หัวเฉินมองขึ้นไปบนฟ้า มองดูพี่ใหญ่ของตนที่ทำลายน้ำแข็งลูกั์นั่นได้อย่างง่ายดาย เผลอกำหมัดแน่น กล่าวออกมาในใจ
'นั่นน่ะหรือ…เคล็ดวิชามารอัคคี…สักวัน..ข้าจะทำแบบนั้นได้จริงๆน่ะหรือ…ถ้าข้าฝึกสำเร็จ ข้าจะแข็งแกร่งขึ้น! เส้นทางที่ข้าจะไปถึง..มันจะไร้ขีดจำกัด!!'
"สุดยอด!! เป็อย่างไรศิษย์พี่เสี่ยวหลิน เห็นหรือไม่ เซียวเย่น่ะแข็งแกร่งมากนัก"
ฉินฟางเซียนดีใจออกนอกหน้า ะโโลดเต้นออกมา หันไปทางเสี่ยวหลินกล่าวออกมา เสี่ยวหลินทำเพียงแค่พยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม..
เสวี่ยเจี้ยนมองขึ้นไป เห็นวิชาที่พี่สาวตัวเองใช้ออกมาถูกทำลายไม่มีชิ้นดี อดไม่ได้ที่จะแสดงสีหน้าที่บ่งบอกถึงความใอย่างสุดซึ้ง กล่าวคิดกับตนเองในใจ
‘เป็ไปได้อย่างไร…เคล็ดวิชาสืบทอดประจำตระกูล ที่จะถ่ายทอดให้กับผู้นำตระกูลรุ่นถัดไปเท่านั้น ขนาดข้าที่เป็ตัวแทนยังทำได้แค่เพียงเรียนวิชาเลียนแบบเท่านั้น เคล็ดวิชาที่สร้างชื่อเสียงให้กับหมู่บ้านเสวี่ยมาหลายปี ถูกทำลายได้ง่ายๆแบบนี้เลยเชียวหรือ แล้วเคล็ดวิชาที่เ้าเซียวเย่ใช้นั่นมันอะไรกัน ไม่เหมือนกับตอนที่ข้าเคยสู้ด้วยเลยแม้แต่น้อย…ตามที่ข้าได้ยินมันกล่าวออกมา…เคล็ดวิชานั้นมาจากเซียวเย่อย่างงั้นหรือ มันไปเอาเคล็ดวิชาน่ารำคาญนั้นมาจากที่ใดกัน…’
เสวี่ยหนิงที่โมโหถึงขีดสุดในตอนนี้ กำลังยืนมองดูเคล็ดวิชาของตนเองถูกทำลายต่อหน้าต่อตนเองด้วยหน้าตาที่ใอย่างมาก เคล็ดวิชาที่ตระกูลภูมิใจ ที่ตนเองภูมิใจ ทำไมกัน ทำไมถึงถูกเด็กน้อยตรงหน้าทำลายได้ง่ายดายถึงเพียงนั้น เด็กคนนี้เป็ใครกันแน่นะ…
เมื่อลูกน้ำแข็งั์ถูกทำลายลงไม่มีเหลือ เซียวเย่สบัดกระบี่ไปมาเล็กน้อยก่อนจะเก็บกระบี่เข้าฝักด้านหลัง มองไปทางเสวี่ยหนิงด้วยสายตาที่ซุกซนกล่าวออกมา
“จบแล้วหรือ? อยากจะต่อหรือไม่ ข้าสู้กับเ้าได้ตลอดทั้งคืนเลยนะ…”
“ตัวแค่นี้…เ้าไปเรียนคำพูดความหมายกำกวมแบบนั้นมาจากที่ใดกัน โตเกินวัยไปหน่อยกระมัง…”
เสวี่ยหนิงยังคงไม่ยอมแพ้ พุ่งเข้าใส่เซียวเย่อีกครั้ง…
“พี่เสวี่ยหนิง เราพอเท่านี้เถอะ!!”
เสวี่ยเจี้ยนมองไปที่พี่สาวตนเองที่พยายามฝืนอยู่ ทนไม่ไหวะโกล่าวออกมา
เสวี่ยหนิงไม่สนใจคำพูดที่เสวี่ยเจี้ยนกล่าวออกมาเลย นางยังคงโหมโจมตีเข้าใส่เซียวเย่อย่างหนักหน่วง
เคร้งๆๆๆๆ
“ท่านพี่….”
ห่างออกไปไม่ไกลมากนัก ณ ที่มุมหนึ่งของหุบเขา มีสองผู้เฒ่ากำลังมองดูการต่อสู้กันอยู่ั้แ่เริ่ม อยู่ๆผู้เฒ่าคนหนึ่งที่ดูการต่อสู้อยู่ก็เกิดมีข้อสงสัยขึ้นมา กล่าวถามผู้เฒ่าคนข้างๆ
“ท่านกงซุนอี้ ท่านชอบเที่ยวเล่นออกนอกสำนักบ่อยครั้ง ท่านพอรู้เื่เกี่ยวกับหมู่บ้านตระกูลเสวี่ยนั้นบ้างอยู่หรือไม่ ถ้ารู้ก็ควรกล่าวออกมา เอาเื่เล่านี้มาเป็กับแกล้มตอนชมการต่อสู้พลางๆเสียหน่อย…”
"อืมมม…ตระกูลเสวี่ยงั้นหรือ ตระกูลนั่นเป็ตระกูลที่จมปรักอยู่กับความแข็งแกร่งอย่างมาก เ้าก็คงพอรู้หรือได้ยินผ่านๆมาบ้าง…ตระกูลในแผ่นดินต้าเชียงนี้ ไม่ค่อยจะสนิทกัน..ไม่สิ..ต้องใช้คำว่าไม่ถูกกันเลยเสียดีกว่า พยายามต่อสู้กันอย่างลับๆเพราะกลัวว่าฝ่ายตรงข้ามจะเหนือกว่าตนในสักวัน ส่วนราชวงศ์ฉิน ก็เอาแต่คอยสูบเืสูบเนื้อเพียงอย่างเดียว ไม่สนใจเื่ที่แอบฆ่ากันลับหลังแม้แต่น้อย เด็กๆพวกนั้นก็คงได้รับผลกระทบกันตามไปด้วย เพราะต้องรักษาชื่อเสียงตระกูล เพราะต้องแข็งแกร่ง การที่แพ้ให้กับคนอื่น ถ้าพวกตระกูลรู้เื่ คงเป็ผลเสียกับเด็กพวกนี้ไม่น้อย ตระกูลอื่นยังไม่เท่าไร แต่ดูเหมือนตระกูลเสวี่ยจะเข้มงวดกว่าที่ได้ยินมาเสียอีก อันตรายจริงๆ เห้อออ"
“ห้ามแพ้ อย่างงั้นหรือ? เ้าพวกตระกูลบ้านั่นมันปลูกฝังเด็กๆพวกนั้นแบบนี้ได้อย่างไรกัน ต้องแพ้สิ ถึงจะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น!”
หยางเวียนเทียนเมื่อได้ฟังก็ถึงกับปรากฎเส้นหลอดขึ้นบนหน้า โมโหขึ้นมาทันที กล่าวออกมาเหมือนคิดว่าสิ่งที่ตนได้ยินมันไม่ถูกต้องสักนิด
“เห้ออ…ข้างนอกสำนักยังมีเื่ราวที่บ้าบอมากกว่านี้มากนัก ท่านน่าจะออกนอกสำนักเสียบ้างนะ ท่านจะได้รู้ว่าแผ่นดินต้าเชียงแห่งนี้มันเน่าเฟะมากน้อยเพียงใด”
กงซุนอี้ ถอนหายใจกล่าวออกมาเหมือนเคยชินกับเื่เหล่านี้เสียแล้ว
“โอ่ยย ไม่เอาหรอก ข้างานยุ่งเยอะแยะ จะเอาเวลาไหนไปเที่ยวเล่นแบบท่านกัน งานการไม่ทำ เอาแต่ตกปลากับเที่ยวเล่นไปทั่ว…”
หยางเวียนเทียนส่ายหัวกล่าวออกมา
“งานยุ่งงั้นเรอะ!! เ้าไม่ใช่โยนงานไปให้เ้าอู้หยงนั่นทั้งหมดเลยไม่ใช่หรือไงกัน วันๆก็เอาแต่มานั่งตกปลาอยู่กับข้าแล้วก็หนีนอน ศิษย์ตัวเองก็ยังี้เีสอนสั่ง เห๊อะ! เ้าสำนักก็แค่ชื่อเท่านั้นแหละ!”
กงซุนอี้กล่าวออกมาอย่างไม่พอใจ
"เ้าว่าไงนะ! ก็ข้าเห็นเ้านั้นมันมีแวว ก็เลยมอบงานให้จัดการเพื่อให้เข้าใจงานมากขึ้น ส่วนเื่ตกปลา มันก็เป็การฝึกสมาธิอย่างหนึ่ง ข้าก็เลยมาตกปลาเป็เพื่อนเ้าต่างหาก และข้าก็ไม่ได้นอน ที่เ้าเห็นนั่นคือการฝึกเคล็ดวิชาอย่างหนึ่งของข้าเอง และศิษย์ของข้าเ้ารู้ได้ยังไงกันว่าข้าไม่สอน ข้าก็แค่สอนรวบรัดและก็ให้เด็กพวกนั้นไปเรียนรู้เพิ่มเติมเองต่างหาก เ้าอย่ามาหากล่าวอะไรที่มันเกินจริงให้มันมากนัก เดี๋ยวคนที่เผลอได้ยินเข้าจะเข้าใจข้าผิดเอาได้ เห๊อะ!.."
หยางเวียนเทียนพยายามหาข้อแก้ต่างให้กับตนเอง
"อ่อ อย่างนั้นเองหรอกหรือ เอาเท่าเ้าสบายใจเลย ข้าไม่เถียงกับเ้าแล้ว…เปลี่ยนเื่คุยกันเถอะ…ข้าว่าศิษย์พวกนี้มีแววนะ ถ้าเป็แบบนี้ต่อไปในอีกไม่กี่ปีต่อจากนี้ อาจจะสู้กับเ้าพวกศิษย์สัตว์ประหลาดจากแผ่นดินอื่นไหวก็ได้ ถ้าพวกนั้นเริ่มกลืนกินแผ่นดินนี้ เราอาจจะพอต้านไหว"
กงซุนอี้ี้เีเถียงต่อ ตัดสินใจเปลี่ยนเื่ที่กล่าว
“เวลาเหลือไม่มากแล้ว….ข้ากลัวว่ามันจะเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คิดน่ะสิ”
หยางเวียนเทียนกังวลถึงเื่ที่กำลังจะเกิด กล่าวในสิ่งที่คิดออกมา
"เห้อออ กังวลไปก็เท่านั้น ถ้ามันจะเกิดมันก็ต้องเกิด เ้าดูสิ…ศิษย์รักข้ามีแววที่สุดแล้ว เ้าเห็นวิชานั้นหรือไม่ ร้ายกาจอย่าบอกใครเชียว"
“อ่อ..อื่ม จริงของเ้า เซียวเย่ด้วยวัยเท่านี้ ข้าว่ามันออกจะเกินไปด้วยซ้ำ ไหนจะไอ้วิชานั้นอีก…เอ่อ…ชื่ออะไรนะ…เคล็ดวิชามารอัปปี?”
“มารอัคคีโว้ยยย"
“อ่อ เออ นั่นแหละ เห็นเ้าบอกว่า เ้าหนูนั่นเป็คนที่คิดค้นขึ้นมาเองสินะ โดยปกติแล้วการที่คนเราจะคิดเคล็ดวิชาขึ้นมาเองได้สักหนึ่งเคล็ดวิชา…คนคนนั้นจะต้องมีประสบการณ์และความเข้าใจการฝึกยุทธ์อย่างถ่องแถ้ หรือก็คือเหล่าผู้เฒ่าอย่างพวกเรานี่เอง แต่ก็ใช่ว่าเมื่อสามารถคิดค้นมันขึ้นมาแล้ว เคล็ดวิชาเ่าั้จะแข็งแกร่งมากมายเหมือนกันทุกคน แต่เ้าหนูนั่น….”
"ก็นั่นแหละ ข้าหวังกับเ้าหนูนี่ไว้สูงเลยทีเดียว ฮ่า ฮ่า ฮ่า"
กงซุนอี้หัวเราะออกมากล่าวด้วยความภูมิใจ
"แล้วเราไม่ไปห้ามพวกเด็กเ่าั้ มันจะดีจริงๆหรือ?"
หยางเวียนเทียนกล่าวถามออกมาเพราะกลัวว่าเื่มันจะเลยเถิดไปกันใหญ่
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า เด็กน้อยทะเลาะกันเราต้องไปห้ามด้วยงั้นหรือ ปล่อยผ่านไปเถอะ"
ณ หุบเขาที่พักเสวี่ยเจี้ยน
"เ้ามีดีแค่นี้นั้นหรือ ผู้สืบทอดผู้นำตระกูลอะไรนั่น ทำได้แค่นี้?"
เซียนเย่ร่ายรำกระบี่ ตวัดไปมา ตอบโต้เสวี่ยหนิงอย่างไม่เป็รองแม้แต่น้อย
“เงียบซะ!! เ้ายังเอาชนะข้าไม่ได้เสียหน่อย อย่าปากดีให้มันมากนัก”
เสวี่ยหนิงเริ่มควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้มาสักพักแล้ว ยิ่งสู้ยิ่งหงุดหงิด ยิ่งโมโห กลัวว่าตัวเองจะพ่ายแพ้ กลัวว่าตัวเองจะทำให้ตระกูลต้องเสื่ยมเสีย แอบฝืนทนสู้ ให้กำลังใจตัวเองสู้อย่างเงียบๆ
'ข้าจะไม่แพ้ ข้าจะไม่แพ้ ข้าพ่ายแพ้ไม่ได้!!'
"โอ่วว! เ้าคิดอย่างนั้นหรือ แล้วเ้าเชื่อหรือไม่…ว่าั้แ่เราสู้กันมาข้ายังไม่ได้เอาจริงถึงห้าส่วนเลยนะเออ"
"หึ! โกหกก็ให้มันแเีหน่อย เหมือนที่เ้าใช้คำกล่าวล่อลวงสาวๆน่ะ"
“ข้าจะล่อลวงหรือไม่ แล้วมันเื่ของใคร? เื่ของข้ามิใช่หรือ มิต้องเป็ห่วงไป ข้าไม่ล่อลวงยัยสาวสวยจิตวิปริตแบบเ้าหรอก”
“น-นี่เ้า!! ถอนคำพูดเด๋วนี้!!”
เสวี่ยหนิงโมโหถึงขีดสุด นางเกิดมาในตระกูล ทุกอย่างก็เพื่อตระกูล ทำไมนางจะต้องให้เด็กตรงหน้ามาดูถูกด้วย!
“เซียวเย่ จงฟังเอาไว้ ต่างคนต่างความคิด เ้าไม่มีสิทธ์มายุ่งเกี่ยวกับความคิดของคนอื่น ข้าจะแสดงให้เ้ารู้ว่า ตระกูลเสวี่ยแข็งแกร่งมากเพียงใด ตระกูลเสวี่ยจะไม่มีวันยอมเสื่ยมเสียเกียรติ ต่อให้จะตายก็ตาม!!”
เสวี่ยเจี้ยนได้ยินเช่นนั้นก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ ะโกล่าวออกมาเสียงดัง
“พี่เสวี่ยหนิง จะใช้มันไม่ได้น่ะ!!!!”
เสวี่ยหนิงไม่สนใจคำกล่าวของน้องชายต่างแม่ของตนอีกครั้ง จับกระบี่ขาวแทงเข้าไปที่หน้าอกของตนเองอย่างแรงจนปลายกระบี่ทะลุออกมายังข้างหลัง
"เคล็ดวิชาน้ำแข็ง มนุษย์สีเืจุติ!!"
ฉึก…
แต่แทนที่เืจะไหลออกมาและตายลง แต่มันกลับไม่ได้เป็เช่นนั้น เสวี่ยหนิงเมื่อแทงกระบี่เข้าไปจนสุดปราย ก็เอาสองมือปะกบกันเดินพลังปราณตามเคล็ดวิชา เืสีแดงที่ไหลออกมาเริ่มเปลี่ยนแปลงกลายเป็น้ำแข็งผลึกสีแดงแช่เสวี่ยหนิงเอาไว้ภายในนั้น
ทุกๆคนที่เห็นเช่นนั้นก็ต่างใกันหมดถ้วนหน้า! บางคนเข้าใจ บางคนไม่เข้าใจว่ามันกำลังเกิดอะไรขึ้นกันแน่
หัวเฉินรู้ได้ในทันที ะโกล่าวออกมาเสียงดัง
"พี่ใหญ่!! หนีเร็วเข้า!! นางกำลังใช้ชีวิตของตนเองเป็เครื่องมือในการใช้เคล็ดวิชาลับ พี่ใหญ่ถอยออกมา! เคล็ดวิชานั้นแข็งแกร่งมากเกินไป เคล็ดวิชานั้นทำให้ตระกูลเสวี่ยยังคงรั้งอยู่ในตระกูลอันดับต้นๆมาได้จนถึงตอนนี้!"
"เห้ย เห้ย…ท่านแน่ใจนะว่าเราไม่ควรเข้าไปห้ามจริงๆ?"
หยางเวียนเทียนเห็นสิ่งที่เสวี่ยหนิงกำลังลดพลังชีวิตของตนเองขึ้นมา ก็เกิดกังวลขึ้นมา หันไปกล่าวถามอีกครั้ง
"ชูววว เงียบก่อน ละครกำลังจะมาถึงจุดสำคัญแล้ว ฮ่า ฮ่า "
กงซุนอี้ก็ยังคงใจเย็น กล่าวออกมาอย่างสบายใจ ไม่ทุกข์ร้อนเช่นเคย