เป็ไปตามแผน
“ เฮ้ย ! วันนี้ทำไมอารมณ์ดีนักว่ะ เดินผิวปากมาแต่ไกลเชียว ” พงษ์เกษมษ์ถามเพื่อนด้วยความประหลาดใจ
“ ทำไม ก็คนเขามีความสุขหริือนายอิจฉา ” ศิลาบอก แล้วทิ้งตัวโครมลงบนโซฟาตัวโปรดของเพื่อน ที่เคยนั่งอยู่เป็ประจำ เวลาเขามาหาพงษ์เกษม
“ นายนี่บอกกี่ครั้งแล้วว่ะ ให้นั่งเบา ๆ หน่อย เดี๋ยวโซฟาตัวโปรดฉันก็พังหมด ” พงษ์เกษมร้องเตือน
“ เอาน่า ถ้ามันพัง เดี๋ยวฉันซื้อตัวใหม่ให้ ” ศิลาย้อน
“ เออ ! ฉันลืมไป ว่าฉันกำลังพูดอยู่กับเศรษฐีใหญ่ แล้วเนี่ยจะดื่มหรือเปล่า ฉันจะได้ไปเอามาให้ ”
“ นายนี่ช่างเอาใจเก่งเหลือเกิน เสียดายเป็ผู้ชายเสียนี่ ไม่งั้นไม่รอดฉันแน่ ” ศิลาเย้าเพื่อน
“ ไม่ต้องมาพูดมาก ทำเป็ปากดีหรอก จะเอาหรือไม่เอา ฉันจะได้ไปทำงานต่อ ” พงษ์เกษมถามเพื่อนด้วยความหมั่นไส้ ปนความรักและความห่วงใย
“ วันนี้ไม่วะ ขอนอนสักพักเดี๋ยวค่ำ ๆ ค่อยกลับ นายจะไปทำงานต่อก็ไปเถอะ ขอฉันนอนคิดอะไรเงียบ ๆ คนเดียวสักพัก ”
ศิลาบอก ขณะขยับหมอนอิงให้เข้าที่เข้าทาง แล้วล้มตัวนอนหลับตาพริ้ม โดยไม่ใส่เพื่อนที่ยืนมองเขา อย่างแปลกใจในท่าทางของศิลา
“ วันนี้นายมาแปลกแฮะ ปฏิเสธเหล้า ทุกครั้งต้องบอกให้พอ แต่วันนี้คะยั้นคะยอให้ดื่มยังไม่เอาเลย ” พงษ์เกษมค่อนเพื่อน ด้วยความประหลาดใจ
“ ไหนว่าจะไปทำงานต่อ ก็ไปเสียทีซิ ฉันจะได้นอน ”
“ คนอะไรวะ ไล่เ้าของบ้านเฉยเลย ” พงษ์เกษมแกล้งบ่นเพื่อน
เขายืนมองศิลาเพื่อนรัก ซึ่งนอนหลับตาพริ้มอยู่บนโซฟาตัวโปรด ที่ใบหน้าฉาบไปด้วยความอิ่มสุข ซึ่งตัวของพงษ์เกษมก็อยากรู้เหมือนกันว่า ศิลามีความสุขนั้น เกิดจากสาเหตุใด
“ ถ้านายเป็อย่างนี้ตลอดไปก็ดีซีน่ะ ” พงษ์เกษมรำพันกับตัวเอง แล้วเดินจากไป โดยปล่อยให้ศิลานอนตามสบาย
“ กลับมาแล้วหรือตาใหญ่ ” ทนงเกียรติกล่าวทักบุตรชายคนโต ด้วยความประหลาดใจ ว่าวันนี้ศิลาไม่เมากลับมา
“ ป๋ามีอะไรกับผมหรือเปล่าครับ ”
“ เราไปคุยกันตรงนั้นดีกว่า ” ทนงเกียรติผายมือไปตรงเก้าอี้ ที่ตั้งอยู่ในสวนหย่อมข้างตัวบ้าน แล้วเดินนำบุตรชายไปยังจุดหมายที่บอก
“ ป๋ามีอะไร ” ศิลาถามห้วน ๆ เมื่อนั่งลงบนเก้าอี้แล้ว
“ ป๋าคุยกับตาเล็กแล้ว ” ทนงเกียรติบอก
ศิลายังคงนั่งฟังด้วยสีหน้าราบเรียบ โดยไม่แสดงอาการความรู้สึกใด ๆ แต่ภายในใจนั้นกลับเต้นโครมครามว่าคำตอบที่จะได้รับนั้นภูผาจะปฏิเสธหรือไม่ แต่มีความรู้สึกแปลก ๆ บางอย่างแทรกเข้ามาในใจของเขา เมื่อภาพของแพรพิมพ์แวบเข้ามาในมโนจิต
“ ตาเล็กเขายอมไป แต่มีข้อแม้นอย่างหนึ่ง ” ทนงเกียรติหยุดพูด เมื่อเด็กรับใช้นำอาหารว่างมาเสริฟ
“ ข้อแม้นอะไรครับ ” ศิลาถามทันที เมื่อเด็กรับใช้เดินออกไป
“ เขาจะหมั้นหนูแพรก่อนไป ป๋าก็เลยอนุญาตให้ทั้งสองคน จัดการเื่หมั้นให้เรียบร้อยก่อนไป เมื่อทางโน้นเรียบร้อยเข้าที่เข้าทางแล้วค่อยกลับมาแต่ง ป๋าจึงอยากขอร้องให้แก่อยู่ร่วมพิธีหมั้นด้วยจะได้ไหม ” ทนงเกียรติพูดจบ ยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม โดยไม่ทันสังเกตุสีหน้าและอาการวิตกกังวลของศิลา
ศิลามีความรู้สึกวูบวาบที่ขั้วหัวใจ ดูเหมือนโลกจะมืดลงทันที อาการวูบวาบเมื่อสักครู่ก็ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็ความเจ็บแปลบ เขาก็แปลกใจตัวเองเหมือนกันว่า ทำไมต้องมีความรู้สึกเ็ปเช่นนี้ด้วย อิจฉาภูผาหรือ เขาถามตัวเอง แต่ความรู้สึกค้านว่าไม่ใช่ แล้วอะไรล่ะเป็สาเหตุที่ทำให้เขา มีความรู้สึกประหลาดเช่นนี้
“ เมื่อไรครับ ” ศิลาถามอย่างแ่เบา แล้วกลืนก้อนความรู้สึกเสียใจ ลงไปภายในลำคอ
“ วันพฤหัสนี้ ”
ศิลานิ่งเงียบเมื่อได้ยินคำตอบ รู้สึกว่ามือเท้าเย็นไปหมด สมองมึนงง ดูเหมือนจะมองเห็นแต่ความมืดมิด เหมือนตัวเองกำลังดิ่งลงก้นเหวลึก เขาพยายามรวบรวมสติที่เหลือทั้งหมดให้กลับมา เขาลุกพรวดขึ้นทันที แล้วเดินจากบิดาไป โดยไม่ได้ให้คำตอบกับบิดาของเขา
ทนงเกียรติส่ายศรีษะไปมา เมื่อเห็นอาการของบุตรชายคนโต อารมณ์ช่างแปรปรวนรวดเร็วเสียเหลือเกิน
“ เมื่อไรแกจะเข้าใจชีวิตเสียทีน่ะ ตาใหญ่เอ้ย ป๋าเป็ห่วงแกจริง ๆ เมื่อไรแกจะทำใจได้เสียที จะได้รู้จักความสุขกับเขาบ้าง ”
ทนงเกียรติบ่นอุบอิบ ๆ แต่ถ้าเขารู้ถึงความรู้สึกที่แท้จริงของศิลา เขาจะต้องกลุ้มใจมากกว่านี้อีกหลายเท่า
“ ฉันไม่ยอม ฉันไม่ยอมเด็ดขาด ”
ศิลาทุบประตูดังโครม หลังจากที่เขาปิดประตูห้องนอนแล้ว แต่เขารู้สึกว่าความโมโหครั้งนี้ ไม่ได้เกิดจากความเกลียดชัง และความอาฆาตแค้นแต่อย่างใด แต่เขามีความรู้สึกว่า กำลังจะสูญเสียอะไรบางอย่างไป อย่างไม่มีวันได้กลับคืนมา ศิลาพยายามสะบัดศรีษะไปมา เพื่อให้หลุดพ้นจากความรู้สึกประหลาดนี้ เขาเฝ้าถามตัวเองว่า ความรู้สึกนี้เกิดขึ้นกับเขาได้อย่างไรและเมื่อใด จนแล้วจนรอดเขาก็ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก หาเหตุผลให้กับตัวเองก็ยังไม่ได้
“ แล้วเราจะทำอย่างไรดีล่ะ ” ศิลาปวดใจ กับเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิด
ในที่สุดวันหมั้นก็มาถึง ศิลายอมอยู่ร่วมงานหมั้นด้วย ตามความ้าของบิดา ภูผาและแพรพิม์ดูจะเป็ผู้ที่มีความสุขที่สุด มีแขกมาร่วมงานไม่กี่คนนัก ส่วนมากจะเป็ญาติผู้ใหญ่และเพื่อน ๆ ที่สนิทกันเท่านั้น
ศิลามองดูหนุ่มสาวทั้งคู่อยู่ห่าง ๆ โดยไม่แสดงอาการสับสนใด ๆ ออกมาให้ใครเห็น แต่ภายในจิตใจของเขานั้นมันอ้างว้างและว้าเหว่ชอบกล เหมือนกำลังจะสูญเสียของรักไป แต่เขาก็แปลกใจว่า ความรู้สึกเสียของรักเช่นนี้มันแตกต่าง จากการสูญเสียมารดา อันเป็ที่รักของไป ศิลานั่งมองภูผา กำลังสวมเหวนหมั้นให้แพรพิมพ์ ด้วยความเ็ปหัวใจที่สุด อาการปวดร้าวและหม่นหมองก่อตัวขึ้นทันที เมื่อพิธีหมั้นเสร็จเรียบร้อยแล้ว ศิลาจึงเลี่ยงออกจากงานไปอย่างเงียบ ๆ
ศิลาทิ้งตัวโครมลงบนโซฟาของพงษ์เกษม จนเพื่อนร้องเสียงหลง
“ เฮ้ย เฮ้ย เบา ๆ หน่อยซิโว้ย ฉันบอกนายตั้งกี่ครั้งกี่หนแล้ว ว่าเดี๋ยวมันพัง นายนี่บอกไม่เคยฟังเลย ”
“ ไอ้โซฟาตัวนี้มันเป็เมียนายหรือไง ถึงได้หวงนักหวงหนา ก็ฉันบอกแล้วไงว่าถ้ามันพัง ฉันจะซื้อให้ใหม่เอาให้มันดีกว่านี้เป็ร้อยเท่าพันเท่าเลย ” ศิลาบอกด้วยอารมณ์หงุดหงิด แล้วล้มตัวนอน อย่างไม่สนใจสายตาและอาการหมั่นไส้เล็ก ๆ ของเพื่อน
พงษ์เกษมเห็นเพื่อนนอนก่ายหน้าผาก จึงลุกจากโต๊ะทำงานแล้วเดินมายืนข้าง ๆ
“ เป็อะไรไป เมื่อสองวันก่อน ยังเห็นยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่เลย มาวันนี้หน้าบอกบุญไม่รับ ”
“ ขอเหล้าฉันดื่มหน่อยซิ ”
“ อะไรกัน นี่มันยังไม่เที่ยงเลยน่ะ จะดื่มแต่ไก่โหเชียวรึ นายกลุ้มใจอะไรของนาย นายไม่เคยมีอาการทุรนทุรายแบบนี้นี่นา ”
พงษ์เกษมแปลกใจ ที่เห็นอาการผิดปกติเของเพื่อน ถึงแม้นว่าศิลาจะมีปัญหา กับทนงเกียรติและคุณดวงมณี เขาก็ไม่มีอาการทุรนทุราย ทรมานแบบนี้ อาการเหมือนคนหัวใจแหลกสลาย ซึ่งปกติจะมีแต่อาการโมโหโทโส หงุดหงิดกับเื่ของบิดาตัวเอง ไม่เคยเห็นมีอาการเบื่อโลกมากมายเช่นนี้ แต่มาระยะหลัง ๆ นี้ ศิลาดื่มเหล้าน้อยลงไปมากแล้ว แต่ไงกลับมามีอาการเช่นเดิมอีก
“ นายเป็อะไรของนายหึ บอกฉันได้ไหม ” พงษ์เกษมถาม เพื่อนด้วยความเป็ห่วงเป็ใย
ศิลาเองก็ไม่รู้จะอธิบาย ให้เพื่อนเข้าใจได้อย่างไร เมื่อตัวของเขาเองก็ยังไม่เข้าใจว่า ตัวเองโกรธและไม่พอใจใคร มีความรู้สึกแบบนี้ได้อย่างไร
“ ไม่มีให้ดื่ม ฉันไปหาดื่มที่อื่นก็ได้ ” ศิลาตัดบท เพราะไม่รู้จะอธิบาย ให้เพื่อนฟังอย่างไร แล้วทำท่าจะลุกขึ้นจากโซฟา
“ เดี๋ยว เดี๋ยว นายนี่ขี้น้อยใจไม่เลิก ” พงษ์เกษมกดไหล่เพื่อนไว้ ให้นอนลงไปเหมือนเดิม
“ นายนอนพักสักครู่ไม่ดีรึ ดูท่าทางนายไม่ค่อยดีเลย ตื่นมาแล้วค่อยดื่มดีกว่าน่ะ มันเช้าเกินไป ฉันเป็ห่วงนายมากนะ ” พงษ์เกษมบอกความรู้สึกที่มีต่อศิลา
ศิลานอนหลังให้เพื่อน ไม่พูดจาโต้ตอบกลับมา เพราะเขาเองก็เพลียใจอย่างมาก อ่อนแรงอ่อนใจไปเสียทั้งหมด หัวใจมันเพรียกหาสิ่งที่เขาเอง ก็ไม่เข้าใจว่ากำลังเรียกหาไขว้คว้าอะไรอยู่
“ ตาใหญ่ จะไปส่งน้องกับป๋าหรือเปล่า ” ทนงเกียรติถาม เมื่อเห็นศิลานั่งจิบกาแฟอยู่ที่โต๊ะอาหาร
“ ผมขอตัวครับผมมีธุระ ” ศิลาตอบขณะที่สายตา ยังไม่ละจากตัวหนังสือที่กำลังอ่าน
“ เฮ้ย ตาใหญ่เอ้ย ” ทนงเกียรติไม่รู้จะพูดอะไรไปมากกว่านี้
“ งั้นป๋าไปก่อนแล้วกันน่ะ ”
“ ครับ ” ศิลารับคำสั้น ๆ
ศิลานั่งมองบิดา มารดาเลี้ยงและน้องชายต่างมารดาขึ้นรถ รอจนรถแล่นออกพ้นประตูรั้ว ตัวเองจึงรีบขึ้นห้องอย่างรีบร้อน
“ ป๋าครับ ผมฝากแพรด้วยน่ะครับ ” ภูผากล่าวด้วยความรู้สึกหวาด ๆ เหมือนหัวใจไม่อยู่กับเนี้อกับตัว
“ ตาเล็ก ไม่ต้องห่วงหรอกลูก ป๋ากับแม่จะดูแลหนูแพรเป็อย่างดี ” ทนงเกียรติบอกลูก เพื่อให้ภูผาคลายความวิตกกังวล
“ แพร ” ภูผาหันมาหาแพรพิมพ์
“ ผมจะรีบสะสางงาน ให้เรียบร้อยเข้าที่เข้าทาง โดยเร็วที่สุด แล้วผมจะกลับมารับแพรไปอยู่ด้วย ”ภูผาพูดขณะที่ยืนกุมมือหญิงสาวไว้
แพรพิมพ์ซึ่งมายืนรอภูผาอยู่ก่อนแล้ว ยืนน้ำตาซึมจนล้นเอ่อขอบตา สายน้ำน้อย ๆ ค่อย ๆ ไหลเคียงแก้ม ภูผาเห็นแทบอยากจะเปลี่ยนใจเสียให้ได้ เขาจึงค่อย ๆ บรรจงซับน้ำตาที่ไหลอาบเคียงแก้ม ให้หญิงคนรักแล้วสวมกอดเธออย่างห่วงหาอาทร นี่ถ้าเป็ไปได้เขาอยากจะ พาแพรพิมพ์ไปพร้อมกันเสียเลย จะได้ไม่ต้องพะวงหน้าพะวงหลังเช่นนี้ เขาใจคอไม่ดีเลยว่า การจากไปครั้งนี้เขาจะเสียเธอไปตลอดกาล
“ อย่าร้องไห้เลยคนดี อดทนรอผมหน่อยน่ะ ” ภูผากลืนก้อนสะอื้นลงลำคอ จนไม่รู้ว่าจะต้องพูดอะไรต่ออีก เพราะเวลานี้หัวใจของเขา มันตีบตันห่วงแสนห่วง ทั้งกลัวทั้งหวาดหวั่นไปหมด
เขาจึงกระชับวงกอดให้แน่นขึ้น ราวกับว่าเขากำลังจะสูญเสีย หญิงสาวอันเป็ที่รักของเขาไปอย่างไม่มีวันจะกลับมาเหมือนเดิม
“ ได้เวลาแล้วตาเล็ก ไปเถอะ ไม่ต้องห่วงนะ ป๋าจะดูแลให้เอง ”ทนงเกียรติบอก
ชายหนุ่มจึงคลายอ้อมกอดจากหญิงสาว แล้วหันมาทางบิดา
“ ครับ ป๋าครับผมฝากด้วยน่ะครับ ” ภูผาไม่วายจะอดเป็ห่วงไม่ได้ จึงกล่าวฝากฝังกับบิดาอีกครั้ง
“ ไม่ต้องห่วงหรอกลูก แม่จะดูแลให้เป็อย่างดีเชียวลูก ”
“ ภูผาไม่ต้องห่วงแพรหรอกค่ะ แพรดูแลตัวเองได้ แพรจะรอภูผานะคะ ”
ชายหนุ่มมองหน้าหญิงสาวอีกครั้ง อย่างอาลัยอาวรณ์
“งั้นผมไปก่อนน่ะครับ ”
ภูผาพนมมือไหว้บิดาและมารดา ก่อนที่จะเดินจากไป
ทั้งสามยืนมองชายหนุ่ม ด้วยความรู้สึกที่แตกต่างกันไป ตัวแพรพิมพ์เองนั้นมีความรู้สึกว่า กำลังจะสูญเสียภูผาไปตลอดกาล
“ เรากลับกันเถอะ ” ทนงเกียรติเอ่ย เมื่อบุตรชายเดินลับตาไปแล้ว
“ ท่านค่ะ แพรขอตัวแยกตรงนี้เลยน่ะค่ะ ” หญิงสาวกล่าวอย่างนอบน้อม
“ อ้าวไม่ไปด้วยกันหรอกหรือหนูแพร ” ดวงมณีถาม
“ แพรต้องขอตัวค่ะ เพราะแพรต้องแวะไปทำธุระก่อน แพรต้องขอประทานโทษด้วยน่ะค่ะ ที่ต้องตอบปฏิเสธเช่นนี้ ”
“ป๋า ไปส่งก็ได้น่ะ หนูแพรจะไปลงตรงไหนบอกป๋าได้น่ะ ” ทนงเกียรติแทนตัวเองว่า ป๋า อย่างเป็ทางการ
“ แพรขอบคุณค่ะ ไม่เป็ไรหรอกค่ะ แพรเกรงใจค่ะ ”
หญิงสาวพูดจบ ยกมือไหว้ลาบุคคลทั้งสอง ด้วยความเคารพจากใจจริง และอีกประการหนึ่ง เธอไม่อยากเปิดโอกาลให้ทนงเกียรติพูดต่อ
“ แพร ไปก่อนน่ะค่ะ แพรต้องขอโทษด้วยที่ปฏิเสธความปรารถนาดีของท่าน ”
ทนงเกียรติไม่ทันตั้งตัวว่าจะเจอไม้นี้ ทำให้เขาทำอะไรไม่ถูก จะบอกห้ามก็ไม่ทันเสียแล้ว จึงรับคำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“ ไม่เป็ไร ไม่เป็ไร ” ทนงเกียรติเอ่ย ด้วยความรู้สึกเอ็นดูหญิงสาว
แพรพิมพ์เดินจากคนทั้งสอง แล้วออกมายืนรอรถประจำทางที่ป้ายรถ แต่แล้วก็ต้องประหลาดใจ เมื่อเห็นรถคันหนึ่ง มาจอดตรงหน้าเธอ กระจกรถค่อย ๆ เลื่อนลง จนเห็นใบหน้าของคนที่อยู่ในรถ เธอถึงกับหน้าถอดสีทันที
“ ขึ้นรถมาซิ ”
เสียงคนในรถส่งเสียงเข้มแกมบังคับ
หญิงสาวยืนตัวแข็งทื่อเหมือนโดนมนต์สะกด
“ บอกให้ขึ้นรถมาซิ จะให้ลงไปอุ้มขึ้นมาใช่ไหม ”
เสียงคนในรถสั่งเสียงเข้มขึ้นกว่าเดิม แถมขู่บังคับทางอ้อม
“ ดิฉันไม่ขึ้น ”
“ ก็ได้ถ้าไม่ขึ้น ผมจะได้ลงไปอุ้มคุณขึ้นรถเอง ”
ศิลาเปิดประตูรถลงมา แล้วเดินอ้อมไปทางหลังรถ ตรงมายังที่หญิงสาวยืนอยู่
แพรพิมพ์ถอยหลังไป 2-3 ก้าว ราวกับว่าเธอได้หนีพ้นชายผู้นี้แล้ว
“ ผมบอกว่าให้คุณขึ้นรถไง ” ชายหนุ่มพูดเสียงเข้ม พร้อมกับคว้าข้อมือเธอทันทีเมื่อมาถึงตัว
แพรพิมพ์พยายามดึงมือออก จากการคว้าข้อมือของเขา แต่ก็ไม่เป็ผล ยิ่งขัดขืนเขายิ่งกำข้อมือเธอไว้แน่น จนเธอรู้สึกเจ็บข้อมืออย่างมาก
“ คุณไม่อายคนแถวนี้หรือไง ดูซิเขามองมากันใหญ่แล้ว ” ชายหนุ่มกระซิบที่ข้างหูของเธอเบา ๆ
แพรพิมพ์จึงหันไปมองรอบ ๆ ตัวตามที่ชายหนุ่มบอก ผู้คนที่ยืนบริเวณป้ายรถทุกคนกำลังจ้องมองเขาและเธอด้วยความรู้สึกสงสัยว่า กำลังเกิดอะไรขึ้นกับคนทั้งสอง
“ ไปซี ขึ้นรถได้แล้ว ” ชายหนุ่มกระซิบเสียงนุ่ม ๆ แกมบังคับ
ชายหนุ่มดึงมือให้เธอเดินตามเขาไป แล้วเปิดประตูดันตัวหญิงสาวเข้ามาในรถ กดตัวเธอให้นั่งลงบนเบาะรถด้านหน้า เมื่อเรียบร้อยแล้วเขาจึงปิดประตูรถ เดินอ้อมมายังที่นั่งคนขับทันที
แพรพิมพ์นั่งหน้าบึ้ง บอกอาการไม่พอใจ แต่ก็ไม่รู้จะขัดขืนอย่างไรดี เพราะผู้คนกำลังจ้องมองเขากับเธออยู่ อย่างอยากรู้อยากเห็น เธอจึงจำใจทำตาม
เมื่อรถแล่นออกมา จากที่ตรงนั้นได้สักครู่ เสียงทุ้มนุ่ม ๆ เอ่ยขึ้นอย่างมีชัย
“ คิดถึงนายเล็กมากเลยหรือ ถึงได้นั่งเงียบไม่พูดไม่จา ”
หญิงสาวเหลือบมอง ด้วยหางตาแวบหนึ่ง แล้วหันกลับมาท่าเดิม
“ คุณศิลา ช่วยจอดรถข้างหน้าด้วยค่ะ ดิฉันจะลง ” หญิงสาวบอกเสียงแข็ง
“ เดี๋ยวซี ผมยังไม่ได้คุยธุระกับคุณเลย ”
“ ธุระอะไร ดิฉันคิดว่าเราไม่น่า จะมีเื่อะไรต้องคุยกัน ”
“ มีซิ ” ชายหนุ่มบอกสั้น ๆ แล้วหัวเราะอย่างคนสมหวัง
หญิงสาวหันหน้าควับมามอง ด้วยความไม่พอใจ ในเสียงหัวเราะของเขาเหลือเกิน
" ผมหิวข้าวจังเลย เมื่อเช้ายังไม่ได้ทานอะไรเลย ผมว่าเราไปหาอะไรทานกันก่อนน่ะ เดี๋ยวเราค่อยทำ……เฮ้ย ! คุยธุระกัน " ชายหนุ่มพูดยิ้ม ๆ อย่างพึงพอใจในความคิดของเขา
“ แต่ดิฉันไม่หิว กรุณาจอดรถให้ดิฉันลงก่อน ” แพรพิมพ์บอก
ศิลาหันมามองหน้าเธอแล้วยิ้มให้อ่อน ๆ จนหญิงสาวประหลาดใจว่าทุกครั้ง ศิลาจะแสยะยิ้มที่มุมปากเสมอเมื่อเขา้าจะดูิ่ดูแคลนอีกฝ่ายหนึ่ง
เขาพาแพรพิมพ์มาที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ดูหรูหราและโออ่า มีผู้คนมารับประทานอาหารกันมากพอสมควร ศิลาเลือกโต๊ะอาหารมุมในสุดของของร้าน
“ เชิญนั่งครับ ” ศิลาเชิญหญิงสาว
แพรพิมพ์ยืนลังเลสักครู่ แล้วหันหลังก้าวเดินห่างออกจากศิลา ชายหนุ่มลุกพรวดกระชากข้อมือเธอไว้ทันที
“ ดิฉันไม่หิว ดิฉันจะไปทำธุระ กรุณาปล่อยมือด้วย ” แพรพิมพ์ตวาดเสียงเบา ๆ เกรงว่าคนอื่น ๆ จะได้ยิน
“ คุณยังไปไหนไม่ได้ จะต้องนั่งทานข้าวเป็เพื่อนผมก่อน ” ศิลาบอกเสียงก้าว แล้วกระชากตัวเธอให้มานั่งบนเก้าอี้ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับเขา
เมื่อทั้งคู่นั่งเรียบร้อยแล้ว ชายหนุ่มเริ่มสั่งอาหาร จากบริกรหนุ่มทันที
“ คุณจะทานอะไรเป็พิเศษไหม ” ศิลาถามเธอเสียงอ่อนโยน
“ ไม่ ขอบคุณ ” หญิงสาวกระแทกเสียงเล็กน้อย
“ เท่านี้ก่อนแล้วกัน ” ชายหนุ่มบอกบริกร
เมื่อบริกรเดินไปแล้ว แพรพิมพ์อดรนทนไม่ไหว เมื่อเห็นอีกฝ่ายทำเป็ทองไม่รู้ร้อน เธอจึงเป็ฝ่ายเริ่มสนทนากับเขาก่อน
“ คุณศิลามีเื่อะไร ก็คุยตอนนี้เลยได้ไหม ดิฉันมีธุระต้องรีีบไปทำ และคงจะนั่งทานอาหารเป็เพื่อนคุณไม่ได้ ”
“ ใจเย็น ๆ ซีครับคุณ ธุระต้องได้ทำแน่ คุณไม่ต้องรีบร้อนไปหรอกครับ ” ศิลาบอกแล้วยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย แต่เป็รอยยิ้มมุมปากที่ แตกต่างไปกว่าทุกครั้ง
หญิงสาวมองเขาด้วยสายตาเกลียดชัง ในกิริยาท่าทางและรอยยิ้มบนใบหน้า ทำให้เธอมีความรู้สึกว่า ผู้ชายคนนี้ไม่น่าไว้ใจเท่าใดนัก รอยยิ้มดูมีเลศนัย
“ งั้นเอาไว้คุยกันวันหลังได้ไหม วันนี้ดิฉันมีธุระจริง ๆ ” หญิงสาวยังไม่ยอมแพ้
“ เอาอย่างนี้แล้วกัน ผมขอเวลายี่สิบนาที ผมขอทานอาหารให้เสร็จก่อน แล้วผมจะไปส่งคุณเอง ”
ไม่ทันที่เธอจะเอ่ยปฏิเสธ พอดีบริกรยกอาหารมาเสิร์ฟ เธอจึงจำเป็ต้องหยุดเจรจาทันที มองดูบริกรวางจานอาหารลงบนโต๊ะทีละอย่าง ๆ จนครบแล้วเดินจากไป
“ ทานซีครับ เสร็จแล้วเราจะได้รีบไปทำธุระกัน อ้าวผมลืมสั่งน้ำส้มให้คุณ ” ชายหนุ่มทำท่ากังวลเล็กน้อย แล้วหันซ้ายหันขวามองหาบริกร
“ ไม่มีพนักงานอยู่แถวนี้เลย เอาอย่างนี้เดี๋ยวผมเดินไป สั่งที่เคาร์เตอร์เองแล้วกัน ผมจะไปเข้าห้องน้ำด้วย คุณทานไปพลาง ๆ ก่อน แล้วอย่าคิดหนีน่ะเพราะอย่างไรเสีย คุณก็หนีผมไม่พ้นแน่นอน ” ชายหนุ่มบอกพร้อมขู่เสียงหนักแน่น ศิลากำชับเสร็จจึงเดินไปยังเคาร์เตอร์
โดยแพรพิมพ์เองก็มองชายหนุ่มอยู่ด้วย เห็นเขากำลังพูดคุยกันอยู่กับ พนักงงานหน้าเคาร์เตอร์อยู่สักครู่ แล้วเดินหายไปทีมุมหนึ่งของเคาร์เตอร์
เพียงสักครู่เดียว บริกรก็ยกแก้วน้ำส้ม มาวางตรงหน้าเธอ แล้วเดินกลับไปให้บริการลูกค้าโต๊ะอื่นต่อ
“ เขาไปไหนของเขาน่ะ ” แพรพิมพ์บ่น ด้วยความกระวนกระวาย ชะเง้อชะแง้มองหาชายหนุ่ม
แต่เธอก็ไม่เห็นแม้นเงาของเขาเลย จึงยกแก้วน้ำส้มขึ้นมาดื่ม เพื่อเป็การฆ่าเวลา แล้วบรรเทาอารมณ์หงุดหงิดของตัวเอง แล้วสอดส่ายสายตามองหาอีกรอบ หรือเราจะหนีไปเสียตอนนี้เลย
แพรพิมพ์ตัดสินใจ จะเดินออกจากร้านอาหาร กำลังจะลุกขึ้นยืน ศิลาเดินพรวดเดียว มายืนต่อหน้าของเธอทันที
“ คิดจะหนีผมใช่ไหม ” ศิลาถามเสียงเขียว
อีกฝ่ายไม่พูดไม่ตอบ แต่กลับนั่งลงตามเดิม ภายในใจคิดถึงแต่ภูผา ถ้าเขาอยู่คงจะไม่ต้อง มาตกอยู่ในสภาพนี้ จนหาทางแก้ไม่เจอ
“ ผมขอโทษที่แสดงกิริยา ไม่สุภาพกับคุณ ทานซีครับ ไม่ต้องเกรงใจลงมือทานได้เลย ” ศิลาชวนเธอให้ทานอาหารด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง
ศิลาเหลือบมองแก้วน้ำส้ม เห็นพร่องไปพอสมควร เขายิ้มน้อย ๆ ตาเป็ประกายฉายแววพอใจ
“ เชิญครับ ” เขาบอกแล้วเริ่มลงมือทานอาหาร
ทั้งคู่ทานอาหารกันไปอย่างเงียบ ๆ โดยไม่มีการพูดคุยสนทนาใด ๆ ทั้งสิ้น จนทานกันเสร็จ
ศิลามองดูแพรพิมพ์ ดื่มน้ำส้มที่ยังเหลืออีกครึ่งแก้วอย่างพึงพอใจ เมื่อหญิงสาววางแก้วลงแล้ว มองหน้าเขา ศิลาจึงแสร้งทำเป็ไม่รู้ไม่ชี้ ว่าตัวเองนั้นนั่งมองเธออยู่
“ ไปกันได้หรือยัง ดิฉันจะต้องไปทำธุระต่อ ”
“ อะไรกันครับ เพิ่งจะทานเสร็จเอง จะรีบร้อนไปไหน ”
“ ดิฉันบอกแล้วไง ว่าดิฉันมีธุระต้องทำ ” เธอพูดเสียงแข็ง เริ่มที่จะหมดความอดทน
“ ครับ ครับ ธุระของคุณคงจะสำคัญมากเลย ถึงกับต้องรีบร้อนเช่นนี้ งั้นรอสักครู่เดี๋ยวผมจ่ายค่าอาหารก่อน ” เขาแสร้งว่ากระทบหญิงสาว แล้วมองหาบริกรเพื่อให้มาคิดค่าอาหาร
“ เรียบร้อยแล้วครับ เชิญครับเดี๋ยวผมไปส่งคุณเอง ” เขาบอกยิ้ม ๆ ที่มุมปาก
แพรพิมพ์หันมามองเขา ด้วยความขัดเคืองใจ กับรอยยิ้มของเขา
“ ไม่เป็ไร ดิฉันไปเองได้ ” เธอบอกเสียงห้วน ๆ ด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
“ ในซอยนี้ไม่มีรถวิ่งเข้าวิ่งออกน่ะครับ นาน ๆ จะผ่านมาสักที ถ้าคุณจะเดินออกไปคงจะไปทำธุระสำคัญไม่ทันอย่างแน่นอน ”
“ ให้ผมไปส่งคุณที่ถนนใหญ่แล้วกัน ”
แพรพิมพ์หยุดคิดนิดหนึ่ง
“ ก็ได้ ”
“ คุณรออยู่ที่หน้าร้านก่อน เดี๋ยวผมไปเอารถมารับคุณตรงนี้ ” ชายหนุ่มบอก
เพียงครู่เดียวศิลาขับรถมาจอด ตรงที่เธอยืนรออยู่ จึงเปิดประตูแล้วก้าวขึ้นไปนั่งบนรถ นั่งได้สักครู่เดียวเธอรู้สึกง่วงนอนเหลือเกิน อยากหลับเสียให้ได้ พยายามบังคับใจบังตาไม่ให้ง่วง แต่ในที่สุดเธอก็ค่อย ๆ หลับตาและหลับไป โดยไม่สามารถบังคับตัวเองได้อีกเลย
ชายหนุ่มลองเรียกหญิงสาวเบา ๆ แต่ไม่มีการตอบสนองของอีกฝ่ายหนึ่ง เขาจึงยิ้มอย่างพึงพอใจ