจกลับปั่นป่วน เขาต้องรีบส่งข่าวนี้ออกไป... แต่ทุกย่างก้าวล้วนถูกจับตามอง
เสียงประตูเปิดเบาๆ สาวใช้คนหนึ่งเดินเข้ามาพร้อมชาร้อน อี้เฟิงรับรู้ได้... นี่คือหนึ่งในสายลับแฝงตัวของหลี่อิงฮวา รับรู้ได้โดยจังหวะการเคลื่อนไหวรวมกับภาษากายที่ถูกนำมาใช้เป็รหัสลับอย่างแเี
“ชาของท่าน” เธอก้มศีรษะ วางถาดลงเบาๆ ใต้ถ้วยชามีกระดาษม้วนเล็กซ่อนอยู่
อี้เฟิงรับชามาจิบช้าๆ "รสชาติดี... แต่ขอเพิ่มดอกเบญจมาศอีกสักหน่อย"
สาวใช้พยักหน้ารับรหัส ก่อนจะถอยออกไปอย่างเงียบๆ
...
รุ่งเช้า อี้เฟิงยืนอยู่ในลานฝึก มองดูทหารร่างกำยำในชุดเกราะดำยืนเรียงแถวตรงหน้า ดวงตาของพวกเขาเรืองแสงแดงก่ำ ร่างกายแผ่พลังมารออกมาเป็ริ้วๆ
“พวกเขาคือกองทัพของเ้า” ตู้ชิงเยว่เดินมายืนข้างๆ “ฝึกพวกเขาให้ดี... เพราะในอีกสามวัน พวกเราจะเปลี่ยนโฉมหน้าของยุทธภพ”
อี้เฟิงก้าวออกไปข้างหน้า ชักกระบี่ออกจากฝัก “เริ่มฝึก!”
เสียงอาวุธปะทะกันดังกึกก้องไปทั่วลาน ขณะที่อี้เฟิงต่อสู้กับทหารทีละคน เขาสังเกตทุกท่วงท่า วิเคราะห์จุดอ่อน จุดแข็ง... และที่สำคัญที่สุด วิธีที่จะหยุดยั้งพวกเขา
ตะวันลับขอบฟ้า เหงื่อหยดจากหน้าผากของอี้เฟิงขณะที่เขานั่งพักในห้อง มือขวาเขียนรายงานถึงตู้ชิงเยว่ มือซ้ายแอบเขียนข้อความลับซ่อนไว้ใต้แขนเสื้อ
“อีกสามวัน...” เขาพึมพำ “ข้าต้องทำให้สำเร็จ... เพื่อทุกคน เพื่อยุทธภพ... และเพื่อเ้า เสี่ยวหลิ่ง”
เสียงระฆังดังกังวานในความมืด บอกเวลาเปลี่ยนเวรยาม อี้เฟิงมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นเงาดำของทหารลับเดินตรวจตราอยู่รอบจวน
ภายใต้เงามืดคืนนี้ เขาต้องเล่นละครต่อไป... เพราะบางครั้ง การแสร้งเป็ศัตรูกับคนที่เรารัก อาจเป็วิธีเดียวที่จะปกป้องพวกเขา... แม้ภายในมันจะแลกมากับความเ็ป
...
“ข้าได้ยินมาว่า กุนซือพิษใช้วิชาหลงเลือนราตรีกับเขา” ทหารนายหนึ่งกระซิบกับเพื่อนขณะที่อี้เฟิงเดินผ่านไปได้ไม่นาน
“ใช่ ลบความทรงจำวันที่เขาช่วยสายลับหนี แล้วให้จับกลับมาเป็การพิสูจน์ตัว” อีกนายพยักหน้า “น่าสงสารจริงๆ”
“แต่ดูเหมือนวิชานั้นจะไม่สมบูรณ์” ทหารอีกนายเสริม “ข้าเห็นเขานั่งเหม่อมองดวงจันทร์บ่อยๆ เหมือนพยายามนึกอะไรบางอย่าง”
“เงียบเถอะ"”ทหาราุโที่สุดปรามเสียงกระซิบ “อย่าให้กุนซือพิษได้ยินเข้า ไม่งั้นพวกเราจะเป็เหมือนเขา”
ทหารทั้งหมดเงียบลงทันที มองตามร่างของอี้เฟิงที่เดินห่างออกไป ในดวงตาฉายแววเห็นใจ แต่ก็ไม่กล้าทำอะไรมากไปกว่านั้น
“ได้ยินว่าเขาเคยสนิทกับศิษย์เซียนหยวนคนหนึ่ง" เสียงกระซิบสุดท้ายดังขึ้น "คงเป็เื่ยากที่ต้องปิดบังความทรงจำนั้นไว้...”
...
ยามดึก ในห้องพักอันเงียบสงัด อี้เฟิงนั่งอยู่ริมหน้าต่าง มองดูแสงจันทร์ที่ลอดผ่านก้อนเมฆ น้ำตาเอ่อคลอเมื่อนึกถึงสายตาเ็ปของอีกฝ่ายในวันนั้น
“ข้าขอโทษ...” เขากระซิบในความมืด “ที่ต้องทำให้เ้าเ็ป”
เสียงฝีเท้าดังมาจากระเบียง อี้เฟิงรีบซ่อนอาการ หยิบแผนที่การรบขึ้นมาแทน ประตูเปิดออก ตู้ชิงเยว่ก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มเ็า
“ขยันจริงๆ” ตู้ชิงเยว่เอ่ย “แต่ข้าได้ยินมาว่า... เ้าเคยสนิทกับศิษย์สำนักเซียนหยวนคนหนึ่ง?”
หัวใจของอี้เฟิงเต้นแรง แต่สีหน้ายังคงนิ่งสนิท “อดีตที่ผ่านไปแล้ว ท่านกุนซือ... ตอนนี้ข้ารู้แล้วว่าอะไรสำคัญกว่า”
“ดี...” ตู้ชิงเยว่พยักหน้า “เพราะพรุ่งนี้ เ้าจะต้องนำทหารไปจัดการพวกเขา”
เมื่อตู้ชิงเยว่จากไป อี้เฟิงกำมือแน่น เขารีบเขียนข้อความเตือนภัยสั้นๆ ม้วนให้เล็กที่สุด ซ่อนไว้ในดอกบัวที่จะส่งไปให้หลี่อิงฮวา
ค่ำคืนนั้น ความฝันเมื่อวันวานปรากฏขึ้นกับเขาอีกครั้ง... ปรากฏเขาและเสี่ยวหลิ่งฝึกวิชาด้วยกัน เสียงหัวเราะ รอยยิ้ม และความอบอุ่น ปรากฏอย่างสวยงาม… แต่ในความจริงทุกอย่างดูช่างห่างไกลเหลือเกิน
...
รุ่งเช้า เขานำทหารออกค้นหาที่ซ่อนของกลุ่มต่อต้าน แต่แสร้งนำทางผิด หลบเลี่ยงจุดที่รู้ว่าพวกเสี่ยวหลิ่งซ่อนตัว
“ทางนี้!” อี้เฟิงะโสั่งทหาร นำกำลังมุ่งหน้าไปในทิศตรงข้ามกับที่รู้ว่าเสี่ยวหลิ่งกำลังช่วยผู้าเ็หลบหนี
แต่เสียงดาบปะทะกันดังขึ้นกะทันหัน หัวใจเขาหล่นวูบเมื่อเห็นร่างในชุดขาวกำลังต่อสู้กับทหารอีกกลุ่มที่เพิ่งมาถึง
“ล้อมจับมันไว้!” อี้เฟิงะโเสียงดัง พลางแอบส่งสัญญาณมือบอกเส้นทางหลบหนี หวังว่าวิชาผูกพันร่างกระบี่จะช่วยให้เสี่ยวหลิ่งรับรู้ความตั้งใจที่แท้จริงของเขา
เสี่ยวหลิ่งชะลอฝีเท้าเล็กน้อย ดวงตาทอประกายเข้าใจเมื่อััได้ถึงพลังคุ้นเคยที่ส่งผ่านมา เขาพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะพุ่งทะยานหายไปในทิศทางที่อี้เฟิงชี้นำทาง
อี้เฟิงถอนหายใจโล่งอก แม้จะทิ้งไว้เพียงสายตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใย แต่อย่างน้อยพวกเขาก็ยังเข้าใจกันผ่านสายใยพิเศษที่เชื่อมโยงหัวใจไว้
...
กลับถึงจวน อี้เฟิงขังตัวเองในห้อง อ้างว่า้าพักผ่อน แต่ความจริงคือเขาไม่อาจทนรับบทบาทนี้ได้อีกต่อไป เขานั่งนิ่งอยู่ที่โต๊ะ ดวงตาแดงก่ำ มือที่จับพู่กันสั่นเล็กน้อยขณะที่เขียนข้อความอีกฉบับ
“รีบออกจากเมืองเหนือ... กองกำลังกำลังจะเคลื่อนพลวันพรุ่งนี้”
เขาซ่อนข้อความไว้ในถุงยาที่จะส่งให้หลี่อิงฮวา หวังว่าจะทันเวลา... หวังว่าเสี่ยวหลิ่งจะปลอดภัย
“อดทนอีกนิด...” เขากระซิบบอกกับตัวเอง “อีกไม่นาน ทุกอย่างจะจบลง... และข้าจะอธิบายทุกอย่างให้เ้าฟัง”
แต่ลึกๆ ในใจ เขากลัว... กลัวว่าวันนั้นจะมาไม่ทัน กลัวว่าความเชื่อใจจะถูกทำลายจนไม่เหลือชิ้นดี กลัวว่าหัวใจที่แตกสลายจะไม่มีวันประสานกลับคืนดังเดิม
เพราะบางครั้ง การรักษาความลับเพื่อปกป้องคนที่รัก อาจทำร้ายพวกเขามากกว่าที่คิด... แต่นี่คือหนทางเดียวที่เขามี และเขาต้องเดินต่อไป แม้จะต้องแลกมาด้วยหัวใจที่แหลกสลายก็ตาม
...
เสี่ยวหลิ่งย่องช้าๆไปตามระเบียงทางเดินอันมืดมิดของจวนตู้ชิงเยว่ เสียงฝีเท้าแ่เบาดั่งใบไม้ร่วง วิชาตัวเบาที่ฝึกฝนมาช่วยให้เขาเคลื่อนไหวได้อย่างไร้เสียง ใจของเขาเต้นระรัวด้วยความกังวล ภาพอี้เฟิงแอบส่งสัญญาณเตือนให้เขาหนียังคงติดตาตรึงใจ แต่เมื่อได้เห็นอี้เฟิงร่วมวางแผนกับฝ่ายฏ ก็ทำให้เขาสับสนไม่แน่ใจว่าควรเชื่อสิ่งใดดี
เสียงพูดคุยแว่วมาจากห้องประชุมลับ เสี่ยวหลิ่งค่อยๆ ย่องเข้าไปใกล้ ซ่อนตัวอยู่หลังเสาไม้แกะสลัก ภาพที่เห็นทำให้หัวใจของเขาแทบหยุดเต้น อี้เฟิงนั่งอยู่เคียงข้างตู้ชิงเยว่ ใบหน้าที่เคยอ่อนโยนบัดนี้เ็าดุจน้ำแข็ง
“พรุ่งนี้เราจะโจมตีค่ายทหารทางตะวันตก” เสียงของตู้ชิงเยว่ดังชัดเจน ปลายนิ้วชี้ไปบนแผนที่ “อี้เฟิง เ้าจะนำทัพหน้า”
“ได้ ข้ายินดี” อี้เฟิงพยักหน้ารับคำสั่ง น้ำเสียงเ็าไร้ความรู้สึก “ข้าจะนำกำลังบุกเข้าโจมตีในยามสาม เมื่อการระวังป้องกันอ่อนแอที่สุด”
เสี่ยวหลิ่งกำมือแน่น ััได้ถึงพลังวิชาผูกพันร่างกระบี่ที่ยังคงเชื่อมโยงระหว่างพวกเขา แต่ไม่อาจแน่ใจว่าควรเชื่อสิ่งใด สัญญาณเตือนภัยนั้น หรือภาพตรงหน้านี้กันแน่
เสี่ยวหลิ่งกำมือแน่น ปลายเล็บเผลอจิกลงในฝ่ามือจนรู้สึกเจ็บ นี่คือคนเดียวกับที่เคยร่วมฝึกวิชากระบี่ด้วยกัน? คนที่เคยหัวเราะร่าเวลาเขาพลาดท่า? คนที่เคยดูแลแผลให้เขายามาเ็?
อี้เฟิงยืนอยู่กลางลานฝึก ค่อยๆ แสดงท่าทางเคลื่อนไหวให้เหล่าทหารดู เสี่ยวหลิ่งที่แอบมองอยู่รู้สึกใจหายวาบ เมื่อเห็นเงาดำบางๆ แผ่ซ่านออกมารอบกายของอี้เฟิง
ความโกรธและความผิดหวังพลุ่งพล่านในอก เสี่ยวหลิ่งหันหลังให้กับภาพตรงหน้า เร่งฝีเท้าเดินจากมา ไม่อยากเห็นภาพนั้นอีกต่อไป
“ถ้าเ้าหักหลังข้าจริงๆ...” เสี่ยวหลิ่งครุ่นคิด รู้สึกปวดร้าวใจยิ่งนัก
เขาพยายามสลัดความคิดทั้งหมดทิ้งไป มุ่งหน้าไปยังสวนด้านหลังจวนเพื่อสงบสติอารมณ์ ทรุดกายลงใต้ต้นหลิว ปล่อยให้สายลมเย็นพัดผ่านใบหน้าที่ร้อนผ่าว
ลมราตรีพัดเอื่อยผ่านกิ่งใบ เสียงใบไม้ไหวพลิ้วคล้ายกำลังร่ำไห้ไปกับหัวใจที่แตกสลายของเขา ความทรงจำวันวานผุดขึ้นมาทีละภาพ รอยยิ้มของอี้เฟิง สายตาอ่อนโยน เสียงหัวเราะ การประคองยามล้ม คำปลอบใจยามท้อ...ทั้งหมดนั้นเป็เพียงการแสดงหรือ?
“หรือเป็ข้าโง่เอง” เสี่ยวหลิ่งกระซิบกับตัวเอง "การไว้ใจ การเชื่อใจเ้า..." เขากัดริมฝีปากแน่น "...ความรู้สึกพิเศษ…"
คืนนั้น เสี่ยวหลิ่งนั่งอยู่ใต้ต้นหลิวจนรุ่งสาง ผ่านค่ำคืนที่จิตใจถูกความเ็ปกัดกิน แต่เมื่อแสงตะวันแรกสาดส่อง เขาก็ลุกขึ้นยืน สวมหน้ากากความเ็า ทิ้งความรู้สึกตลอดค่ำคืนที่ผ่านมา
ถ้าอี้เฟิงเลือกแบบใด เขาก็ต้องเลือกแบบนั้นเช่นกัน...ถ้าหากอี้เฟิงเลือกที่จะเป็ศัตรู เสี่ยวหลิ่งก็ต้องยอมเป็ศัตรู แม้หัวใจจะร้าวรานสักเพียงใดก็ตาม
...
แสงจันทร์สาดส่องตรอกแคบในเมืองซิ่งหวา เงาของกำแพงสูงทอดยาวบนพื้นหิน เสี่ยวหลิ่งเดินอย่างเร่งร้อนผ่านตรอกเปลี่ยว พยายามกลับที่พักก่อนที่ยามวิกาลจะเริ่มต้น
เสียงกรวดหินถูกเหยียบดังกรอบแกรบ ตามด้วยเงาร่างสูงที่ค่อยๆ ก้าวออกมาจากซอกมืด กลีบแขนเสื้อปลิวไหวในสายลม อี้เฟิงยืนขวางทางอยู่ ท่ามกลางม่านแสงจันทร์
ทั้งสองชะงักกึก ยืนจ้องหน้ากันในความเงียบอึดอัด แสงจันทร์สาดส่องให้เห็นใบหน้าของทั้งคู่ชัดเจน คนหนึ่งเต็มไปด้วยความเ็ป อีกหนึ่งสวมหน้ากากเ็า
“หลบไป” เสี่ยวหลิ่งเอ่ยเสียงเย็น "คนทรยศเช่นเ้ามิควรปรากฏตรงหน้าข้า"
อี้เฟิงยืนนิ่ง ไม่ขยับเขยื้อน "เ้าเข้าใจผิดแล้ว..."
“ข้าจะเข้าใจผิด ได้เช่นไร” เสี่ยวหลิ่งหัวเราะเยาะ น้ำเสียงสั่นเครือด้วยความโกรธ “ในเมื่อ ข้าเห็นกับตาตัวเองว่าเ้าร่วมมือกับศัตรู วางแผนโจมตีพวกเรา แล้วยังกล้าดีมาบอกว่าข้าเข้าใจผิด?”
“ข้ารู้โดยตลอดว่าเ้าเห็น แต่มันไม่ได้เป็อย่างที่เ้าเห็น...” อี้เฟิงก้าวเข้ามาใกล้ พยายามอธิบาย แต่เสี่ยวหลิ่งชักกระบี่ออกมาชี้
“โปรด อย่าเข้ามา!” เสียงของเขาแหลมขึ้นด้วยความเ็ป “ก่อนหน้า ข้าเคยไว้ใจเ้า เคยคิดว่าเ้าต่างจากคนอื่น แต่สุดท้ายเ้าก็เลือกทรยศหักหลัง”
อี้เฟิงสะท้านเล็กน้อยกับคำพูดนั้น “เสี่ยวหลิ่ง ข้าอยากให้เ้าฟังข้าก่อน...”
“ไม่ต้องพูด!” เสี่ยวหลิ่งตวัดกระบี่ออก พลังภายในพลุ่งพล่าน “ถ้าเ้าเลือกแล้ว เราก็ไม่มีอะไรต้องพูดกันอีก วันนี้เราคือศัตรูกัน!”
อี้เฟิงถอนหายใจ ช้าๆ ชักกระบี่ของตนออกมาเช่นกัน “ถ้านี่คือสิ่งที่เ้า้า...”
เสี่ยวหลิ่งกำด้ามกระบี่แน่น ภาพความทรงจำแวบผ่านเข้ามา รอยยิ้มของอี้เฟิงยามฝึกวิชาด้วยกัน เสียงหัวเราะในค่ำคืนที่นั่งคุยกันใต้แสงดาว มือที่เคยช่วยพยุงยามเขาล้มลง... มือที่กำกระบี่สั่นเล็กน้อย แต่แล้วความเ็ปและความโกรธก็พลุ่งพล่านขึ้นมา เขาพุ่งเข้าโจมตีก่อน
กระบี่ทั้งสองปะทะกัน เสียงโลหะกระทบดังกังวาน แต่พร้อมกันนั้นก็มีความเ็ปแล่นผ่านร่างของทั้งคู่ วิชาผูกพันร่างกระบี่ที่เคยฝึกร่วมกันกลับแปรปรวน พลังที่เคยประสานกลมกลืนบัดนี้กลับปะทะกันอย่างรุนแรง
ภาพความทรงจำพรั่งพรูเข้ามา วันที่พบกันครั้งแรกในป่า การฝึกวิชาร่วมกัน เสียงหัวเราะ การดูแลยามาเ็ ความอบอุ่นที่เคยมี... ทุกความทรงจำเ่าั้ยิ่งทำให้การต่อสู้ในยามนี้เ็ปทวีคูณ
พวกเขาต่อสู้กันอย่างดุเดือด แต่ทุกการเคลื่อนไหวกลับแฝงความลังเล ทุกการโจมตีเต็มไปด้วยความเ็ป ราวกับกำลังต่อสู้กับหัวใจตัวเอง มากกว่าต่อสู้กับคู่ต่อสู้
“ทำไม?’ เสี่ยวหลิ่งตวัดกระบี่พร้ะโกน น้ำตาเริ่มคลอ “ทำไมต้องทำแบบนี้?”
อี้เฟิงรับการโจมตีไว้ ดวงตาฉายแววเ็ป “บางครั้ง...เราก็ไม่มีทางเลือก...”
“มีทางเลือกเสมอ!” เสี่ยวหลิ่งกระโจนเข้าโจมตีอีกครั้ง “แต่เ้าเลือกเป็ฝ่ายทรยศ!”
การต่อสู้ดำเนินต่อไป กระบี่ปะทะกันครั้งแล้วครั้งเล่า แต่จังหวะการโจมตีของทั้งคู่กลับไม่เด็ดขาดเหมือนเคย มือที่เคยส่งพลังทำลายล้างกลับชะงักเมื่อเห็นช่องโหว่ ดวงตาที่เคยดุดันกลับหลบเลี่ยงเมื่อสบประสานกัน ความทรงจำและความผูกพันในอดีตคอยรั้งมือที่ถือกระบี่ไว้ทุกครั้ง จนในที่สุด ร่างของทั้งคู่ก็แยกห่างออกจากกัน ต่างฝ่ายต่างยืนพิงกำแพงคนละฝั่ง หอบหายใจด้วยความอ่อนล้าทั้งกายและใจ
“ั้แ่วันนี้...” เสี่ยวหลิ่งเอ่ยเสียงแ่ “เราไม่มีอะไรต้องเกี่ยวข้องกันอีก”
อี้เฟิงยืนนิ่ง มองเสี่ยวหลิ่งด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเ็ป แต่ไม่พูดอะไร
เสี่ยวหลิ่งหันหลังเดินจากไป ทิ้งให้อี้เฟิงยืนอยู่ท่ามกลางความมืด แต่ละก้าวที่ห่างออกมา หัวใจก็แหลกสลายมากขึ้น พลังภายในแปรปรวนจนแทบควบคุมไม่ได้
แสงจันทร์ยังคงสาดส่อง แต่สำหรับทั้งคู่ ค่ำคืนนี้มืดมนยิ่งกว่าราตรีใดๆ... ค่ำคืนที่มิตรภาพ ความไว้ใจ และความรู้สึกพิเศษ แตกสลายลงพร้อมกับวิชาผูกพันร่างกระบี่ที่พวกเขาเคยฝึกร่วมกัน
...
หลังจากการเผชิญหน้ากับอี้เฟิง เสี่ยวหลิ่งแอบลอบเข้าจวนตู้ชิงเยว่อีกครั้ง สำรวจจุดต่างๆจนมาถึงห้องเก็บของเก่าในปีกตะวันออก กลิ่นอับชื้นและฝุ่นจางๆ ลอยอยู่ในอากาศ แสงจันทร์ส่องผ่านหน้าต่างบานเล็ก เกิดเป็ลำแสงสลัว
เขากำลังจะเดินผ่านไป แต่สายตาดันสะดุดกับม้วนภาพเก่าที่โผล่พ้นออกมาจากชั้นวางของ ด้วยความอยากรู้ เขาจึงหยิบมันขึ้นมาคลี่ดู
ภาพที่ปรากฏทำให้หัวใจของเขาหยุดเต้นไปชั่วขณะ ภาพวาดเด็กหญิงสองคนในชุดสีขาว คนหนึ่งมีดวงตากลมโต อีกคนมีรอยยิ้มอ่อนหวาน พวกเธอกำลังเล่นอยู่ในสวนดอกท้อ มือทั้งสองข้างจับกันแน่น
“เสี่ยวอิ่ง...” เขากระซิบชื่อน้องสาวตัวเอง ก่อนจะเหลือบมองเด็กหญิงอีกคน “และนี่ก็คือ...อี้ชิงเอ๋อร์...”
ขณะที่กำลังพิจารณาภาพ จดหมายเก่าฉบับหนึ่งก็ร่วงลงมา กระดาษเหลืองกรอบ ลายมือที่เขียนด้วยหมึกจางๆ ทำให้เขาต้องขยับเข้าใกล้แสงจันทร์
“วันที่สิบห้า เดือนเจ็ด... การทดลองกับเด็กหญิงทั้งสองเป็ไปด้วยดี พลังพิเศษของพวกเธอเริ่มตื่นตัว โดยเฉพาะเมื่ออยู่ด้วยกัน... จำเป็ต้องแยกพวกเธอไว้ก่อน จนกว่าจะถึงเวลาพิธีกรรม...”
มือของเสี่ยวหลิ่งสั่นเทา เขารีบค้นต่อ พบจดหมายอีกหลายฉบับ แต่ละฉบับเผยความจริงที่น่าสะพรึงยิ่งขึ้น
เสียงฝีเท้าแ่เบาดังมาจากด้านหลัง เขาหันไปพบกับหญิงชราผู้หนึ่ง แม่บ้านเก่าแก่ของจวน ดวงตาของนางฉายแววเศร้าเมื่อเห็นภาพในมือเขา
“ท่านเป็ใคร?” แม่บ้านถามเสียงเครียด “มีธุระอันใดจึงมาปรากฏอยู่ห้องนี้”
“ข้าคือเสี่ยวหลิ่ง...” เขาตอบพลางค้อมตัว “น้องสาวข้าถูกพาตัวไปเมื่อหลายปีก่อน ข้ากำลังตามหาความจริง”
ดวงตาของแม่บ้านเบิกกว้าง “เสี่ยวหลิ่ง... บุตรชายท่านหลิ่งเทียนจื่อ?”
เมื่อเขาพยักหน้า น้ำตาก็เอ่อคลอดวงตาของนาง
“ข้าจำวันนั้นได้...” นางเอ่ยเสียงสั่น “วันที่พวกเขาพาเด็กหญิงทั้งสองไป... เสียงร้องไห้ของพวกเธอ... ข้าไม่มีวันลืม...”
“เล่าให้ข้าฟัง" เสี่ยวหลิ่งขอร้อง "ข้าต้องรู้ความจริง”
แม่บ้านชราทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้เก่า เริ่มเล่าเื่ราวที่ถูกปิดบังมานาน “พวกเขาสังเกตเห็นความพิเศษของเด็กทั้งสอง... เวลาที่อยู่ด้วยกัน ดอกไม้จะเบ่งบาน น้ำในสระจะเป็ประกาย... มันเป็พลังบางอย่างที่พวกเขา้า...”
“พวกเขาแยกเด็กทั้งสองออกจากกัน ขังไว้ในห้องมืด บังคับให้ฝึกวิชาลึกลับ... ข้าได้ยินเสียงร้องของพวกเธอทุกคืน...”น้ำตาเริ่มไหลอาบแก้มเหี่ยวย่นของนาง
“แล้วตอนนี้พวกเธออยู่ที่ไหน?” เสี่ยวหลิ่งถามเสียงสั่น
“ในหอคอยมืด... ที่นั่นพวกเขาเตรียมพวกเธอสำหรับพิธีกรรมใหญ่... พิธีกรรมที่จะใช้พลังของพวกเธอ เปิดประตูสู่พลังที่ถูกผนึกไว้...”
เสี่ยวหลิ่งกำจดหมายในมือแน่น ทุกอย่าเริ่มประติดประต่อเข้าด้วยกัน ความเชื่อมโยงระหว่างตระกูลทั้งสอง การหมั้นหมายในอดีต และตอนนี้... น้องสาวของเขาและอี้เฟิง
“มันไม่ใช่เื่บังเอิญ...” เขาพึมพำ “ทุกอย่างถูกวางแผนมาั้แ่ต้น...”
แม่บ้านชราพยักหน้า “พวกเธอพิเศษเมื่ออยู่ด้วยกัน เหมือนกับ...” นางชะงัก มองเสี่ยวหลิ่งอย่างมีความหมาย
“เหมือนกับข้าและอี้เฟิง...” เสี่ยวหลิ่งเอ่ยเสียงแ่ ความเ็ปจากการเผชิญหน้าก่อนหน้านี้ถูกแทนที่ด้วยความกังวลอันใหญ่หลวง
เขาลุกขึ้นยืน สายตามุ่งมั่น “ข้าต้องหาพวกเธอให้เจอ... ก่อนที่จะสาย”
แสงจันทร์ส่องสะท้อนบนใบหน้าของเขา เงาทอดยาวบนพื้นไม้เก่า ในห้องเก็บของที่เต็มไปด้วยความลับ เสี่ยวหลิ่งได้พบกับความจริงที่เปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง... ความจริงที่อาจเป็กุญแจไขความลับทั้งหมด และอาจเป็โอกาสสุดท้ายในการช่วยคนที่เขารัก
...
ในคืนเดียวกันนั้น สองเงาร่างแยกย้ายค้นหาความจริงในจุดต่างๆ ของจวนตู้ชิงเยว่ ทุกย่างก้าวแฝงไปด้วยอันตราย แต่พวกเขาไม่มีเวลาให้ลังเลอีกแล้ว
ในห้องใต้ดินที่ชื้นแฉะ เสี่ยวหลิ่งใช้วิชาตัวเบาย่องผ่านทางเดินมืดมิด เสียงน้ำหยดจากเพดานดังเป็จังหวะ กลิ่นอับชื้นผสมกับกลิ่นสมุนไพรประหลาดลอยมาเป็ระยะ เขาพบประตูไม้เก่าบานหนึ่ง ใช้กุญแจที่ได้มาจากแม่บ้านชราไขเข้าไป
ภายในห้องเต็มไปด้วยอุปกรณ์ทดลองแปลกประหลาด โต๊ะหินวางเรียงเป็แถว บนนั้นมีรอยเชือกที่เคยมัดใครบางคน คราบเืแห้งกรังติดอยู่เป็หย่อมๆ เสี่ยวหลิ่งกำมือแน่น กลั้นความโกรธที่พลุ่งพล่าน
“เสี่ยวอิ่ง...” เขากระซิบชื่อน้องสาว ขณะค้นหาในลิ้นชักใต้โต๊ะ พบสมุดบันทึกเล่มหนึ่ง เปิดอ่านด้วยมือที่สั่นเทา
“วันที่สิบสาม... เด็กหญิงหมายเลขเจ็ด แสดงอาการต่อต้านพลังมาร... ต้องเพิ่มขนาดยา... วันที่สิบห้า... การทดลองล้มเหลว เด็กไม่รอด... วันที่ยี่สิบ... เด็กหญิงตระกูลหลิ่งแสดงพลังพิเศษ... ต้องเร่งการทดลอง...”
--- --- ---
ส่วนหลี่อิงฮวา ในหอเก็บตำราอันเก่าแก่ นางใช้วิชาตัวเบาไต่ขึ้นไปบนชั้นหนังสือสูง ค้นหาในส่วนต้องห้ามที่ถูกปิดผนึก ฝุ่นหนาเตอะจนแทบหายใจไม่ออก แต่ถึงกระนั้นนางก็ไม่ย่อท้อ
การค้นหาแสนเนิ่นนาน ในที่สุดก็พบม้วนตำราโบราณ เขียนด้วยอักษรจีนโบราณที่แทบไม่มีใครอ่านออก แต่ด้วยความรู้พื้นฐานที่เคยศึกษา นางพอจะแปลได้บางส่วน
“พิธีกรรมรวมพลังบริสุทธิ์... ต้องใช้เด็กที่มีพลังพิเศษ... เืบริสุทธิ์... จิตใจไร้เดียงสา... เมื่อพลังถูกดูดออกจนหมด ิญญาจะถูกสลาย...”
นางรีบคัดลอกส่วนสำคัญลงกระดาษ มือสั่นด้วยความใ “พวกเขากำลังจะ...”
--- --- ---
ในขณะที่อี้เฟิ่ง และ หลี่อิงฮวา ลอบเข้าสำรวจจวน อี้เฟิงออกจากห้องพักในจวนแอบไปที่ห้องลับชั้นบน อี้เฟิงแฝงตัวเข้าไปในห้องทำงานส่วนตัวของตู้ชิงเยว่ เขารู้ว่าการทำเช่นนี้เสี่ยงเพียงใด แต่เขา้ารู้เื่น้องสาวของตน
ตู้เอกสารไม้แดงถูกไขออกอย่างระมัดระวัง ในนั้นมีแผนที่โบราณแผ่นหนึ่ง แสดงเครือข่ายอุโมงค์ใต้ดินที่เชื่อมต่อกับหอคอยมืด จุดสีแดงหลายจุดถูกทำเครื่องหมายไว้ พร้อมตัวอักษรจีนโบราณกำกับ “ห้องกักขัง” “ห้องพิธีกรรม” “ห้องผนึกพลัง”
“อี้ชิงเอ๋อร์... พี่จะช่วยเ้าให้ได้” เขากระซิบ พลางม้วนแผนที่เก็บไว้ในแขนเสื้อ
--- --- ---
เสี่ยวหลิ่งและหลี่อิงฮวา พบกันในที่นัดหมาย ห้องลับเล็กๆ ในโรงเตี๊ยมชานเมือง วางหลักฐานที่พบลงบนโต๊ะ แผนที่ บันทึก และตำราพิธีกรรม ประติดประต่อเป็ภาพที่น่าสะพรึงกลัว
“พวกเขาจับเด็กมาทดลองมาตลอดหลายปี...” เสี่ยวหลิ่งเอ่ย น้ำเสียงสั่นเครือ “เด็กหลายคน... ไม่รอด”
“น้องสาวของเ้ากับอี้เฟิงจะถูกทดลองเป็คู่สุดท้าย...” หลี่อิงฮวาพูดต่อ “พวกมันรอให้พลังของทั้งสองสมบูรณ์...”
“พิธีกรรมจะเริ่มในคืนเดือนเพ็ญที่จะถึงนี้ เราต้องช่วยพวกเธอออกมาให้ได้ก่อนถึงตอนนั้น”
“เราต้องวางแผนให้รอบคอบ” เสี่ยวหลิ่งเอ่ย “พลาดไม่ได้แม้แต่น้อย”
แสงตะเกียงในห้องลับสาดส่องบนใบหน้าทั้งสอง สะท้อนความมุ่งมั่นและความกังวล ขณะที่พวกเขาเริ่มวางแผนภารกิจที่อันตรายที่สุดในชีวิต... ภารกิจที่อาจเป็โอกาสเดียวในการช่วยชีวิตผู้บริสุทธิ์ และหยุดยั้งแผนการชั่วร้ายที่ก่อตัวมานานหลายปี
...
ในยามรุ่งสาง หลี่อิงฮวามาพบอี้เฟิงที่สวนหลังจวน
“ข้ามาพบท่าน ตามที่สายข้าแจ้งไป ท่านนัดข้าด้วยเหตุอันใด”
ใบหน้าของอี้เฟิงอิดโรยจากการอดนอน ดวงตาฉายแววกังวล
“ช่วยส่งสารนี้ถึงเสี่ยวหลิ่งที” เขายื่นห่อผ้าเล็กๆ ให้หลี่อิงฮวา “ข้าไม่สามารถบอกความจริงทั้งหมดได้ตอนนี้ แต่เขาต้องรู้ว่าข้าไม่ได้ทรยศ”
หลี่อิงฮวารับห่อผ้ามา ในนั้นมีกลีบดอกท้อแห้ง ดอกไม้ที่พวกเขาเคยชมด้วยกันในวันแรกที่พบ และจดหมายสั้นๆ ที่เขียนด้วยรหัสลับที่เคยใช้สื่อสารกัน
“ทำไมไม่บอกเขาตรงๆ ล่ะ?” หลี่อิงฮวาถาม “่เวลานี้ ข้าสังเกตว่า เขากำลังเ็ปมาก...”
“ข้าไม่อาจเสี่ยง” อี้เฟิงส่ายหน้า “ตู้ชิงเยว่กำลังจับตาดูข้าอยู่ ถ้าเขารู้ว่าข้าแฝงตัวมา ทุกอย่างจะพัง... และน้องสาวของเราจะตกอยู่ในอันตราย”
“เ้ารีบไปเถอะ อย่าลืมเื่ที่ข้าไหว้วาน”
...
ยามสนธยา หลี่อิงฮวาแอบพบกับสายลับที่ร้านน้ำชาเก่า สายลับส่งข่าวการเคลื่อนไหวของทหารฏ พร้อมยืนยันว่าอี้เฟิงยังคงส่งข่าวลับมาอย่างต่อเนื่อง นางถอนหายใจ ก่อนมุ่งหน้าไปหาเสี่ยวหลิ่ง ณ จุดนัด
“เสี่ยวหลิ่ง...” นางเอ่ยเบาๆ “ข้ามีบางอย่างจะมอบให้เ้า จากคนที่ยังห่วงใยเ้าเสมอ”
หลี่อิงฮวาส่งของที่อี้เฟิงให้เสี่ยวหลิ่ง เขาเปิดสำรวจแต่ปฏิเสธที่จะรับ
“อย่ามาหลอกข้าอีก” เสี่ยวหลิ่งเอ่ยเสียงเย็น “นี่คงเป็กับดักอีกอย่างสินะ?”
“เสี่ยวหลิ่ง ฟังข้าก่อน...” หลี่อิงฮวาพยายามอธิบาย “อี้เฟิงมีเหตุผล...”
“เหตุผล?” เขาหัวเราะขื่น “เหตุผลอะไรที่ต้องร่วมมือกับคนชั่ว? เหตุผลอะไรที่ต้องวางแผนโจมตีพวกเราด้วย?”
“บางทีเ้าควรเปิดใจ...”
“พอ!” เสี่ยวหลิ่งตวาด “ข้าไม่อยากฟังข้อแก้ตัวใดๆ ทั้งนั้น”
--- --- ---
ในคืนเดียวกัน อี้เฟิงแอบวางสัญลักษณ์ไว้ตามที่ต่างๆ รอยขีดบนกำแพงที่บอกตำแหน่งทางลับ กลีบดอกไม้ที่วางเรียงเป็รหัสนำทาง แม้กระทั่งการจงใจทำให้ตู้ชิงเยว่สั่งให้ทหารไปประจำการในจุดที่ไม่สำคัญ เพื่อเปิดช่องโหว่ให้เสี่ยวหลิ่งสามารถแทรกซึมเข้ามาได้
แต่ยิ่งเขาพยายามส่งสัญญาณมากเท่าไร เสี่ยวหลิ่งก็ยิ่งระแวงมากขึ้นเท่านั้น
“ดูสิ” เสี่ยวหลิ่งพูดกับหลี่อิงฮวา ขณะชี้ไปที่รอยสัญลักษณ์ “เขาวางกับดักไว้ทั่ว หวังจะล่อพวกเราเข้าไปติด”
“แต่ถ้านั่นไม่ใช่กับดัก แต่เป็การช่วยเหลือล่ะ?” หลี่อิงฮวาพยายามเกลี้ยกล่อม
“น่าขัน...” หลี่อิงฮวาส่ายหน้า “เมื่อไม่กี่วันก่อน ข้ายังเห็นเ้าสองคนนั่งคุยกันใต้ต้นหลิว หัวเราะร่าราวกับโลกนี้มีแค่กันและกัน วันนี้กลับไม่ไว้ใจแม้แต่รอยขีดเดียว”
“อย่าหลงกลเขาไปหน่อยเลย” เสี่ยวหลิ่งส่ายหน้า "คนที่ทรยศครั้งหนึ่ง ก็พร้อมจะทรยศอีก"
“ข้าไม่อยากต่อล้อต่อเถียงเ้าแล้ว” หลี่อิงฮวาพูดตัดบท
“ตามข้ามาเถอะ”
ทั้งคู่แอบย่องตามรอยสัญลักษณ์ไปในความมืด ผ่านตรอกแคบและอุโมงค์ใต้ดิน ตามหาห้องคุมขังที่น้องสาวถูกกักตัวอยู่ ทุกย่างก้าวต้องระวังเสียงและคอยหลบซ่อนเงาจากยามที่ลาดตระเวน จนกระทั่งมาถึงห้องโถงใต้ดินแห่งหนึ่ง พวกเขาก็พบกับกองกำลังของตู้ชิงเยว่ที่ดักรออยู่ก่อนแล้ว และท่ามกลางนั้น อี้เฟิงก็ยืนอยู่ด้วย
ทหารพุ่งเข้าโจมตีทันที ดาบและหอกพุ่งเข้าหาเสี่ยวหลิ่งและหลี่อิงฮวาจากทุกทิศทาง แต่ทุกครั้งที่จะถูกจุดสำคัญ อี้เฟิงจะพลาดท่าชนกับทหารของตัวเอง หรือสะดุดขาตัวเองล้มไปขวางทาง ทำให้การโจมตีคลาดเป้า
เสี่ยวหลิ่งะโขึ้นไปยืนบนคานไม้ อี้เฟิงตามขึ้นไปติดๆ ทั้งคู่ใช้วิชาตัวเบาไล่ต้อนกันไปมา กระบี่ปะทะกันดังกังวาน
“หยุดเล่นละครได้แล้ว!” เสี่ยวหลิ่งตวาดพร้อมกับตวัดกระบี่ใส่ “เ้าไม่จำเป็ต้องแกล้งทำพลาด!”
อี้เฟิงได้แต่รับการโจมตีไว้ ดวงตาฉายแววเ็ป "บางครั้ง... สิ่งที่เห็นก็ไม่ใช่ความจริงเสมอไป..."
“หยุดพูดปริศนา! โป้ปด หลอกลวงข้า” เสี่ยวหลิ่งยิ่งโกรธหนัก”"ถ้าจะสังหารข้า ก็รีบลงมือ!"
หลี่อิงฮวารีบทยานเข้ามาขวาง "พอได้แล้ว! พวกเราต้องถอยก่อน สถานการณ์ไม่เอื้ออำนวย"
“แล้วน้องสาวข้าล่ะ...” เสี่ยวหลิ่งยังคงรั้นไม่ยอมถอย
“สถานการณ์เช่นนี้ เ้าคิดว่าทำแบบนี้จะช่วยน้องได้หรือ?” หลี่อิงฮวาเอ่ยเสียงเย็น “หรือว่าตอนนี้เ้าแค่อยากประชดคนที่เ้าห่วงใย?”
เสี่ยวหลิ่งชะงัก ก่อนจะหันมองอี้เฟิงเป็ครั้งสุดท้าย เขาเข้าใจสถานการณ์ดี เวลานี้ควรถอยตั้งหลัก เมื่อคิดได้แล้ว เขาหันไปพยักหน้าให้หลี่อิงฮวา ทั้งสองรีบถอยออกจากที่นั่นอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงกลีบดอกท้อที่ร่วงหล่นตามสายลม สัญญาณลับที่มีเพียงหลี่อิงฮวาเท่านั้นที่เข้าใจ
...
เสี่ยวหลิ่งและหลี่อิงฮวารีบมุ่งหน้าไปยังโรงเตี๊ยมร้างนอกเมือง หลังจากแน่ใจว่าไม่มีใครติดตามมา วันเวลาในการช่วยเหลือน้องสาวยิ่งเหลือน้อย ทั้งคู่จึงเริ่มวางแผน
“พิธีกรรมจะเริ่มในอีกสามวัน” เสี่ยวหลิ่งคลี่แผนผังจวนตู้ชิงเยว่บนโต๊ะ “น้องสาวของข้าและอี้เฟิงถูกขังอยู่ในห้องใต้ดินตำแหน่งนี้ ทางเข้ามีเวรยามเฝ้าหนาแน่นตลอด”
หลี่อิงฮวาพินิจแผนผังอย่างละเอียด “มีทางลับเข้าออกสามทาง ผ่านบ่อน้ำในสวนหลัง ทางระบายน้ำใต้โรงครัว และอุโมงค์เก่าใต้หอสมุด แต่ทั้งหมดล้วนมีกับดักอันตราย”
“กลไกพวกนี้ ข้ารู้จักดี” เสี่ยวหลิ่งชี้ไปที่แผนผัง “ตอนแฝงตัวเป็หมอ ข้าแอบสังเกตการทำงานของมัน ทางที่ปลอดภัยที่สุดคือผ่านบ่อน้ำ แต่ต้องรอจังหวะที่เหมาะสม”
“จังหวะไหน?” หลี่อิงฮวาถาม
“ทุกคืนพระจันทร์เต็มดวง ตู้ชิงเยว่จะทำพิธีบูชาพลังมารที่ศาลบรรพชน ทหารยามส่วนใหญ่จะถูกเรียกไปรักษาการณ์ที่นั่น ทำให้การเฝ้าระวังบริเวณอื่นเบาบางลง”
“แต่คืนพระจันทร์เต็มดวงคือคืนที่จะมีพิธีกรรมใหญ่พอดี” หลี่อิงฮวาขมวดคิ้ว
“ใช่ นั่นคือโอกาสเดียวของเรา” เสี่ยวหลิ่งพยักหน้า “ข้าจะแฝงตัวเข้าไปในฐานะหมอที่มาส่งยา ส่วนเ้า...”
“ข้าจะปลอมตัวแฝงเป็สาวใช้” หลี่อิงฮวาต่อประโยค "ข้าได้ยินว่าพวกเขากำลัง้าคนช่วยงานพิธีพอดี"
“ดี เมื่อเข้าไปได้แล้ว เราจะแยกย้ายกันหาทางเข้าห้องใต้ดิน” เสี่ยวหลิ่งชี้ไปที่แผนผัง “ข้าจะรับหน้าที่หลอกล่อทหารยาม ส่วนเ้าใช้วิชาพิษสกัดการ์ดที่เหลือ”
“แล้วอี้เฟิงล่ะ?” หลี่อิงฮวาถาม “เขาน่าจะมีแผนของตัวเองเหมือนกัน เราควรส่งสัญญาณบอกเขาไหม?”
เสี่ยวหลิ่งนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้า “ยิ่งมีคนรู้น้อยยิ่งดี... แต่ถ้าเขาจะช่วย สถานการณ์จะบอกอี้เฟิงเองว่าควรทำอย่างไร”
หลี่อิงฮวาพยักหน้าเข้าใจ เธอหยิบถุงผ้าเล็กๆ ออกมา “นี่คือผงพิษที่ข้าเตรียมไว้ สูดดมเข้าไปจะหมดสติภายในไม่กี่อึดใจ แต่ไม่ถึงตาย”
“ดี” เสี่ยวหลิ่งรับถุงผงพิษมา “ข้าจะเตรียมยาถอนพิษและยาบำรุงกำลังไว้ด้วย คาดว่าน้องสาวทั้งสองคงอ่อนแรงมาก”
“แล้วทางหนี?” หลี่อิงฮวาถาม
“มีรถม้าของพ่อค้ารอที่ประตูเมืองทิศตะวันออก” เสี่ยวหลิ่งตอบ “ถ้าทุกอย่างราบรื่น เราจะพาพวกเขาไปที่นั่น แล้วมุ่งหน้าไปยังเมืองหลงเฟิง ที่นั่นมีพันธมิตรของเรารออยู่”
“แล้วถ้าไม่ราบรื่นล่ะ?”
“ถ้าเกิดเหตุไม่คาดฝัน...” เสี่ยวหลิ่งหยิบแผ่นหยกเล็กๆ ส่งให้หลี่อิงฮวา “ใช้หยกนี้ทำลายเสาหินมารดำที่ตั้งอยู่รอบห้องพิธีกรรม มันจะทำให้พลังมาระเิ เราจะใช้จังหวะนั้นพาทุกคนหนี”
หลี่อิงฮวารับแผ่นหยกมาดู “นี่มันหยกกักเทพ... เ้าได้มาได้อย่างไร?”
“เป็มรดกจากบิดา” เสี่ยวหลิ่งตอบสั้นๆ “ใช้มันเป็ทางเลือกสุดท้ายเท่านั้น เพราะการะเิจะรุนแรงมาก”
ทั้งสองใช้เวลาที่เหลือวางแผนรายละเอียดปลีกย่อย จนแน่ใจว่าได้คิดถึงทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นแล้ว
“เหลือเวลาอีกสองวัน” เสี่ยวหลิ่งพับแผนผังเก็บ “เราต้องทำให้สำเร็จ... ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม”
หลี่อิงฮวาจับมือเสี่ยวหลิ่งแน่น “เราจะช่วยพวกเขาให้ได้... ข้าสัญญา”
...
นับจากวันที่มีผู้บุกรุกมาที่จวน ตู้ชิงเยว่มักมายืนอยู่ริมหน้าต่างในห้องทำงาน ดูการฝึกซ้อมของทหาร ในวันนี้สายตาตู้ชิงเยว่จับจ้องไปที่อี้เฟิงซึ่งกำลังฝึกวิชากับทหารในลานด้านล่าง ริมฝีปากบางเฉียบยกขึ้นเป็รอยยิ้มเ็า
“ท่าทางการใช้กระบี่... งดงามและมีพลัง” เขาพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะหันไปสั่งองครักษ์คนสนิท “เ้าคอยเฝ้าสังเกตุให้ดี อย่าให้คลาดสายตาแม้เพียงเสี้ยวเวลา”
อี้เฟิงที่อยู่ในลาน แม้กำลังฝึกวิชา แต่เขาก็รับรู้ได้ถึงสายตาที่จับจ้องมาจาก้า การแสร้งทำเป็ไม่รู้ไม่ชี้และฝึกวิชากับทหารต่อไปอย่างปกติดีที่สุดในสถานการณ์นี้ แม้ใจหนึ่งเริ่มกังวลว่าตู้ชิงเยว่อาจจะเริ่มสงสัยในตัวเขาแล้ว
ในขณะเดียวกัน เสี่ยวหลิ่งที่แฝงตัวเป็หมอสมุนไพรก็กำลังเร่งมือผสมยาอย่างรวดเร็ว เขาได้ยินจากสาวใช้ในจวนว่าพิธีกรรมใหญ่จะมีขึ้นในอีกเพียงสามวัน น้องสาวของเขาและอี้เฟิงจะถูกใช้เป็เครื่องสังเวยในพิธีนั้น
“ต้องรีบแล้ว... ต้องช่วยพวกเขาให้ได้ก่อนถึงวันนั้น” เสี่ยวหลิ่งบีบมือแน่น เหงื่อเย็นๆ ผุดซึมตามหน้าผาก
หลี่อิงฮวาที่แฝงตัวเป็สาวใช้รีบเดินเข้ามากระซิบ “ระวังตัวด้วย อาจมีคนของตู้ชิงเยว่คอยสะกดรอยตามท่านอยู่”
เสี่ยวหลิ่งพยักหน้ารับ ใจเต้นระรัว เวลาเหลือน้อยลงทุกที แต่ศัตรูกลับเริ่มระแคะระคายและคอยจับตามองพวกเขามากขึ้น
ในห้องพิธีกรรมใต้ดิน น้องสาวทั้งสองถูกล่ามโซ่ไว้กับเสาหิน รอยสักมารบนร่างกายเรืองแสงวูบวาบ พวกเธอมีสีหน้าเศร้าหมอง ดวงตาว่างเปล่าราวกับถูกล้างสมอง
อี้เฟิงแอบย่องลงมาดูสภาพน้องสาว หัวใจบีบรัดด้วยความเ็ป เขาอยากจะพุ่งเข้าไปช่วยทันที แต่ก็รู้ดีว่าห้องนี้มีกับดักและการป้องกันมากมาย หากทำพลาดแผนทั้งหมดอาจล้มเหลว
“รออีกนิดนะน้องข้า... พี่สัญญาว่าจะช่วยเ้าออกมาให้ได้” เขากระซิบ ก่อนจะรีบย่องกลับขึ้นไปอย่างระมัดระวัง
ความกดดันเพิ่มขึ้นทุกขณะ ทั้งเสี่ยวหลิ่งและอี้เฟิงต่างรู้ดีว่าพวกเขาไม่มีเวลามากนัก ต้องรีบลงมือก่อนที่จะสายเกินไป แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องระวังไม่ให้แผนแตก
ทั้งสองต่างภาวนาให้มีเวลาเพียงพอ... เพียงพอที่จะช่วยน้องสาวออกมา และเพียงพอที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้
...
เสียงร้องโหยหวนดังแว่วมาจากห้องใต้ดิน อี้เฟิงที่กำลังลาดตระเวนในจวนชะงักฝีเท้าทันที เขาจำเสียงนั้นได้... เสียงของน้องสาวที่ไม่ได้ยินมานานแสนนาน
“อี้ชิงเอ๋อร์...” เขากระซิบเบาๆ ก่อนจะรีบย่องตามเสียงไป จนมาถึงประตูลับที่ซ่อนอยู่หลังตู้โบราณ
ภาพที่เห็นทำให้หัวใจของเขาแทบหยุดเต้น น้องสาวถูกล่ามโซ่อยู่กับเสาหิน ร่างกายเต็มไปด้วยรอยสักประหลาดที่เรืองแสงสีม่วงอมดำ ใบหน้าซีดเผือดบิดเบี้ยวด้วยความเ็ป
และที่น่าใยิ่งกว่าคือ ข้างๆ น้องสาวของเขามีเด็กสาวอีกคนถูกล่ามไว้เช่นกัน... เสี่ยวอิ่ง น้องสาวของเสี่ยวหลิ่ง
ในจังหวะนั้นเอง เสี่ยวหลิ่งก็มาถึงอีกทางหนึ่งของห้อง สายตาของทั้งสองประสานกัน ความใ ความเ็ป และความเข้าใจฉายชัดในดวงตา
“น้องสาวของเ้า...” อี้เฟิงเอ่ยเบาๆ
“และน้องสาวของเ้า...” เสี่ยวหลิ่งตอบ น้ำเสียงสั่นเครือ
ทั้งสองมองภาพตรงหน้าด้วยหัวใจที่บีบรัด เด็กสาวทั้งสองถูกใช้เป็เครื่องมือในพิธีกรรมชั่วร้าย ถูกทรมานทั้งร่างกายและจิตใจ
“ข้าต้องช่วยน้อง...” ทั้งคู่เอ่ยพร้อมกัน ก่อนจะหันมาสบตากันอีกครั้ง
เสี้ยวเวลานั้น ความรู้สึกบางอย่างผุดขึ้นในใจ... ความรู้สึกที่มากกว่าการเป็เพื่อนร่วมทาง มากกว่าการเป็พันธมิตรที่มีเป้าหมายเดียวกัน
พวกเขาตระหนักว่า โชคชะตาไม่ได้นำพาให้มาพบกันโดยบังเอิญ ทุกอย่างราวกับถูกลิขิตไว้แล้วั้แ่ต้น การหมั้นหมายในวัยเด็ก ความผูกพันที่ถูกซ่อนไว้ และพลังพิเศษที่เกิดขึ้นเมื่อต่อสู้ร่วมกัน
“เราต้องร่วมมือกัน” อี้เฟิงกระชับมือกับเสี่ยวหลิ่ง “เพื่อน้องสาวของเรา และเพื่อความจริงทั้งหมด”
“ใช่... เราต้องช่วยกัน” เสี่ยวหลิ่งตอบ รู้สึกถึงพลังบางอย่างที่แล่นผ่านการัั “ข้าจะไม่ปล่อยให้ท่านต่อสู้เพียงลำพังอีกแล้ว”
เสียงฝีเท้าดังมาแต่ไกล ทั้งสองรีบแยกย้าย แต่ในใจต่างรู้ดีว่า นับจากนี้พวกเขาจะไม่มีวันทอดทิ้งกัน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม
จุดเปลี่ยนสำคัญได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว... จุดเปลี่ยนที่จะนำไปสู่การต่อสู้ครั้งยิ่งใหญ่ เพื่อปกป้องคนที่พวกเขารัก และเพื่อพิสูจน์ว่าความรักแท้จริงนั้นมีพลังมากเพียงใด
...
ในห้องลับใต้ร้านน้ำชาเก่า เสี่ยวหลิ่งและอี้เฟิงนั่งอยู่ตรงข้ามกัน แสงตะเกียงสลัวส่องให้เห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวลของทั้งคู่
“พิธีกรรมจะเริ่มในอีกสามวัน” อี้เฟิงเอ่ยขึ้น นิ้วเคาะบนแผนที่จวนที่วางอยู่ตรงหน้า “น้องสาวพวกเราต้องถูกช่วยออกมาให้ได้ก่อนถึงเวลานั้น”
เสี่ยวหลิ่งพยักหน้า มือกำแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด "ข้าไม่อาจทนเห็นน้องถูกทรมานเช่นนี้อีกต่อไป... แต่การบุกเข้าไปช่วยตอนนี้ อาจทำให้แผนทั้งหมดพังได้"
“ใช่...” อี้เฟิงถอนหายใจ “แต่เราก็ไม่มีทางเลือก ต้องเสี่ยง”
ทั้งสองสบตากัน ความเข้าใจฉายชัดโดยไม่ต้องพูดอะไร หลังจากที่เคยเข้าใจผิดและไม่ไว้ใจกัน บัดนี้พวกเขากลับรู้สึกถึงความผูกพันที่แน่นแฟ้นยิ่งกว่าเดิม
ในจังหวะนั้น หลี่อิงฮวาก้าวเข้ามาในห้อง พร้อมกับถือตะกร้าสมุนไพร
“ข้าเตรียมยาถอนพิษมาให้แล้ว แต่ยัง้าส่วนผสมอีกสองอย่าง” หลี่อิงฮวาวางตะกร้าลง มองสำรวจทั้งคู่ที่นั่งใกล้กันผิดปกติ “อ้อ... ดูเหมือนสองท่านจะคืนดีกันแล้วสินะ”
เสี่ยวหลิ่งกระแอมเบาๆ “พวกเราแค่วางแผนช่วยน้องสาว”
“แน่ใจหรือว่าแค่นั้น?” หลี่อิงฮวายิ้มมุมปาก “ข้าเห็นท่านทั้งสองมองตากันตลอดเวลาที่คุยกัน”
อี้เฟิงไอเบาๆ พยายามเบี่ยงประเด็น “กลับมาเื่ยาดีกว่า ้าส่วนผสมอะไรบ้าง?”
“เฮอะ เปลี่ยนเื่เก่งนัก” หลี่อิงฮวาส่ายหน้า แต่ก็ยอมอธิบายเื่ยา “ข้า้าดอกเหมยขาวและรากสนเขียว ได้มาแล้วจะปรุงยาให้แล้วเสร็จภายในพรุ่งนี้”
“ข้ามีแผนหนึ่ง...” เสี่ยวหลิ่งเริ่มเขียนลงบนกระดาษ “เราจะแบ่งเป็สองทีม ข้าจะนำทีมแทรกซึมเข้าไปในห้องพิธีกรรม ส่วนท่าน...”
“ข้าจะสร้างการเบี่ยงเบนความสนใจที่ลานฝึก” อี้เฟิงต่อประโยค “และจะส่งสัญญาณเมื่อถึงเวลา”
“หลี่อิงฮวาจะช่วยเตรียมยาสลบและยาถอนพิษไว้ให้พร้อม” เสี่ยวหลิ่งเสริม “ส่วนหยางเฟยหยวนจะนำทีมคุ้มกันเส้นทางหนี”
อี้เฟิงมองเสี่ยวหลิ่งด้วยแววตาอ่อนโยน ก่อนจะพูดพร้อมรอยยิ้ม “หากน้องสาวทั้งคู่ของเราถูกช่วยเหลือ... พวกนางอาจเป็พยานงานมงคลสักงานหนึ่ง ใช่หรือไม่?”
เสี่ยวหลิ่งชะงัก ใบหน้าแดงเรื่อเล็กน้อย ขณะที่หลี่อิงฮวาหัวเราะเบาๆ
“ท่านคิดว่า... ถ้าบิดามารดาของเรายังอยู่ พวกท่านจะภูมิใจในตัวเราไหม?” เสี่ยวหลิ่งถามเบาๆ
อี้เฟิงยิ้มบาง “แน่นอน... เพราะเราจะพิสูจน์ให้เห็นว่า ความรักและความผูกพันของสองตระกูลไม่เคยสูญหาย”
“และเราจะกู้คืนทุกอย่างกลับมา” เสี่ยวหลิ่งเอ่ย ก่อนจะลุกขึ้นยืน “พร้อมไหม?”
อี้เฟิงผงกศีรษะ ลุกขึ้นยืนเคียงข้าง “พร้อมแล้ว... เราจะต่อสู้ด้วยกัน”
ทั้งสองประสานมือกัน รู้สึกถึงพลังที่แล่นผ่าน... พลังแห่งความรักและความหวัง ที่จะนำพาพวกเขาฝ่าฟันอุปสรรคไปด้วยกัน
“เพื่อครอบครัว เพื่อน้องสาว” เสี่ยวหลิ่งกระซิบ
“เพื่ออนาคตของเรา” อี้เฟิงตอบ
แสงตะเกียงสาดส่องผ่านทั้งสอง เป็ภาพเงาของทั้งสองที่ทาบทับกัน เหมือนชะตาที่ถูกลิขิตให้มา... และครั้งนี้ พวกเขาจะไม่ปล่อยมือจากกันอีกแล้ว
ความหวังได้กลับมาอีกครั้ง พร้อมกับแผนการใหม่และความมุ่งมั่นที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม การต่อสู้ครั้งสำคัญกำลังจะเริ่มต้นขึ้น... และพวกเขาจะเผชิญมันไปด้วยกัน