"พี่หลิวหลี ตอนแรกข้านึกว่าผู้าุโซูจะเป็พวกสัตว์ประหลาดเฒ่าอายุหลายร้อยปีเสียอีก ไม่นึกเลยว่าเขาจะเป็ถึงองค์ชายของตระกูลโบราณ"
"แล้วเ้ายังเรียกเขาว่าผู้าุโอีกหรือ?"
"ฮิฮิ เรียกจนชินแล้วนี่นา อีกอย่างพี่หลิวหลีท่านก็เรียกแบบนี้ไม่ใช่หรือ หากวันหน้าพวกท่านได้ 'อย่างว่า' กันจริง ๆ แล้วท่านยังเรียกเขาแบบนี้ มันจะไม่ตื่นเต้นหรอกหรือเ้าคะ?"
"ในหัวเ้าคิดอะไรอยู่กันแน่ เชื่อหรือไม่ว่าข้าจะส่งเ้ากลับไปจริง ๆ ?"
"หึ พี่หลิวหลีท่านกล้าพูดหรือว่าท่านไม่มีความรู้สึกแบบนั้นกับผู้าุโซู?"
"..."
เสวี่ยหลิวหลีไม่ได้ตอบ
คำถามแบบนี้ แค่มีคำตอบในใจก็พอแล้ว หากพูดออกมาจะดูไม่เป็ธรรมชาติเอาได้
"จริงด้วยพี่หลิวหลี พรุ่งนี้จะเป็งานประลองใหญ่ของนิกายเซียนกระบี่เมฆาแล้ว ท่านพ่อส่งข่าวมาว่าท่านกับท่านปู่ทวดจะมาด้วย จะให้ท่านพ่อกับท่านปู่ทวดมาสู่ขอท่านเลยดีไหมเ้าคะ?"
"สู่ขอหัวเ้าสิ..."
...
สุดท้ายทั้งสองคนเดินเที่ยวในนิกายได้ไม่นาน ก็กลับมายังตำหนักชิงอวิ๋น
ซูฉางเกอกลับมาถึงในเวลานี้พอดี
ทั้งสามคนจึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเผชิญหน้ากัน
"ผู้าุโซู!"
เสวี่ยหลิวชิงทักทายอย่างเปิดเผย
เสวี่ยหลิวหลีใบหน้าแดงระเรื่อเล็กน้อย แต่ก็ทักทายตามเสวี่ยหลิวชิงไปด้วย
ซูฉางเกอตัดการสนทนากับระบบในหัว แล้วยิ้มตอบทั้งสองคนอย่างสุภาพ
"ผู้าุโ พรุ่งนี้ท่านคงจะยุ่งมากใช่ไหมเ้าคะ ได้ยินลูกศิษย์ของพวกท่านบอกว่าท่านต้องไปเป็ประธานในการทดสอบของพวกเขาด้วย?" เสวี่ยหลิวชิงดึงมือเสวี่ยหลิวหลีเดินนำหน้ามาหยุดตรงหน้าซูฉางเกอ แล้วเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
เมื่อได้ยินดังนั้น
ซูฉางเกอยิ้มบาง ๆ แล้วตอบว่า "คนที่ยุ่งที่สุดไม่น่าจะเป็ข้าหรอก เพราะข้าไม่ได้มีหน้าที่ต้อนรับแขก"
ซูฉางเกอรับผิดชอบเพียงแค่การประลองใหญ่ของนิกายเท่านั้น
ส่วนหน้าที่ต้อนรับตระกูลและนิกายอื่น ๆ ทั้งหมดเป็หน้าที่ของโจวยวนและเหล่าผู้าุโ
"อ้อ เป็เช่นนี้เอง ผู้าุโเ้าคะ ดูเหมือนพี่สาวของข้าจะมีเื่อยากจะพูดกับท่าน เช่นนั้นข้าไม่รบกวนแล้ว ข้าขอตัวเข้าไปก่อนนะเ้าคะ"
พูดจบ เสวี่ยหลิวชิงก็ขยิบตาให้เสวี่ยหลิวหลีด้วยแววตาเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม และก่อนที่ซูฉางเกอจะทันตั้งตัว นางก็วิ่งเข้าไปในเรือนทันที
เสวี่ยหลิวหลีแก้มแดงปลั่ง ก้มหน้าลงเล็กน้อย ไม่กล้าสบตากับซูฉางเกอ
ซูฉางเกอมองด้วยสายตาเ้าเล่ห์
โฉมงามระดับล่มเมืองกำลังจะโถมตัวเข้าหาเขา เขาจะปฏิเสธได้ลงหรือ?
แน่นอนว่าต้องปฏิเสธ แต่เสวี่ยหลิวหลียังมีค่าให้ใช้ประโยชน์ เพราะนางเป็หนึ่งในฮาเร็มของพระเอก ในอนาคตอาจจะนำค่าโชคชะตามาให้เขาได้มากขึ้น
"มีอะไรจะพูดกับข้าหรือ?"
ซูฉางเกอรู้ดีว่าเสวี่ยหลิวหลีคิดอย่างไรกับเขา เพราะค่าความประทับใจสูงกว่า 70 แล้ว หากเขาเป็คนระยำจริง ๆ เสวี่ยหลิวหลีคงถูกเขากินจนไม่เหลือแม้แต่กระดูกไปนานแล้ว
เสวี่ยหลิวหลีค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น เมื่อสายตาทั้งสองประสานกัน นางสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ และรวบรวมความกล้าสบตากับซูฉางเกอ
"ผู้าุโ แม้ว่าการถามแบบนี้อาจจะดูปุบปับไปเสียหน่อย แต่... ท่านคิดว่าข้าเป็อย่างไรเ้าคะ?"
พอพูดจบ แก้มของนางก็แดงซ่านขึ้นมาทันที และรอยแดงนั้นก็ยิ่งเข้มขึ้นเรื่อย ๆ
ซูฉางเกอชะงักไปเล็กน้อย
นี่คือการบอกใบ้ตรง ๆ เลยสินะ?
เด็กสาวในโลกนี้รุกหนักขนาดนี้ทุกคนเลยหรือ?
ด้วยยึดหลักการ 'ไม่เริ่มก่อน ไม่ปฏิเสธ ไม่รับผิดชอบ' ซูฉางเกอยิ้มอย่างอ่อนโยน ขยับกายก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวเพื่อเข้าใกล้นางมากขึ้น แล้วเอ่ยด้วยเสียงหัวเราะเบา ๆ ว่า
"ข้าว่าเ้าดีมาก หน้าตางดงาม นิสัยก็อ่อนโยน มองปราดเดียวก็รู้ว่าเ้าเป็หญิงสาวที่ดีมากคนหนึ่ง"
เมื่อได้ยินน้ำเสียงที่นุ่มนวลของซูฉางเกอ ริมฝีปากเล็ก ๆ ของเสวี่ยหลิวหลีก็ยกยิ้มบาง ๆ ดวงตาที่ใสกระจ่างพลันเปล่งประกายสดใส รอยยิ้มนั้นช่างตราตรึงใจยิ่งนัก
[ติ๊ง! ค่าความประทับใจของเสวี่ยหลิวหลี +2]
ซูฉางเกอ "..."
บ้าจริง!
นี่ข้าให้ 'บัตรคนดี' นางไปแล้ว แต่นางยังไม่เข้าใจความหมายอีกหรือ?
เอาเถอะ สงสัยนางคงจะไม่เข้าใจจริง ๆ ...
ในขณะนั้น
รอบด้านเริ่มมีลูกศิษย์จำนวนมากมารวมตัวกัน พวกเขากำลังเฝ้ามองฉากรักที่กำลังจะเกิดขึ้นระหว่างผู้าุโซูและเสวี่ยหลิวหลี ลูกศิษย์ชายต่างพากันอิจฉาจนตาแดงก่ำ ส่วนลูกศิษย์หญิงกลับเหลือเพียงความน้อยเนื้อต่ำใจเต็มเปี่ยม...
ซูฉางเกอกระแอมไอเบา ๆ
แล้วขยับถอยห่างจากเสวี่ยหลิวหลีอย่างแเี
เล่นต่อไม่ได้แล้ว
การเอาความรู้สึกของผู้อื่นมาล้อเล่นเป็พฤติกรรมที่ไร้ศีลธรรมอย่างยิ่ง เขาขอประณามการกระทำของตนเองอย่างรุนแรง แต่ความรู้สึกนี้มันช่างน่าเสพติดเสียจริง...
ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้วว่าทำไมโลกนี้ถึงมีคนระยำอยู่มากมายขนาดนี้
ซูฉางเกอรู้สึกว่าเขาควรจะเป็ผู้ชายที่ดี จะต้องไม่เดินเข้าสู่เส้นทางที่ไม่อาจหวนกลับนี้เด็ดขาด!
เขาสะบัดมือไล่ลูกศิษย์รอบ ๆ พร้อมส่งสายตาเตือน พวกเ้าเป็อะไรกันไปหมด งานประลองใหญ่ใกล้จะถึงแล้ว เ้าพวกนี้ไม่ตั้งใจบำเพ็ญเพียร แต่กลับมีอารมณ์มาแอบดูเื่ชาวบ้านที่นี่หรือ?
เหล่าลูกศิษย์มองด้วยสายตาเ้าเล่ห์ แต่เมื่อเจอสายตาเตือนของผู้าุโซู ก็รีบวิ่งกลับไปบำเพ็ญเพียรทันที
ฝูงชนแยกย้ายกันไปอย่างรวดเร็ว
ซูฉางเกอส่ายหัว
"ลูกศิษย์นิกายของพวกท่านนี่ร่าเริงดีนะเ้าคะ ไม่เหมือนในตระกูลของข้า เพราะการแข่งขันด้านทรัพยากร ปกติทุกคนนอกจากบำเพ็ญเพียรแล้ว แทบจะไม่มีการปฏิสัมพันธ์กันเลย"
เสวี่ยหลิวหลีมองตามกลุ่มลูกศิษย์ที่วิ่งหนีไปด้วยรอยยิ้มในดวงตา เป็เพราะการบำเพ็ญเพียรในตระกูลนั้นน่าเบื่อเกินไป นางจึงพาเสวี่ยหลิวชิงออกมาฝึกฝนยังโลกภายนอก
จนถึงตอนนี้ เสวี่ยหลิวหลียังไม่แน่ใจว่านางควรจะขอบคุณปรมาจารย์ศพผีผู้นั้นหรือไม่ เพราะหากไม่ใช่เพราะเขา นางก็คงไม่ได้พบกับซูฉางเกอ...
ทั้งสองไม่ได้คุยเื่นั้นต่อ แต่เดินเข้าไปในลานหน้าตำหนักชิงอวิ๋นด้วยกัน ในสวนของซูฉางเกอไม่เพียงแต่ปลูกพืชิญญาไว้มากมาย แต่ยังมีการสร้างศาลาพักผ่อนไว้ที่ด้านข้างด้วย
ภายในศาลา
ซูฉางเกอนั่งลงอย่างผ่อนคลาย
ข้างกายเขา
เสวี่ยหลิวหลีแก้มแดงระเรื่อ รวบรวมความกล้านั่งลงใกล้ ๆ กับซูฉางเกอ
ในอากาศมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของสาวแรกรุ่นโชยมาเป็ระยะ ซูฉางเกอยังคงสีหน้าปกติ เขาหยิบกาน้ำชาบนโต๊ะรินน้ำชาให้เสวี่ยหลิวหลีถ้วยหนึ่ง
"ได้ยินว่าตระกูลเสวี่ยของพวกเ้าอยู่ที่จงโจวหรือ?"
ซูฉางเกอส่งถ้วยชาให้เสวี่ยหลิวหลีพร้อมเอ่ยถาม
เมื่อรับถ้วยชามา ััได้ถึงความร้อนที่แผ่ออกมา ซึ่งดูเหมือนจะเป็อุณหภูมิในใจของนางในขณะนี้ เสวี่ยหลิวหลีเอ่ยขอบคุณเบา ๆ ก่อนจะตอบว่า
"เ้าค่ะ หลังจากตระกูลเซวี่ยของพวกข้าย้ายมาที่แดนเหนือร้างเมื่อร้อยปีก่อน ก็พำนักอยู่ที่จงโจวมาโดยตลอด"
ซูฉางเกอจิบชาคำหนึ่ง วางถ้วยชาลงแล้วยิ้มบาง ๆ "ข้าอยากจะถามเื่คนคนหนึ่งหน่อย?"
เสวี่ยหลิวหลีจ้องมองเขาแล้วพยักหน้า
"เย่เฟิง เ้าจักรู้จักหรือไม่?"
สิ้นคำ
คิ้วเรียวงามของเสวี่ยหลิวหลีขมวดเข้าหากันเล็กน้อย นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบอย่างไม่มั่นใจนักว่า
"ข้าเคยได้ยินชื่อนี้เ้าค่ะ ในการแข่งขันนักปรุงโอสถที่จัดขึ้นที่จงโจวครั้งนั้น ผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับหนึ่ง ดูเหมือนจะเป็เด็กหนุ่มที่ชื่อเย่เฟิง ไม่ทราบว่าเป็คนเดียวกับที่ผู้าุโพูดถึงหรือไม่เ้าคะ?"
"อาจจะใช่"
ซูฉางเกอแสดงท่าทีไม่ใส่ใจ แต่ในใจนั้นมั่นใจเต็มร้อย ชนะเลิศการแข่งขันนักปรุงโอสถ แถมชื่อและนามสกุลยังตรงกัน หากไม่ใช่พระเอกเย่เฟิงแล้วจะเป็ใครไปได้?
เ้าหมอนี่ต้องมีนิ้วทองคำหรืออะไรบางอย่างแน่ มิเช่นนั้นด้วยภูมิหลังครอบครัวแบบนั้น ไม่มีทางที่จะเรียนรู้วิชาปรุงโอสถขั้นสูงได้ สมกับเป็บุตรแห่งโชคชะตาจริง ๆ วาสนาหมุนวนรอบตัวเขาตลอดเวลา
มิน่าเล่า ในความทรงจำสุดท้ายเสวี่ยหลิวหลีถึงได้กลายเป็หนึ่งในฮาเร็มของเย่เฟิง ที่แท้นางก็เคยได้ยินชื่อของเย่เฟิงมาตั้งนานแล้ว
เย่เฟิงเคยเป็อันดับหนึ่งของการแข่งขันนักปรุงโอสถแห่งจงโจว และตอนนี้ยังเป็ผู้ท้าชิงตำแหน่งบุตรศักดิ์สิทธิ์ของแดนศักดิ์สิทธิ์ัฟ้า ด้วยฐานะเช่นนี้บวกกับค่าโชคชะตาของพระเอก ย่อมชนะใจหญิงสาวได้โดยง่าย
แต่ตอนนี้เสวี่ยหลิวหลีน่าจะชอบเขา ไม่รู้ว่าหลังจากได้พบกับเย่เฟิงแล้ว นางจะยังชอบเย่เฟิงอยู่หรือไม่?
จากที่ซูฉางเกอทำความรู้จักกับเสวี่ยหลิวหลีใน่สองวันที่ผ่านมา ประกอบกับพฤติกรรมของนางในอนาคตตามความทรงจำ หญิงสาวผู้นี้ดูไม่ใช่คนที่จะตกหลุมรักใครได้ง่าย ๆ แต่หากรักแล้ว ก็อาจจะเป็ประเภทที่ยอมสละได้แม้กระทั่งชีวิต
นี่แหละถึงจะเป็หญิงสาวที่ดี
เขาแทบไม่กล้าหลอกลวงนางเลย
เฮ้อ การจะเป็ผู้ชายที่ดีนี่มันยากจริง ๆ