ผ้าม่านคลุมเตียงปลิวไสว สายลมที่เล็ดลอดเข้ามาทางหน้าต่างเจือไอความเย็นแฝงเข้ามาด้วย แต่คนที่นอนอยู่บนเตียงกลับไม่ได้คิดเช่นนั้น เมื่อนางลืมตาขึ้นมาสิ่งแรกที่นางรับรู้ได้ก็คือความร้อนผะผ่าวที่กำลังคุกคามร่างกายของตนอยู่
“ร้อน! ทำไมมันร้อนอย่างนี้” ริมฝีปากอันเรียวเล็กของซูเหม่ยถิงพึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงอันแ่เบาพลางดึงทึ้งเสื้อผ้าที่ทำให้เธอรู้สึกอึดอัดและร้อนรนออก เพียงแต่เรี่ยวแรงที่เคยมีของเธอกลับจางหายไป ทำให้ในตอนนี้เธอมีแค่เรี่ยวแรงที่จะคลายได้แค่เพียงสาบเสื้อ่บนของตนเองเพียงเท่านั้น
‘กระดุมเสื้อหายไปไหน? ’ ซูเหม่ยถิงคิดพลางขมวดคิ้วแล้วก็ก้มลงมองตนเอง ไม่ใช่แค่กระดุมเสื้อที่หายไปแต่เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายของเธอก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย ไม่ใช่แค่เพียงเสื้อผ้าที่เปลี่ยน แม้แต่สภาพแวดล้อมที่เธออยู่ในตอนนี้ก็เปลี่ยนแปลงไปจากสถานที่ที่เธอเคยอยู่ก่อนที่จะเสียชีวิต
“ที่นี่คือที่ไหน” เธอมองไปรอบๆ สถานที่แห่งนี้ด้วยความประหลาดใจ แต่แล้วก็ต้องร้องครางออกมาเสียงเบาแล้วค่อยๆ ยกมือขึ้นมานวดคลึงศีรษะที่กำลังวิงเวียนอยู่ในตอนนี้ ภาพความทรงจำอันแปลกปลอมก็หลั่งไหลเข้ามาจนทำให้ศีรษะของเธอยิ่งวิงเวียนมากยิ่งขึ้น ตอนนี้เธอไม่ใช่ซูเหม่ยถิงนักฆ่าอันดับหนึ่งขององค์กรเทียนหลงอีกต่อไปแล้ว แต่เธอคือซูเหม่ยถิงหญิงงามอันดับหนึ่งของแคว้นหนาน บิดาของเธอคือซูฮุ่ยิมหาเสนาบดีแห่งแคว้นหนานแห่งนี้
“ท่านแม่พวกเราจะทำเช่นนี้จริงๆ หรือ” เสียงเล็กๆ ที่ถามออกมาคือเสียงของซูเหม่ยเหยาผู้เป็น้องสาวของร่างนี้ทำให้ซูเหม่ยถิงขมวดคิ้วในทันที แล้วก็จ้องมองไปที่ประตูด้วยสายตาอันพร่าเลือน
“หากไม่ทำเช่นนี้ตำแหน่งไท่จื่อเฟยจะตกมาถึงมือของเ้าหรือ วางใจเถอะถึงอย่างไรนางก็เป็พี่สาวของเ้า แม่ไม่มีทางหาคนไร้หัวนอนปลายเท้ามาทำให้สกุลซูต้องแปดเปื้อนหรอก” เสียงพูดอีกเสียงหนึ่งคือเสียงของเวินหานเซียงอนุภรรยาผู้สามารถปีนป่ายขึ้นมาเป็ฮูหยินของท่านมหาเสนาบดีซูได้สำเร็จ
“ท่านแม่! น้องเล็ก! พวกท่านปล่อยข้าไปเถอะ อย่าทำเช่นนี้กับข้าเลย” ซูเหม่ยถิงส่งเสียงขอร้องออกไปอย่างแ่เบา ทำให้พวกนางสองแม่ลูกต่างก็พากันเงียบงันไป แล้วสุดท้ายก็เป็เวินหานเซียงที่เดินเข้ามาจ้องมองซูเหม่ยถิงด้วยสายตาจนใจ
“อย่าโทษที่ข้าต้องโหดร้ายกับเ้าเลยนะ พวกข้าแม่ลูกทนสงบเสงี่ยมยอมให้เ้าโขกสับมาตั้งหลายปี ตอนนี้พวกข้าไม่อาจจะยอมให้เ้าโขกสับและเอารัดเอาเปรียบพวกข้าอีกแล้ว หากจะโทษก็ต้องโทษที่เ้าทำให้พวกข้าไร้หนทางเลือกก็แล้วกัน” คำพูดประโยคนี้ทำให้ซูเหม่ยถิงยิ้มเย็นออกมา
“คิดจะลงมือทำร้ายคน ก็อย่าได้หาคำแก้ตัวให้แก่ตนเอง ข้าโขกสับพวกเ้าเพราะเหตุใดพวกเ้าย่อมจะรู้อยู่แก่ใจดี ข้าเอารัดเอาเปรียบพวกเ้าตรงไหนทุกสิ่งทุกอย่างที่ข้าได้รับล้วนเป็ของข้าผู้เป็คุณหนูใหญ่ของจวนอยู่แล้ว เวินหานเซียงหากวันนี้พวกเ้าแม่ลูกทำร้ายข้าก็อย่าหวังเลยว่าจะสามารถรอดพ้นจากความผิดไปได้” คำพูดของซูเหม่ยถิงทำให้เวินหานเซียงส่ายหน้า
“เดิมทีข้ายังคิดว่าจะหาคู่ครองที่ดีให้เ้า เช่นนั้นคงต้องโทษตัวเ้าเองแล้วที่ทำให้ข้าไม่อาจจะปล่อยให้เ้ามีชีวิตที่ดีได้” เมื่อพูดจบเวินหานเซียงก็หันไปพูดกับลูกสาวด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
“เ้าออกไปได้แล้ว อย่าจ้องมองนางให้สูญเสียสายตาอีกเลย ออกไปช่วยท่านย่าของเ้ารับแขกเถิด หลังจากนั้นอีกหนึ่งชั่วยามค่อยพาท่านย่าของเ้ามาที่นี่ ข้าไม่เชื่อหรอกว่าคราวนี้นางจะรอดตัวไปได้” เมื่อเวินหานเซียงพูดจบซูเหม่ยเหยาก็เดินจากไปในทันทีทิ้งให้เวินหานเซียงและซูเหม่ยถิงอยู่ด้วยกันเพียงลำพัง
“เ้ายังคิดว่าตนเองจะรอดมาจัดการกับข้าได้อีกหรือ สาวใช้ของเ้าหายไปตั้งนานแล้วเ้าสั่งเกตเห็นหรือไม่ เดิมทีข้าไม่ได้คิดจะทำร้ายเ้า แต่สิ่งที่ข้า้าก็คือการที่ข้าสามารถแย่งชิงตำแหน่งไท่จื่อเฟยมาให้ลูกสาวของข้าเพียงเท่านั้น แต่ยามนี้ข้าเปลี่ยนใจแล้วสิ่งที่ข้า้าก็คือทำลายชีวิตทั้งชีวิตของเ้าต่างหาก” เมื่อพูดจบนางก็เดินออกจากประตูไปแล้วสั่งกับคนของนางด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด
“ไปพารุ่ยอ๋องมาที่นี่ อ้อ! อย่าลืมใส่ยาปลุกกำหนัดให้มากสักหน่อยเล่า คนโหดร้ายที่วิปริตเช่นนั้นอย่าได้ดูแคลนเขาเป็อันขาด” เสียงออกคำสั่งที่หน้าประตูทำให้ซูเหม่ยถิงต้องพยายามหลับตาลงเพื่อตั้งสติ
จากความทรงจำของร่างนี้ทำให้นางรู้ว่ารุ่ยอ๋องที่เวินหานเซียงเอ่ยถึงก็คือรุ่ยอ๋องที่คนส่วนใหญ่ในแคว้นหนานแห่งนี้ต่างรู้จักชื่อเสียงที่เต็มไปด้วยความเหี้ยมโหดและอำมหิตของเขาเป็อย่างดี ชื่อของเขาคือเซียวเยี่ยนเป็พระโอรสองค์รองของฮ่องเต้เซียวหลิงและฮองเฮาสกุลจากหยาง เป็โอรสเพียงพระองค์เดียวที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็อ๋องแล้วถูกส่งไปยังที่ดินบรรดาศักดิ์อันห่างไกล ความโหดร้ายและความป่าเถื่อนของเขาเป็ที่รับรู้กันดีในเมืองหลวง สตรีนางใดที่หมายใจจะปีนขึ้นเตียงของเขาล้วนมีจุดจบที่ไม่ดีและเป็ที่รับรู้กันดีว่าเขาชอบเลี้ยงดูบุรุษหน้าตาดีดังนั้นเขาจึงได้รังเกียจสตรีมากเป็พิเศษ
ยามนี้เขากลับเข้าเมืองหลวงมาก็เพื่อมาร่วมงานพิธีอภิเษกขององค์ไท่จื่อกับคุณหนูสกุลซู ค่ำคืนนี้เป็งานเลี้ยงฉลองที่สกุลซูจัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองก่อนที่วันพรุ่งนี้จะทำการแลกเปลี่ยนเทียบชะตาของเ้าสาวที่จะแต่งเข้าราชวงศ์อย่างเป็ทางการ หากคำคืนนี้เป็เขาที่จะถูกพามาที่ห้องนี้เวินหานเซียงจะต้องคาดหวังว่ารุ่ยอ๋องผู้นี้จะต้องจบชีวิตของซูเหม่ยถิงก่อนที่นางจะได้มีโอกาสฟ้องบิดาและพี่ชายของตนเป็แน่ ส่วนวันพรุ่งนี้เทียบชะตาที่จวนสกุลซูจะส่งไปย่อมไม่มีทางจะเป็นางผู้เป็คุณหนูใหญ่ของสกุลซู
เสียงเปิดประตูพร้อมด้วยร่างอันหนาหนักที่ถูกโยนลงมาบนเตียงทำให้ซูเหม่ยถิงลืมตาขึ้นมามอง คนแรกที่นางสบตาด้วยก็คือเวินอี้เหวินเขาคือหลานชายของเวินหานเซียงเป็คุณชายใหญ่สกุลเวินที่ผู้คนต่างก็นับหน้าถือตา ซูเหม่ยถิงแค่นหัวเราะออกมาแล้วพูดกับเขาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรังเกียจ
“ข้าเคยหลงคิดว่าเ้ามีจิตใจที่สูงส่งเหนือกว่าผู้อื่นเป็อย่างมากเสียอีก ที่แท้เื่ชั่วช้าเช่นนี้เ้าก็สามารถลงมือได้เช่นกัน” คำพูดของซูเหม่ยถิงทำให้เขาแค่นหัวเราะออกมาเช่นกัน
“ซูเหม่ยถิง สตรีร้ายกาจเช่นเ้าไม่ว่าเื่อะไรก็สามารถทำได้ทั้งนั้นมิใช่หรือ” เมื่อเวินอี้เหวินพูดจบเข้าก็หันไปพูดกับรุ่ยอ๋องที่ในยามนี้กำลังขมวดคิ้วแน่นแล้วกำลังลืมตาขึ้นมามองเขาด้วยสายตาไม่พอใจ
“ท่านอ๋อง ต้องขอประทานอภัยด้วยที่กระหม่อมล่วงเกินท่านอ๋องในวันนี้ เื่ทั้งหมดนี้ล้วนเป็เพราะนางทั้งนั้น หากจะแค้นก็ทรงแค้นนางเถิด” เมื่อเขาพูดจบก็เดินออกจากประตูห้องไปทิ้งให้ซูเหม่ยถิงอยู่ในห้องกับรุ่ยอ๋องเซียวเยี่ยนเพียงลำพัง
เขาค่อยๆ ขยับกายขึ้นมานั่งดวงตาที่เต็มไปด้วยความปรารถนาของเขาจ้องมองซูเหม่ยถิงด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความขุ่นมัว นางจ้องมองเขาอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็แค่นเสียงหัวเราะออกมา
“หม่อมฉันเคยหลงคิดว่าท่านอ๋องจะทรงมีความสามารถมากกว่านี้เสียอีก เื่ถูกวางยาคนเช่นท่านอ๋องคงจะประสบมาไม่น้อย เพราะเหตุใดจึงได้หลงกลคนชั่วเ่าั้ได้กันเล่าเพคะ” เมื่อนางถามเช่นนี้เขาก็แค่เพียงยิ้มออกมาแล้วจ้องมองนางด้วยสายตาที่เปล่งประกายมากยิ่งขึ้น
“ข้าก็แค่อยากรู้ว่าเพราะเหตุใดคุณชายเวินที่มีหน้ามีตาจึงได้มาตีสนิทกับข้าอย่างผิดปกติ แถมยังคะยั้นคะยอให้ข้าดื่มหนักมากเป็พิเศษข้าก็เลยลองไหลไปตามน้ำดู คิดไม่ถึงว่าสุราที่ข้าดื่มจะไม่ใช่ยาพิษแต่เป็ยาปลุกกำหนัดเช่นนี้” เมื่อเขาพูดเช่นนี้ซูเหม่ยถิงก็เม้มปากแน่น
“ในเมื่อรู้ว่าหลงกลคนแล้วเหตุใดยังไม่รีบจากไปอีกเล่า ยังทรงมาประทับอยู่ตรงนี้ทำไมกัน ภายในงานมีบุรุษและสตรีมากมายท่านอ๋องทรงเลือกมาสักคนก็รอดแล้ว” คำพูดของซูเหม่ยถิงทำให้เขาขมวดคิ้ว
“หากให้ข้าเดาเ้าได้รับยามานานพอสมควรแล้วกระมัง” เขาพูดพลางยื่นมือมาแตะตัวของนาง ความสั่นสะท้านของร่างกายอันบอบบางของนางทำให้เขาหัวเราะหึหึ ออกมา
“อ้ายเซียงมีฤทธิ์ที่ไม่ธรรมดา ขนาดข้าที่เป็ผู้ฝึกยุทธ์ยังแทบจะไม่อาจจะฝืนตนเองได้แต่เ้ากลับแข็งแกร่งยิ่งนักจนป่านนี้แล้วยังไม่เสียสติ คุณหนูใหญ่ซูความสามารถของเ้านั้นไม่ธรรมดาเลย” คำพูดของเขาทำให้ซูเหม่ยถิงได้แต่ทอดถอนใจออกมา
“หากไม่เพราะร่างกายของหม่อมฉันอ่อนแอยิ่งนัก หม่อมฉันก็คงจะลุกขึ้นมากอดรัดฟัดเหวี่ยงท่านอ๋องไปแล้ว” เมื่อนางพูดเช่นนี้รุ่ยอ๋องก็เลิกคิ้วขึ้นมาด้วยคิดว่าหากนางทำเช่นนั้นจริงๆ เขาคงได้ลงมือทำร้ายนางจนตายได้ในหมดเดียวแน่ ซึ่งเขาคิดว่านางเองก็น่าจะรู้ถึงความจริงในข้อนี้ดีเช่นกัน รวมทั้งคนที่วางแผนการชั่วในครั้งนี้ด้วย
“เ้าอยากให้ข้าช่วยเ้าหรือไม่” คำถามประโยคนี้ของเขาทำให้ซูเหม่ยถิงรีบหลับตาลงเพื่อปิดบังแววตาของตนเอง ตอนนี้นางไร้เรี่ยวแรงแม้แต่จะขยับตัว ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมนางจึงได้มาอยู่ในร่างนี้ คงเพราะซูเหม่ยถิงคนเก่าน่าจะตายไปภายใต้ฤทธิ์ยาอันร้ายแรงนี้ไปแล้ว สาเหตุที่นางทนข่มใจอยู่ได้เช่นนี้ล้วนเป็เพราะความอยากมีชีวิตรอดเพียงเท่านั้น